เมื่อการผลิต อุตสาหกรรม และการค้าขายภายในประเทศ ตามความถนัดและทรัพยากรที่เกื้อหนุนของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน ได้พัฒนา เติบโต และขยับขยายไปสู่ตลาดสากล เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า เพิ่มปริมาณการผลิต เพิ่มเม็ดเงินเข้าประเทศและที่สำคัญคือ เพิ่มอัตราการจ้างงานของประชากรในทุกๆประเทศ

ดังนั้น เมื่อเกิดการขยับขยายไปสู่ตลาดสากลแล้วนั้น จะต้องมีองค์กรที่เข้ามาควบคุม ดูแล ให้เกิดความเป็นระบบ ในการวางนโยบายและการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความสมดุลย์เป็นธรรมต่อทุกๆประเทศ โดยองค์กรระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ในการดูแลการค้าระหว่างประเทศ ก็คือ องค์การการค้าโลก( World Trade Organization )หรือ WTO เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพัฒนาการมาจากความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า หรือ “แกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade : GATT)” 

องค์การการค้าโลก(World Trade Organization : WTO)

องค์การการค้าโลก หรือ WTO เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีพัฒนาการมาจากความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า หรือ “แกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade : GATT)”  จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538  โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 ต.ค. 2551) มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 153 ประเทศ โดยมีประเทศยูเครนและเคปเวิร์ดเข้าเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 152 และ 153 ตามลำดับ  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การการค้าโลก   ขณะนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของ WTO เช่น  รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส  ภูฏาน และลาว เป็นต้น

วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญของ WTO

         วัตถุประสงค์

 เป็นเวทีในการเจรจาลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า และจัดทำกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้การค้าโลกมีความเสรียิ่งขึ้น บนพื้นฐานของการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน เป็นเวทีในการยุติข้อพิพาท ทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เป็นกลไกตรวจสอบและทบทวนนโยบายการค้าของประเทศสมาชิก

 

 

 หลักการสำคัญ  

                    - กำหนดให้ใช้มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกประติบัติ (Non-Discrimination) คือ ให้การปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียมกัน (Most-favoured Nation Treatment : MFN) กล่าวคือ แต่ละประเทศจะต้องเรียกเก็บภาษีศุลกากร หรือ ค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการใดๆ กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอื่นๆ เท่าเทียมกันทุกประเทศ และปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าเท่าเทียมกับสินค้าภายในประเทศ (National Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีภายใน หรือการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ การกำหนดและบังคับใช้มาตรการทางการค้าจะต้องมีความโปร่งใส (transparency) โดยประเทศสมาชิกจะต้องพิมพ์เผยแพร่กฎระเบียบ เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าต่อสาธารณชน และแจ้งให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ คุ้มครองผู้ผลิตภายในด้วยภาษีศุลกากรเท่านั้น (tariff-only protection)

 - โดยหลักการแล้ว WTO ห้ามใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าและส่งออกทุกชนิด ยกเว้นกรณีที่ สอดคล้องกับบทบัญญัติของ WTO มีสิทธิ์ใช้ข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน และจำเป็น (necessary exceptions and emergency action) ประเทศสมาชิกสามารถใช้มาตรการคุ้มกันชั่วคราว ในกรณีที่มีการนำเข้ามาก ผิดปกติ และสามารถจำกัดการนำเข้า เพื่อจุดประสงค์ในการแก้ไขการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือในกรณี ที่เป็น ข้อยกเว้นทั่วไป เช่น เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน สัตว์ และพืช เพื่อศีลธรรมอันดี และเพื่อความมั่นคงภายใน เป็นต้น

 - ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม (fair competition) ประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และการอุดหนุน จากสินค้านำเข้าได้ หากมีการไต่สวนตามกฎเกณฑ์ของ WTO แล้วพบว่า ประเทศผู้ส่งออกมีการทุ่มตลาด หรือให้การอุดหนุนจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกอุดหนุนการผลิต และการส่งออก จนบิดเบือน กลไกตลาด

- ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกันได้ หากมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้า (no trade blocs) ประเทศสมาชิก สามารถตกลงรวมกลุ่ม เพื่อขยายการค้าระหว่างกันได้ แต่มีเงื่อนไขว่าการรวมกลุ่มต้องไม่มีจุดประสงค์ เพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม และเมื่อรวมกลุ่มกันแล้วต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์เดิมของประเทศนอกกลุ่ท

 - มีกระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้า (trade dispute settlement mechanism) เมื่อมีกรณีข้อขัดแย้งทางการค้า ให้หารือเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท หากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทของ WTO โดยการยื่นเรื่องต่อองค์กรระงับข้อพิพาท (dispute settlement body: DSB) ของ WTO เพื่อจัดตั้งคณะผู้พิจารณาขึ้นพิจารณากรณีดังกล่าว และรายงานผลให้ประเทศสมาชิกอื่นร่วมกันพิจารณา บังคับให้เป็นไปตามผลการพิจารณาของคณะผู้พิจารณา หากไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเทศผู้เสียหายสามารถทำการตอบโต้ทางการค้าได้

 - ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี (special and differential treatment : S&D) ผ่อนผันให้ประเทศ กำลังพัฒนามีระยะเวลาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ยาวนานกว่า จำกัดการนำเข้า ได้หากมีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพดุลการชำระเงิน และให้โอกาสประเทศพัฒนาแล้วให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้ แม้จะขัดกับหลัก MFN ก็ตาม

โดยเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นโดยวัตถุประสงค์  เพื่อเป็นเวทีในการเจรจาลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้า และจัดทำกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนให้การค้าโลกมีความเสรียิ่งขึ้น บนพื้นฐานของการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน เป็นเวทีในการยุติข้อพิพาท ทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก เป็นกลไกตรวจสอบและทบทวนนโยบายการค้าของประเทศสมาชิก

และเมื่อเกิด WTO ในการสนับสนุนการค้าเสรีระหว่างประเทศแล้ว ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่า การดำเนินงานของ WTO ที่ทำให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น บรรเทาความยากจนของประชากร จะก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อการผลิตสินค้าต่างๆ ได้ขยายไปสู่ตลาดโลกแล้ว ส่งผลให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้น มีการผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติมากขึ้น และเกิดมลภาวะที่เกิดจากการผลิตมากขึ้นตามมา

และเมื่อ ปี ค.ศ. 1987 องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้บัญญัติศัพท์คำว่า  การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development ขึ้นมา โดยอธิบายว่า

"Sustainable Development is a development that  meet the needs  of the present without compromising the ability of future generation to meet their own needs "  

การที่องค์การสหประชาชาติได้บัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้น เพื่อให้วัตถุประสงค์ในการก่อให้เกิดการค้าเสรีและหลักเกณฑ์การดำเนินงานของ wto ในเรื่องการไม่กีดกันทางการค้านั้น จะต้องดำเนินการไปในทางที่ก่อให้เกิดผลดีและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เป็นแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้นานาประเทศดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

 

การพัฒนาที่ยังยืน (Sustainable Development)

การพัฒนา คือ การเปลี่ยนแปลง (Development is Change) และเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) หมายถึง “การตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่มีผลกระทบในทางลบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต”

การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามความหมายที่องค์กรสหประชาชาตินิยามไว้ คือ รูปแบบของการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนในปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคต ต้องประนีประนอม ยอมลดทอนความสามารถ ในการที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเอง

การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) คือ การพัฒนาที่สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง ราบรื่น โดยไม่เกิดสภาพที่ไม่พึงปรารถนาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนานั้นเอง

เนื่องจากทุกครั้งที่มีการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน ต้องมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบในทางลบต่ออนาคต การพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเป็นแนวคิดในการแก้ปัญหานี้ โดยการพยายามอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ในลักษณะที่เป็นส่วนรวมหรือมหภาค คือ หากมีความจำเป็นที่จะดำเนินการให้กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในที่ใดที่หนึ่ง ก็จะต้องเสริมสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมในที่อื่นๆ เป็นการชดเชยเพื่อให้ในแง่มหภาคของคุณภาพสิ่งแวดล้อมคงอยู่ได้ดังเดิม

การพัฒนาที่ยั่งยืน 3  ด้านคือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน โครงการพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง3 ด้านนี้การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นอะไรที่ไกลกว่าเพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดการบริโภคทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมลงไปในระดับที่ยังรักษาความสมดุลที่ดี ทำให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายล้างอย่างที่ผ่านมาและยังทำกันอยู่หลายแห่ง ให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน อยู่ดีกินดี และอยู่เย็นเป็นสุข

 

 

 

 

