โขน เป็นมหรสพชั้นสูงที่ใช้แสดงในงานสำคัญๆมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกับหนังใหญ่ เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่โบราณประมาณก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 โดยสันนิษฐานว่า “โขน” ได้พัฒนามาจากการแสดง 3 ประเภท คือ
 
1. การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ มีกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงพระราชพิธีอินทราภิเษกว่า
"ในการพระราชพิธีอินทราภิเษกปลูกเขาพระสุเมรุ (หมายเหตุ : สร้างจากโครงไม้ไผ่ แล้วปิดทับด้วยกระดาษ แล้วจึงทาสีให้แลดูเหมือนภูเขา) สูงเส้นหนึ่งกับ 5 วา ที่กลางสนาม ตั้งภูเขาอิสินธร ยุคนธร สูงสักหนึ่ง และภูเขากรวิกสูง 15 วา ที่เชิงเขาทำเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรเกี้ยว (หมายเหตุ : รัด)พระสุเมรุ แล้วตำรวจแต่งเป็นรูปอสูร 100 มหาดเล็กแต่งเป็นเทพยดา100 และแต่งเป็นพาลี สุครีพ มหาชมพู และบริวารวานรรวม 103 ชักนาคดึกดำบรรพ์โดยมีอสูรชักหัว เทพยดาชักหาง ส่วนวานรอยู่ปลายหาง ครั้นถึงวันที่ 5 ของพระราชพิธีเป็นวันกำหนดให้ชักนาคดึกดำบรรพ์ และวันที่ 6 เป็นวันชุบน้ำสุรามฤต ตั้งน้ำสุรามฤต 3 ตุ่ม ตั้งช้าง 3 ศีรษะ ม้าเผือก อศุภราช (หมายเหตุ : โคซึ่งเป็นเทพพาหนะของพระอิศวร) ครุฑธราช นางดาราหน้าฉาน ตั้งเครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้าง และเชือกบาศ หอกชัย ตั้งโตมร ชุบน้ำสุรามฤต เทพยดาผู้เล่นดึกดำบรรพ์ พร้อมด้วยรูปพระอิศวร พระนารายณ์ พระอินทร์ พระวิศวกรรม ถือเครื่องสำรับตามธรรมเนียม เข้ามาถวายพระพร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เล่าเรื่อง "กวนน้ำอมฤต" ไว้ในหนังสือ "บ่อเกิดรามเกียรติ์"  ไว้ว่า "เทวดา และอสูรอยากจะใคร่อยู่ยงพ้นจากความตาย จึงชวนกันกวนเกษียรสมุทรทำน้ำอมฤต เอาเขามนทรคีรีเป็นไม้กวน เอาพญาวาสุกรี (หมายเหตุ : พญานาคเจ็ดเศียร) เป็นเชือก พญาวาสุกรีพ่นพิษเป็นไฟพากันได้ความเดือดร้อน พระนารายณ์จึงเชิญให้พระอิศวรเสวยพิษเพื่อดับความเดือดร้อน พระอิศวรก็เสวยพิษเข้าไป (หมายเหตุ : พระศอของพระอิศวรจึงเป็นสีนิลเพราะผลแห่งพิษนั้น) เทวดา และอสูรชักเขามนทคีรีหมุนกวนไปอีก จนเขาทะลุลงไปใต้โลก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นเต่าไปรองรับเขามนทคีรีไว้มิให้ทะลุลงไปได้อีก การกวนจึงกระทำต่อไปได้สะดวก เทวดากับอสูรทำสงครามกันชิงน้ำอมฤต พระนารายณ์ฉวยน้ำอมฤตไปเสียพ้นจากฝั่งเกษียรสมุทรแล้ว พวกอสูรมิได้กินน้ำอมฤตก็ตายในที่รบเป็นอันมาก เทวดาจึงได้เป็นใหญ่ในสวรรค์
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงประทานอธิบายไว้ว่า การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์นี้ เป็นการแสดงตำนานทางไสยศาสตร์เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคล
 
2. การแสดงกระบี่กระบอง ในสมัยโบราณคนไทยจะฝึกวิชาการต่อสู้ไว้สู้รบกับข้าศึก และเพื่อป้องกันตัว อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ก็มีทั้งอาวุธสั้น และอาวุธยาว เช่น มีด ดาบ หอก ไม้พลอง ฯลฯ อันเป็นที่มาของวิชากระบี่กระบอง วิชากระบี่กระบองนอกจากเป็นศิลปะการป้องกันตัวในสมัยโบราณแล้ว ยังสามารถนำไปแสดงเป็นมหรสพได้อีกประเภทหนึ่ง จนกระทั่งได้รับการปรับปรุงนำมาผสมผสานกับการแสดงโขนในเวลาต่อมา
 
3. การแสดงหนังใหญ่ การแสดงหนังใหญ่ เป็นมหรสพที่สำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้นดังมีปรากฏในกฎมณเฑียรบาล หนังใหญ่นั้นตัวหนังจะทำจากหนังวัวฉลุเป็นรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ มีไม้ผูกทาบตัวหนังไว้ทั้งสองข้างโดยผูกให้พ้นตัวหนังลงมาพอสมควรเพื่อใช้มือจับสำหรับเชิด หนังใหญ่ให้อิทธิพลกับโขน 2 อย่างคือ เรื่องราวที่ใช้แสดงเป็นเรื่องรามเกียรติ์ และลีลาการเชิดหนังซึ่งยอมรับกันว่าเป็นท่าแสดงของโขนในเวลาต่อมา โดยเฉพาะบทยักษ์หรือที่เรียกกันว่า "เต้นโขน"
 
    สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า "การแสดงโขนเชื่อว่ามีมาแต่โบราณ ประมาณกันว่าไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖" ทั้งนี้ได้อาศัยหลักฐานจากการสันนิษฐานลายแกะสลักเรื่อง "รามายณะ" จากแหล่งโบราณคดีหลายแหล่ง และจากตำนานการแสดงโขนในกฎมณเฑียรบาล โขนแต่เดิมจึงมีเฉพาะโขนหลวงประจำราชสำนัก ผู้ที่จะฝึกหัดโขนต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ คนธรรมดาสามัญจะฝึกหัดโขนไม่ได้ จึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่พวกที่ฝึกหัดโขนมักเป็นมหาดเล็กหรือบุตรหลานข้าราชการ ต่อมามีความนิยมที่ว่าการฝึกหัดโขนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดมีความคล่องแคล่วว่องไวในการรบหรือต่อสู้กับข้าศึก จึงมีการพระราชทานอนุญาตให้เจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองฝึกหัดโขนได้ โดยคงโปรดให้หัดไว้แต่โขนผู้ชายตามประเพณีเดิม เพราะโขน และละครของเจ้านายผู้สูงศักดิ์หรือข้าราชการก็ต้องเป็นผู้ชายทั้งนั้น ส่วนละครผู้หญิงจะมีได้แต่ของพระมหากษัตริย์ ด้วยเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
    ต่อมาภายหลังความนิยมโขนก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากระยะหลังเจ้าของโขนมักเอาคนพวกลูกหมู่ (หมายเหตุ : คนที่ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมต่างๆตามวิธีควบคุมทหารแบบโบราณ ซึ่งจัดแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็นมณฑล คนในมณฑลไหนก็สังกัดเข้ามณฑลนั้น เมื่อมีลูกก็ต้องให้เข้ารับราชการในหมวดหมู่ของกรมเมื่อโตขึ้น เรียกว่า “ลูกหมู่”) และลูกทาสมาหัดโขน ทำให้ผู้คนเริ่มมองว่าผู้แสดงเหล่านั้นต่ำเกียรติ อีกเหตุผลหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงพระราชทานอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีละครผู้หญิงได้ โดยทรงมรพระราชปรารภว่า “มีละครด้วยกันหลายรายดี บ้านเมืองจะได้ครึกครื้น จะได้เป็นเกียรติแก่แผ่นดิน” พระราชดำรินี้มีเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการละคร และประเทศชาติ แต่ก็ทำให้เจ้าสำนักต่างๆพากันเปลี่ยนผู้แสดงจากชายเป็นหญิงจำนวนมาก ยกเว้นบางสำนักที่นิยมศิลปะแบบโขน ทั้งยังมีครูบาอาจารย์ และศิลปินโขนอยู่ก็รักษาไว้สืบต่อมา โขนในสำนักของเจ้านาย ขุนนาง และเอกชนจึงค่อยๆสูญหายไป คงอยู่แต่โขนของหลวง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บรรดาโขนหลวงที่มีอยู่ก็มิได้ทำงานประจำ ใครเล่นเป็นตัวอะไรทางราชการก็จ่ายหัวโขนที่เรียกกันว่า "ศีรษะครู" ให้ประจำตัวไปบูชา และเก็บรักษาไว้ที่บ้านเรือนของตน เวลาเรียกตัวมาเล่นโขนก็ให้เชิญหัวโขนประจำตัวนั้นมาด้วย
ความหมาย
          โขนเป็นนาฏกรรมที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับของตนเอง คำว่า "โขน" ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด ซึ่งได้มีกล่าวไว้ในลิลิตพระลอเล่าถึงงานมหรสพในงานพระศพของพระลอและพระเพื่อนพระแพงว่า "ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน" คำว่า "โขน" มีกล่าวไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศ เป็นการกล่าวถึงศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นที่นิยมและยึดถือเป็นแบบแผนกันมานาน มีข้อสันนิษฐานว่าโขนน่าจะมาจากคำในภาษาต่าง ๆ ดังนี้
          ๑. โขนในภาษาเบงคาลี ซึ่งมีคำว่า "โขละ หรือโขล" ซึ่งเป็นชื่อของเครื่องดนตรีประเภทหนัง ชนิดหนึ่งของฮินดู โดยตัวรูปร่างคล้ายมฤทังคะ (ตะโพน) ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีที่พวกไวษณพนิกายในแคว้นแบงกอลนิยมใช้ประกอบการเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ยาตรา" ซึ่งหมายถึง ละครเร่ และหากเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้เคยนำเข้ามาในดินแดนไทยแล้วนำมาใช้ประกอบการเล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง เราจึงเรียกการแสดงชุดนั้นว่า "โขล" ตามชื่อเครื่องดนตรี
          ๒. โขนในภาษาทมิฬ เริ่มจากคำว่า โขล มีคำเพียงใกล้เคียงกับ "โกล หรือ โกลัม" ในภาษาทมิฬ ซึ่งหมายถึงเพศ หรือการแต่งตัวหรือการประดับตกแต่งตัวตามลักษณะของเพศ
          ๓. โขนในภาษาอิหร่าน มาจากคำว่า "ษูรัต ควาน" (Surat khwan) ซึ่งษูรัตแปลว่าตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตุ๊กตาหรือหุ่นเรียกว่า "ควาน" หรือโขน (Khon) ซึ่งคล้าย ๆ กับผู้พากย์และผู้เจรจาอย่างโขน
หากที่มาของโขนมาจากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬและภาษาอิหร่าน ก็คงจะมาจากพวกพ่อค้าวาณิช และศาสนาจารย์ของชาวพื้นเมืองประเทศนั้น ๆ แพร่มาสู่ดินแดนในหมู่เกาะชวา มาลายูและแหลมอินโดจีน
          ๔. โขนในภาษาเขมร ในพจนานุกรมภาษาเขมร มีคำว่า "ละคร" แต่เขียนเป็นอักษรว่า "ละโขน" ซึ่งหมายถึงมหรสพอย่างหนึ่งเล่นเรื่องต่าง ๆ กับมีคำว่า "โขล" อธิบายไว้ในพจนานุกรมเขมรว่า "โขล ละคอนชายเล่นเรื่องรามเกียรติ์"
          จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังมิอาจสรุปได้แน่นอนว่า "โขน" เป็นคำมาจากภาษาใด แต่เมื่อเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งใช้กันในยุคสมัยนี้ก็จะพบว่า โขน หมายถึง การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่าง ๆ ที่เรียกว่า หัวโขน หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึง ไม้ที่ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไป เรียกว่า "โขนเรือ" เรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขนว่า เรือโขน เช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อย เหลือหลาย (ลิลิตพยุหยาตรา) หรือส่วนสุดทั้ง 2 ข้างของรางระนาดหรือฆ้องวง ที่งอนขึ้นก็เรียกว่า "โขน"

