บทที่ 1 บทนำ 

ชื่อโครงการ บุญข้าวจี่ เดือนสาม หมู่บ้านโพนทอง

หลักการและเหตุผล 

บุญข้าวจี่เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนา บุญข้าวจี่จะทำกันราวกลางเดือนสาม คือ ภายหลังจากที่ได้ทำบุญวันมาฆบูชาแล้ว ข้าวจี่ คือข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนทาเกลือเค้าให้ทั่วและนวดให้เหนียวแล้วเสียบไม้ย่างไฟ มูลเหตุที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมบุญข้าวจี่มีอยู่ว่าครั้งพุทธกาล นางปุณณทาสี ทำขนมแป้งจี่ถวายพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ พร้อมฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง นางเกิดปิติยินดีได้บรรลุโสดาปัตติผลด้วยอานิสงค์ดังกล่าว ต่อมาเมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้งฉางในช่วงเดือนสามแล้วจึงกันทำข้าวจี่ถวายแด่พระสงฆ์สืบมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับหมู่บ้านโพนทอง ตำบล ท่าหาดยาว อำเภอ โพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่กลุ่มของข้าพเจ้าได้เลือกศึกษานั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่ในภาคอีสานที่ได้สืบทอดวัฒนธรรมบุญข้าวจี่กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ  โดยชาวบ้านจะช่วยกันเตรียมข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว เกลือ ไข่ไก่หรือไข่เป็ด ไม้เสียบ ไปรวมกันที่ลานวัดตั้งแต่เช้ามืด แล้วร่วมกันย่างข้าวจี่เสริมสร้างความสามัคคีภายในชุมชน แต่ถ้าใครไม่สะดวกก็มักจะย่างเตรียมไปจากบ้าน เมื่อข้าวจี่สุกดีก็นำขึ้นถวายพระสงฆ์พร้อมภัตตาหารพอพระฉันท์เสร็จ ชาวบ้านก็จะร่วมกันฟังเทศนาฉลองข้าวจี่ รับศีล รับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว ส่วนข้าวที่เหลือที่เป็นข้าวก้นบาตรก็จะนำไปให้เด็กๆในหมู่บ้านทานเพื่อเป็นความมงคลแก่ตัวเด็กตามคติความเชื่อของชาวบ้าน

แต่ในปัจจุบันได้มีค่านิยมในการส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในตัวเมืองหรือตัวจังหวัดที่ไกลจากบ้านหรืไม่ก็ส่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯเมื่อถึงช่วงที่มีงานบุญข้าวจี่ก็ไม่สะดวกที่จะกลับไปยังบ้านเกิดทำให้ยิ่งห่างไกลกับวัฒนธรรมบุญข้าวจี่ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะสืบทอดวัฒนธรรมบุญข้าวจี่ได้อย่างถูกต้องเพราะความไม่รู้ และเมื่อเยาวชนไม่สามารถสืบทอดได้ก็เป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาว่าวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นมรดกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษก็อาจจะหายไปจากวิถีชีวิตของชาวบ้านแห่งหมู่บ้านโพนทองถ้าเยาวชนยังไม่หันมาใส่ใจวัฒนธรรมดังกล่าว

ทางกลุ่มของข้าพเจ้าจึงเลือกศึกษากรณีนี้และการที่ทำโครงการนี้ลงเว็บไซด์ที่เยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายอาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถช่วยกระตุ้นไม่ให้วัฒนธรรมบุญข้าวจี่ต้องหายไปตามสภาพสังคมในปัจจุบัน

วัตถุประสงค์ 

1.เพื่อศึกษาความเชื่อของชาวบ้านในหมู่บ้านโพนทองที่มีต่อวัฒนธรรมบุญข้าวจี่

2.เพื่อศึกษาว่ากิจกรรมการปฏิบัติที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมบุญข้าวจี่นั้นมีอะไรบ้าง

3.เพื่อศึกษาว่าในสภาพสังคมปัจจุบันมีการปฏิบัติเกี่ยวกับวัฒนธรรมบุญข้าวจี่อย่างไรบ้าง

4.เพื่อศึกษาหาหนทางที่ดำรงวัฒนธรรมบุญข้าวจี่ไม่ให้สูญหายไปกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

