การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

(Sustainable Development)

                    

โลก ของเราเป็นระบบที่มีความซับซ้อน เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกมีความเชื่อมโยงส่งผลกระทบถึงกัน ทั้งทางด้านสถานที่และเวลา ตัวอย่างที่สามารถแสดงความเชื่อมโยงกันได้อย่างชัดเจน คือ การที่มลภาวะทางอากาศที่อเมริกาเหนือที่ส่งผลกระทบไปยังทวีปเอเชีย, ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศกรีซ ส่งผลกระทบมาถึงระบบเศรษฐกิจของไทยแม้จะอยู่ห่างไกลกันหลายหมื่นหลายพันไมล์ก็ตาม

ในเรื่องคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ก็มีลักษณะเป็นระบบเชื่อมโยงถึงกัน มนุษย์เรามีความต้องการที่หลากหลาย โดยความต้องการในแต่ละเรื่องก็ไม่อาจทดแทนก็ได้ เช่น เราต้องการมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องการถูกปฏิเสธสิทธิในด้านการศึกษา, รายได้ที่มั่นคงเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ไม่อยากมีบ้านอยู่ในที่ที่อากาศเป็นพิษ, การมีอิสรภาพในการนับถือศาสนาเป็นสิ่งที่ดี แต่เราก็ต้องการอาหารมาเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้ของเราด้วย  ดังนั้น การตอบสนองความต้องการของมนุษย์จึงต้องทำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทุกด้าน เราไม่อาจมุ่งพัฒนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนทำให้ระบบนี้เสียสมดุลได้

เป็นระยะเวลายาวนาน ที่ประเทศต่างๆมุ่งส่งเสริมพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของตน เพื่อก้าวให้ทันการแข่งขันที่สูงในตลาดโลก ศักยภาพด้านต่างๆของรัฐถูกดึงออกมาใช้ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่าการมุ่งมั่นพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ละเลยด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ได้ส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้มากมาย  ด้วยเหตุนี้เอง หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงได้ถูกเสนอขึ้น เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาในการพัฒนาประเทศของรัฐ

เนื่องจากราบงานฉบับนี้ เป็นรายงานในวิชา กฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  คำถามหนึ่งที่ควรจะตอบคือ การพัฒนาอย่างยั่งยืน เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอย่างไร?

ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และ หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีความผูกพัน เชื่อมโยงถึงกันอย่างมาก ในฐานะที่หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้ามาเป็นกรอบควบคุมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ มิให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าเพื่อเร่งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการคำนึงถึงผลลทางสังคมที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

 และดังที่กล่าวไปข้างต้น ปัญหาทุกปัญหาเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องทำอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน จากบทความเรื่อง The year of living dangerousely

ในบทความดังกล่าวได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก, วิกฤตด้านอาหาร, ความอดยาก และ ปัญหาการเมือง ไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำบางส่วนของทความมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

รูปแบบการบริโภคในทุกวันนี้ ถือได้ว่าท้าทายต่อจำนวนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่  ประชากรโลกยังคงเพิ่มจำนวนขึ้น และจาก บราซิล ถึง อินเดีย, จากตุรกี ถึง จีน, พลังอำนาจใหม่กำลังก่อตัวขึ้นเช่นกัน และกลุ่มคนเหล่านี้ได้เรียกร้องที่จะมีวิถีชีวิตแบบชาวอเมริกัน ไม่แปลกใจเลยที่ความต้องการความสะดวกสบาย จึงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัจจัยการผลิตกำลังขาดแคลนก็ตามในขณะเดียวกันปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการขาดแคลนทรัพยากร และมีแนวโน้มว่าปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ราคาอาหารได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนยากจนทั่วโลกได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก" และมีนักเศรษฐศาสตร์ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ราคาอาหารที่สูงมากๆอาจนำมาซึ่งปัญหาและการรัฐประหารทั่วโลก (riots) พิจารณาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

 

 ประวัติความเป็นมา      

 

แนวความคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่รายงาน ปี ค.ศ. 1980 ซึ่งร่วมจัดทำโดย สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ( International Union of Natural and Natural Resources ) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program) และกองทุนเพื่อธรรมชาติ (World Wild Fund for Nature) ในหัวข้อ ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์โลก

