กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

1. สิทธิของผู้บริโภคมีอะไรบ้าง 

   1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
   2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ  
   3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
   4. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
   5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย

2.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีหน่วยงานอะไรบ้าง  มีหน้าที่อย่างไร                                                                                 

1.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีหน้าที่ให้การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ ของผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ควบคุมการโฆษณาสินค้า ที่เป็นเท็จ หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่ตรวจสอบและคุมภาพของอาหารและยา เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องสำอางและยา

 3. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ทำหน้าที่ กำหนดมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม  เช่น  เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภาชนะและเครื่องมือในครัวเรือน

3. ให้นักเรียนหาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคของแต่ละหน่วยงานมาอย่างละ 1 ข่าว

 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ สรุปข่าวการตลาด -- จันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2009 07:20:49 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ "วิธีการ" ตรวจสอบน้ำของบริษัทเครื่องกรองน้ำ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อหวังขายเครื่องกรองน้ำ ย้ำผู้บริโภคมั่นใจน้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. รับรอง

 

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

หนังสือพิมพ์แนวหน้า สรุปข่าวการค้า-ลงทุน -- จันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2008 05:28:29 น.

นางรัตนาภรณ์ จึงสงวนสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลพบว่าอินเดียถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยพบว่าในปี 2550 ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปอินเดียมูลค่ามากกว่า 15,572 ล้านบาท และยังมีโอกาสขยายตลาด เพิ่มมูลค่าส่งออกได้อีกมาก เนื่องจากอินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน และตลาดมีความต้องการสินค้าอีกจำนวนมาก รวมทั้งมีการยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้า 82 รายการของไทยที่จะส่งออกไปอินเดีย ซึ่งรวมถึงกลุ่มสินค้าดังกล่าวด้วย

