กิจกรรมที่  2.1  สำรวจหรือสืบค้นข้อมูล 

(1) เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมและดัดแปลงแก้ไข
-  บันทึกภาพเสื้อผ้า “ก่อน” และ “หลัง”  ซ่อมแซมและดัดแปลง

จากภาพเป็นการดัดแปลงจากเสื้อแขนยาวให้เป็นเสื้อแขนสั้นที่ดูหวานขึ้น

การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า

การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้ามีหลักการสำคัญที่ควรพิจารณา  ดังนี้

1.  เลือกใช้วิธีการซ่อมแซมและดัดแปลงให้เหมาะสม

เสื้อผ้าที่ชำรุดเป็นรอยขาด  อาจจะถูกหนามเกี่ยวขาดเป็นรูปปากฉลาม  ถูกเตารีดร้อนจัดเป็นรอยไหม้  ก่อนที่เราจะซ่อมแซมรอยขาดเหล่านี้จะต้องตัดรอยขาดนั้นทิ้ง  แล้วเปลี่ยนผ้าใหม่เข้าไปแทน  เป็นการดัดแปลงแบบใหม่ก็ได้  ทั้งนี้ควรดูตำแหน่งที่ขาดประกอบการพิจารณาด้วย

2.  ออกแบบให้เหมาะสมกับวัยของผู้ใช้

การ นำเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผ้าชำรุดมาดัดแปลง  ควรคำนึงถึงวัยของผู้สวมใส่ด้วย  เช่น  เสื้อผ้าผู้ใหญ่  จากเดิมเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นธรรมดา  เมื่อนำมาดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็กก็ควรติดลูกไม้  จีบ  ระบาย  เปลี่ยนแขนทรงกระบอกเป็นแขนพอง  ทำโบติดที่คอเสื้อ  หรือผูกเอว  จะช่วยให้แลดูเหมาะสมกับวัยเด็กมากขึ้น

3.  เลือกใช้อุปกรณ์ตกแต่งให้เหมาะกับเนื้อผ้า

ก่อน ที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า  ควรเลือกหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ให้เหมาะกับเนื้อผ้าที่ชำรุด  เพื่อให้ส่วนที่ซ่อมแซมหรือดัดแปลงขึ้นใหม่มีสภาพกลมกลืนกับเสื้อผ้าตัวเดิม มากที่สุด  เช่น  เลือกกระดุม  สีและแบบเดียวกับเม็ดเดิมที่หลุดหายไป  ใช้ด้ายสีเดียวกันกับผ้าที่จะซ่อม  ใช้เศษผ้าที่มีเส้นใยชนิดเดียวกันมาปะกับรอยผ้าที่ขาด  เป็นต้น

4.  เตรียมเครื่องมือให้พร้อม

เครื่องมือที่ ใช้ในการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า  เช่น  เข็ม  ด้าย  จักร  กรรไกร  ควรเตรียมไว้ให้พร้อม  ตรวจดูให้อยู่ในสภาพดี  ใช้งานได้  นำไปจัดวางไว้ใกล้บริเวณที่จะปฏิบัติงาน  เพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวก  และช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

5.  คำนึงถึงความคุ้มค่า

สิ่งสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาก่อนที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า คือ  ประโยชน์ที่จะได้รับจากการซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าชิ้นนั้น ๆ   คุ้มค่ากับเวลา  เงิน  แรงงาน  ที่ต้องเสียไปหรือไม่  ถ้านำเสื้อผ้าที่ซ่อมแล้วไปใส่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ ก็ไม่คุ้มค่า  แต่ถ้านำไปใส่อีกนานนับปีถือว่าเป็นการคุ้มค่า  นอกจากนี้ยังควรนำสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วมาใช้  ไม่ควรซื้อสิ่งใหม่ที่มีราคาแพงก็จะช่วยประหยัดได้อีกทางหนึ่ง

