กิจกรรมที่  2.1 สำรวจหรือสืบค้นข้อมูล

(1)เกี่ยวกับเสื้อผ้าที่จะซ่อมแซมและดัดแปลงแก้ไข

 

การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า

การซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้ามีหลักการสำคัญที่ควรพิจารณา  ดังนี้

1.  เลือกใช้วิธีการซ่อมแซมและดัดแปลงให้เหมาะสม

เสื้อผ้าที่ชำรุดเป็นรอยขาด  อาจจะถูกหนามเกี่ยวขาดเป็นรูปปากฉลาม   ถูกเตารีดร้อนจัดเป็นรอยไหม้   ก่อนที่เราจะซ่อมแซมรอยขาดเหล่านี้จะต้องตัดรอยขาดนั้นทิ้ง   แล้วเปลี่ยนผ้าใหม่เข้าไปแทน  เป็นการดัดแปลงแบบใหม่ก็ได้   ทั้งนี้ควรดูตำแหน่งที่ขาดประกอบการพิจารณาด้วย

2.  ออกแบบให้เหมาะสมกับวัยของผู้ใช้

การ  นำเสื้อผ้าเก่าหรือเสื้อผ้าชำรุดมาดัดแปลง   ควรคำนึงถึงวัยของผู้สวมใส่ด้วย  เช่น  เสื้อผ้าผู้ใหญ่   จากเดิมเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นธรรมดา   เมื่อนำมาดัดแปลงเป็นเสื้อผ้าสำหรับเด็กก็ควรติดลูกไม้  จีบ  ระบาย   เปลี่ยนแขนทรงกระบอกเป็นแขนพอง  ทำโบติดที่คอเสื้อ  หรือผูกเอว   จะช่วยให้แลดูเหมาะสมกับวัยเด็กมากขึ้น

3.  เลือกใช้อุปกรณ์ตกแต่งให้เหมาะกับเนื้อผ้า

ก่อน  ที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า   ควรเลือกหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ให้เหมาะกับเนื้อผ้าที่ชำรุด   เพื่อให้ส่วนที่ซ่อมแซมหรือดัดแปลงขึ้นใหม่มีสภาพกลมกลืนกับเสื้อผ้าตัวเดิม  มากที่สุด  เช่น  เลือกกระดุม  สีและแบบเดียวกับเม็ดเดิมที่หลุดหายไป   ใช้ด้ายสีเดียวกันกับผ้าที่จะซ่อม   ใช้เศษผ้าที่มีเส้นใยชนิดเดียวกันมาปะกับรอยผ้าที่ขาด  เป็นต้น

4.  เตรียมเครื่องมือให้พร้อม

เครื่องมือที่  ใช้ในการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า  เช่น  เข็ม  ด้าย  จักร  กรรไกร   ควรเตรียมไว้ให้พร้อม  ตรวจดูให้อยู่ในสภาพดี  ใช้งานได้   นำไปจัดวางไว้ใกล้บริเวณที่จะปฏิบัติงาน  เพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวก   และช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

5.  คำนึงถึงความคุ้มค่า

สิ่งสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาก่อนที่จะซ่อมแซมหรือดัดแปลงเสื้อผ้า คือ   ประโยชน์ที่จะได้รับจากการซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าชิ้นนั้น ๆ    คุ้มค่ากับเวลา  เงิน  แรงงาน  ที่ต้องเสียไปหรือไม่   ถ้านำเสื้อผ้าที่ซ่อมแล้วไปใส่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ ก็ไม่คุ้มค่า   แต่ถ้านำไปใส่อีกนานนับปีถือว่าเป็นการคุ้มค่า   นอกจากนี้ยังควรนำสิ่งตกแต่งเสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วมาใช้   ไม่ควรซื้อสิ่งใหม่ที่มีราคาแพงก็จะช่วยประหยัดได้อีกทางหนึ่ง

 