  ในปี ค.ศ. 1983 สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการโลกในเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environmental and Development) เพื่อทำการศึกษาเรื่องความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา และในอีกสี่ปีต่อมา ค.ศ. 1987 คณะกรรมาธิการได้เผยแพร่เอกสารจากการศึกษาที่มีความสำคัญมากฉบับหนึ่ง ชื่อว่า อนาคตของเราร่วมกัน หรือที่เรียกกันว่า รายงานบรันแลนด์ (Brundtland Report) ตามชื่อของคณะกรรมาธิการ คือ นางโกร ฮาเล็ม บรันด์แลนด์ นายกรัฐมนตรีของประเทศนอร์เวย์ขณะนั้น สาระของรายงานดังกล่าว ก็คือเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยรายงานฉบับนี้ได้เรียกร้องให้มนุษย์เลิกวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือย เปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และคำนึงถึงข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ และเห็นว่ามนุษยชาติสามารถทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นได้

จากข้อสรุปในรายงานบรันด์แลนด์ รายงานยุทธศาสตร์การอนุรักษ์โลก และข้อสรุปของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้นำไปสู่การประชุมสุดยอดระดับโลก ในเดือนมิถุนายน ปี 1992 ซึ่งมีชื่อว่า การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (The United Nations Conference for Environmental and Development: UNCED) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นประเด็นหลักของการประชุมนี้ นอกจากนั้นได้มีหัวข้ออื่นๆถูกเสนอเข้ามา ผลงานการประชุม ได้มีเอกสารรับรอง 5 ฉบับ ด้วยกัน

1)      ปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (The Rio Declaration on Environmental and Development) ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 27 ประการ เกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบของสหประชาชาติในการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรให้ดีขึ้น

2)      แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) เป็นแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงศตวรรษที่ 21 ที่ได้รวมเอาความต้องการป้องกันสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการของชุมชนท้องถิ่นและตลาดเสรี

3)      คำแถลงเกี่ยวกับหลักการเรื่องป่าไม้ (Statement of Principle of Forest) เป็นแนวทางในการจัดการอนุรักษ์ และพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับป่าไม้ทุกประเภท

4)      กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework on Climate Change) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการลดระดับก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพอากาศทั่วโลก

5)      อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biology Diversity) อนุสัญญาฉบับนี้มุ่งเน้นการสงวนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในโลก

 

เนื้อหาสาระ                   

สาระสำคัญของหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนปรากฏอยู่ใน Agenda 21 ประชากร การบริโภค และเทคโนโลยี เป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อม ได้เสนอนโยบายและแผนงานในการในการที่จะบรรลุถึงความยั่งยืนระหว่างการบริโภค ประชากร และความสามารถของโลกในการค้ำจุนสิ่งมีชีวิต, การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะสนองตอบความต้องการของมนุษย์, และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวัง

สาระสำคัญของ Agenda 21 มี 4 ส่วนดังต่อไปนี้ 

ส่วนที่ 1 มิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ส่วนนี้จะกล่าวถึงความร่วมมือของนานาชาติเป็นหลัก เพื่อทำให้เศรษฐกิจของโลกมีประสิทธิภาพและเป็น

ธรรม

ส่วนที่ 2 การอนุรักษ์และการจัดการธรรมชาติ

กล่าวถึงปัญหาและสาเหตุของความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประเภทต่างๆ และแนวทางหรือวิธีการที่รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิบัติหรือควรปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหา

ส่วนที่ 3 การส่งเสริมบทบาทของกลุ่มที่สำคัญๆ

กล่าวถึงความจำเป็นของการให้กลุ่มสำคัญต่างๆ ในสังคมปฏิบัติตามพันธกรณีและเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง การมีส่วนร่วมของสาธารณชนในการเข้ามาพัฒนานโยบายและตรวจสอบประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ส่วนที่ 4 วิธีการในการดำเนินงาน

กล่าวถึงวิธีการต่างๆในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศที่กำลังพัฒนาควรแสดงให้เห็นชัดเจนถึงหลักการดำเนินงาน และความต้องการในการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วควรจะต้องมีพันธกรณีที่จะสนองตอบกับหลักความสำคัญดังกล่าว

การพัฒนาอย่างยั่งยืนยังต้องมาจากการดำเนินงานที่เป็นสหวิทยาการ มีความหลากหลายของวัฒนธรรม และต้องดำเนินการในหลายมิติพร้อมกัน เพื่อให้การพัฒนาส่งผลต่อคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสนองตอบความต้องการของผู้ที่อ่อนแอและด้อยโอกาสในสังคม อันได้แก่ ผู้มีรายได้ต่ำ เด็ก สตรี และคนในชนบท

 