แหล่งอ้างอิง : http://planet.kapook.com/danudanu/blog/viewnew/109388

(2) เกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า  (เคล็ดลับ)  ตามหัวข้อต่อไปนี้  
-  การซักรีดเสื้อผ้า
-  การทำความสะอาดรอยเปื้อนบนผ้า

การซักรีดเสื้อผ้า


การซักผ้าให้ถูกวิธีควรปฎิบัติตามดังนี้
๑. ก่อนการซักผ้า ให้ล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกตัว หากมีวัตถุสิ่งของตกค้างอยู่ให้เอาออกจากกระเป๋า หากมีเสื้อที่ชำรุดให้แยกออก และซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนนำไปซัก
๒. แยกผ้าขาว ผ้าสี ออกจากกัน เสื้อเด็กและเสื้อผู้ใหญ่ควรแยกซัก เพราะเสื้อเด็กจะสกปรกมากกว่าเสื้อผู้ใหญ่
๓. นำน้ำเปล่าผสมสารซักฟอกอย่างอ่อนใส่กะละมัง แช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที โดยแยกระหว่างผ้าสีและผ้าขาว เพื่อให้น้ำผสมสารซักฟอกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าและใยผ้าคายความสกปรกออกมา ในการแช่ผ้าไม่ควรนำกางเกงใน ถุงเท้า แช่ปนกับเสื้อ
๔. ขยี้หรือแปรงเสื้อผ้าให้ทั่ว ส่วนที่สกปรกมากได้แก่ ปกเสื้อ ส่วนพับปลายแขน ขอบกางเกง ปากกระเป๋าให้แปรงขยี้จนสะอาด
๕. บีบผ้าเอาน้ำสารซักฟอกออกมาควรบิดผ้าแรง ๆ
๖. ซักผ้าที่แปรงแล้ว ๓-๔ ครั้ง จนหมดน้ำสารซักฟอก

แหล่งอ้างอิง : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nidhiporn&month=12-2010&date=01&group=10&gblog=4

การกำจัดรอยเปื้อนต่างๆ บนเสื้อผ้า

รอยเปื้อนกาว ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อน นำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ

รอยเปื้อนขี้ผึ้ง วางกระดาษซับบนรอยเปื้อนแล้วกดด้วยเตารีดที่ร้อน เปลี่ยนกระดาษจนกระทั่งไขทั้งหมด
ถูกดูดซับไปหมด สำหรับผ้าเนื้อบางหรือผ้าไหมให้ใช้กระดาษทิชชูซับแทนกระดาษธรรมดา และใช้เตารีด
ที่ไม่ร้อนมาก

รอยเปื้อนไข่ ผสมน้ำซักผ้ากับน้ำอุ่น แล้วนำผ้าเปื้อนไปซัก

คราบน้ำตาเทียน ใช้ก้อนน้ำแข็งขูดเกล็ดเทียนออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงใช้กระดาษประกบบริเวณที่เปื้อน
ทั้ง ๒ ด้าน แล้วใช้เตารีดอุ่นๆ รีดทับจนน้ำตาเทียนซึมออกมาติดกับกระดาษแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ

คราบโคลน ปล่อยให้โคลนแห้ง แล้วใช้แปรงปัดออก ซักด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้งจนไม่มีน้ำโคลนออกมา
จึงซักด้วยผงซักซอก

คราบน้ำชา รีบเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อนบนผ้าที่เพิ่งเปื้อนจนรอยจางลง จากนั้นนำไปซักในน้ำอุ่นกับสบู่
ถ้ายังไม่ออกให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ด แล้วจึงนำไปซัก

น้ำผลไม้, น้ำมันพืช นำผ้าที่เปื้อนไปขึงให้ตึงบนปากกะละมัง เทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน แล้วจึงนำผ้าไปซัก

รอยเปื้อนน้ำหมึก ก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาวลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน
จึงค่อยนำไปซัก

