กิจกรรมที่  2.1  สำรวจหรือสืบค้นข้อมูล 

(1) เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมและดัดแปลงแก้ไข
-  บันทึกภาพเสื้อผ้า “ก่อน” และ “หลัง”  ซ่อมแซมและดัดแปลง

ที่มา : www.market2u.com

(2) เกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า  (เคล็ดลับ)  ตามหัวข้อต่อไปนี้  

-   การซักผ้าเสื้อผ้า

                     

 ซักผ้า ผ้าสีและผ้าขาวควรซักแยกออกจากกัน ถ้าเป็นผ้าลินินควรซักในน้ำร้อนซึ่งผสมน้ำยาซักแห้งหรือน้ำยาทำความสะอาด น้ำร้อนจะช่วยทำให้ผ้าสะอาดขึ้น เมื่ออบผ้าให้แห้งแล้วผ้าจะคงรูปทรงยิ่งขึ้น ถ้าไม่แน่ใจว่าสีจะตกหรือไม่ ให้ทดลองซักเศษผ้าหรือมุมผ้าดูประมาณ 2-3 นาที ถ้าน้ำมีสีคือสีผ้าตก ไม่ควรนำผ้ามาอบ ควรใช้วิธีนำผ้าผึ่งตาก ถ้าผ้าตกสี ให้แยกออกมาซักด้วยมือ อย่าใช้เครื่องซักผ้า ใช้สบู่อ่อน ๆ หรือน้ำยาซักผ้าผสมน้ำอุ่นค่อนข้างเย็นแล้วซักออกด้วยน้ำเย็น จากนั้นนำผ้าที่ซักแล้วห่อผ้าขนหนูม้วน เพื่อให้ซับน้ำออกมากที่สุด แล้วจึงเอาผ้าออกจากผ้าขนนหนูตากในที่ร่ม นำมารีดในขณะที่ผ้ายังชื้นอยู่นิด ๆ ใช้เต้ารีดที่ไม่ร้อนจัด

ที่มา : http://www.phahomhom.com/?page_id=23

 -  เคล็ดลับการรีดเสื้อผ้า

   - กางเกงที่มีรอยยับที่ขอบกางเกง ถ้าต้องการให้เรียบและอยู่คงทน ให้ใช้เศษสบู่ถูที่รอยพับด้านในเล็กน้อยก่อนทำการรีด จะทำให้กางเกงเรียบสวย

                                 

   - เนคไท ถ้าต้องการรีดให้เรียบ ให้ตัดกระดาษแข็งขนาดเล็กกว่าเนคไทเล็กน้อย พอสอดเข้าไปในเนคไทได้ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ คลุมเนคไทไว้ แล้วรีดเนคไทตามปกติด้วยความร้อนปานกลาง

   - การรีดกระโปรงจีบรอบตัว ให้ใช้กิ๊บดำหนีบรอยจีบแต่ละรอยไว้ แล้วจึงรีดผ้า กิ๊บดำที่หนีบ 1ไว้จะช่วยให้แนวจีบของกระโปรงชัดเจนและรีดได้ตรงแนวเดิม
   - การรีดเสื้อแขนยาวหรือเสื้อมีปก ให้รีดผ้าที่ส่วนแขน และปกก่อน จากนั้นจึงรีดตัวเสื้อ

   - เสื้อเชิ้ต เป็นเสื้อที่เวลาสวมใส่ส่วนใหญ่จะเก็บชายเสื้อไว้ในกางเกง ดังนั้นเวลารีดเสื้อเชิ้ตจึงไม่ต้องรีดเน้นส่วนชายเสื้อมากนัก เพื่อจะได้ไม่เปลืองแรงในการรีดผ้า

ที่มา http://xn--12ctf1ad3g5bb0df4b3ltc.com/

การทำความสะอาดรอยเปื้อนบนผ้า มีดังต่อไปนี้

  1. เสื้อผ้าที่เลอะคราบครีม เนย น้ำมัน : ขจัดคราบโดยนำแป้งที่ใช้สำหรับทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่มีความร้อนพอสมควร ทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบออกจนหมด แล้วจึงนำไปซัก

  2. เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือด : ขจัดคราบโดยนำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วนำไปขยี้น้ำออก

  3. เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ : ขจัดคราบโดยใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งข้นๆ ถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก

  4. เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดฝังแน่น : ขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็น ที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชูซับน้ำให้แห้ง

  5. เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบกาแฟ : ขจัดคราบโดยใช้แป้งข้าวเจ้าถู แล้วซักได้ตามปกติ

  6. เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบชอกโกแล็ต : ขจัดคราบโดยรีบนำไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบฝังแน่น ช่วยด้วย จากนั้นนำไปซักแห้ง

ที่มา https://sites.google.com/site/sitesample

กิจกรรมที่  2.2  บันทึกแนวคิด 

หัวข้อ:  นักเรียนจะนำความรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?