          
    โขนเป็นมหรสพที่แพร่หลายในสังคมไทย มีประวัติความเป็นมาดังนี้
โขนสมัยกรุงศรีอยุธยา
           กล่าวว่ามีการเล่นโขนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวสยามมีมหรสพสำหรับเล่นในโรง 3 อย่าง อย่างที่ชาวสยามเรียกว่า โขน เป็นรูปคนเต้นรำ ตามจังหวะพิณพาทย์ ตัวผู้เต้นรำนั้นสวมหน้าโขนและถือสัตราวุธเป็นตัวแทนทหารออกต่อยุทธมากกว่า เป็นตัวละครและมาตรว่าตัวโขนทุกๆตัว โลดเต้นเผ่นโผนอย่างแข็งแรงและออกท่าทางพิลึกพิลั่นเกินจริงก็ต้องเป็นใบ้จะพูดอะไรไม่ได้ด้วยหน้าโขนปิดปากบนเสีย และตัวโขนเหล่านั้นสมมุติเป็นตัวสัตว์ร้ายบ้าง ภูตผีบ้าง   โขนสมัยอยุธยามีแบบแผนการเล่น เริ่มด้วยการโหมโรงแล้วขึ้นเพลงตระเป็นการไหว้ครู หลังจากนั้นเล่นเบิกโรงจับลิงหัวค่ำ ฤๅษีออกใช้เพลงหน้าพาทย์เสมอแล้วลา 
โขนสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์
          สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกรุงธนบุรี
ได้ทรงพยายามฟื้นฟูบ้านเมือง รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมซึ่งสูญหาย ถูกทำลายจากภัยสงคราม ให้กลับคืนอยู่ในสภาพเดิมให้มากที่สุด พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์และโปรดฯให้แสดงโขนในงานฉลองพระแก้วมรกต 7 วัน 7 คืน ดังความในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวว่าสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยามีการปลูกโรงโขนระหว่างระทาฟากตะวันออกมีโขน 3 โรง ฟากตะวันตกมีโขน 6 โรง นอกจากนี้ในตอนแห่พระแก้วมรกต ยังมีเครื่องเล่นโขนในกระบวนแห่อีกด้วย จึงกล่าวได้ว่ามีการแสดงโขนทั้งในโรงและกลางแจ้งและลักษณะการแสดงคงเหมือนกับสมัยอยุธยา
          สมัยรัชกาลที่ 2 มีบทพระราชนิพนธ์บทพาทย์รามเกียรติ์ 3 ตอน คือ ตอนนางลอย นาคบาศ และพรหมมาสตร์ ในการแสดงโขนมีการแทรกการเล่นตลกไว้ด้วย ดังปรากฏในวรรณคดีเรื่องอิเหนา ซึ่งกล่าวถึงมหรสพสมโภชในงานอภิเษกจรกากับบุษบา
 