รอยเปื้อนกาแฟ ใช้แป้งข้าวเจ้าถูบริเวณรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

รอยเปื้อนน้ำส้มสายชู ผสมแอมโมเนีย ๑ ช้อนชา ในน้ำ ๒ ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วนำผ้าไปแช่ ๒-๓ นาที
ล้างออกแล้วซักตามปกติ

รอยเปื้อนช็อกโกแลต รีบนำผ้าที่เปื้อนไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบช่วยด้วย จากนั้นนำไปซัก
ตามปกติ

รอยเปื้อนเลือด นำนมข้นหวานทาบริเวณรอยเปื้อน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปขยี้น้ำออก

รอยเปื้อนคราบเลือดจางๆ ใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนข้น นำไปถูเบาๆ ตรงรอยเปื้อน
เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก

รอยเปื้อนคราบเลือดฝังแน่น ใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็นที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่า
ถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชู่ซับน้ำให้แห้ง

เปื้อนครีม เนย น้ำมัน นำแป้งฝุ่นทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู่ หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่ร้อน
พอสมควร วางทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบมันออกหมด จึงนำไปซัก

รอยเปื้อนสนิม นำผ้ามาชุบน้ำให้เปียกก่อน บีบน้ำมะนาวลงไปบนรอยเปื้อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

ผ้าขาวที่ออกสีเหลือง ใช้เปลือกไข่ป่นละเอียด ใส่ในกะละมังซักผ้า แช่ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงซักตามปกติ

ผ้าขึ้นรา (เล็กน้อย) นำผ้าไปซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือบีบมะนาวลงไปตรงที่มีราขึ้น แล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอก
สักครู่ แล้วจึงซักผ้าตามปกติ

รอยเปื้อนยาแดง เช็ดรอยเปื้อนด้วยแอมโมเนีย หรือซักด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ

รอยเปื้อนยาทาเล็บ ซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำยาล้างเล็บ และเช็ดด้วยผ้าที่สะอาดจนรอยเปื้อนจางลง
(ควรลองหยดน้ำยาทาเล็บลงผ้าก่อน)

รอยเปื้อนยางกล้วย ใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อนที่เป็นคราบดำแล้วรีบนำมาซักทันที

รอยเปื้อนลิปสติก ใช้มันเปลวหมูทาตรงรอยเปื้อน หรือใช้น้ำมันหมูทา แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือ
ใช้ผงซักฟอกโรยตรงรอยเปื้อน แล้วขยี้ จากนั้นจึงซักตามปกติใช้วาสลินถูตรงรอยเปื้อน แล้วนำไปซัก
ตามปกตินำผ้าที่เปื้อนไปแช่ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ ๑ คืน จะทำให้รอยลิปสติกหายไป

รอยเปื้อนดินสอ ใช้ยาสีฟันป้ายลงบนรอยดินสอแล้วขยี้

รอยเปื้อนปากกาลูกลื่น ใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนรอยจางลง แล้วจึงนำไปซัก

รอยเปื้อนหมากฝรั่ง ขูดยางหมากฝรั่งออกด้วยสันมีด แล้วใช้น้ำแข็งถูเพื่อให้ยางนั้นแข็งตัว
แล้วค่อยๆ แกะออก จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ด นำไปซักในน้ำสบู่อ่อน

คราบเหงื่อไคล ซักด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย หรือน้ำมะนาวละลายยาแก้ปวด ๒ เม็ดลงในน้ำ
แช่ผ้าไว้สักครู่ จึงค่อยซักตามปกติ

แหล่งอ้างอิง : http://www.bkps.ac.th/a06_Education/18Education.htm

  กิจกรรมที่  2.2  บันทึกแนวคิด 

หัวข้อ:  นักเรียนจะนำความรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ?