Rio plus twenty

ยี่สิบปีผ่านไป นับตั้งแต่การประชุม the UN Conference on Environmental and development ที่ กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล สังคมโลกยังคงประสบกับปัญหาในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นที่ปรากฏชัดว่าผลกระทบจากการพัฒนาที่เสียสมดุลกำลังทวีความรุนแรงขึ้น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลก กาใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม deconstruct of live and livelihood กล่าวได้ว่าประชากรโลกทุกคนล้วนได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป และปัญหายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สหประชาชาติ นายบัน คี มุน กล่าวว่า ในขณะที่สังคมโลกกำลังร่วมมือกันในการขจัดความยากจนและบรรลุ อย่างไรก็ตามก็ต้องหาวิธีการทำให้การบริโภคทรัพยากรในโลกและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยด้วย  

 

สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การมุ่งพัฒนาประเทศโดยขาดการบริหารจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ดี ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม เกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อม แม้ว่าประเทศต่างๆจะมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย สาเหตุหลักของปัญหาการบังคับใช้กฎหมายได้แก่

มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง, การคอรัปชั่น, ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมน้อย

 

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 14 – 16 มกราคม 2551 ได้มีการประชุมเจ้าหน้าที่กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ที่กรุงเทพมหานครโดยได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ  โดยที่ประชุมได้ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพของประเทศในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกก็คือปัญหาจากการคอร์รัปชั่นและไม่ได้รับความร่วมมือจากนักการเมือง แม้แต่ในบางประเทศที่มีศาลสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เช่น ออสเตรเลียและอินเดียก็ยังไม่สามารถป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการเมืองเข้ามาแทรกแซงอยู่เสมอ ส่วนในประเทศจีนก็มักจะถูกแทรกแซงจากนักการเมืองที่มุ่งต้องการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นความสำคัญของการป้องกันการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการเกิดปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การพัฒนาประเทศได้ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและถ้าเป็นเช่นนี้ไปนาน ๆ ก็จะก่อให้เกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อมตามมา

สำหรับทางด้าน  ศาลสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันการกระทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การดำเนินการลงโทษผู้ทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมยังมีน้อยมาก เพราะได้มีการนำคดีความการทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมไปให้ศาลทั่วไปได้พิจารณา ผู้พิพากษาจะมีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมน้อยมาก จึงให้ความสำคัญในการพิจารณาพิพากษาในคดีแพ่งหรือคดีอาญามากกว่าคดีความผิดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้มีคดีความผิดด้านสิ่งแวดล้อมตกค้างยังไม่ได้พิจารณาจำนวนมาก ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์มีปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมมานานนับสิบปี จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่าปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของฟิลิปปินส์ ได้แก่ มลพิษของน้ำและมลพิษของอากาศได้สร้างความเสียหายให้กับฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้กระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกรงกลัวต่อการลงโทษ เนื่องจากผู้กระทำผิดถูกลงโทษน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายอยู่มากพอสมควรที่จะสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ แต่ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มงวดเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ฟิลิปปินส์จึงกำลังดำเนินการจัดตั้งศาลพิเศษขึ้นมาเช่นเดียวกับประเทศออสเตรเลียและอินเดียเพื่อพิจารณาคดีความด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะที่เรียกว่า “ศาลสิ่งแวดล้อม” จะได้สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น

ปัญหาหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน และอีกหลายพื้นที่ของประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการที่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกมีปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นของการพัฒนาแบบยั่งยืนด้วยการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีตลอดไป มาตรการหนึ่งที่จำเป็นต้องนำมาใช้ก็คือการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

สถานการณ์ในประเทศไทย  

 แนวทางการพัฒนาของประเทศไทยในอดีต 

       นับเป็นเวลากว่า 50 ปี ที่ประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนาประเทศตามแนวทางที่กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (2504 – 2509) จนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับปัจจุบัน การพัฒนาในอดีตได้ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเชื่อว่าหากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงจะทำให้ระดับรายได้และมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนสูงไปด้วย ผลการพัฒนาจากแนวทางดังกล่าว ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่รอบคอบ ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นปัจจัยหลักของการพัฒนา เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ ต้องประสบปัญหาเสื่อมโทรมลงอย่างมาก นอกจากนี้จากการพัฒนา ยังส่งผลให้เกิดมลภาวะด้านต่างๆมากมาย แม้ว่าในช่วงปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 (2515 – 2519) จะได้มีการออกพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมฉบับแรกขึ้น คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 และโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการก่อตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม คือ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ขึ้นมาดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มาก เพราะแนวทางการพัฒนาประเทศยังมุ่งไปในทิศทางเดิมคือ การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าจะมีการให้ความสำคัญกับการวางแผนด้านสังคมเพิ่มขึ้นก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 การพัฒนาประเทศในกระแสโลกาภิวัตน์  เป็นการเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศมาเป็นการยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาแบบองค์รวม และมีการให้ความสำคัญกับภาคีการพัฒนา ต่อมาในแผนพัฒนาฉบับที่ 9 และ 10 ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญาในการบริหารและพัฒนาประเทศ

 ผลการพัฒนาประเทศก่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ได้ข้อสรุปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้า การพัฒนาสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน และการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ ต่อเนื่องถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐

โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘ เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาประเทศทุกขั้นตอนตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อเนื่องแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ ยังคงอัญเชิญหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานำทางการพัฒนาประเทศ เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กับภาคส่วนต่างๆ และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ยังคงน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาพื้นฐาน มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศภายใต้ทุนสำคัญ ๓ ทุน ได้แก่ ทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม ทุนทรัพยากรธรรมชาติและ

สิ่งแวดล้อม โดยผลการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ พบว่าสังคมไทยได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้อย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ขณะที่ความอยู่เย็นเป็นสุขในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ อยู่ระหว่างร้อยละ ๖๖ – ๖๗ ใกล้เคียงกับร้อยละ ๖๕ ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง การมีงานทำ ความเข้มแข็งของชุมชน และความอบอุ่นของครอบครัว ส่งผลต่อความอยู่เย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังเป็นอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่   

ความสมานฉันท์ในสังคม สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศขาดความสมดุล รวมถึงสุขภาวะของคนไทยในด้านคุณภาพการศึกษา 

การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ ๑๑  (พ.ศ. ๒๕๕๕  -๒๕๕๙) ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ทั้งระดับโลกและในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งโอกาสที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ขณะที่ต้องคำนึงถึงภัยคุกคามและจุดแข็งที่ใช้ผลักดันการพัฒนาให้ก้าวหน้า รวมทั้งแก้จุดอ่อนที่มีอยู่ไม่ให้เป็นอุปสรรคการดำเนินงาน จึงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะต่อไปอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งประเมินศักยภาพของประเทศและผลการพัฒนาที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่คน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม สามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของสังคมไทยตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

 

  ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา

ประเทศ ทั้งที่จะเป็นโอกาสและอุปสรรค ดังนี้

๒.๑.๑  การเปลี่ยนแปลงในระดับโลกที่สําคัญ สรุปได้ดังนี้

 ๑)  กฎ กติกาใหม่ของโลกหลายด้านส่งผลให้ทุกประเทศต้องปรับตัว

วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของโลกที่ผ่านมาไดส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในการบริหารจัดการเศรษฐกิจโลกทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน สิ่งแวดล้อม และสังคมเพื่อการจัดระเบียบใหม่ของโลก ครอบคลุมถึงกฎ ระเบียบด้านการค้า การลงทุน การเงิน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พันธกรณีและข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และกฎ ระเบียบด้านสังคมมีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกิดความเคารพและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 

 

๒)  การปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจโลกแบบหลายศูนย์กลาง รวมทั้งภูมิภาคเอเชียซึ่งทวีความสําคัญเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ ฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน และกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีแนวโน้มเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโลก ขณะที่นโยบายการเปิดประเทศของจีน รัสเซีย พลวัตการขยายตัวของบราซิลและอินเดีย  และการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชีย จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาดโลก ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ได้แก่ การรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้กรอบการค้าเสรีของอาเซียนกับจีน ญี่ปุุ่น และอินเดีย และการเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ รวมทั้งกรอบความร่วมมืออื่นๆ อาทิ กรอบความร่วมมือเอเชีย แปซิฟิค จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะรองรับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

 

๓)  การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของโลก ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ประชากร

สูงอายุในโลกจะเพิ่มขึ้นอีก ๘๑.๘๖  ล้านคน และการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศสำคัญๆในโลก มีผลกระทบตอการเคลื่อนย้ายกำลังคนข้ามประเทศ เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขณะที่โครงสร้างการผลิตเปลี่ยนจากการใช้แรงงานเข้มข้นเป็นการใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้ทดแทนกำลังแรงงานที่ขาดแคลน โครงสร้างการใช้จ่ายงบประมาณเปลี่ยนแปลงไป ประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาด้านอื่นๆ ลดลง

 