พวกโขนเบิกโรงแล้วจับเรื่อง สื่อเมืององคตพดหาง
ตลกเล่นเจรจาเป็นท่าทาง ทั้งสองข้างอวดฤทธี
สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ยกเลิกโขนของหลวงและไม่โปรดให้เล่นโขนละครหลวงตลอดรัชกาล พวกโขนได้ไปอยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณและมีโขนละครของพระราชวงศ์ดังเช่นโขนละครของกรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ เป็นต้นจึงยังมีการแสดงโขนอยู่บ้าง
          สมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการมีละครผู้หญิงได้ ยุคนี้ละครจึงเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่มีโขนอยู่หันไปหัดละครผู้หญิงกันมาก โขนในอุปการะของเจ้านาย ขุนนาง และเอกชนเสื่อมลงจะเหลือเพียงโขนหลวงในพระราชูปถัมภ์เท่านั้น
          สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นสมัยที่โขนมีวิวัฒนาการอย่างสำคัญ เนื่องจากริเริ่มการเล่นละคร ดึกดำบรรพ์ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์ได้ทรงพระนิพนธ์บทละครดึกดำบรรพ์ซึ่งมีลักษณะแบบโขนปนละคร โดยแสดงเรื่องสั้นๆดำเนินเรื่องรวดเร็ว มีบทร้องและเจรจาน้อย ได้แก่ เรื่อง กรุงพาณชมเทวี และอุณรุท โขนสมัยนี้จึงมีบทร้องตามแบบละครเพิ่มจากบทพากย์และเจรจา นอกจากนี้เพื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรม- โอรสาธิราชได้ทรงจัดแสดงโขน และทรงพระราชนิพนธ์ตามแนวเรื่องในรามายณะของอินเดีย พระองค์มักพระราชทานบทให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพิจารณา บทพระราชนิพนธ์นี้เรียกว่า รามเกียรติ์บทร้องและบทพากย์ มิได้ทรงเรียกว่า บทโขน มีลักษณะรูปแบบการแต่งเหมือนบทละครดึกดำบรรพ์ และแบบแผนการแสดงโขนเช่นนี้ได้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
          สมัยรัชกาลที่ 6 โขนเป็นนาฏศิลป์ที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เนื่องจากพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอุปถัมภ์และทรงสนับสนุนให้โขนเป็นมหรสพของราชการหรือเป็นของหลวง ทรงโอนกรมโขนและพิณพาทย์มหาดเล็กซึ่งอยู่ในความปกครองของเจ้าพระยาเทเวศร์ มารวมอยู่ในกรมมหรสพและโปรดฯให้เรียกว่า กรมโขนหลวง ทรงมีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงการแสดงโขนให้เป็นบึกแผ่น ดังนั้นผู้ปฏิบัติราชการในด้านโขนละครดีเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์มักพระราชทานยศบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนนางไปตามกัน
          นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงรวบรวมข้าราชบริพารเป็นโขนสมัครเล่นและร่วมกันเล่นโขนในบางครั้งบางคราว โขนสมัครเล่นมีส่วนผดุงส่งเสริมศิลปะโขนด้วยกำลังกายกำลังใจทำให้โขนเจริญก้าวหน้า และปรากฏว่าบรรดาโขนสมัครเล่นหลายท่านรับราชการด้วยความสามารถมีความดีความชอบได้เลื่อนยศตำแหน่งและบรรดาศักดิ์สูงขึ้นโดยลำดับเป็นกำลังสำคัญแก่ข้าราชการในสมัยนั้นและในกาลต่อมาเป็นอันมาก อาทิ พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) พระยานัฏกานุรักษ์ เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการเล่นการแสดงโขน ทรงควบคุมดูแลงานในกรมมหรสพอย่างใกล้ชิด และทรงพระราชนิพนธ์บทโขนเรื่องรามเกียรติ์ไว้หลายตอน รวมทั้งบทโขนเรื่องใหม่ ชื่อธรรมาธรรมะสงคราม
          ในสมัยนี้มีครูโขนคนสำคัญอยู่ 3 คน คือ ขุนระบำภาษา ขุนนัฏกานุรักษ์ และขุนพำนักนัจนิกร เป็นกำลังในการฝึกหัดโขน และในการจัดตั้งโรงเรียนทหารกระบี่หลวง ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกหัดศิลปะทางโขนละครและดนตรีปี่พาทย์ ขึ้นกับกรมมหรสพ ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนฝึกโขนละครและให้เรียนวิชาสามัญพร้อมกันไป ภายหลังได้ล้มเลิกไป
          กล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุปถัมภ์ศิลปะโขน โดยทรงปลูกความนิยมให้เกิดขึ้นเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร ได้โปรดฯ คัดเลือกลูกเจ้านายข้าราชการและพวกมหาดเล็กใน พระองค์ให้หัดโขนสมัครเล่นขึ้นก่อน ระยะที่ 2 เมื่อเสด็จเสวยราชสมบัติแล้วโปรด ฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น และราชการตามสมควรแก่คุณวุฒิ ระยะที่ 3 โปรด ฯ ให้ตั้งโรงเรียนพรานหลวงขึ้นเพื่อสั่งสอนฝึกหัดกุลบุตรรุ่นต่อมาให้มีความรู้ทั้งสามัญและศิลปศึกษา โปรดทรงทำนุบำรุงให้ได้รับความสะดวกสบายในการเล่าเรียนศึกษา อันเป็นวิธีการปลูกฝังศิลปินโขนให้มั่นคงถาวรและเจริญก้าวหน้าตามสมควรแก่กาลสมัย
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมุงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ศิลปะทางโขนรวมทั้งละครก็ ตกต่ำทันทีตราบจนมีการปรับปรุงส่วนราชการ โดยโอนกองมหรสพจากกระทรวงวังไปรวมกับการช่างกองวังนอก และสังกัดกรมศิลปากร จึงได้รวบรวมครูโขน ละคร ดนตรี และจัดตั้ง โรงเรียนนาฏศิลป์ โขนจึงได้รับการฟื้นฟูมีการเล่นตามแบบแผนของโขนในสมัยรัชกาลที่ 6 สืบต่อกันมาตราบเท่าทุกวันนี้ 
  