             การดูแลและการทำความสะอาดเสื้อผ้าถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เสื้อผ้าสะอาดมองดูใหม่อยู่เสมอ และสามารถใช้งานได้ยาวนาน โดยใช้น้ำและสารซักฟอกเพื่อขจัดเหงื่อไคล ฝุ่นละอองหรือคราบอื่นๆที่เปื้อนเสื้อผ้า นอกจากนั้น การจัดเก็บเสื้อผ้าอย่างเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ จะช่วยให้เกิดความสะดวกเมื่อต้องการสวมใส่ เสื้อผ้าที่สะอาดมีส่วนช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพให้แก่ผู้สวมใส่ ดังนั้น จึงควรศึกษาและปฏิบัติให้ถูกวิธี

 กิจกรรมที่  2.3  คำถามพัฒนากระบวนการคิด 

1.  ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย  จงอธิบาย 

พื้นฐานของการแต่งกาย
- สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี จะทำให้ผู้ใส่มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโดยธรรมชาติ ดูดีจากภายใน
- การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพของตนเอง
- ความเหมาะสมกับกาลเทศะก็เป้นส่งที่ช่วยส่งเสริมให้เราดูดีขึ้นได้

แหล่งอ้างอิง : http://www.baanmaha.com/community/thread25974.html

2.  หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ

หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกาย

1. ควรรู้ว่ารูปร่างลักษณะของเรานั้นมีส่วนดีที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้เสริมส่วนดีเหล่านั้นให้เด่นขึ้น

2. ควรรู้ข้อบกพร่องหรือส่วนที่ไม่สมส่วนในรูปทรงของเรา เพื่อที่จะได้แก้ไขโดยกลบหรือพรางส่วนนั้นเสีย

3. ควรรู้ว่าตนเองมีบุคลิกลักษณะแบบไหน เพื่อจะได้แต่งให้เหมาะสม

4. ควรรู้ว่าเสื้อผ้าสีอะไร ใช้อย่างไร จึงจะช่วยเสริมผิวพรรณและรูปร่างของผู้สวมใส่ให้งามขึ้น

5. ควรสวมใส่เสื้อผ้าด้วยความประณีตและกลมกลืนกับตัว

6. ควรพิถีพิถันและประณีตให้มาก

7. ควรรักษา ซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ประณีตและสะอาดอยู่เสมอ

8. ควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ

9. การแต่งกายที่ยึดหลักประหยัด ควรมีเสื้อผ้าน้อยชุด แต่สามารถใช้ได้หลายงาน

10. ควรหัดใช้เครื่องประดับตกแต่งประกอบ

11. ควรหัดนั่ง เดิน ยืน ในท่าที่สำรวม สุภาพเรียบร้อย

แหล่งอ้างอิง : http://www.baanmaha.com/community/thread25974.html
3.  เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้
* คนอ้วนและคนผอม
* คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ
* คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

หุ่นอวบอ้วนอึ๋ม

       คนอ้วนที่ต้องการเลือกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูผอมเพรียวและสูงขึ้นควรเลือกใส่กางเกงขายาวแบบขาตรง สวมเสื้อคอวี สีของเครื่องแต่งกายทั้งเสื้อผ้า กางเกง รองเท้า ให้เป็นไปในโทนสีเดียวกัน จะช่วยให้หุ่นเพรียวสูงขึ้นได้ แต่ต้องหลีกเลี่ยงกางเกงเอวสูง แม้ว่าจะช่วยทำให้ดูช่วงขายาวได้ก็จริง แต่สำหรับคนอ้วนถือเป็นข้อห้าม เพราะจะเป็นการเน้นเนื้อส่วนเกินบริเวณหน้าท้องให้เด่นชัดขึ้น สำหรับปัญหาสะโพกใหญ่ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้ก็มีวิธีแก้ไขโดยเลือกใส่กางเกงเอวต่ำ (ไม่ควรต่ำเกินไปจนดูโป๊) สีเข้ม ช่วยอำพรางสะโพกได้ แต่มีข้อห้ามอยู่ว่าต้องไม่ฟิตจัดหรือมีกระเป่าใบใหญ่ๆตรงบั้นท้าย เพราะจะเป็นการเน้นสะโพกให้ดูใหญ่ขึ้นไปอีก
           หุ่นผอมเพรียว
 