ประโยชน์ของการซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้า

ช่วยประหยัดรายจ่าย

สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจรายจ่ายของครัวเรือนไทยพบว่า  ครอบครัวคนไทยมีรายจ่ายเฉลี่ยประมาณเดือนละ  9,828  บาท   ใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค  8,595  บาท   ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายเฉพาะค่าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องแต่งกาย  322  บาท   (ประมาณ  ร้อยละ  3.3)   ถ้าเราซ่อมแซมและดัดแปลงเสื้อผ้าไว้ใช้ก็จะช่วยประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ลงได้  เพราะไม่ต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ชำรุด   ยิ่งถ้าเราสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องจ้างช่างตัดเสื้อยิ่งจะช่วยประหยัดราย  จ่ายของครอบครัวเพิ่มขึ้นอีก   และยังสามารถเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นด้านอื่น ๆ ได้

ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งานของเสื้อผ้า       

การซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด หรือ  ดัดแปลงเสื้อผ้าแบบเดิมที่ล้าสมัยให้เป็นแบบใหม่  แล้วนำกลับมาสวมใส่   จะทำให้สามารถใช้เสื้อผ้าชุดนั้น ๆ ต่อไปได้อีกนาน   ซึ่งนับเป็นการใช้งานที่คุ้มค่า

ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน

เวลาที่เราเล่นหรือไปเที่ยวสนุกสนานเป็นเวลาที่สูญเปล่าไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าเรานำเวลาที่มีอยู่มาวางแผนซ่อมแซมดัดแปลงเสื้อผ้าไว้ใส่จะเป็นการใช้  เวลาที่เกิดประโยชน์มากกว่า

เกิดความภาคภูมิใจในการทำงาน

การซ่อมแซมเสื้อผ้าชำรุด  การดัดแปลงเสื้อผ้าด้วยตนเอง   เมื่อทำได้สำเร็จย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจ นอกจากนั้นยังอาจมีผู้อื่นชื่นชมผลงานของเราอีกด้วย

ที่มาhttp://planet.kapook.com/danudanu/blog/viewnew/109388

 



(2)เกี่ยวกับการทำความสะอาดเสื้อผ้า (เคล็ดลับ)  ตามหัวข้อต่อไปนี้ 

การซักรีดเสื้อผ้า

การซักผ้าให้ถูกวิธีควรปฎิบัติตามดังนี้

๑. ก่อนการซักผ้า ให้ล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกตัว หากมีวัตถุสิ่งของตกค้างอยู่ให้เอาออกจากกระเป๋า หากมีเสื้อที่ชำรุดให้แยกออก และซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนนำไปซัก
๒. แยกผ้าขาว ผ้าสี ออกจากกัน เสื้อเด็กและเสื้อผู้ใหญ่ควรแยกซัก เพราะเสื้อเด็กจะสกปรกมากกว่าเสื้อผู้ใหญ่
๓. นำน้ำเปล่าผสมสารซักฟอกอย่างอ่อนใส่กะละมัง แช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที โดยแยกระหว่างผ้าสีและผ้าขาว เพื่อให้น้ำผสมสารซักฟอกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าและใยผ้าคายความสกปรกออกมา ในการแช่ผ้าไม่ควรนำกางเกงใน ถุงเท้า แช่ปนกับเสื้อ
๔. ขยี้หรือแปรงเสื้อผ้าให้ทั่ว ส่วนที่สกปรกมากได้แก่ ปกเสื้อ ส่วนพับปลายแขน ขอบกางเกง ปากกระเป๋าให้แปรงขยี้จนสะอาด
๕. บีบผ้าเอาน้ำสารซักฟอกออกมาควรบิดผ้าแรง ๆ
๖. ซักผ้าที่แปรงแล้ว ๓-๔ ครั้ง จนหมดน้ำสารซักฟอก

ที่มาhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nidhiporn&month=12-2010&date=01&group=10&gblog=4

 