องค์ประกอบของสังคมที่การพัฒนาที่ยั่งยืน

1.   ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ทรัพยากร  เช่น  ปริมาณแหล่งน้ำและความเพียงพอของน้ำใช้ในปัจจุบัน  การใช้พลังงานทดแทนอย่างอื่น  ทั้งจากธรรมชาติและจากการประดิษฐ์ขึ้น  ได้แก่  พลังงานน้ำ  พลังงานลม  พลังงานความร้อนใต้พิภพ  พลังงานแก๊สชีวภาพ  และพลังงานแสงอาทิตย์  และมีการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

     2.   เศรษฐกิจที่มั่นคงของชุมชน  คือ  มีการพัฒนาที่ทำให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดีอย่างต่อเนื่องและควบวงจร

     3.   คุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในชุมชน  เช่น  มีการอยู่ดีกินดี  อยู่ในที่ที่มีอากาศดี  ปราศจากมลภาวะ  มีการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างถูกต้องตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่  มีบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง  มีการให้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง  เป็นต้น

ในปี 1992 ในการประชุม UN ในเรื่อง Environment and development (UNCED, the earth summit) ใน rio ได้รับการยอมรับและสนับสนุน ในประเด็นเรื่อง ระบบกาค้าเสรีระหว่างประเทศนั้น ควรที่จำดำเนินการและพัฒนาตามหลัก sustainable development หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน  ด้วยเหตุผลที่ว่า การค้าเสรีจะเป็นการกระตุ้นการผลิตเพื่อส่งออก ในประเทศต่างๆ และยิ่งมีการส่งออก และการผลิตมากเท่าไร ก็เป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณธรรมชาติ หรือสัตว์โลกอื่นๆ หรือแม้กระทั่ง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศ การแปรปรวนของสภาพอากาศบนโลกโดยตรง  ดังนั้น WTO จึงได้หันมาให้ความสำคัญกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าเสรี โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อที่ในอนาคตทรัพยากร พืชพรรณ สัตว์โลกต่างๆ จะยังคงมีอยู่เช่นเดิม ไม่เสื่อมสลาย สูญพันธ์ไป จากการเติบโตของเศรษฐกิจ 

 

WTO จึงได้ดำเนินการไปตามหลักการนี้ โดยจะเห็นได้จากบทบัญญัติ ข้อยกเว้นไว้ใน Art.XX GATT The general exceptions 

ข้อยกเว้นทั่วไป The General Exceptions และกรณีศึกษาในข้อ XX ภายใต้GATT / WTO

ข้อยกเว้นทั่วไปใน GATT / WTO นี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญประการหนึ่ง เพราะแม้ว่า WTO นั้น ได้มีข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกตั้งอยู่บนความเท่าเทียมกันแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นถึงปัญหาต่างๆทั้งเรื่องของความเป็นธรรม ความเสมอภาค และรวมไปถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้ตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของ WTO ก็คือ    WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressiveliberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิก และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้ WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง

          การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและพันธกรณี (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่างๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของ WTO นอกจากช่วยส่งเสริมให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้ง ผู้ค้าและผู้ลงทุน ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีแล้ว แต่หากเข้าข้อยกเว้น ตามข้อ XX (20) ตั้งแต่ข้อ (a)  - (g) ก็สามารถอ้างข้อยกเว้นดังกล่าวเพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามพันธกณีได้ ทั้งนี้ต้องทำตามเงื่อนไขที่วางไว้ ไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้