    โขนเป็นการแสดงที่มีมาแต่โบราณ มีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการแสดงโขนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และมีความนิยมมาตลอดจนถึงปัจจุบัน เดิมโขนอาจไม่มีองค์ประกอบอะไรมากนัก ต่อมาเมื่อมีความต้องการมากขึ้น โขนจึงมีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทของโขนตามวิวัฒนาการดังนี้
1. โขนกลางแปลง เป็นการเล่นโขนกลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรง ใช้ภูมิประเทศ ธรรมชาติเป็นฉากในการแสดงโขนและผู้แสดงทุกตัวรวมทั้งตัวพระก็ต้องสวมหัวโขน โขนกลางแปลงนี้ปรากฏว่า เมื่อ พ.ศ. 2339 ในรัชกาลที่ 1 มีการเล่นโขนในงานฉลองอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนกาธิราช โดยโขนวังหน้าเป็นทัพทศกัณฐ์ และโขนวังหลังเป็นทัพพระราม แลัวยกทัพมาเล่นรบกันในท้องสนามหน้าพลับพลา โขนกลางแปลงนิยมแสดงตอนยกทัพเป็นพื้น ดนตรีก็มีเพียงวงปี่พาทย์ ซึ่งต้องใช้อย่างน้อย2 วง ในการบรรเลง บทก็มีเพียงแต่คำพากย์ คำเจรจา
2.โขนโรงนอกหรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงโขนบนโรงไม่มีเตียงสำหรับตัวนายโรงนั่ง มีราวพาดตามส่วนยาวของโรง ตรงหน้าฉากออกมามีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราว ตัวโรงมักมีหลังคาเมื่อตัวโขนแสดงบทของตนแล้วก็จะไปนั่งบนราว สมมติเป็นเตียงหรือที่นั่งประจำตำแหน่ง ไม่มีการขับร้อง มีแต่การพากย์ - เจรจา ดนตรีก็บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ ในส่วนผู้แสดงเป็นเสนาหรือวานรยังคงนั่งพื้นแสดงปกติ
3. โขนหน้าจอ เป็นโขนที่เล่นตรงหน้าจอหนังใหญ่แล้วเจาะผ้าดิบทั้งสองข้างของจอ ทำเป็นช่องประตูเข้าออก แล้วทำเป็นซุ้มประตู ด้านหนึ่งเป็นปราสาทราชวัง สมมติเป็นกรุงลงกา อีกด้านหนึ่งเป็นค่ายพลับพลาพระราม แล้วโขนก็ขึ้นไปแสดงบนโรง ซึ่งข้างหลังเป็นจะหนังใหญ่ จึงเรียกว่า "โขนหน้าจอ"
4. โขนโรงใน เป็นศิลปะการผสมผสานระหว่างโขนกับละครใน คือ มีการออกท่ารำ เต้น ผู้ที่แสดงเป็นตัวพระเริ่มที่จะไม่ต้องสวมหัวโขน และมีการพากย์เจรจาตามแบบโขนและนำเพลงขับร้อง และเพลงประกอบอากัปกิริยาอาการ ของดนตรีแบบละครใน และมีระบำรำฟ้อนเข้าผสมด้วย จึงเรียกว่า "โขนโรงใน"
5. โขนฉาก เข้าใจว่าเกิดขึ้นราวรัชกาลที่ 5 โดยมีผู้คิดสร้างฉากมาประกอบการแสดงโขนบนเวทีขึ้นคล้ายกับการแสดงละครดึกดำบรรพ์ วิธีเล่นวิธีแสดงก็แบ่งเป็นฉากแบบเดียวกับละครดึกดำบรรพ์ แต่วิธีแสดงเป็นแบบโขนโรงใน มีการขับร้อง มีกระบวนรำ มีท่าเต้น และมีเพลงหน้าพาทย์ การประดิษฐ์ฉากขึ้นประกอบให้เข้ากับเหตุการณ์และสถานที่ที่สมมติไว้ในท้องเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกศิลปแห่งการแสดงชนิดนี้ว่า "โขนฉาก"
    แบ่งออกได้ 4 ประเภท  ได้แก่
    ตัวพระ
    1. ตัวพระ ผู้แสดงที่เป็นมนุษย์ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และเทวดา ซึ่งได้แก่ พระราม พระลักษณ์ พระพรต พระสัตรุต พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ในปัจจุบันนี้มักสวมเพียงชฎา ไม่ได้สวมหัวโขนปิดหน้าดังสมัยโบราณ เพียงแต่ชฎาของเทพเจ้าต่างๆนั้นจะสามารถสังเกตได้จากลักษณะของชฎานั้นๆ เช่น พระพรหมจะสวมชฎาที่มีพระพักตร์อยู่ 4 ด้าน พระอินทร์จะสวมชฎายอดเดินหน เป็นต้น
   
    ตัวนาง
2. ตัวนาง ตัวละครตัวนางในเรื่องรามเกียรติ์นั้นมีทั้งที่เป็นมนุษย์ ปลา นาค แต่ละตัวจะบอกชาติกำเนิดด้วยการสวมศีรษะ และหางเป็นสัญลักษณ์ ตัวนางในโขน และละครรำนั้นมี 2 ประเภท คือนางกษัตริย์ ซึ่งมีลีลาและอิริยาบถแสดงถึงความนุ่มนวล แลดูเป็นผู้ดี กับนางตลาด ซึ่งจะมีบทบาทท่าทางกระฉับกระเฉง ว่องไว สะบัดสะบิ้ง ผู้ที่จะรับบทนางตลาดได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางนาฏศิลป์มากกว่าผู้ที่แสดงเป็นนางกษัตริย์
    ตัวยักษ์
3. ตัวยักษ์ ตัวยักษ์จะต้องมีลักษณะสูง วงเหลี่ยมตลอดจนการทรงตัวต้องดูแข็งแรง บึกบึน ลีลาท่าทางมีสง่า ซึ่งต้องได้รับการฝึกหัดมาอย่างดีเพราะถือกันว่าหัดยากกว่าตัวอื่นๆ
  
    ตัวลิง
4. ตัวลิง ตัวลิงจะต้องมีท่าทางลุกลี้ลุกลน กระโดดโลดเต้นตามลักษณะธรรมชาติของลิง โดยเฉพาะตัวหนุมานทหารเอกซึ่งจะต้องได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
    หัวโขน เป็นเครื่องใช้สำหรับศีรษะและปิดบังส่วนหน้าที่คล้ายกับหน้ากาก แต่หัวโขนจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปตรงที่สร้างหุ่นจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะ ทั้งหมด โดยผู้แสดงสามารถสวมครอบศรีษะจะห่อหุ้มส่วนใบหน้าและส่วนหัวมิดชิด และเจาะช่องเป็นรูกลมที่ตาของหน้ากากให้ตรงกับนัยน์ตาของผู้แสดง เพื่อให้นักแสดงมองเห็นการแสดง
    หัวโขน อาจแบ่งตามประเภทของหัวโขนที่ใช้สวมอย่างละ 2 จำพวก คือ ยักษ์ยอด ยักษ์โล้น และลิงยอด ลิงโล้น นอกจากนี้หัวโขนก็ยังแบ่งออกได้ตามชนิดของหัวโขนซึ่งมีลักษณะต่างๆ กัน ซึ่งจะแบ่งเป็นฝ่ายลงกา และฝ่ายพลับพลาดังนี้