  นำไปใช้โดยบอกถึงเคล็ดลับการทำความสะอาดกับคนในครอบครัวเพื่อที่จะได้ให้คนในครอบครัวรู้และสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้คนในครอบครัวห่างไกลจากการใช้สารเคมี ซึ่งจากการที่ได้เรียนรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้านั้นเราสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองและยังเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่อีกด้วย

                    

กิจกรรมที่  2.3  คำถามพัฒนากระบวนการคิด

1.  ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย  จงอธิบาย 

- สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี จะทำให้ผู้ใส่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโดยธรรมชาติ ดูดีจากภายใน 
- การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตนเอง 
- ความเหมาะสมกับกาลเทศะก็เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เราดูดีขึ้นได้

ที่ีมา http://www.baanmaha.com/community/thread25974.html

2.  หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ 

1. ควรรู้ว่ารูปร่างลักษณะของเรานั้นมีส่วนดีที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้เสริมส่วนดีเหล่านั้นให้เด่นขึ้น
2. ควรรู้ข้อบกพร่องหรือส่วนที่ไม่สมส่วนในรูปทรงของเรา เพื่อที่จะได้แก้ไขโดยกลบหรือพรางส่วนนั้นเสีย 
3. ควรรู้ว่าตนเองมีบุคลิกลักษณะแบบไหน เพื่อจะได้แต่งให้เหมาะสม 
4. ควรรู้ว่าเสื้อผ้าสีอะไร ใช้อย่างไร จึงจะช่วยเสริมผิวพรรณและรูปร่างของผู้สวมใส่ให้งามขึ้น 
5. ควรสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความประณีตและกลมกลืนกับตัว 
6. ควรพิถีพิถันและประณีตให้มาก 
7. ควรรักษา ซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ประณีตและสะอาดอยู่เสมอ 
8. ควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ 
9. การแต่งกายที่ยึดหลักประหยัด ควรมีเสื้อผ้าน้อยชุด แต่สามารถใช้ได้หลายงาน 
10. ควรหัดใช้เครื่องประดับตกแต่งประกอบ
11. ควรหัดนั่ง เดิน ยืน ในท่าที่สำรวม สุภาพเรียบร้อย

ที่มาhttp://www.baanmaha.com/community/thread25974.html

3.  เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้

•  คนอ้วนและคนผอม

                             

 - คนอ้วน  ควรเลือกใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม เช่น สีดำ สีน้ำตาล สีน้ำเงิน สีกรมท่า ฯลฯ ไม่ควรเลือกเสื้อเป็นลายทางตามขวางมาใส่ (ลายทางในแนวนอน) เพราะจะเป็นการเน้นความกว้างให้เด่นชัดเข้าไปอีก ควรเลือกลายทางตามยาว (ลายทางในแนวดิ่ง)ซึ่งจะเน้นความยาวของลำตัว ทำให้ดูหุ่นเพรียวขึ้นได้ อีกอย่างที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ เสื้อผ้ารัด และเสื้อผ้าหลวมโคร่ง ดังนั้นควรใส่เสื้อผ้าพอดีตัวเข้ารูปจะดีกว่า

ที่มาhttp://www.musicradio.in.th/station/viewthread.php?action=printable&tid=10539 

 - คนผอม สามารถเลือกสวมใส่เสื้อผ้าลายทางได้ทุกประเภท แต่อย่าเลือกชุดลายทางดิ่ง เพราะจะทำให้รูปร่างผอมลงยิ่งขึ้น

•   คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ

  - คนที่มีสีผิวขาวเหลือง: เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะที่จะ สวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน

  - คนที่มีสีผิวคล้ำ: เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีขาว เป็นต้น ซึ่ง จะสะท้อนความสว่างของสีผิว

ที่มาhttp://snaturbysrithai.com/blog/roipadpankao/2009/04/26/61/

•  คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

  - คนรูปร่างเล็ก ใส่กางเกงที่เข้ารูปพอดีกับต้นขาและสะโพก จะช่วยทำให้ช่วงขาดูยาวขึ้น ถ้าหากว่าใส่เสื้อยาว ให้เอาชาย เสื้อไว้ข้างในกางเกง ซึ่งจะทำให้เห็นขาที่ยาวขึ้น ในทางตรงกันข้าม การปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกง นอกจากจะดูไม่สภาพ รุ่มร่ามแล้ว ยังจะทำให้ดูช่วงขาสั้นอีกด้วย

   - คนรูปร่างใหญ่ เลือกเสื้อที่ชายยาวๆ และไม่ต้องเก็บชายเสื้อเข้ากางเกง  หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อหรือกางเกงที่เป็นลายแนวตั้ง แต่ให้เลือกใส่เป็นแนวนอนแทน

4.  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย  จะใช้ริ้วลายแบบไหน
        เป็นคนอ้วน ผิวขาวและรูปร่างใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าแนวขวางหรือแนวนอน ควรเลือกเสื้อผ้าลายเป็นแนวดิ่ง 

5.  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

    เครื่องเกาะเกี่ยว เป็นวัสดุที่ใช้ยึดเสื้อผ้าให้ติดกันโดยสามารถเปิดและปิด  เพื่อการถอดออกหรือสวมใส่ได้สะดวก  มีหลายชนิด  ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธีติดและการใช้งานต่างกัน  เครื่องเกาะเกี่ยวสามารถใช้บังคับรูปร่างของเสื้อผ้า  และใช้เป็นสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าได้  เช่น  การติดกระดุมที่มีรูปร่างลวดลายแปลก ๆ การใช้รังดุมเจาะหรือกุ๊นที่สวยงามประณีต สามารถทำให้เสื้อผ้าดูมีราคาขึ้นได้ เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้กันทั่วไป  ได้แก่  กระดุม  ตะขอ  และซิป

    -กระดุม    

     กระดุมเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวชนิดหนึ่ง  เพื่อบังคับไม่ให้รอยผ่าหรือรอยเปิดทับซ้อนกันโดยไม่แยกกระดุมที่ติดผ้าหรือสาบชิ้นล่าง  ในขณะที่ผ้าหรือสาบชิ้นบนต้องเจาะช่องเพื่อให้กระดุมลอดผ่านได้  ช่องที่เจาะนี้เรียกว่ารังดุม

  -ตะขอ

                             

ตะขอ  ใช้สำหรับติดเสื้อ คอเสื้อ ขอบกระโปรง ขอบกางเกง ตะขอมี 2 ชนิด ได้แก่ 1.  ตะขอขนาดเล็ก  2. ตะขอขนาดใหญ่

  - ซิป

   ซิป  เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวที่เปิดปิดได้  ใช้กับของใช้ในบ้านและงานเสื้อผ้า  มีตั้งแต่ขนาด 3 - 24 นึ้ว  แต่ละขนาดใช้งานต่างกัน ควรใช้ให้เหมาะสมกับงานมีขนาดต่างๆกัน การติดซิปมี 2 ชนิด ได้แก่  1.  การติดซิปด้วยมือ  2.  การติดซิปด้วยจักร

เสื้อผ้าที่ใส่ส่วนใหญ่ซ่อม ต้องซ่อมแซม คือ กระดุม เพราะส่วนใหญ่แล้วกระดุมมักเป็นสิ่งที่หลุดได้ง่ายที่สุด หากกระชากแรงๆ ก็อาจหลุดได้ง่าย

6.  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ

การติดกระดุมไม่มีก้าน  การเย็บกระดุมชนิดนี้จะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ

1.  วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัว 
2.  แทงเข็มขึ้นรูหนึ่งและแทงลงอีกรูหนึ่ง  ทำซ้ำประมาณ 2 - 3 ครั้ง  เพื่อให้แน่น  หนา ใช้ด้ายพันเส้นด้ายล่างเม็ดกระดุมหลายๆ รอบ  เพื่อให้เกิดเนื้อที่ว่าง
3.  แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บหลายๆ ครั้ง  แล้วตัดด้ายออก