          คนผอมมีหลายแบบ ทั้งผอมเพรียวสมส่วน (จัดว่าโชคดีเพราะเลือกเสื้อผ้าได้ง่าย) ผอมเตี้ย ผอมแต่ช่วงตัวยาว ผอมแต่ช่วงตัวสั้น ผอมแบบไร้สะโพก ฯลฯ แต่ละแบบก็เป็นปัญหาในการเลือกเสื้อผ้าไม่ต่างกับคนที่มีหุ่นอวบอ้วนเลย แต่ถ้ารู้จักเทคนิคในการเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับหุ่นของตัวเองดังที่ผู้เขียนกำลังจะนำเสนอในวันนี้ ก็สามารถแต่งตัวให้ดูดีได้เหมือนกัน

แหล่งอ้างอิง : http://www.thaifittips.com/article/article.php/31-05-2009%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81.htm

 เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิว

 ผิวอมชมพู

สีผิวแบบนี้จะส่งผลให้เจ้าของผิวดูเปล่งปลั่งและดูมีสุขภาพดีกว่าสีผิวอื่นๆ ฉะนั้นเสื้อผ้าที่เลือกใส่ควรเลือกเป็นโทนที่อ่อนๆ สดใสๆ อย่างสีฟ้าอมเขียว สีฟ้าอ่อน โกโก้ สีชมพูอ่อน สีส้ม เป็นต้น เพราะโทนสีเหล่านี้จะช่วยทำให้สีผิวของคุณดูเจรดจรัสเกินหน้าคนอื่นๆ เชียวค่ะ

ผิวขาวอมเหลือง

สาวที่มีผิวขาวมากนั้นถือว่าค่อนข้างโชคดีเหมือนสาวผิวอมชมพู เพราะสามารถเลือกโทนสีๆหนๆ มาส่วมใส่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเขียว สีฟ้า สีชมพู เป็นต้น ฉะนั้น อย่าแปลกใจถ้าจะมีใครแอบชำเลืองคุณด้วยความอิจฉา ผิวพรรณที่ต่างกันจะให้สวมเสื้อผ่าสีเดียวกันแล้วดูสวยงามเหมือนกัน คงเป็นไปไม่ได้ ควรเลือกสีสันเสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิวจะดีกว่าค่ะ

ผิวขาวซีด

สีผิวที่ขาวจนเกินไปจนแลดูเหมือนสุขภาพไม่แข็งแรงนัก ควรเลือกสีที่มีโทนค่อนข้างเข็ม หรือหม่นสักเล็กน้อยเพื่อขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้นเล็กน้อย เช่น สีแดงเข้ม สีเหลืองอมน้ำตาล สีน้ำตาลไหม้ หรือสีเขียวเข้ม เป็นต้น

 

ผิวสองสี หรือผิวสีน้ำผึ้ง

สาวผิวสีนี้ค่อนข้างดูเซ็กซี่มีเสน่ห์อยู่ในตัว การเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมจึงควรเลือกเสื้อผ้าที่มีสีค่อนข้างอ่อน โดยเฉพาะสีผสมต่างๆ ที่ดูไม่ร้อนแรงหรือเย็นตาจนเกินไป เช่น สีน้ำตาลอมแดง สีเขียวอมฟ้า สีชมพูอมส้ม สีเลือดนก สีชมพูหม่น เป็นต้น

