ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและปัจจัยในการผลิตตลอดถึงการจัดการทรัพย์สินของตนอย่างอิสระ เอกชนทุกคนสามารถลงทุนแข่งขันกันในทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลจะไม่เข้ามาแข่งขันกับเอกชน แต่จะคอยให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ ระบบนี้เกิดขึ้นตามแนวความคิดที่ว่า การแข่งขันกันจะทำให้เกิดคุณภาพในการผลิต ให้ตลาดหรือผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างสูงสุด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ระบบทุนนิยมนี้เป็นระบบเศรษฐกิจที่เสรี ทำให้การค้าเป็นไปอย่างเสรีและเท่าเทียมกัน ดังนั้นหลักนี้จึงก่อให้เกิดการค้าเสรีขึ้นซึ่งการค้าเสรีนี้เป็นหลักการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการซึ่งกันและกันในสังคมระหว่างประเทศซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy) มีรากฐานมาจากทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (The Theory of Comparative Advantage) ที่เสนอว่า “แต่ละประเทศควรจะเลือกผลิตแต่เฉพาะสินค้าที่ตนมีต้นทุนการผลิตได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด แล้วนำสินค้าที่ผลิตได้นั้นไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ประเทศอื่นมีต้นทุนการผลิตได้เปรียบ ถึงแม้ว่าประเทศหนึ่งจะอยู่ในฐานะเสียเปรียบอีกประเทศหนึ่งในการผลิตสินค้าทุกชนิดก็ตาม ประเทศทั้งสองก็ย่อมจะทำการค้าต่อกันได้ โดยแต่ละประเทศจะเลือกผลิตเฉพาะสินค้าที่เมื่อเปรียบกับสินค้าอื่นแล้ว ประเทศตนสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด แล้วนำมาแลกเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตขึ้นกับอีกประเทศหนึ่ง”
              นโยบายการค้าเสรีไม่สนับสนุนการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงและขจัดข้อบังคับต่างๆ ที่กีดกัน การค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นประเทศที่ใช้นโยบายการค้าเสรีจะมีลักษณะโดยทั่วไป ดังนี้
                1) ดำเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงานกันทำ กล่าวคือ เลือกผลิตแต่สินค้าที่ประเทศนั้นมี  ประสิทธิภาพในการผลิตสูงและมีต้นทุนการผลิตต่ำ
                2) ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน (Protective Duty) เพื่อคุ้มครองช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศแต่อย่างใด คงเก็บแต่ภาษีศุลกากรเพื่อเป็นรายได้ของรัฐ
                3) ไม่ให้สิทธิพิเศษหรือกีดกันสินค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง มีการเก็บภาษีอัตราเดียวและให้ความเป็นธรรมแก่สินค้าของทุกประเทศเท่าๆ กัน
                4) ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า (Trade Restriction) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ไม่มีการควบคุมการนำเข้าหรือการส่งออกที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยกเว้นการควบคุม  สินค้าบางอย่างที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ศีลธรรมจรรยา หรือความมั่นคงของรัฐเท่านั้น
         เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มที่ทำข้อตกลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติกับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (Goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (Services) และการลงทุน (Investments) ด้วย
         เขตการค้าเสรี (FTA) เป็นความตกลงระหว่าง 2 ประเทศขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้เกิดการค้าเสรีระหว่างกัน และปัจจุบันประเทศต่างๆ ก็ได้ขยายขอบเขตของ FTA ให้ครอบคลุมการค้าด้านบริการ อาทิ บริการท่องเที่ยว   การรักษาพยาบาล การสื่อสาร การขนส่ง ฯลฯ พร้อมกับความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การลงทุน  การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการอำนวยความสะดวกทางการค้าด้วย
         วัตถุประสงค์ของ FTA สะท้อนแนวคิดสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า “ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่อประเทศต่างๆ ผลิตสินค้าที่ตนมีต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วนำสินค้าเหล่านั้นมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน” ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ประโยชน์สูงสุดดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น หากยังมีการเก็บภาษีขาเข้าและมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งส่งผลบิดเบือนราคาที่แท้จริงของสินค้า และทำให้การค้าขายไม่เป็นไปอย่างเสรีและมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ FTA ถือเป็นเครื่องมือทางการค้าสำคัญที่ประเทศต่างๆ สามารถใช้เพื่อขยายโอกาสในการค้า สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจพร้อมๆ กับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้แก่สินค้าของตน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตใน FTA จะถูกเก็บภาษีขาเข้าในอัตราที่ต่ำกว่า   สินค้าที่ผลิตในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก FTA จึงทำให้สินค้าที่ผลิตภายในกลุ่มได้เปรียบในด้านราคากว่าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม
         ลักษณะสำคัญของ FTA จะมีรูปแบบเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับประเทศคู่สัญญา FTA จะตกลงกัน ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดตายตัวว่า FTA จะต้องมีลักษณะอย่างไร แต่ถึงกระนั้นก็ดี ทุก FTA จะมีลักษณะพื้นฐานที่เหมือนกันอยู่ 3 ประการ คือ
                1) มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า และไม่สร้างอุปสรรคทางการค้าเพิ่มต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิก (No Fortress Effects)
                2) ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศมากพอ (Substantial Coverage) ซึ่งเป็นกติกาที่ WTO กำหนดไว้เพื่อปกป้องและป้องกันผลกระทบที่จะมีต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกของ FTA นั้นๆ
                3) มีตารางการลดภาษีหรือเปิดเสรีที่ประเทศคู่สัญญา FTA เจรจากันว่าจะลดภาษีให้แก่กันในสินค้าใดบ้าง จะลดอย่างไร และจะใช้ระยะเวลายาวนานเท่าไรในการลด
การค้าเสรีระหว่างประเทศนับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แก่ประเทศต่างๆที่จะเข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการซึ่งกันและกัน กล่าวคือ เป็นการร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีการตกลงกันขึ้นทั้งในรูปแบบของการค้าแบบทวิภาคี และพหุภาคี ดังนั้นเมื่อมีการทำข้อตกลงที่เป็นความร่วมมือกันแล้วจึงอาจส่งผลในแง่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นผลดีและผลเสียต่อการค้าเสรีตามมา ในที่นี้จึงจะขอกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของการค้าเสรีระหว่างประเทศตามแนวคิดของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมว่ามีอย่างไร