ฝ่ายลงกา (ยักษ์) แบ่งออกได้ดังนี้
1. มงกุฎยอดกระหนก เช่น พยาทูษณ์ มัยราพณ์
2. มงกุฎยอดจีบ เช่น พญาขร สัทธาสูร
3. มงกุฎยอดหางไก่ เช่น วิรุญจำบัง บรรลัยจักร
4. มงกุฎยอดน้ำเต้า เช่น พิเภก ชิวหา
5. มงกุฎยอดน้ำเต้ากลม เช่น กุเวรนุราช เปาวนาสูร
6. มงกุฎยอดน้ำเต้าเฟื่อง เช่น บรรลัยกัลป์ วันยุวิก
7. มงกุฎยอดกาบไผ่ เช่น รามสูร ทศคีรีวัน ทศคีรีธร
8. มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น ทัพนาสูร สวาหุ มารีศ
9. มงกุฎยอดหางไหล เช่น ตรีเมฆ (เฉพาะตัวเดียว)
10. มงกุฎยอดนาค เช่น มังกรกัณฐ์ (เฉพาะตัวเดียว)
11. มงกุฎตามหัวหรือหน้า เช่น ทศกัณฐ์มี 10 หน้า ตรีเศียรมี 3 หน้า เป็นต้น
12. พวกไม่มีมงกุฎ เช่น กุมภกรรณ มูลพลัม
13. หัวโล้น เช่น เสนายักษ์ทั่วไป
14. หัวเขนยักษ์และตัวตลกฝ่ายยักษ์

    แม้จะได้บัญญัติและประดิษฐ์หัวโขนให้มีลักษณะแตกต่างกันแล้ว ก็ยังมิวายที่จะซ้ำกันอีก จึงต้องประดิษฐ์หน้าโขนโดยให้ทำปาก และตาให้แตกต่างกันไป ซึ่งอาจแบ่งประเภทของหน้าออกไปตามลักษณะของปากและตาอีก 4 จำพวกคือ
    1. ปากแสยะ ตาโพลง เช่น ทศกัณฐ์ กุมภกรรณ
    2. ปากแสยะ ตาจรเข้ เช่น พิเภก พิราพ
    3. ปากขบ ตาโพลง เช่น อินทรชิต รามสูร
    4. ปากขบ ตาจรเข้ เช่น มัยราพณ์ มังกรกัณฐ์
     แม้จะได้บัญญัติหัวและหน้าให้แตกต่างกันแล้ว ก็ยังมีซ้ำกันอยู่จึงต้องบัญญัติให้มีสีหน้าแตกต่างกัน เช่น จำพวกมงกุฎกระหนก มีอยู่หลายตัว ถ้าสีม่วงอ่อนเป็นกุเปรัน สีม่วงแก่เป็นพญาทูษณ์ ถ้าสีครามอ่อนก็เป็นท้าวไวยตาล ถ้าสีแดงชาด ก็เป็นแสงอาทิตย์ เป็นต้น
ฝ่ายพลับพลา (ลิง) แยกประเภทออกได้ดังนี้
1. มงกุฎยอดบัด เช่น พาลี สุครีพ
2. มงกุฎยอดชัยหรือยอดแหลม เช่น ชมพูพาน ชามพูวราช
3. มงกุฎยอดสามกลีบ เช่น องคต (เฉพาะตัวเดียว)
4. พวกไม่มีมงกุฎแต่เป็นลิงพญา เช่น หนุมานนิลพัท นิลนนท์
5. พวกไม่มีมงกุฎแต่เรียกมงกุฎ เช่น สิบแปดมงกุฎ
6. พวกเตียวเพชรและจังเกียง เช่น เตียวเพชร
7. หัวลิงเขนและหัวตลกฝ่ายลิง
          พวกพญาวานรที่ไม่มีมงกุฎและพวกสิบแปดมงกุฎ กับพวกเตียวเพชร มักเรียกรวมๆ กันว่าลิงโล้น ต่างก็มีลักษณะหัวคล้ายๆ กัน จึงต้องบัญญัติสีกายและสีหน้าของวานรให้แตกต่างกันด้วย เช่น วานรสีหงสบาท เป็นนิลนนท์ วานรสีสัมฤทธิ์ เป็นนิลปาสัน วานรสีทองแดง เป็นนิลเอก แม้จะบัญญัติให้แตกต่างกันด้วยสี ก็ยังมีซ้ำกันอีก เช่น วานรสีขาว ปากอ้าเป็นหนุมาน ถ้าหุบเป็น สัตพลี และหนุมานถือตรีเป็นอาวุธ สัตพลีถือพระขรรค์เป็นอาวุธ เป็นต้น
 
    1. ตัวพระวมเสื้อแขนยาวปักดิ้น และเลื่อม มีอินทรธนูที่ไหล่ ส่วนล่างสวมสนับเพลา (หมายเหตุ : กางเกง) ไว้ข้างใน นุ่งผ้ายกจีบโจงไว้หางหงส์ทับสนับเพลา ด้านหน้ามีชายไหวชายแครงห้อยอยู่ ศีรษะสวมชฎา สวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ ทับทรวง ตาบทิศ ปั้นเหน่ง ทองกร กำไลเท้า เป็นต้น แต่เดิมตัวพระจะสวมหัวโขน แต่ภายหลังไม่นิยม เพียงแต่แต่งหน้า และสวมชฎาแบบละครในเท่านั้น