ผิวสีคล้ำ ดำ แทน

ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีโทนกลางๆ ไม่อ่อนจนเกินไปและไม่สดเกินไป หรือเลือกเฉดสีที่ค่อนข้างเข้มก็ดี เช่น สีกรมท่า สีน้ำตาลเข้ม สีฟ้า สีม่วง สีเทา สีเขียวเข้ม เพราะสีเสื้อโทนนี้สามารถทำให้ผิวของคุณดูกลมกลืนกับเสื้อผ้า และยังทำให้คุณดูขาวขึ้นกว่าการใส่เสื้อที่มีสีสันสดๆ

แหล่งอ้างอิง : http://women.mthai.com/beautytipandtrick/18381.html

คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

              คนที่มีรูปร่างใหญ่ก็ควรใส่เสื้อโทนสีเข้มๆ  เพื่ออำพรางรูปร่างใหญ่ของตัวเอง  ในขณะที่คนที่รูปร่างเล็กควรใส่โทนสีอ่อนๆ  เพื่อจะได้ดูตัวไม่เล็กเกินไป
4.  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย  จะใช้ริ้วลายแบบไหน

            เป็นคนที่คนที่มีสีผิวขาวเหลืองควรจะสวมเสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน

5.  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

เครื่องเกาะเกี่ยว

เป็นวัสดุที่ใช้ยึดเสื้อผ้าให้ติดกันโดยสามารถเปิดและปิด  เพื่อการถอดออกหรือสวมใส่ได้สะดวก  มีหลายชนิด  ซึ่งแต่ละชนิดมีวิธีติดและการใช้งานต่างกัน  เครื่องเกาะเกี่ยวสามารถใช้บังคับรูปร่างของเสื้อผ้า  และใช้เป็นสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าได้  เช่น  การติดกระดุมที่มีรูปร่างลวดลายแปลก ๆ การใช้รังดุมเจาะหรือกุ๊นที่สวยงามประณีต  สามารถทำให้เสื้อผ้าดูมีราคาขึ้นได้ เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้กันทั่วไป  ได้แก่  กระดุม  ตะขอ  และซิป

            เสื้อผ้าที่ใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมซิป  ตะขอ  และกระดุมที่ชอบหลุด 

6.  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ

1.การติดกระดุมแป๊บ  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้

แสดงการวางกระดุมฝาบน(ตัวผู้)ตรงตำแหน่งที่กำหนด  เย็บแบบพันเรียงเส้นด้ายหรือแบบคัทเวิร์ค  รูละ  3  ครั้ง  จนครบทั้ง  4  รู

แสดงการเย็บกระดุมแป๊บ

การนำไปใช้  กระดุมแป๊บใช้กับเสื้อสตรีสำหรับยึดสาบเสื้อ  หรือขอบแขน

2.  กระดุมไม่มีก้าน  คือ  กระดุมมีรู  มีลักษณะเป็นรูปกลม  อาจมี  2  รู  หรือ  4  รู  ปรากฏให้เห็นบนเม็ดกระดุม  เป็นส่วนที่ใช้เย็บติดกับเสื้อผ้า มักใช้กับเสื้อผู้ชาย  เช่น  เสื้อเชิ้ต  เสื้อยืด  กระดุมชนิดนี้เย็บแล้วจะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ

แสดงกระดุมไม่มีก้าน

การติดกระดุม  2  รู  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้ 

แสดงการวางกระดุมตรงตำแหน่งที่ต้องการเย็บ  ใช้ด้าย  2  ทบ  เพื่อให้กระดุมแน่นหนาไม่หลุดง่าย

แสดงการแทงเข็มขึ้นรูหนึ่งและแทงลงอีกรูหนึ่ง  ทำซ้ำประมาณ  3  ครั้ง

แสดงการใช้เส้นด้ายพันด้านล่างเม็ดกระดุม  3 ครั้ง

                       แสดงการแทงเข็มใกล้เส้นด้ายลงใต้ผ้า
                       แสดงการเย็บซ่อนปม  3  ครั้ง  ตัดด้ายออก