 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 2 ก.พ. 2554

สคบ.ปรับยุทธศาสตร์ขยายฐานคุ้มครองสิทธิ

          กรณีปัญหาของผู้บริโภคที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน การโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง หรือการถูกโกงสัญญาจากการซื้อบ้านที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่สร้างความเสียหายและเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ที่สำคัญปัญหาและกรณีพิพาทต่างๆ ที่เกิดขึ้นยังได้ขยายวงกว้างไปสู่ผู้บริโภคต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น
          จากการสำรวจปัญหาของผู้บริโภคใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อปี 2553 พบว่า ปัญหาที่มีความรุนแรงและมีการร้องเรียนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ เรื่องร้อ งเรียนเกี่ยวกับสัญญา/อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 1,829 ราย(41.29 %) รองลงมา คือ  เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการทั่วไป จำนวน 2,723 ราย (39.74 %)   เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการโฆษณา จำนวน 1,270  ราย(18.53 %) และเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขายตรงและตลาดแบบตรง จำนวน 30 ราย(0.44 %) ตามลำดับ
          โดยมาตรการในการควบคุมป้องกันจากหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)รวมถึงการช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า นอกเหนือไปจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกซื้อเลือกใช้สินค้าและบริการ พร้อมทั้งสนับสนุนส่งเสริมผู้บริโภคให้หันมาเห็นความสำคัญของการปกป้องสิทธิในการเป็นผู้บริโภคของตนเองด้วยการ "ร้องเรียน"เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ในยุคสมัยที่ผู้บริโภคมีความตื่นตัว และพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องทวงถามสิทธิของตนเอง ทำให้ สคบ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกหลัก ทำหน้าที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ต้องปรับนโยบายในการทำงานใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการทำงานในเชิงรุก รวมถึงการกระจายบทบาทสู่ภูมิภาคหรือสร้าง "พลังผู้บริโภค" ให้มีฐานที่ใหญ่ขึ้น ลงลึกถึงรากหญ้ามากขึ้น โดยผ่านกลไกท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่
          สำหรับนโนบายที่เน้นการทำงานเชิงรุก จะมีกระบวนการดำเนินงานตามแนวทาง 3 ประสานคือการประสานกับองค์กรภาครัฐ ภาคผู้ประกอบการและภาคประชาชน โดยกำหนด กลยุทธ์ดำเนินงานเชิงรุก รวม 5 ยุทธศาสตร์ได้แก่ ยุทธศาสตร์
          ที่ 1 "สะสาง"  คือเร่งสะสางคดีเก่าที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ รวมทั้งพัฒนาระบบสารบัญอิเลคทรอนิคส์เพื่อจัดระบบร้องเรียนของผู้บริโภคให้มีเลขรับเป็นลำดับ ทำให้เกิดความโปร่งใสสามารถตรวจสอบสถานะ ได้ยุทธศาสตร์ที่ 2 "ส่งเสริม" คือการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค พร้อมผลักดันให้มีการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค ยุทธศาสตร์ที่ 3 "เพิ่มช่องทาง"คือการเพิ่มช่องทาง การรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพื่อให้เข้าถึงหน่วยงานของรัฐได้โดยสะดวกและรวดเร็วขึ้น เช่น การรับเรื่องราวร้องทุกข์หรือรับแจ้งเบาะแสทางโทรศัพท์ สายด่วน สคบ.1166 ตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงเว็บไซต์ของ สคบ.www.ocpb.go.th รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์ทั้งfacebook และ twitter
          ยุทธศาสตร์ที่ 4 "สร้างความเข้าใจ" แก่ประชาชนเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และ ยุทธศาสตร์ที่ 5 "ห่วงใยผู้บริโภค" ด้วยการให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว เอาใจใส่ เพื่อให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วภายใต้แนวคิด"สคบ.คุ้มครอง ฉับไว ใส่ใจ ผู้บริโภค" ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมให้องค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคมากขึ้น โดยการมอบตราสัญลักษณ์ของ สคบ. ให้กับธุรกิจที่ผ่านการรับรองหรือได้รับการคัดเลือกจาก สคบ.ตามโครงการ "ธุรกิจ ติดดาว สคบ." ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่ดีแล้ว ยังได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
          ด้าน นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)กล่าวว่า นอกจากนโยบายเชิงรุก "3 ประสาน 5 ยุทธศาสตร์" ที่มีแล้ว สคบ.จะเร่งกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยจากเดิมที่มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่สำนักงานศาลากลางจังหวัด ก็จะขยายไปยังที่ว่าการอำเภอ เทศบาล รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ด้วย รวมถึงความร่วมมือกับทางร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น โดยมีซองจดหมายใส่คำร้อง จ่าหน้าซองติดแสตมป์ถึง สคบ. อย่างเรียบร้อย พร้อมกับมีการจัดตั้งเครือข่ายส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเปิดรับสมัครอาสาสมัครคุ้มครองผู้บริโภค ในโรงเรียน เพื่อเป็นเครือข่ายติดตาม ตรวจสอบ การคุ้มครองผู้บริโภค และเป็นหูเป็นตาแทนสคบ. นอกจากนี้ สคบ.จะขยายเครือข่ายไปยังศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เครือข่ายของ สคบ. ลงไปสู่ชุมชนในทุกตำบลทั่วประเทศที่มีกว่า 7,409 ตำบล เพราะทางศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมีเป้าหมายว่าจะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนให้ครบทุกตำบลทั่วประเทศ
          การปรับแนวทางการดำเนินงานเชิงรุก ของสคบ. เปรียบได้กับการเป็น "ผู้ประสาน" และ "ผู้ส่งเสริม" ให้เกิดเครือข่ายการทำงานที่เน้นการ
          ขยายเครือข่ายทุกภาคส่วน โดย สคบ.จะเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือ ทั้งกับภาครัฐ เอกชน ประชาชนองค์กรปกครองท้องถิ่น และองค์กรต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ในการปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ที่จะส่งผลให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองสิทธิของการเป็นผู้บริโภคอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา--จบ--