การติดตะขอขนาดเล็ก  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้
1.  กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
2.  สอดด้ายลงใต้สาบ  สอยยึดปลายหัวตะขอเกี่ยวให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้หัวตะขอเกี่ยวเคลื่อน
3.  ตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับติดด้านขวามือติดกับสาบบน  ให้หัวตะขอเลยสันทบเข้าไปเล็กน้อย โดยใช้วิธีสอยพันด้วยมือรอบส่วนขาของตะขอเกี่ยว
4.  ติดตะขอรับทางด้านซ้ายมือให้หัวตะขอยื่นออกไปจากสันทบเล็กน้อย เมื่อเกี่ยวกันแล้วจะไม่เห็นตะขอ  สอยพันยึดให้เรียบร้อยเช่นกัน
5.  ตะขอเกี่ยวที่มีตัวรับถักเป็นตัวหนอน

การติดตะขอขนาดใหญ่   ควรทำตามชั้นตอนดังนี้
1.กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ
2.ติดตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับบนเส้นกลางของตะเข็บข้างตัวหรือกลางลำตัว
3.ติดตะขอรับบนเส้นกลางตะเข็บทางด้านซ้ายมือ
4.ติดตะขอรับให้หัวตะขออยู่บนกลางตะเข็บทางขวา

7.  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง

                              

       การปะเพื่อการตกแต่ง เป็นการนำผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นลวดลายหรอต้องการให้เกิดลวดลายมาวางทับบน เสื้อผ้าและปักริมโดยวิธีใด วิธีหนึ่ง การปะอาจใช้ด้ายสีหรือกระดุมเพื่อตกแต่งก็ได้ในการตกแต่ง เราควรเลือกสีของชิ้นส่วนก่อนจากนั้นนํามาปักเข้ากับเนื้อผ้าที่เราต้องการ ให้ได้ตามลายที่เราวางเอาไว้

8.ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้
 
    การปะด้านนอก ต้องหาผ้าที่มีขนาดใหญ่กว่ารอยขาดทุกด้านด้านละ 2 ซม. เพื่อพับริมกันลุ่ย แล้วพับซ่อนด้านใน 1 ซม. นำมาเย็บติดปิดรอยขาด แล้วตกแต่งด้วยลวดลายในแบบต่างๆ

9.  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร
 
   ใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาง่าย เช่น ด้ายสีต่างๆ เชือก ริบบิ้น ลูกไม้ เป็นต้น ก็สามารถมาตกแต่งตะเข็บ ให้สวยงามได้ เช่นการสอยพันริมผ้า การกุ๊น การตกแต่งตะเข็บรอยต่อด้วยการปัก
 
10 อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า

วิธีการซักเสื้อผ้า 
1.นำสิ่งของออกจากกระเป๋าให้หมด 
2.ถ้าพบว่าเสื้อผ้าชำรุด ควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อนซัก 
3.แยกผ้าสีและผ้าขาวออกเป็นพวกๆ
4.ซักด้วยน้ำเปล่าก่อน 1 ครั้ง แล้วซักในน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง ให้หมดคราบผงซักฟอก
5.นำขึ้นตากโดยกลับตะเข็บเสียก่อน แล้วใส่ไม้แขวนเสื้อ ถ้าเป็นเสื้อสี ให้แขวนไว้ในที่ร่มและลมพัดผ่านได้ดี
 
วิธีการรีดเสื้อ  โดยทั่วไปปฏิบัติได้ดังนี้
1.พรมน้ำให้ทั่ว   ไม่ต้องให้เปียกมากนัก  แล้วม้วนไว้ในอ่าง  คลุมผ้าไว้ 
2.เตรียมที่รองรีดให้พร้อม
3.เตรียมเตารีด  ปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับเสื้อผ้าที่จะรีด
4.รีดส่วนที่เป็นสาบ  ขอบเอว
5.รีดปกเสื้อ  ด้านหลัง  ด้านหน้า  ระวังอย่าให้ย่น
6.รีดตัวเสื้อด้านหน้าและด้านหลัง
7.รีดแขนทั้งสองข้าง  ไม่ให้มีรอยสันแขน
8.ใส่ไม้แขวน