การนำไปใช้  กระดุม  2  รู  นิยมใช้กับเสื้อผู้ชาย  เช่น  เสื้อเชิ้ต  เสื้อยืด

การติดกระดุม  4  รู  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้

แสดงการวางกระดุมตรงตำแหน่งที่ต้องการเย็บ  ใช้ด้าย  2  ทบ  แทงเข็มขึ้น-ลง  3  ครั้ง  ทีละคู่

แสดงการแทงเข็มลงข้างกระดุม  ใช้เส้นด้ายพันด้านล่างเม็ดกระดุม  3  ครั้ง

แสดงการเย็บซ่อนปม  3  ครั้ง  ตัดด้ายออก

แสดงการเย็บกระดุม 4 รู แบบคู่ขนาน

แสดงการเย็บกระดุม 4 รู แบบไขว้

การนำไปใช้  กระดุม  4  รูมักใช้กับเสื้อผู้ชาย  เช่น  เสื้อเชิ้ต  เสื้อยืด

แหล่งที่มา : http://writer.dek-d.com/jantana59/story/viewlongc.php?id=689654&chapter=21

การติดตะขอขนาดเล็ก  ควรทำตามขั้นตอนดังนี้

1.  กำหนดตำแหน่งที่จะติดตะขอ

2.  สอดด้ายลงใต้สาบ  สอยยึดปลายหัวตะขอเกี่ยวให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้หัวตะขอเกี่ยวเคลื่อน

3.  ตะขอเกี่ยวหรือตะขอสับติดด้านขวามือติดกับสาบบน  ให้หัวตะขอเลยสันทบเข้าไปเล็กน้อย  โดยใช้วิธีสอยพันด้วยมือรอบส่วนขาของตะขอเกี่ยว

4.  ติดตะขอรับทางด้านซ้ายมือให้หัวตะขอยื่นออกไปจากสันทบเล็กน้อย เมื่อเกี่ยวกันแล้วจะไม่เห็นตะขอ  สอยพันยึดให้เรียบร้อยเช่นกัน

5.  ตะขอเกี่ยวที่มีตัวรับถักเป็นตัวหนอน

แหล่งที่มา :  http://writer.dek-d.com/jantana59/story/viewlongc.php?id=490341&chapter=4

 7.  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง

การปะเพื่อการตกแต่ง เป็นการนำผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นลวดลายหรอต้องการให้เกิดลวดลายมาวางทับบน เสื้อผ้าและปักริมโดยวิธีใด วิธีหนึ่ง การปะอาจใช้ด้ายสีหรือกระดุมเพื่อตกแต่งก็ได้ในการตกแต่ง เราควรเลือกสีของชิ้นส่วนก่อนจากนั้นนํามาปักเข้ากับเนื้อผ้าที่เราต้องการ ให้ได้ตามลายที่เราวางเอาไว้

 8.  ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้

การตกแต่งกางเกงยีนส์ด้วยเศษผ้า  การรู้จักตกแต่งดัดแปลงเสื้อผ้าจะทำให้ได้เสื้อผ้าที่แปลกใหม่  กางเกงยีนส์เป็นกางเกงที่นิยมสวมใส่  เมื่อใช้ไปนานๆ อาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย มีวิธีการตกแต่งดัดแปลงโดยการตัดขาให้สั้นลงเพื่อสวมใส่อยู่กับบ้านและ ตกแต่งเพื่อเพิ่มความสวยงามมากขึ้น  ซึ่งในการตกแต่งนั้นควรหาสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย  การตกแต่งกางเกงยีนส์ด้วยเศษผ้านั้น  ถ้าเป็นผ้าธรรมดา  ควรเลือกผ้าที่เนื้อหนา เพื่อความคงรูปอยู่ตัว  และถ้าเป็นผ้าสักหลาดจะประหยัดเวลาในการกันลุ่ยริมผ้า  เพราะว่าเป็นผ้าที่ผลิตโดยวิธีอัดริมผ้าจึงไม่ลุ่ย  ในปัจจุบันนิยมนำกางเกงยีนส์มาตกแต่งโดยใช้วัสดุอื่น ๆ มาตกแต่ง
      ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
   1.    ออกแบบส่วนของเสื้อผ้าที่ต้องการตกแต่ง
   2.    นำผ้าไปปะในส่วนที่ต้องการตกแต่ง
   3.    กลัดด้วยเข็มหมุดในตำแหน่งที่ต้องการ  และเนาเพื่อให้ติดกัน
   4.    ปักหรือเย็บตามแบบที่ได้ออกไว้ถ้าเศษผ้าที่นำมาตกแต่งเป็นผ้าทอธรรมดาควรทำคัท
เวิร์คริมผ้า  เพื่อกันเนื้อผ้าหลุดลุ่ย