ข้อยกเว้นทั่วไปตามมาตรา XX (The General Exceptions) ในสมัยของ GATT ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของคนและสัตว์ยังมิได้เป็นประเด็นที่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรในกรณีที่เกิดข้อพิพาททางการค้าขึ้นโอกาสที่รัฐจะอ้างเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือสุขอนามัยเพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของแกตต์เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากแกตต์จะให้ความสำคัญกับการค้าเสรีมากกว่าโดยแกตต์ได้เปิดช่องทางให้รัฐภาคีสามารถอ้างข้อยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของแกตต์ได้ก็ตามแต่ในทางปฏิบัติแล้วโอกาสที่รัฐภาคีจะอ้างข้อยกเว้นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยเป็นผลสำเร็จนั้น น้อยมาก แต่เมื่อมีการก่อตั้งองค์การการค้าโลกในปีค.ศ. 1995 องค์การการค้าโลกได้ให้ความสำคัญกับการค้าเสรีควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยดังสะท้อนให้เห็นในอารัมภบทที่เสนอแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development) ภายใต้ข้อตกลงแกตต์ได้มีการรับรองข้อยกเว้นให้รัฐภาคีสามารถที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่บัญญัติไว้ในแกตต์ได้ หากรัฐภาคีพิสูจน์ได้ว่ามาตรการของรัฐดังกล่าวแม้จะขัด หรือไม่สอดคล้องกับพันธกรณีของแกตต์ก็ตามแต่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา XX ที่รับรองว่าเหตุต่างๆที่รัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของแกตต์ได้ ซึ่งโดยปกติการตีความข้อยกเว้นต้องมีการตีความอย่างแคบ  ดังนั้นหากมาตรการของรัฐที่ใช้สอดคล้องกับหลักการของแกตต์หรือองค์การการค้าโลกแล้วรัฐก็ไม่อาจอ้างข้อยกเว้นตามมาตรา XX ได้ อย่างไรก็ดีองค์กรอุทธรณ์ในคดี US แก๊ซโซลีน และ US shrimp มิได้ยอมรับการตีความข้อตกลงตามมาตรา XX ต้องตีความอย่างแคบ

                มาตรา XX ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่วนแรกเป็นบททั่วไปที่เรียกว่า Introdruction Clause โดยส่วนที่เป็นบททั่วไปนี้ได้กำหนดเงื่อนไขของการใช้มาตรการข้อยกเว้นว่าต้องไม่มีลักษณะการใช้โดยอำเภอใจ (arbitrary) หรือ เลือกประติบัติอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ หรือในลักษณะที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างแอบแฝง ส่วนที่ สอง เป็นบทเฉพาะ (specific Clause) ซึ่งกล่าวถึงเหตุที่รัฐจะใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีมีรายละเอียดดังนี้

Article XX: General Exceptions

 Subject to the requirement that such measures are not applied in a manner which would

constitute a means of arbitrary or unjustifiable  discrimination between countries where the same

conditions prevail, or a disguised restriction on international trade, nothing in this Agreement shall

be construed to prevent the adoption or enforcement by any contracting party of measures:

  (a) necessary to protect public morals;

             (b) necessary to protect human, animal or plant life or health;

             (c) relating to the importations or exportations of gold or silver;

  (d) necessary to secure compliance with laws or regulations which are not inconsistent with the

provisions of this Agreement, including those relating to customs enforcement, the

enforcement of monopolies operated under paragraph 4 of Article II and Article XVII, the GATT 1947 28 protection of patents, trade marks and copyrights, and the prevention of deceptive practices;

             (e) relating to the products of prison labour;

             (f) imposed for the protection of national treasures of artistic, historic or archaeological value;

             (g) relating to the conservation of exhaustible natural resources if such measures are made

effective in conjunction with restrictions on domestic production or consumption;

              (h) undertaken in pursuance of obligations under any intergovernmental commodity agreement

which conforms to criteria submitted to the CONTRACTING PARTIES and not disapproved by

them or which is itself so submitted and not so disapproved;*

            (i) involving restrictions on exports of domestic materials necessary to ensure essential

quantities of such materials to a domestic  processing industry during periods when the

domestic price of such materials is held below the world price as part of a governmental

stabilization plan; Provided that such restrictions shall not operate to increase the exports of

or the protection afforded to such domestic industry, and shall not depart from the

provisions of this Agreement relating to non-discrimination;

             (j) essential to the acquisition or distribution of products in general or local short supply;

Provided that any such measures shall be consistent with the principle that all contracting

parties are entitled to an equitable share of the international supply of such products, and

that any such measures, which are inconsistent with the other provisions of the Agreement

shall be discontinued as soon as the conditions giving rise to them have ceased to exist. The

CONTRACTING PARTIES shall review the need for this sub-paragraph not later than 30 June

1960.