คำถามของโครงการ 

1.วัฒนธรรมบุญข้าวจี่มีที่มาอย่างไร

2.ขั้นตอนปฏิบัติ พิธีการ มีอะไรบ้าง

3.เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ประพิธีมีอะไรบ้าง

4.มีวิธีการอะไรบ้างที่จะช่วยดำรงรักษาประเพณีบุญข้าวจี่ไว้

ขอบเขตของโครงการ 

1.ชาวบ้านหมู่บ้านโพนทอง ต.ท่าหาดยาว อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด.ลงพื้นที่จริง.(สัมภาษณ์).เมื่อ15-17 กรกฎาคม พ.ศ.2554

2.ประชัน รักพงษ์. 2534 .ประเพณีพื้นบ้านพัฒนาท้องถิ่น

3.อุดม ไชยกีวงศ์. 2545. ประเพณี พิธีกรรมท้องถิ่นไทย

ตัวชี้วัดความสำเร็จ 

1.สามารถเข้าถึงและเข้าใจกระบวนการและความเป็นมาของวัฒนธรรมบุญข้าวจี่

2.สามารถมีแนวทางที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมบุญข้าวจี่นี้ไว้ต่อไป

กลุ่มเป้าหมาย 

ชาวบ้านภายในหมู่บ้านโพนทอง ต.ท่าหาดยาว อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด

ผลที่คาดว่าจะได้รับ 

1.สามารถเข้าถึงและเข้าใจกระบวนการและความเป็นมาของประเพณีบุญข้าวจี่ได้

2.สามารถสืบทอดประเพณีบุญข้าวจี่ได้อย่างถูกต้อง

3.มีความเข้าใจและตระหนักเห็นคุณค่าแก่นหลักของงานบุญข้าวจี่

บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ประเพณีบุญข้าวจี่

บุญข้าวจี่เป็นประเพณีของชาวภาคอีสาน ทำกันขึ้นในเดือนสามจึงเรียกว่า “บุญเดือนสาม” บุญข้าวจี่เป็นประเพณีที่สำคัญที่มีกำหนดอยู่ในฮีตสิบสอง บุญข้าวจี่ที่นิยมทำกันในราวกลางเดือนหรือปลายเดือนสาม คือ ภายหลังการทำบุญวันมาฆบูชา(เดือนสามขึ้น ๑๔ ค่ำ) ส่วนใหญ่จะกำหนดวันแรม ๑๓ ค่ำหรือ ๑๔ ค่ำ เดือนสาม บุญข้าวจี่เป็นกิจกรรมร่วมของหลายหมู่บ้านของนั่นคือ ชาวอีสานบางหมู่บ้านเรียกงานบุญนี้ว่า “บุญคุ้ม” จะทำกันเป็นคุ้มๆ หรือบางหมู่บ้านก็จะทำกันที่วัดประจำหมู่บ้านล้วนแล้วแต่เป็นบุญข้าวจี่หรือบุญเดือนสาม

ความเป็นมาของบุญข้าวจี่

ครั้นพระมหาบุรุษตื่นผทมแล้ว ก็ทรงดำริถึงข้อความในพระมหาสุบินทั้ง ๕ แล้วทำนายด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์เอง ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแน่แท้ ครั้นได้ทรงทำสรีระกิจ สระสรงพระกายหมดจดแล้ว ก็เสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่ควงไม้นิโครธพฤกษ์ ในยามเช้าแห่งวันเพ็ญวิสาขะปุรณมี ดิถีกลางเดือน ๖ ปีระกา

ประจวบด้วยวันวาน เป็นวันที่นางสุชาดา ธิดาของคฤหบดีผู้มั่งคั่งในตำบลนั้น นางได้ตั้งปณิธานบูชาเทพารักษ์ไว้ว่า ขอให้นางได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน และขอให้ได้บุตรคนแรกเป็นชาย ครั้นนางได้สามีและบุตรสมนึก นางจึงคิดจะหุงข้าวมธุปายาสอันประณีตด้วยเครื่องปรุงทุกประการ ไปบวงสรวงเทพารักษ์ที่ได้ไปบนบานไว้ ดังนั้นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ จึงสั่งให้บ่าวไพร่ตระเตรียมการทำข้าวปายาสเป็นการใหญ่ และกว่าจะสำเร็จเป็นข้าวปายาสได้ ก็ตกถึงเพลาเที่ยงคืน แล้วนางสุชาดาจึงสั่งนางปุณณทาสี หญิงคนใช้ที่สนิทให้ออกไปทำความสะอาด แผ้วกวาดที่โคนต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เพื่อจะได้จัดเป็นที่ตั้งเครื่องสังเวยเทพารักษ์