    2. ตัวนาง สวมเสื้อแขนสั้นเป็นชั้นในแล้วห่มสไบทับ ทิ้งชายไปด้านหลังยาวลงไปถึงน่อง ส่วนล่างนุ่งผ้ายกจีบหน้า ศีรษะสวมมงกุฎ รัดเกล้า หรือกระบังหน้าตามแต่ฐานะของตัวละคร ตามตัวสวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ สังวาล พาหุรัด เป็นต้น แต่เดิมตัวนางที่เป็นตัวยักษ์ เช่น นางสำมนักขา นางกากนาสูร จะสวมหัวโขน แต่ภายหลังมีการแต่งหน้าไปตามลักษณะของตัวละครนั้นๆโดยไม่สวมหัวโขนบ้าง
    3. ตัวยักษ์ เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวพระ จะแตกต่างกันที่การนุ่งผ้า คือ ตัวยักษ์จะนุ่งผ้าไม่มีหางหงส์ แต่มีผ้าปิดก้นลงมาจากเอว ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยชนิด
    4. ตัวลิง เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวยักษ์ แต่มีหางลิงห้อยอยู่ใต้ผ้าปิดก้นอีกที สวมเสื้อตามสีประจ&l

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว   บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}

    เว็บไซด์นี้เป็นข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องนาฏศิลป์ไทยโขน  ผู้ใดที่สนใจเกี่ยวกับโขนสามารถมาเปิดอ่านและศึกษาข้อมูลจากเว็บนี้ได้ ทุกคนสามารถลงความคิดเห็น ติชม เว็บของพวกเราได้นะคับ  อยากรู้เรื่องไรเกี่ยวกับทางด้านนาฏศิลป์ไทยสามารถสอบถามได้  หรืออยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดที่เกี่ยวกับทางด้านนาฏศิลป์และดุริยางค์  เพื่อนๆสามารถสอบถามได้  นะคับ

ปุ้ย
Fri Jul 11 2008 15:11:54 GMT+0700 (ICT)

หัวโขนคะ

Wed Jul 30 2008 01:20:17 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ ขอบคุณ

ศิษย์โขนธรรมศาสตร์
Thu Oct 16 2008 14:38:06 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ ขออนุญาตใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในเว็บไซต์ชุมนุมนะครับ

<a href="http://www.khontu.com/">http://www.khontu.com/</a>

ศิษย์โขนธรรมศาสตร์
Thu Oct 16 2008 14:47:47 GMT+0700 (ICT)

ชุมนุมโขนธรรมศาสตร์ ยินดีต้อนรับผู้สนใจฝึกหัด หรือร่วมการแสดงโขนทุกท่านนะครับ
http://www.khontu.com/

aom
Wed Nov 05 2008 13:54:04 GMT+0700 (ICT)

โห +_+ ความรู้ล้วนๆ ๐_๐

koji
Sun Nov 09 2008 09:21:14 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะกำลังหางานนี้เพื่อส่งอาจารย์อยู่พอดี

กล้วยมีไรปะ
Tue Nov 11 2008 17:12:14 GMT+0700 (ICT)

ดีที่สุดเลยกำลังจะทำงานพอดีมาเจอหวังว่าเอาไปส่งครูคงจะไม่"โดนด่ามาอิก

36จ
Sat Nov 15 2008 04:21:06 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากๆคะ

แนน
Sun Nov 16 2008 12:53:19 GMT+0700 (ICT)

THANKZ...FOR ประวัติโขน นะค๊ะ

กะลังหาไปทำรายงาย อึ๊ บ ๆ ขอบคุนคร่า

เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

vew
Mon Nov 17 2008 17:48:46 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุนมากกกกกกกกกกกกกกกเลยคับบบบบบบบบบบบบบ

โน๊ต
Mon Nov 17 2008 21:23:58 GMT+0700 (ICT)

ดีมาก

ลูกลิง
Tue Nov 18 2008 19:05:07 GMT+0700 (ICT)

ยอดเยี่ยม ขออนุญาติใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้วยอีกคนนะคับ อิอิ

ป๋อง
Thu Nov 20 2008 00:38:24 GMT+0700 (ICT)

ผมอยากเรื่ยนโขนแต่ตอนนี้ผมรําโขนชุดยกรบได้ชุดเดี่ยวอยู่เลยเป้นตัวพระครับแสดงให้ชาวต่างชาติดูที่เขาหลักที่พังงากับภูเก็ตตามโรงแรมนะ

Mon Nov 24 2008 15:05:05 GMT+0700 (ICT)

ว้าว สาระทั้งนั้นเลย

มะขวิด
Fri Nov 28 2008 13:22:38 GMT+0700 (ICT)

รักทุกคนนะ

งอแง
Fri Nov 28 2008 13:38:00 GMT+0700 (ICT)

ดีมากๆมั่ง

อุ๊บอิ๊บ
Sat Nov 29 2008 15:05:09 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

มีครบทุกหัวข้อที่ต้องการเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ

เคน
Thu Dec 11 2008 17:10:44 GMT+0700 (ICT)

เจ๋ง

สุดสวย
Fri Dec 12 2008 12:40:38 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะค่ะกำลังทำโครงงาน เรื่องโขนพอดีเลย ขอบคุณมากๆค่ะ

.....เด็กเรียนดี......

รณพจน์
Wed Dec 17 2008 12:55:10 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับกำลังหางานส่งอาจารย์พอดีเลยครับ...ถ้าไม่มีตายแน่ๆเลย...

bang a.n.s.
Tue Dec 23 2008 09:08:53 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ กำลังหางานเกี่ยวกับเรื่องโขนอยู่พอดีทีแนกนึกว่าจะไม่ได้ส่งซะแล้ว...ขอบคุณที่ไม่ทำให้ผมติด 0 วิชานี้.ไม่งั้นแย่แน่ๆเลย

มัณฑณา เรืองทองเมือง
Wed Dec 24 2008 20:29:44 GMT+0700 (ICT)

เนื้อหามีประโยชน์มากเลย

ทศวรรษ/1/12/post
Sat Dec 27 2008 22:12:07 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุนมากนะ

mink
Tue Jan 06 2009 20:15:06 GMT+0700 (ICT)