-  การทำความสะอาดรอยเปื้อนบนผ้า

เสื้อผ้าสีขาวที่เริ่มจะกลายเป็นสีเหลืองสามารถแก้ไขได้โดยใช้เปลือกไข่ป่นละเอียด ใส่ลงไปในอ่างแช่ผ้า ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงซัก
เสื้อผ้าที่เลอะคราบครีม เนย น้ำมันขจัดคราบโดยนำแป้งที่ใช้สำหรับทาตัวมาโรย ใช้กระดาษทิชชู หรือกระดาษบางอื่นๆ วางทับ นำเตารีดที่มีความร้อนพอสมควร ทับบนกระดาษ จนแป้งดูดคราบออกจนหมด แล้วจึงนำไปซัก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือด ขจัดคราบโดยนำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วนำไปขยี้น้ำออก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ ขจัดคราบโดยใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งข้นๆ ถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงปัดฝุ่นออก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบเลือดฝังแน่นขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำจุ่มน้ำเย็น ที่ผสมเกลือจนชุ่ม ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้ทิชชูซับน้ำให้แห้ง

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบกาแฟขจัดคราบโดยใช้แป้งข้าวเจ้าถู แล้วซักได้ตามปกติ

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบชอกโกแล็ตขจัดคราบโดยรีบนำไปแช่น้ำอุ่นทันทีที่เปื้อน อาจใช้น้ำยาขจัดคราบฝังแน่น ช่วยด้วย จากนั้นนำไปซักแห้ง

เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำตาเทียนขจัดคราบโดยใช้ก้อนน้ำแข็งขูดเกล็ดเทียนออกให้มากที่สุด จากนั้นจึงใช้กระดาษประกบบริเวณที่เปื้อนทั้ง 2 ด้าน แล้วใช้เตารีดอุ่นๆ รีดทับจนน้ำตาเทียนซึมออกมาติดกับกระดาษ
เสื้อผ้าที่เลอะโคลนขจัดคราบโดยปล่อยให้โคลนแห้ง ใช้แปรงปัดออก ซักด้วยน้ำเย็นหลายๆ ครั้ง จนไม่มีน้ำโคลนออกมา จึงซักด้วยผงซักฟอก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำชาขจัดคราบโดยรีบเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อนบนผ้าที่ยังเป็นรอยใหม่อยู่จนสีจางลงแล้ว รีบนำไปซักทันที ให้ซักในน้ำอุ่นกับสบู่ ถ้ายังไม่ออก ให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเช็ด แล้วจึงซัก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำผลไม้ น้ำมันพืชขจัดคราบโดยให้ขึงผ้าที่เปื้อนบนปากถัง เทน้ำเดือดลงตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซัก

เสื้อผ้าที่เลอะน้ำมันขัดเงาขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำชุบทินเนอร์ทาบริเวณที่เปื้อนในขณะที่ยังเปียกอยู่ ใช้น้ำยาซักผ้า ขยี้ตรงรอยเปื้อนทันที นำมาแช่ในน้ำอุ่น แล้วรีบซักทันที

เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำมันดิบขจัดคราบโดยขูดน้ำมันดิบที่ติดอยู่ออกด้วยมีดที่ไม่คม แล้วถูด้วยน้ำมันสน หรือน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบนซิน (ห้ามใช้น้ำเด็ดขาด)

เสื้อผ้าที่ขึ้นราเล็กน้อย ขจัดคราบโดยรีบนำผ้าที่ขึ้นราใหม่ๆ ซักในน้ำสบู่ร้อนๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ / ให้บีบมะนาวลงไป แล้วแช่ผ้าไว้ในผงซักฟอกสักครู่ จึงซักผ้าตามปกติ

เสื้อผ้าที่เปื้อนรอยสนิมขจัดคราบโดยนำผ้ามาชุบน้ำให้เปียกก่อน บีบน้ำมะนาวลงไปบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงนำไปซักตามปกติ

เสื้อผ้าที่เลอะคราบเบียร์ขจัดคราบโดยซักในน้ำเย็นทันที หรือใช้แปรงจุ่มน้ำเย็น แปรงตรงรอยเปื้อนทันที

เสื้อที่เลอะคราบน้ำมันรถ (น้ำมันเครื่อง)ขจัดคราบโดยใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน จนรอยเปื้อนจางลง แล้วจึงนำไปซัก

เสื้อผ้าที่เปื้อนคราบน้ำส้มสายชูขจัดคราบโดยผสมแอมโมเนีย 1 ช้อนชา ในน้ำ 2 ถ้วย (ครึ่งลิตร) แล้วแช่ 2-3 นาที ล้างออกแล้วซักตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะคราบน้ำหมาก น้ำหมึกขจัดคราบโดยก่อนซักให้นำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบน้ำมะนาว ลงไปให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน จึงค่อยนำไปซัก