ดังนั้น นางปุณณทาสี จึงได้ตื่นแต่เช้า เดินทางไปยังต้นนิโครธพฤกษ์นั้น เห็นพระมหาบุรุษทรงประทับนั่งอยู่ ณ ควงไม้นั้น ผันพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทางปาจินทิศ (ตะวันออก) มีรัศมีพระกายแผ่สร้านออกไปเป็นปริมณฑล งามยิ่งนัก นางก็นึกทึกทักตระหนักแน่ในจิตทันทีว่า วันนี้ เทพยดาเจ้าลงจากต้นไทรงาม นั่งคอยรับข้าวปายาสของสังเวยของเจ้าแม่ด้วยมือทีเดียว นางก็ดีใจรีบกลับมายังเรือน บอกนางสุชาดาละล่ำละลักว่า เทพารักษ์ที่เจ้าแม่มุ่งทำพลีกรรมสังเวยนั้น บัดนี้ ได้มานั่งรอเจ้าแม่อยู่ที่ควงไม้ไทรแล้ว ขอให้เจ้าแม่รีบไปเถอะ

นางสุชาดามีความปลาบปลื้มกล่าวว่า ขอให้เจ้าเป็นลูกคนโตของแม่เถิด แล้วจึงมอบเครื่องประดับแก่นางปุณณทาสี และให้หยิบถาดทองมา ๒ ถาด ถาดหนึ่งใส่ข้าวปายาสจนหมด มิได้เหลือเศษไว้เลย ข้าวปายาสเต็มถาดพอดี แล้วให้ปิดด้วยถาดทองอีกถาดหนึ่ง แล้วห่อหุ้มด้วยผ้าทองอันบริสุทธิ์ ครั้นนางสุชาดาแต่งกายงามด้วยอาภรณ์เสร็จแล้ว ก็ยกถาดข้าวปายาสขึ้นทูลเหนือเศียรเกล้าของนาง ลงจากเรือนพร้อมด้วยหญิงคนใช้เป็นบริวารติดตามมาเป็นอันมาก ครั้นถึงต้นไทรเห็นพระมหาบุรุษงามด้วยรัศมีดังนั้น ก็มีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดาโดยแท้ เดินยอบกายเข้าไปเฝ้าแต่ไกลด้วยคารวะ ครั้นเข้าไปใกล้จึงน้อมถาดข้าวปายาสถวายด้วยความเคารพยิ่ง

ขณะนั้น บาตรดินอันเป็นทิพย์ ซึ่งฆฏิการพรหมถวายแต่วันแรกทรงบรรพชา เกิดอันตรธานหายไปจากที่นั้น พระมหาบุรุษก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกรับ แล้วทอดพระเนตรดูนางสุชาดา แสดงให้นางรู้ชัดว่า พระองค์ไม่มีบาตรจะถ่ายใส่ข้าวปายาสไว้ นางสุชาดาทราบชัดโดยพระอาการ ก็กราบทูลว่า หม่อมฉันขอถวายทั้งถาด พระองค์มีพระประสงค์ประการใด โปรดนำไปตามพระหฤทัยเถิด แล้วถวายอภิวาททูลอีกว่า ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จฉันใด ขอสิ่งซึ่งพระหฤทัยของพระองค์ประสงค์จงสำเร็จฉันนั้นเถิด แล้วนางก็ก้มลงกราบ ถวายบังคมลา กลับเรือนด้วยความสุขใจเป็นล้นพ้น