ไม่มีดนตรี นะ อยากได้ ดนตรี ...........อยากด้ายดนตรี-.- -*- -.-

Sun Jan 11 2009 16:34:16 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุนค่ะ

เป็นประโยชน์มากมายเลยค่ะ

><

ปิงๆ
Fri Jan 16 2009 14:03:35 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากค่ะ

YoK เจ้าค่ะ
Sun Jan 18 2009 10:06:18 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

มีประโยชน์มากมายเลยค่ะ

กำลังหาอยู่พอดีเลย

ไม่งั้นไม่มีงานส่งครูแน่ๆ...ขอบคุณเจ้าค่ะ

อนาคตของชาติ
Thu Jan 22 2009 13:46:33 GMT+0700 (ICT)

อนาคตของชาติจะเปงอย่างไร

ถ้าเด็กไทยไม่อ่านหนังสือ

คิดตา
Tue Jan 27 2009 20:22:43 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณนะ

คนจะสอบ
Tue Feb 03 2009 12:42:48 GMT+0700 (ICT)

ได้ความรู้แน่นเลย

ขอบคุณมาก

BENZZY
Wed Feb 04 2009 16:00:52 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบพระคุณอย่างสูงสุด

Thu Feb 05 2009 19:46:48 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุนน่ะค่ะ

ที่ให้ความรู้พวกเรา

escape
Sat Feb 14 2009 08:36:51 GMT+0700 (ICT)

- ขอ บคุ นน ะค่ ะ!!

;)))

noon
Sun Feb 15 2009 13:27:12 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณนะคะ

ช่วยได้มากเลยค่ะ

_kukkik_001
Tue Feb 24 2009 16:51:59 GMT+0700 (ICT)

ได้ความรู้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเยยค่า

ต้องทามรายงานอยู่ปอดี

ทน
Sat Feb 28 2009 22:26:50 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณจากใจจริง ขอบคุณนะ

gclub-royal
Sun Apr 26 2009 16:48:40 GMT+0700 (ICT)

ความบรรเทิงระดับ World Class ลุ่นระทึก ตื่นเต้นไปกับเกมส์การเล่นผ่านระบบออนไลน์ ทั้ง บาคาร่า รูเล็ต ไฮโล กำถั่ว และเกมส์การเล่นอื่น ๆ อีกมากมาย เล่นได้รับเงินสดทันทีบริการประทับใจโอนผ่านระบบออนไลน์ธนาคารไม่เกิน 10 นาที สอบถามรายละเอียดได้ที่(085)3396449,(083)5414272 หรือ www.gclub-royal.com

ยอด
Wed May 20 2009 09:26:47 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากนะคะ
Fri May 22 2009 12:21:16 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณจากใจจริงๆ ข้อมูลดีมากค่ะ

Sat May 30 2009 11:43:09 GMT+0700 (ICT)

ดีจังเลย

มีเว๊บดีๆอยู่ด้วย

kenji
Wed Jun 03 2009 16:13:41 GMT+0700 (ICT)

โขน หมายถึง อะไรช่วยบอกหน่อยครับ

mos
Wed Jun 10 2009 16:32:29 GMT+0700 (ICT)

น่าจะมีการแบ่งประเภททั้ง3อย่างด้วยคับ

โหดมัก
Fri Jun 12 2009 21:05:32 GMT+0700 (ICT)

€€€€€€€€•••••••••••••€€€€€€€€

LOVE ACTUALLY
Wed Jun 17 2009 20:18:30 GMT+0700 (ICT)

น่าจะมีบอกคุณสมบัติ หรือลายละเอียดเกี่ยวกับเคื่องแต่งกายด้วยอ่ะ

เพราะจะเอาไปทำรายงาน อาจารย์เค้าเอาแบบละเอียด

So
Sun Jun 28 2009 17:10:50 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากนะ

อ๓ิศักดิ์
Mon Oct 01 2012 11:07:57 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ

ปนัดดา
Fri Jan 18 2013 15:43:20 GMT+0700 (ICT)

ก็พอช่วยได้

Pantira
Sat Feb 09 2013 12:19:21 GMT+0700 (ICT)

ดีจังเลยอยากรู้ก็เปิดดู

ออออออออออออ
Tue May 28 2013 18:12:39 GMT+0700 (ICT)

สนุกมากคราฟ

fyfukigfgfgfgggggggggggggggggg
Wed Jun 12 2013 13:06:46 GMT+0700 (ICT)

<_>

mai
Wed Jun 12 2013 13:07:47 GMT+0700 (ICT)

ขอขอบคุณ

love
Sat Jul 27 2013 22:00:48 GMT+0700 (ICT)

ขอข้อมูลอีกนิดน้าา จะทำรายงาส่งอาจารย์

ทองพิทักษ์
Mon Dec 09 2013 23:26:08 GMT+0700 (ICT)

มีข้อมูล โขน ตอน โมกขศักดิ์ ไหมครับ

ตนภัทร
Sun Jan 26 2014 10:36:38 GMT+0700 (ICT)

มีเรื่องโขนกลางแปลงแบบละเอียด

จุ้บ
Mon Feb 03 2014 17:40:05 GMT+0700 (ICT)

ขอแหล่งอ้างอิงหน่อยได้ไหมคะ

{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น

L3nr

L3nr (อ่านว่า Learner ชื่อเดิม Learners.in.th) ให้บริการโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง l3nr.org

สารบัญ บันทึก

ระบบแนะนำ

 GotoKnow   คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้
อ่าน เขียน บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตและการทำงาน ครู อาจารย์ คนทำงานภาครัฐและภาคสังคม

 ClassStart   ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
จัดการการเรียนการสอนได้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

ทั้งสองระบบลงทะเบียนใช้ได้เลย บริการฟรีแก่ทุกสถานศึกษาโดย ม.สงขลานครินทร์