เสื้อผ้าที่เลอะกาว ขจัดคราบได้โดย ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อน นำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะขี้ผึ้งขจัดคราบโดยการวางกระดาษซับบนรอยเปื้อนแล้วกดด้วยเตารีดที่ร้อน เปลี่ยนกระดาษจนกระทั่งไขทั้งหมดถูกดูดซับไปหมด ถ้าเป็นผ้าที่บาง หรือผ้าไหมให้ใช้กระดาษทิชชู และเตารีดที่เย็นกว่า
เสื้อผ้าที่เลอะไข่ขจัดคราบได้โดยให้ผสมน้ำยาซักผ้ากับน้ำอุ่นซัก
เสื้อผ้าที่เลอะยางกล้วย ขจัดคราบโดยใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อน ที่เป็นคราบดำ แล้วรีบนำมาซักทันที
เสื้อผ้าที่เลอะยาทาเล็บขจัดคราบโดยซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำยาล้างเล็บ และเช็ดด้วยผ้าที่สะอาด จนกระทั่งรอยเปื้อนจางลง (ควรลองหยดน้ำยาล้างเล็บลงผ้าก่อน)   

เสื้อผ้าที่เลอะยาแดงขจัดคราบโดยเช็ดรอยเปื้อนด้วยแอมโมเนีย หรือซักด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำ
 เสื้อผ้าที่เลอะมัสตาร์ดขจัดคราบโดยใช้น้ำส้มสายชูถู แล้วรีบนำไปซัก
เสื้อผ้าที่เลอะคราบปัสสาวะให้ซับที่รอยเปื้อน ด้วยแอมโมเนียเจือจาง หรือเบคกิ้งโซดา แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วซักได้ตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะคราบเหงื่อ มี 3 วิธี1.ขจัดได้โดยซักด้วยน้ำที่ผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย หรือน้ำมะนาว 2.แช่ผ้าไว้ในน้ำยาซักผ้าที่ทำให้เจือจางในน้ำจากนั้นซักได้ตามปกติ 3.ละลายแอสไพริน 2 เม็ดลงในน้ำ แล้วแช่ผ้าไว้สักครู่ จึงซักตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะหมึกแห้งขจัดคราบได้โดย ใช้สเปรย์ฉีดผมฉีดตรงรอยนั้น ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำอย่างละเท่ากัน เช็ดให้แห้งแล้วนำไปซัก
เสื้อผ้าที่เลอะหมึกจีน ขจัดคราบได้โดย ให้ฝนหัวผักกาดขาวห่อด้วยผ้ากอซ ถูจนรอยเปื้อนจาง แล้วซักตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะสีน้ำมันขจัดคราบโดยใช้น้ำมันเบนซินเช็ดรอยเปื้อนให้ชุ่ม แล้วใช้น้ำมันสนเช็ดอีกที จากนั้นซักตามปกติ
เสื้อผ้าที่เลอะสีเคลือบเงาขจัดคราบโดยซับที่รอยเปื้อนด้วยน้ำมันสน หรือผสมแอมโมเนีย กับน้ำมันสนในอัตราส่วนที่เท่ากัน แช่ผ้าไว้จนกระทั่งรอยเปื้อน ละลายออก จากนั้นซักในน้ำสบู่
เสื้อผ้าที่เลอะสีปากกาเมจิกให้ถูด้วยน้ำมันสน แล้วนำไปซัก
เสื้อผ้าที่เลอะคราบปากกาลูกลื่นขจัดคราบโดยใช้ฟองน้ำชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนรอยเลอะจางลง แล้วจึงนำไปซัก
เสื้อผ้าที่เลอะคราบดินสอใช้ยาสีฟันป้ายลงบนรอยดินสอแล้วขยี้
เสื้อผ้าที่เลอะลิปสติก เอามันเปลวหมูทาตรงรอยเปื้อน หรือใช้น้ำมันหมูทา แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้ผงซักฟอกขาว โรยตรงรอยเปื้อนแล้วขยี้ แล้วจึงซักตามปกติ / ใช้วาสลินถูตรงรอยเปื้อนแล้วนำมาซักตามปกติ / นำมาแช้ไว้ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปสติกหาย
เสื้อผ้าที่เลอะยางหญ้า ยางดอกไม้ขจัดคราบโดยนำมาซักในน้ำสบู่ที่ข้นและร้อน ถ้ายังไม่ออกให้ใช้สารฟอกขาวช่วย