ข้าวจี่ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของคนอีสาน อาจจะถือกำเนิดขึ้นโดยการที่ขณะที่นั่งผิงไฟในหน้าหนาว และเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จใหม่ๆ โดยธรรมชาติของข้าวใหม่ก็มีกลิ่นหอมอยู่แล้ว ในขณะที่นั่งผิงไฟอยู่นั้นก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วมาปั้นโรยเกลือทาไข่ไก่ นำมาอังไฟหรือนำมาย่างไฟให้เกรียมก็ถือว่าสุกแล้วและรับประทานได้ เพราะโดยอุปนิสัยเนื้อแท้ของคนอีสานแล้วเป็นคนที่ขยันและช่างคิดอยู่แล้วและต่อ มาได้นำข้าวจี่นี้ไปถวายพระจนกระทั่งได้กลายมาเป็นประเพณีงานบุญข้าวจี่มาจนถึงทุกวันนี้ การทำบุญให้ทานมีข้าวจี่เป็นต้นเรียกว่า"บุญข้าวจี่"และนิยมทำกันในช่วงเดือนสามข้างแรม จนกระทั้ง มีคำผญาอีสานโบราณท่านได้แต่งผญาไว้ว่า... "เดือนสามค้อยเจ้าหัว คอยปั้นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อยจัวน้อยหลั่งน้ำตา" เกี่ยวกับเรื่องประเพณีบุญเดือนสามนี้

บุญข้าวจี่ซึ่งมักจะเป็นวันเพ็ญเดือนสาม ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจัดเตรียมข้าวจี่ แล้วนิมนต์พระสงฆ์มารวมกันที่ศาลาโรงธรรมญาติโยมจะมาพร้อมกันแล้วอาราธนาศีล ว่าคำถวายข้าวจี่เสร็จแล้วเอาข้าวจี่ไปใส่บาตร พระสงฆ์สวดมนต์จบแล้ว ญาติโยมยกอาหารคาวหวานไปถวายพระฉันเสร็จแล้วอนุโมทนาเป็นการเสร็จพิธีถวายข้าวจี่ ในปัจจุบันชาวบ้านนอกจากจะทำบุญข้าวจี่แล้วยังทำบุญมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง วันมาฆบูชานี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนสาม เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนา 4 ประการคือ

1. เป็นวันเพ็ญเดือนสาม ดวงจันทร์เสวยมฆาฤกษ์

2. พระสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันที่เวฬุวันมหาวิหารโดยมิได้นัดหมายกันล่วงหน้า

3. พระสงฆ์ที่มาประชุมครั้งนี้ล้วนเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทา (ภิกษุที่พระพุทธเจ้าบวชให้)

4. ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์

นอกจากนี้แล้วได้มีการเพิ่มการทำบุญอีกอย่างหนึ่งเข้ามาในเดือนนี้ นั้นก็คือบุญมาฆะบูชา เพราะว่าวันมาฆะบูชานั้นเป็นวันที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงวางรากฐานของพุทธศาสนา โดยพระองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางพระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ณ วฬุวันมหาวิหาร ในเวลาตะวันบ่ายคล้อย ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนสามหรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า"มาฆมาส" สำหรับโอวาทปาฏิโมกข์หรือหลักการของพุทธ ศาสนาที่สำคัญที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้นั้นมี ๓ ข้อ คือ

๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง

๒. การทำความดีให้ถึงพร้อม

๓. การทำจิตใจให้บริสุทธิผ่องแผ้ว

การทำบุญในวันมาฆะบูชานี้ เพื่อเป็นการบูชาให้ถูกต้องตามหลักการของคำว่า "มาฆะบูชา"ที่แปลว่า การบูชาพระรัตนตรัยในวันเพ็ญเดือนมาฆะหรือเดือนสามนอกเหนือจากการบูชาตามปกติของวันสำคัญทางพุทธศาสนาด้วยการสมทานศีล ฟังธรรม ถวายทาน และเวียนเทียนแล้ว ควรจะมีการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า โอวาทปาฏิโมกข์ดังที่ได้กล่าวแล้วด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าเป็นยอดแห่งการบูชาทั้งปวง