ข้อดี – และข้อเสีย ของการค้าเสรีระหว่างประเทศตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีดังนี้

ข้อดี

1. ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาได้แบบอย่างการผลิตที่ทันสมัยโดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ใช้ได้รับความรู้และนำไปสู่การประยุกต์ดัดแปลงเพื่อผลิตเป็นของตนเองได้ในอนาคต

2. ประหยัดทรัพยากรในการผลิต เนื่องจากแต่ละประเทศจะทำการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนการผลิต ต่ำและมีความถนัดในการผลิตสินค้านั้นๆซึ่งเป็นการประหยัดวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต ทำให้ประเทศผู้ซื้อได้สินค้าที่มีคุณภาพและราคาถูกกว่าที่จะผลิตเอง

3. เกิดความชำนาญในการผลิตเฉพาะอย่างตามความถนัดของแต่ละประเทศ ทำให้สินค้าได้รับการยอมรับในตลาดโลก จึงเกิดแรงจูงใจในการผลิตมากขึ้น มีการพัฒนาความรู้ และทักษะความชำนาญให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศผู้ผลิตโดยตรง

4. ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนสินค้าบางชนิดที่ไม่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ ส่งผลให้แต่ละประเทศมีสินค้าสนองความต้องการได้มาก

  5. ช่วยให้มีการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น และเป็นการกระจายแหล่งส่งออกและนำเข้า

  6. เป็นการแก้ไขและลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน เพราะการจัดทำเขตการค้าเสรีจะต้องมีการลดภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีให้เหลือน้อยที่สุด 
  7. เป็นการสร้างพันธมิตรที่จะเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทและอำนาจต่อรองในเวทีโลก