ที่มาhttps://sites.google.com/site/sitesample/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2

 

 

กิจกรรมที่ 2.2  บันทึกแนวคิดหัวข้อ: นักเรียนจะนำความรู้เรื่องการทำความสะอาดเสื้อผ้าไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

-ดูแลเรื่องเสื้อผ้า เพราะปัจจุบันก็ซักผ้าเองอยู่แล้ว หากเกิดปัญหามีลอยคราบเปื้อน จะได้แก้ไขได้อย่างถูกต้อง

 กิจกรรมที่ 2.3  คำถามพัฒนากระบวนการคิด

1.ผู้ที่จะแต่งกายได้งามนั้นมีอะไรที่เป็นพื้นฐานของการแต่งกาย  จงอธิบาย

-ความรู้เกี่ยวกับลักษณะร่างกายและเสื้้อผ้าที่เหมาะสม

-รู้จักกาลเทศะแต่งกายเคารพสถานที่

2.หลักที่ควรยึดถือในการแต่งกายมีอะไรบ้าง  เขียนมาเป็นข้อ ๆ

-รู้จักกาละเทศะ

-แต่งตัวให้เหมาะสมกับสถานที่

-แต่งตัวให้เข้ากับฐานะ

-ยึดถือความพอดี พอเพียง พอประมาณ

-ไม่ตามแฟชั่นให้มากนัก

-เลือกเสื้อผ้าที่เข้ากับตัวเอง

3.เปรียบเทียบศิลปะการแต่งกายที่เหมาะสมของบุคคลต่อไปนี้

•     คนอ้วนและคนผอม

รูปร่างผอม 
ใช้เสื้อคอสูงหรือแคบแนบคอ ถ้ามีปกใช้ปกกว้างมากๆ แขนสามส่วนดีกว่าแขนสั้น ผ้าลายขวางดีกว่าผ้าลายยาว ควรจะหลีกเลี่ยง การใส่เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อแขนกุด กระโปรง-กางเกงขาสั้น ควรจะใส่เสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าหนาๆ เช่น ผ้ายีนส์ เสื้อถัก ควรสวมใส่เสื้อกางเกงกระโปรง ที่มีการจับจีบหรือรูดระบายย้วยฟูฟ่องพองออกด้านนอก เพื่อให้แลดูมีเนื้อมากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นแต่ถ้าเป็นกระโปร่งจีบพองอย่าให้สั้นมากไปบังส่วนเอวที่เล็กด้วยผ้าคาดเอวหรือเข็มขัดแถบใหญ่ ใช้เครื่องประกอบการแต่งกายค่อนข้างใหญ่ เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ต่างหู ไม่จำเป็นต้องสวมรองเท้ามีส้นเสมอไป

รูปร่างอ้วน

 คนอ้วนลำคอมักจะสั้น วิธีที่จะทำให้ลำคอดูยาวขึ้นคือควรเลือกใส่เสื้อที่เป็นคอเชิ้ต คอวี จะช่วยเพิ่มความยาวของใบหน้า และลำคอได้ หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อคอปิด คอสูง เพราะจะทำให้คอสั้น และหน้าดูใหญ่ขึ้น ลายของเสื้อควรเป็นลายตั้ง ลายดอกเล็กๆไม่ควรเป็นลายนอนหรือลานขวาง ใช้สีแก่หรือคล้ำ ถ้ามีลายให้ใช้ลายเล็กแคบสีเดียวกันหมด อก เอว แขน เรียบไม่สะดุดตา ใช้เข็มขัดเส้นเล็กหัวเข็มขัดหุ้มผ้าสีเดียวกับเสื้อผ้าเพื่อไม่ให้สะดุดตา ถ้าจะต้องไปงานราตรี ให้ใส่ชุดราตรีเกาะอก ห้ามเด็ดขาดกับการเสริมไหล่ด้วยฟองน้ำ หรือแบบเสื้อที่มีการตกแต่งบนไหล่และลายริ้วขวาง หลีกเลี่ยงการสวมชุดกระโปรงที่เป็นชุดติดกัน ควรสวมเสื้อและกระโปรงแยกชิ้นที่มีมีสีเข้มๆ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนาๆกระโปรงและกางเกงควรเป็นแบบเรียบๆ ทางตรงธรรมดาสีเข้มๆ  ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่าเสมอ