ประวัติวัดบ้านโพนทอง 
วัดบ้านโพนทองตั้งอยู่หมู่ 4 บ้านศรีโพนทอง  มีเนื้อที่ 4 ไร่ 2งาน วัดบ้านโพนทองสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2442 หลังจากการตั้งหมู่บ้านประมาณ 20 ปี โดยพระอาจารย์ครูสิมา คนบ้านกอกหนองฮีซึ่งมีพ่อใหญ่เม้า แม่ใหญ่ซ่อน หนองหว้า เป็นผู้บริจาคบ้านของตนไห้พระสร้างวัดด้วยเหตุที่พักอาศัยอยู่ไม่ร่มเย็นเป็นสุขมีความเชื่อว่าอาจเป็นเพราะต้นไม้มาสร้างบ้านไม่ค้ำคุณสภาพภูมิศาสตร์ตั้งใกล้ป่าไกลทามมูลน้ำท่วมไม่ถึงเป็นป่าติ้วป่าโจด 
พ.ศ.2464 เป็นยุคการพัฒนาวัดบ้านโพนทองโดยมีอาจารย์สีดา ไชยา คุณพ่อของทานพระครูศิริธรรมรักษ์ พ่อจานครูสีดาเป็นนักพัฒนาที่มีศักยภาพสูงจบการศึกษาครูมาจากบ้านน้ำปิก เชียงเพ็งจังหวัดอำนาจเจริญ นำชาวบ้านไปตัดไม้จากดงปู่คันนาม สร้างเคหสถานเป็นหลังเป็นปึกแผ่นตั้งอยู่นามดอนขาม 

ประวัติความเป็นมาของอำเภอโพนทราย

อำเภอโพนทราย เดิมเป็นเขตการปกครองของตำบลสามขาและตำบลโพนทรายซึ่งขึ้นอยู่กับอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดแต่เนื่องจากสภาพพื้นที่อยู่ห่างไกลจากอำเภอสุวรรณภูมิ การคมนาคมไม่สะดวก การไปมาหาสู่กันระหว่างอำเภอกับตำบลลำบากและเป็นปัญหามากเนื่องจากดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการสัญจรไปมาจึงได้ขอแยกตำบลสามขาตั้งเป็นตำบลศรีสว่างและแยกพื้นที่ตำบลโพนทรายตั้งเป็นตำบลยางคำเพิ่มขึ้นอีกต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๑๒ – ๒๕๑๘ ผู้นำท้องถิ่นและสภาตำบลโพนทรายเห็นว่าการไปติดต่อราชการที่อำเภอสุวรรณภูมิไม่สะดวกมาก จึงได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องขอยกฐานะเป็นอำเภอเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร จนกระทั่งใน ปี พ.ศ.๒๕๑๙ จึงได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอโพนทราย ต่อมาใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็นอำเภอโพนทราย เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๒

ลักษณะภูมิประเทศ

อำเภอโพนทรายตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดร้อยเอ็ด ห่างจากอำเภอเมือง ๘๐ กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๑๓๔,๘๙๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๙๘.๗ เป็นพื้นน้ำประมาณ ๑,๗๕๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑.๓๐ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ มีลำน้ำที่ไหลผ่าน ๒ สาย คือ ลำน้ำมูล ซึ่งไหลผ่านท้องที่ ตำบลท่าหาดยาวตำบลสามขา ตำบลยางคำ และลำน้ำเสียวไหลผ่านตำบลศรีสว่างกับตำบลโพนทราย มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

ทิศเหนือ : ติดต่อกับอำเภอสุวรรณภูมิ กิ่งอำเภอหนองฮี อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด

ทิศใต้ : ติดต่อกับอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

ทิศตะวันออก : ติดต่อกับอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

ทิศตะวันตก : ติดต่อกับอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

ลักษณะภูมิอากาศ

โดยทั่วไปมี ๓ ฤดู ประกอบด้วย ฤดูร้อน ช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๗ องศาเซลเซียส

-ฤดูฝนช่วงระยะเวลาเดือนมิถุนายนพฤศจิกายน อุณหภูมิเฉลี่ย ๓๒ องศาเซลเซียส

-ฤดูหนาวช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ย ๑๑ องศาเซลเซียส

-ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ ๑,๕๐๐ มิลลิลิตรจำนวนประชากรทั้งหมด ๒๗,๑๙๔ คน ชาย ๑๓,๕๘๑ คน หญิง ๑๓,๖๑๓ คนประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเมื่อว่างจากการทำนาเดินทางเข้าไปทำงานที่กรุงเทพมหานครรายได้โดยทั่วไปได้จากการขายข้าวหอมมะลิ ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๙.๕ ขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่นได้แก่ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญผะเหวด

การปกครองในเขตอำเภอโพนทราย

อำเภอโพนทรายแบ่งเขตการปกครองตาม พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ ออกเป็น ๕ ตำบล ๕๗ หมู่บ้าน

จำนวนครัวเรือน ๕,๑๗๕ ครัวเรือน ดังนี้

๑. ตำบลโพนทราย มี ๑๔หมู่บ้าน 

๒. ตำบลศรีสว่าง มี ๑๕ หมู่บ้าน 

๓. ตำบลยางคำ มี ๑๐ หมู่บ้าน 

๔. ตำบลท่าหาดยาว มี ๑๐ หมู่บ้าน 

๕. ตำบลสามขา มี ๘ หมู่บ้าน 

การปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอโพนทราย

การปกครองส่วนท้องถิ่น มี ๑ เทศบาล ตำบล คือ ตำบลโพนทราย มีองค์การบริหารส่วนตำบล ๕ แห่ง คือ

๑. องค์การบริหารส่วนตำบลโพนทราย

๒. องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง

๓. องค์การบริหารส่วนตำบลยางคำ

๔. องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหาดยาว

๕. องค์การบริหารส่วนตำบลสามขา

ด้านสาธารณสุข อำเภอโพนทรายมีการให้บริการทางสาธารณสุข ดังนี้

๑. โรงพยาบาลขนาด ๓๐ เตียง จำนวน ๑ แห่ง

๒. สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ จำนวน ๑ แห่ง

๓. สถานีอนามัยประจำตำบล จำนวน ๕ แห่ง

ประวัติบ้านโพนทอง

บ้านโพนทองได้ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านความเป็นมาที่ผู้สูงอายุของหมู่บ้านได้เล่าสืบทอดต่อกันมาเป็นรุ่นๆ ได้ปรากฏหลักฐานว่าบ้านโพนทองได้ก่อตั้งมาราว 130 ปี  นับแต่  พ.ศ. 2422 ก็ได้มีผู้อพยพมาตั้งหลักปักฐานแล้วผู้สูงอายุได้เล่าประวัตบ้านโพนทองสืบต่อกันมาว่า เดิมบริเวณนี้มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากจึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมายมีนายพรานชื่อ  ทอง ได้มาล่าสัตว์ตามทุ่งตามป่าบริเวณนี้และได้เสียชีวิตลงที่โนนแห่งนี้เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาต่อมาเป็นช่วงฤดูแล้งของปี 1 ได้มีคณะชาวบ้านโตนคือ พ่อพิมพ์ แม่น้อย ไชยา และพ่ออินทร์ แม่บู่ สุภาโภชน์ได้ชักชวนกันมานอนคางคืนหาปลาที่กุดฮาง บ้านปลาคุณและแม่น้ำมูล  ทางด้านพ่อพิมพ์ แม่น้อย ก็ได้ชวนกันไปหาปลาได้มากมายจึงพิจารณากันเห็นว่าบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ น้ำท่วมไม่ถึงและบริเวณที่ใกล้เคียงกันมีอยู่  3  โนน คือ โนนโพนทอง โนนโพนฝาย โนนพ่อบุตรจึงได้เอาโนนพ่อใหญ่บุตรเป็นทำแรที่ตั้งหมู่บ้านและได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามความเชื่อของนายพรานว่า บ้านพรานทองนั้น ต่อมามีครอบครัวที่เป็นญาติพี่น้องได้อพยพมาเรื่อยๆ 10 ครอบครัวจึงได้เปลี่ยนชื่อหมู่ใหม่เป็นบ้านโพนทอง ซึงบ้านโพนทองได้ขยายหมู่บ้านอย่างรวดเร็วออกเป็น 2 คุ้ม คุ้มน้อย คุ้มใหญ่  ความเจริญเข้าสู้หมู่บ้านและชุมชนทำได้ยากต่อการปกครองจึงได้แยกหมู่บ้านออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ 4 บ้านศรีโพนทอง หมู่ 6 บ้านโพนทอง

บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน

วิธีดำเนินโครงการ

1.เลือกกรณีศึกษาที่ต้องการจะศึกษา

2.สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหนังสือและอินเตอร์เน็ต

3.ทำเค้าโครง โครงการการศึกษาวัฒนธรรม

4.ลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์คนในหมู่บ้านโพนทอง

5.สรุปผลการศึกษาและนำเสนอ

กำหนดการดำเนินโครงการ

ลำดับ

วันที่

กำหนดการ

1

18 มิ.ย. 2554

เลือกศึกษาวัฒนธรรมบุญข้าวจี่หมู่บ้านโพนทอง

2

20มิ.ย.-13ก.ค. 2554

สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมบุญข้าวจี่ ทั้งจากหนังสือและอินเตอร์เน็ต

3

14 ก.ค. 2554

ร่างแบบและเขียนเค้าโครงของโครงการ

4

15-17 ก.ค. 2554

ลงพื้นที่จริงหมู่บ้านโพนทอง ต.ท่าหาดยาวอ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด

5

ภายหลังจากลงพื้นที่จริง

สรุปผลการศึกษา และนำเสนอผลงาน

งบประมาณ

ลำดับ

ค่าใช้จ่าย

จำนวน(บาท)

1

ค่ารถไปกลับกรุงเทพฯ-ร้อยเอ็ดคนละ

700

2

ค่าอาหารคนละ

600

3

ค่าทำรูปเล่มโครงการ

200

บทที่ ๔

ผลการศึกษา

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีบุญข้าวจี่ซึ่งเป็นประเพณีของชาวบ้าน บ้านโพนทอง ตำบลหาดทรายยาว อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการ การศึกษาครั้งนี้มีทั้งการศึกษาหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตรวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสอบถามจากชาวบ้าน คนเฒ่าคนแก่ เยาวชนในหมู่บ้านโพนทองจริง รวมถึงกำลังผู้ใหญ่บ้านที่ค่อยสนับสนุนในงานนี้ทุกๆปี การสอบถามความคิดเห็นครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวบ้าน บ้านโพนทอง ตำบลท่าหาดยาว อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด การศึกษาประเพณีบุญข้าวจี่ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำให้รู้จักประเพณีบุญข้าวจี่มากขึ้น

๑.เพื่อศึกษาความเชื่อของชาวบ้าน หมู่บ้านโพนทอง ตำบลท่าหาดยาว อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีต่อประเพณีบุญข้าวจี่

จากคำถามที่ได้สัมภาษณ์กำนันผู้ใหญ่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้านและเยาวชนในหมู่บ้านโพนทอง ตำบลท่าหาดยาว อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดทำให้รับรู้ความเชื่อที่มีต่อประเพณีบุญข้าวจี่ว่าเป็นมาอย่างไร มีความศรัทธา เคารพประเพณีบุญข้าวจี่อย่างไร โดยถือได้ว่าเป็นประเพณีที่ทำกันเป็นเวลายาวนาน ได้รวบรวมประวัติความเป็นมาที่ได้นับถือสืบทอดต่อกันมา โดยความคิดเห็นที่ได้สัมภาษณ์ชาวบ้าน หมู่บ้านโพนทอง มีดังนี้

นายกัน สร้อยเสนา  ผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านโพนทอง 

-  ความเชื่อและความเป็นมาของประเพณีบุญข้าวจี่เป็นมาอย่างไรคะ

“ งานบุญข้าวจี่นี้ทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ เป็นประเพณีที่สำคัญทางศาสนาและหมู่บ้าน พวกเราได้ทำมาหลายรุ่นแล้ว ชาวบ้านจะทำข้าวจี่ในแต่ละครัวเรือนแล้วนำไปถวายพระที่วัด แล้วจะร่วมกันทำพิธีการต่างๆของประเพณีบุญข้าวจี่ ซึ่งชาวบ้านได้เรียนรู้มาจากผู้เฒ่าผู้แก่ ปู่ย่าตายายจะสอนให้พวกเราทำข้าวจี่ตั้งแต่เล็กจนโต พวกเราได้เล่าสืบต่อๆกันมาว่า ทำข้าวจี่ไปวัดก็เหมือนกับทำไปถวายพระพุทธเจ้า ความเชื่อเหล่านี้ได้เล่าสืบต่อๆกันมาจนกลายเป็นประเพณีงานบุญข้าวจี่ ชาวบ้านของที่นี่จะให้ความสำคัญกับประเพณีบุญข้าวจี่อย่างมาก และการไปทำบุญที่วัดจะเห็นได้ว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะมาทำบุญร่วมกัน และนำข้าวจี่มาถวายพระทุกๆครัวเรือน ประเพณีนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ปฏิบัติสืบต่อๆกันมาทุกปี ”