  8. จะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์หลายฝ่ายด้วยกัน ได้แก่ 
          - ผู้ผลิต จะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูก จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 
          - ผู้ส่งออก จะได้รับประโยชน์จากส่งออกสินค้าและบริการได้มากขึ้น เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการลดภาษีสินค้า รวมทั้งการลด/ขจัดมาตรการที่มิใช่ภาษีให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นการขยายตลาดและเพิ่มศักยภาพในการส่งออก 
          - ผู้นำเข้า จะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูก และสามารถนำเข้าจากแหล่งนำเข้าจากหลายประเทศ 
          - ผู้บริโภค ก็จะได้รับประโยชน์จากการที่สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง และสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

9.  เมื่อมีการจัดทำเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการจัดทำเขตการค้าเสรี ในลักษณะพหุภาคี คือเป็นกลุ่ม อย่างเช่น กลุ่มอาเซียน หรือกลุ่มของสหภาพยุโรป มีผลที่ทำให้กลุ่มนั้นๆ มีอำนาจการต่อรอง อำนาจการเจรจา ระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

ข้อเสียของการค้าเสรีระหว่างประเทศในแนวคิดเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

1. สำหรับผลเสียประการแรก จะกระทบต่ออุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรม ที่เราเรียกว่า อุตสาหกรรมทารก (Infant industries) คืออุตสาหกรรม ที่ยังต้องการ ให้รัฐบาลปกป้องอยู่ เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ ไม่มีความสามารถ ในการที่จะไปแข่งขันในเวทีโลก อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดเสรี อุตสาหกรรมเหล่านี้ จะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูก จากอีกประเทศหนึ่ง

 2. ผลเสียประการที่สอง หากมีการจัดทำเขตการค้าเสรี กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้าง มีการส่งออกสินค้าเหมือนกัน จะกลายเป็นว่าเข้ามาแข่งขันกัน และสินค้าของประเทศนั้น จะเข้ามาตีตลาดสินค้า ในอีกประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต้องดูกันให้ดี ในเรื่องของโครงสร้างการผลิตว่ามีการแข่งกันหรือไม่ หรือมีความเกื้อหนุนกัน

 3. การจัดทำเขตการค้าเสรีคู่หนึ่ง จะไปกระตุ้นให้ประเทศอื่น ต้องแข่งที่จะจัดทำเขตการค้าเสรี เพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้น FTA จะทำให้เกิด FTA มากขึ้นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ทางการค้ามากขึ้น เพราะว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี อย่างเช่น ประเทศ A กับ ประเทศ B สองประเทศจะได้ประโยชน์ แต่ทว่า ประเทศนอกกลุ่ม ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เขตการค้าเสรีนั้นจะถูกกีดกัน เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า

 4. ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี ระหว่างกัน ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ใหญ่ จะได้เปรียบ ประเทศเล็กจะเสียเปรียบ เพราะจะไม่มีอำนาจ ในการต่อรอง เรื่องนี้คงต้องระมัดระวัง ในการที่จะไปเจรจากับประเทศมหาอำนาจ

5. ผู้ผลิตในบางอุตสาหกรรมและบริการบางสาขาอาจจะมีผลกระทบบ้าง เช่น ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพการผลิต/แข่งขันกับต่างประเทศในระดับต่ำ จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงศักยภาพและมาตรฐานการผลิต ตลอดจนจะเกิดต้นทุนในการปรับตัว (Adjustment Cost) เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่สาขาที่มีความพร้อม/ได้เปรียบ และในกรณีที่ไม่สามารถแข่งขันได้ก็จำเป็นต้องออกจากธุรกิจนี้ไป

                6. ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดจะเสียเปรียบประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่พัฒนาน้อยไม่มีเทคโนโลยีบุคคลากรและทรัพย์สินมากพอที่จะสู้การแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้