•     คนผิวขาวและคนผิวคล้ำ

ผิวสีคล้ำ

ควรเลือกสีชมพู สีเหลือง สีฟ้า ถ้าชอบลายก็ควรออกลาย สีเหลือง สีฟ้า สีชมพู สีส้ม สีเปลือกข้าวโพด ห้ามเด็ดขาดอย่าเลือกใล้สีขรึมๆ ประเภทออก น้ำตาลแก่ เทาแก่ น้ำเงินแก่ มาสวมเพราะยิ่งทำให้ดูดำคล้ำมากขึ้น 

ผิวสีขาวจัด

ควรเลือกผ้าสีน้ำตาลอ่อน สีเขียวหม่นๆ สีชมพูอมสีปูน สีเหลืองอมสีส้ม สีส้มอมสีน้ำตาล สีเลือดหมู ควรหลีกเลี่ยงใช้สีอ่อนๆ ชมพู สีเหลืองอ่อน เพราะจะทำให้สีผิวซีดเป็นไก่ต้ม ควรใช้สีขรึมๆ จะทำให้ชวนมอง

 

 

•     คนรูปร่างเล็กและคนรูปร่างใหญ่

รูปร่างเตี้ยเล็ก ใส่เสื้อคอวี ถ้าเตี้ยมากไม่ควรสวมสร้อยคอ แบบเสื้อเรียบที่สุดโดยเฉพาะบริเวณอกอย่าเสริมไหล่เสื้อที่แขนพองที่หัวไหล่ เอวเรียบ ถ้าจำเป็นต้องใช้เข็มขัดให้ใช้เล้นเล็กมากๆ เสื้อกระโปร่งชนิดปล่อยทิ้งแนบตัว ใส่รองเท้าส้นสูงเสมอ ชายกระโปร่งสั้นหน่อย พยายามใช้ผ้าพื้น ถ้ามีลายหรือดอกให้ใช้ลายเล็กๆ


รูปร่างสูง คอเสื้อปกสูง ปกเสื้อกว้าง เน้นส่วนเอวให้เด่นด้วยสีสด หรือเข็มขัดผ้าพันเอวใหญ่ ใช้กระโปร่งแนบสะโพก มีเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกจะดูดี ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่า

4.  บรรยายรูปร่างลักษณะของนักเรียน  และอธิบายว่าถ้าจะใช้ผ้าเป็นริ้วเป็นลาย  จะใช้ริ้วลายแบบไหน

 -สูงใหญ่ = คอเสื้อปกสูง ปกเสื้อกว้าง ใช้สีแก่หรือคล้ำ ถ้ามีลายให้ใช้ลายเล็กแคบสีเดียวกันหมด อก เอว แขน เรียบไม่สะดุดตา ใช้เข็มขัดเส้นเล็กหัวเข็มขัดหุ้มผ้าสีเดียวกับเสื้อผ้าเพื่อไม่ให้สะดุดตา ถ้าจะต้องไปงานราตรี ให้ใส่ชุดราตรีเกาะอก ห้ามเด็ดขาดกับการเสริมไหล่ด้วยฟองน้ำ หรือแบบเสื้อที่มีการตกแต่งบนไหล่และลายริ้วขวาง หลีกเลี่ยงการสวมชุดกระโปรงที่เป็นชุดติดกัน ควรสวมเสื้อและกระโปรงแยกชิ้นที่มีมีสีเข้มๆ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนาๆกระโปรงและกางเกงควรเป็นแบบเรียบๆ ทางตรงธรรมดาสีเข้มๆ  ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่าเสมอ