9.  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน  นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร

ชนิดของตะเข็บที่เย็บด้วยมือ
1. การเนา

    ตะเข็บเนาเท่า  ใช้เนาผ้าสองชิ้นเข้าด้วยกันในส่วนที่มีการฝืนผ้า  เช่น  เมื่อจะเนาผ้า  ชิ้นใหญ่ให้พอดีกับผ้าชิ้นเล็ก  หรือในส่วนที่เป็นผ้าเส้นโค้ง
     ตะเข็บเนาไม่เท่า  ใช้เนาเป็นเส้นนำสำหรับเนาชายผ้า  หรือบางครั้งใช้เนาเพื่อ ประกอบตัวเสื้อสำหรับการลองตัว
    ตะเข็บเนาเฉียง  ใช้เนาผ้าชั้นนอกกับผ้ารองในปกเสื้อ  สาบเสื้อหรือใช้เนารังดุมที่กุ๊นด้วยผ้าเพื่อไม่ให้แยกเสียรูป
    ตะเข็บเนาแบบเทเลอร์  ใช้เนาผ้าสองชิ้นที่เป็นผ้าเนื้อหนา  ผ้าที่กลิ้งกดรอยไม่ได้   เนาแล้วแยกผ้าสองชิ้นออกจากกัน  พอด้ายตึงตัดด้ายเนากลางระหว่างผ้าสองชิ้น   แยกผ้าออก  รอยเนาใช้แทนการกลิ้งรอยบนผ้า

2. ตะเข็บสอย       

10.  อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า

 การซักผ้า

1. ตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้าว่ามีเครื่องตกแต่งติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีให้เอาออกก่อน หากมีตัวไหนชำรุด ก็ซ่อมให้เรียบร้อย

2. แยกผ้าออกเป็นประเภท

3. กำจัดรอยเปื้อน

4. แช่ผ้าในน้ำธรรมดาก่อนประมาณ 10-20 นาที และละลายผงซักฟอกในน้ำพอท่วมผ้า

5. ถ้าผ้าสกปรกมากให้ใช้น้ำอุ่นช่วยในการซัก และใช้แปรงซักผ้าช่วยแปรงตรงรอยเปื้อนหากเป็นผ้าหนา และล้างน้ำสะอาด

การรีดผ้า

1. พรมน้ำผ้าที่จะรีด ตามลักษณะของเส้นใยที่ต้องการความชื้น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 -10 นาที

2. ปรับอุณหภูมิเตารีด ให้ความร้อนเหมาะสมกับชนิดของผ้า

3. ใช้วิธีรีดที่ถูกต้องตามส่วนต่างๆของเสื้อ รีดตามความยาวของเส้นใย ถ้ารีดตามขวาง ผ้าจะยืดเสียรูปทรง

4. ขณะที่รีดผ้าควรให้สายเตารีดเรียบไม่ม้วนงอ เพราะจะทำให้สายเสียดสีกัน ทำให้ฉนวนหุ้มสายไฟไม่ทน และควรรีดผ้าหลายๆ ชิ้นในครั้งเดียวกัน