๔)  การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกสูงขึ้นโดย

เฉลี่ย ๐.๒ องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ก่อให้เกิดภัยพิบัตทางธรรมชาติบ่อยครั้งและทวีความรุนแรง อาทิ แผ่นดินไหว ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด อุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง ไฟป่า ระบบนิเวศในหลายพื้นที่ของโลกอ่อนแอ สูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์  พื้นผิวโลกเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ โดยเฉพาะการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น นำไปสู่การย้ายถิ่นของประชากรที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเล รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน เขตท่องเที่ยว เขตอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง โรคระบาดเพิ่มขึ้นก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของประชากร รวมทั้งการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตรและธัญญาหารของโลก รวมทั้งกระทบต่อภาคสังคม อาทิ ปัญหาความยากจน การอพยพย้ายถิ่น และการแย่งชิงทรัพยากร

 

๕)  ความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของโลกมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาสําคัญ 

ความต้องการพืชพลังงาน สินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มประชากรโลก แต่การผลิตพืช อาหารลดลงด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ เทคโนโลยีที่มีอยู่ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานในอนาคต ส่งผลให้ผลผลิตอาหารสู่ตลาดลดลง ไม่เพียงพอกับความตองการของประชากรโลก หรือมีราคาสูงเกินกว่ากำลังซื้อโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยากจน อาจนำไปสู่การเกิดวิกฤตอาหารโลก 

๖)  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการทำงานของสมองและจิต ซึ่งจะเป็นได้ทั้งโอกาสหรือภัยคุกคามในการพัฒนา อาทิ การจารกรรมข้อมูลธุรกิจหรือข้อมูลส่วนบุคคล ประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีได้ช้าจะกลายเป็นผู้ซื้อและมีผลิตภาพต่ำ ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มคนในสังคมจะทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาจึงเป็นความท้าทายในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำ

๗)  การก่อการร้ายสากลเป็นภัยคุกคามประชาคมโลก การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมีแนวโน้มขยายตัวทั่วโลกและรุนแรง มีรูปแบบและโครงข่ายที่ซับซ้อนมากขึ้น  ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ  เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติจากภัยก่อการร้าย

 

ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 เพื่อหาหนทางสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมโลก

นอกจากด้านการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ประเทศไทยได้แสวงหาหนทางอื่นในการแก้ปัญหาด้วย อาทิร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น การร่วมมือกับ United Nations Development Program (UNDP)

 

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับองค์การสหประชาชาติ  

UNDP ทำงานร่วมกับรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชนอย่างใกล้ชิด ในฐานะพันธมิตรเพื่อการพัฒนา โครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แผนงานความตกลงร่วมระหว่างประเทศไทยและ UNDP สำหรับปี  2550-2554   มีเป้าหมายสนับสนุนกลไกระดับชาติด้านนโยบายและการบรรลุพันธกิจตามความตกลงนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน การจัดการองค์ความรู้ที่ผนวกความรู้ทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้งความคิดริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมสนับสนุนในเชิงนโยบาย

   โครงการด้านสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ ได้แก่ 

1. โครงการสร้างเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการสร้างเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมสามฉบับ

ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะลทราย

2โครงการสร้างความรับรู้ระดับชาติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3 . คาร์บอนเครดิต เพื่อคุณภาพชีวิต (MDG Carbon Facility)

โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างกลไกในการเข้าถึงตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการผลิตที่สะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ในการนี้ UNDP ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศเปิดตัวโครงการดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2550โครงการด้านสิ่งแวดล้อมนี้ ทำงานร่วมกับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นองค์การฯ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาโครงการการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) ในประเทศไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดสากลอันจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รายงานต่อองค์การสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่าประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสามารถสรุปสาระสำคัญอันเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ดังนี้

“ การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นหัวใจสำคัญของการดำรงสันติสุขที่ถาวรในโลก การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นเครื่องมือช่วยกำจัดความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน

1. ประเทศไทยได้ยึดแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง และ การเน้นคนเป็นศูนย์กลาง เป็นหลักการสำคัญในนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม

2. รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาที่เท่าเทียม ให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนหนังสือโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา และระบบการให้บริการด้านสุขภาพที่ทั่วถึง

3.ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และกำลังเตรียมการเข้าร่วม การประชุม The United Nations Conference on Sustainable Development หรือ Rio Plus twenty ที่จัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในปี 2012 เพื่อร่วมในความพยายามของนานาชาติในการกรอบการทำงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4. ประเทศไทยได้สนับสนุนความร่วมมือกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว และพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างกลุ่มโดยความร่วมมือในลักษณะสามฝ่าย และประเทศไทยยังคงช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ South South Cooperation ”

 

 จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาประเทศ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8ในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันประเทศไทยก็ยังคงประสบปัญหาหลายประการ เช่น  ปัญหาการจัดการที่ดิน, ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว   บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น