 

5.  เครื่องเกาะเกี่ยวที่ใช้ในการตัดเย็บมีอะไรบ้าง  เสื้อผ้าที่นักเรียนใส่ส่วนใหญ่ต้องซ่อมแซมอะไรบ้าง

      1.  อุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดตัวและการสร้างแบบ     2.  อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเครื่องหมาย     3.  อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัด     4.  เครื่องมือที่ใช้ในการกลัด         5.  อุปกรณ์เครื่องมือในการรีดเพื่อตัดเย็บ     6.  เครื่องมือเบ็ดเตล็ด


6.  อธิบายการติดกระดุมและติดตะขอมาให้เข้าใจ

การติดกระดุม

1.  กระดุมไม่มีก้าน

 การติดกระดุมไม่มีก้าน  การเย็บกระดุมชนิดนี้จะมองเห็นเส้นด้ายที่เย็บ

-  วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัว 

-  แทงเข็มขึ้นรูหนึ่งและแทงลงอีกรูหนึ่ง  ทำซ้ำประมาณ 2 - 3 ครั้ง  เพื่อให้แน่นหนา     ใช้ด้ายพันเส้นด้ายล่างเม็ดกระดุมหลายๆ รอบ  เพื่อให้เกิดเนื้อที่ว่าง

-  แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บหลายๆ ครั้ง  แล้วตัดด้ายออก

หมายเหตุ  การเย็บกระดุม 2 รูและกระดุม 4 รู นั้นเหมือนกัน  โดยกระดุม 4 รูนั้นอาจแทงเข็มเส้นด้ายบนทแยงไขว้กันได้

 

2.การติดกระดุมมีก้าน  การติดกระดุมชนิดนี้จะไม่มีเส้นด้ายเย็บปรากฏบนเม็ดกระดุม

-วางกระดุมตรงตำแหน่งเส้นกลางตัวให้ตรงกึ่งกลางรังดุม  ตัดผ้ารองใต้กระดุมทางด้านผิด

-แทงเข็มทางด้านถูกตรงห่วงก้านกระดุมกับแทงเข็มขึ้นลง 3-4 ครั้ง

-แทงเข็มลงใต้ผ้าเย็บ 3-4 ครั้งและตัดเส้นด้าย


7.  อธิบายการปะเพื่อการตกแต่ง

      การปะเพื่อการตกแต่ง เป็นการนำผ้าหรือวัสดุอื่นๆ ที่เป็นลวดลายหรอต้องการให้เกิดลวดลายมาวางทับบนเสื้อผ้าและปักริมโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง การปะอาจใช้ด้ายสีหรือกระดุมเพื่อตกแต่งก็ได้ในการตกแต่ง เราควรเลือกสีของชิ้นส่วนก่อนจากนั้นนํามาปักเข้ากับเนื้อผ้าที่เราต้องการให้ได้ตามลายที่เราวางเอาไว้

 

8.  ถ้ากางเกงที่ใส่ขาดที่หัวเข่าจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรให้ใช้งานได้

 -ใช้การปะ  หรือหาผ้าที่มีลักษณะคล้ายๆกันมาปะ


9.  ถ้านักเรียนดัดแปลงเสื้อผ้าที่ไม่ใช้เป็นผ้ากันเปื้อน  นักเรียนจะใช้ลวดลายและตะเข็บอะไรตกแต่งและมีวิธีทำอย่างไร