นาย บัวพัน หนองหว้า ประธานหมู่บ้านโพนทอง

-  ตำนานของประเพณีบุญข้าวจี่เป็นมาอย่างไร  และวิธีการทำข้าวจี่อย่างไรคะ

“ บุญข้าวจี่ของที่นี่ ชาวบ้านจะเรียกว่า บุญกุ้มบางใหญ่ เป็นประเพณีทางภาคอีสาน ทำมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของพวกเรา สืบทอดมาตั้งแต่ ปู่สิงกะสา ย่าสิงกะสี เป็นตำนานของปู่ย่าตายายที่เล่าขานกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยโบราณว่า ในเดือน ๓ วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ บรรพบุรุษและลูกหลานจะมาช่วยกันทำข้าวจี่เพื่อรับประทาน มีวิธีขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้ คือ เอาข้าวเหนียวมานึ่งให้สุก แล้วพวกเราก็เอามาปั้นใส่ไม้ให้แน่นๆ ใส่เกลือลงไปนิดหน่อย แล้วก็เอาไปย่าง บางคนก็เอาไปชุบไข่ไก่แล้วย่าง ย่างเสร็จแล้วข้าวเหนียวจะเป็นสีเหลืองๆ แต่คนยุคสมัยก่อนจะไม่นิยมนำข้าวเหนียวไปชุบไข่ไก่ เมื่อย่างหรือจี่ข้าวเหนียวเสร็จแล้ว ก็เอาน้ำตาลอ้อยเทราดลงบนข้าวจี่  ชาวบ้านทำข้าวจี่เสร็จแล้วก็นำไปที่วัด ต่างคนก็ต่างทำข้าวจี่เพื่อนำไปรวมกันถวายพระ จากนั้นก็จะมีพ่อเฒ่านำกล่าวคำ เป็นพิธีตามขั้นตอนที่ชาวบ้านทำต่อๆกันมา พอเสร็จพิธีแล้ว ข้าวจี่ที่ชาวบ้านได้ทำมาก็เหลือเยอะแยะ พระท่านก็เลยให้ชาวบ้านนำไปแจกจ่ายกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลและนำไปให้เด็กนักเรียนที่อยู่ข้างวัด ชาวบ้านที่นี่เข้าร่วมประเพณีบุญข้าวจี่ทุกปี เพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าตามความเชื่อที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในรุ่นก่อนๆได้เล่าให้ฟัง ”

นาย วิชาญ อนันต์ อายุ ๑๘ ปี (เยาวชนในหมู่บ้าน) 

- ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเพณีบุญข้าวจี่

เป็นประเพณีที่รุ่นคุณตาคุณยาย ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านทำสืบทอดกันมานานแล้ว ผมก็รู้สึกภูมิใจครับ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาประเพณีอันเก่าแก่ของหมู่บ้านเราไว้ การจัดงานทำบุญข้าวจี่ ได้นำมาซึ่งการรวมประเพณีและการละเล่นของภาคอีสาน ทั้งยังรวมความสามัคคีของคนในชุมชนโดยเอาความเชื่อทางศาสนา ประเพณีมาเป็นกรอบคิด ในปัจจุบันนี้อาจถือได้ว่าประเพณีและวัฒนธรรมของทางอีสานอาจอยู่ในฐานะต้องฟื้นฟู อนุรักษ์เพราะมันได้เปลี่ยนรูปแบบไปมากแล้ว จากที่เคยจัดงานในชุมชน ชนบทก็อาจเปลี่ยนเป็นการจัดในเมือง ซึ่งมีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น และนั่นคือความสนุกสนานที่คนอีสานชื่นชอบ นอกจากได้เที่ยวงานบุญแล้ว ยังได้รับรู้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไปด้วย ในปีนี้มีการแสดงสินค้าภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น การตีเหล็กและการท่อผ้าฝ้ายครับ ”