ตะเข็บตกแต่ง เป็นตะเข็บที่ใช้ดัดแปลงเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่มโดยการใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาง่ายหรือเศษวัสดุ เช่น ด้ายสีต่าง ๆ เชือก ริบบิ้น มาตกแต่งตะเข็บให้สวยงาม
การดัดแปลงเสื้อผ้าให้เป็นผ้ากันเปื้อนนั้น สามารถใช้ลูกไม้ หรือ ด้ายมาตกแต่งตะเข็บเพิ่มเติมด้วยวิธีต่างๆ เช่น 
1. การสอยพันริม ใช้ด้ายสีตัดกันกับเนื้อผ้า โดยม้วนชิ้นงานและสอยริมผ้าแบบพันริม หรือถ้าเป็นตะเข็บผ้า ชิ้นที่ต่อกันก็ใช้วิธีสอยพันริม
2. การกุ๊น จับผ้าหน้าของผ้ากุ๊นและชิ้นงานประกบกัน จัดให้ริมเสมอกัน และเย็บห่างจากริมผ้า สอยแบบซ่อนด้าย หรือพันริมไปตามฝีเข็มที่เย็บไว้เดิม
3. การปัก ถ้าจะให้ชิ้นงานนี้มีรอยต่อของผ้าที่ดูสวยงามขึ้น อาจตกแต่งด้วยการปัก เช่น ปักแบบลูกโซ่ หรือปักแบบก้างปลา
หลังจากตกแต่งตะเข็บแล้ว อาจนำเศษผ้า หรือ กระดุมมาตกแต่งผ้ากันเปื้อนนั้นเพิ่มเติมเพื่อให้ดูน่ารักสวยงามยิ่งขึ้น

ที่มา : http://www.str.ac.th/service106/ElearnM4/NG41101/p_5.htm



10.  อธิบายขั้นตอนการซักรีดเสื้อผ้า

วิธีการ ซักเสื้อผ้า มีขั้นตอน ดังนี้

 

1.  นำสิ่ง ของออกจากกระเป๋าให้หมด

2.  ถ้าพบว่า เสื้อผ้าชำรุด ควรซ่อม ให้เรียบร้อยก่อนซัก

3.  แยกผ้าสีและ ผ้าขาวออกเป็นพวกๆ

4.  ซักด้วยน้ำ เปล่าก่อน 1 ครั้ง

5.  ใส่ผง ซักฟอก ลงในอ่างหรือกะละมังประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วจึง ใส่น้ำประมาณ 1 ขันใหญ่ต่อเสื้อ 1 ตัว คนให้ผง ซักฟอกละลายและกระจายไปทั่ว แล้วนำเสื้อ ลงแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 15 นาที ขณะเดียวกัน ควรเตรียมอุปกรณ์ สำหรับตากผ้าไว้ให้เรียบร้อยจะทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น

6.  ขยี้ หรือใช้ แปรงๆที่คอเสื้อ แขนเสื้อ กระเป๋าและซักทั้ง ตัวให้สะอาด บีบน้ำออก แต่ไม่ควรบิดเพราะจะทำให้ ผ้าขาดเร็วขึ้น

7.  ซัก ในน้ำ สะอาด 2-3 ครั้ง ให้หมดคราบผงซักฟอก

8.  นำขึ้นตาก โดยกลับตะเข็บเสียก่อน แล้วใส่ไม้แขวนเสื้อ ถ้า เป็นเสื้อสี ให้แขวน ไว้ในที่ร่มและลมพัดผ่านได้ดี

9.   ถ้าซักด้วยเครื่องครั้งหนึ่ง จะใช้น้ำประมาณ 150-250 ลิตร
10.  น้ำสุดท้ายของ การซักสามารถนำไปเช็ดถูบ้าน หรือรดน้ำต้นไม้ใหญ่ได้ 

วิธีการ รีดเสื้อผ้า  

 

การรีดผ้าโดยใช้เตารีดโดยทั่วไป มี ๒ วิธีคือ การรีดทับซึ่งเป็นวิธีการรีดโดยใช้เตารีดยกทับผ้าทีละส่วนวิธีการนี้จะทำให้ผ้าเรียบเหมาะสำหรับผ้าที่พิถีพิถันและเสียรูปทรงได้ง่ายการไถเป็นวิธีรีดผ้าโดยใช้มือไถไปมาส่วนบริเวณที่ต้องการรีดวิธีนี้จะทำให้รีดได้รวดเร็วถ้ารีดด้วยไฟแรงหรือรีดแรงๆพื้นผิวของผ้าอาจเสียหายหรือเกิดรอยตำหนิได้ หรือทำให้ผ้าเป็นมันเฉพาะส่วนที่เป็นรอยพับ เช่น ปลายแขน ชายกระโปรง เป็นต้น

ทีมา : http://www.xn--42c9ej3bm1bzde.com/article/52-presscloth.html