                โดยจะมีรายละเอียดเป็นภาษาไทยดังต่อไปนี้

(a)  มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชน

(b)  มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตหรือสุขภาพมนุษย์ สัตว์ หรือพืช

(c ) มาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าหรือส่งออกทองคำหรือเงิน

(d)  มาตรการที่จำเป็นเพื่อให้มีการปฏิบัติตาม่กฎหมายหรือข้อบังคับที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของความตกลงของแกตต์รวมทั้งกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวกับการบังคับทางศุลกากรการบังคับการผูกขาดที่ดำเนินการภายใต้วรรคสี่ของมาตรา II และมาตรา XVII การคุ้มครองสิทิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์และการป้องกันการปฏิบัติที่เป็นการหลอกลวง

(e) เกี่ยวกับผลิตภัณฒ์ที่ใช้แรงงานของนักโทษ

(f)  กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการคุ้มครองสมบัติแห่งชาติซึ่งเป็นคุณค่าทางศีลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี

(g)  เกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้หมดไปได้ หากมาตรการเช่นว่านั้นได้ทำให้เกิดผลพร้อมกับการจำกัดการผลิตหรือการบริโภคภายในประเทศ

บทเฉพาะในข้อ a ถึง g นี้เป็นข้อยกเว้นที่เป็นข้อยุติเพียงแค่นี้ไม่สามารถเพิ่มเติมได้ รัฐไม่อาจอ้างเรื่องอื่นที่ไม่ได้อยู่ในข้อ a ถึง g มาเป็นข้อยกเว้นได้

มาตรา XX ข้อ a ถึง g มีสาระสำคัญดังนี้

มาตราXX(a) ว่าด้วย มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องศีลธรรมอันดีของประชาชนนันสมาชิกสามารถกำหนดระดับศีลธรรมอันดีที่ต้องใช้มาตรการการคุ้มครองได้เอง (เช่นเดียวกับมาตรา XX (b) ซึ่งให้สมาชิกกำหนดระดับการคุ้มครองสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้เอง) ทั้งนี้นิยามศีลธรรมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไป จึงเกิดคำถามขึ้นว่าการใช้คำว่าศีลธรรมเป็นมาตรฐานในการคงไว้ซึ่งการกีดกันทางการค้านั้นเหมาะสมหรือไม่ การพิจารณามาตรการนั้นได้รับการยกเว้นตามมาตรา XX (a) หรือไม่ จะพิจารณาจากความจำเป็นในการคุ้มครองศีลธรรมของประชาชนได้โดยใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับการพิจารณาความจำเป็นมาตรา XX (b) และ(d)  ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

มาตรา XX (b) เกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นในการคุ้มครองชีวิตหรือสุขภาพมนุษย์  หรือพืชโดยยินยอมให้ใช้มาตรการเพื่อเป้าหมายในการคุ้มครองดังกล่าว แม้ว่ามาตรการนั้นจะไม่สอดคล้องกับกฎ กฏิกาภายใต้องค์การการค้าโลกก็ตาม โดยในคดีบุหรี่ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทของแกตต์ได้วินิจฉัยว่า มาตรการการจำกัดการนำเข้าบุหรีนอกนั้นมิได้เป็นมาตรการที่จำเป็นตามข้อยกเว้นตามมาตรา XX (b) เนื่องจากมีมาตรการอื่นที่ยังพอจะทำได้และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ คือการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพมนุษย์ มาตรา XX (d) อนุญาตให้สมาชิกสามารถใช้มาตรการที่ขัดกับกฎ กฏิกาภายใต้องค์การการค้าโลกได้ในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับสอดคล้องกับบทบัญญัติความตกลงของแกตต์ รวมถึงกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการบังคับทางศุลกากร การบังคับการผูกขาดที่ดำเนินการภายใต้มาตรา 2 วรรคสี่ และมาตรา XVII:5 การคุ้มครองสิทธิบัตรเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์และการป้องกันการปฏิบัติที่เป็นการหลอกลวง

 มาตรา XX (e) ว่าด้วยมาตรการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานของนักโทษนั้นอนุญาตให้สมาชิกห้ามนำเข้าสินค้าซึ่งผลิตจากแรงงานที่เป็นนักโทษ

มาตรา XX (f) ว่าด้วยมาตรการที่กำหนดขึ้นด้วยการคุ้มครองทรัพย์สมบัติแห่งชาติซึ่งมีคุณค่าทางศีลปะประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีนันอนุญาตให้สมาชิกคงไว้ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีเป้าหมายในการคุ้มครองทรัพย์สมบัติแห่งชาติโดยมาตรการนันมิจำต้องเป็นมาตรการที่จำเป็นก็ได้

มาตรา XX ( g) ยินยอมให้ใช้มาตรการ ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้ให้หมดสิ้นไปได้ หากมาตรการเช่นว่านั้นทำไปเพื่อให้เกิดผลพร้อมกับการจำกัดการผลิตหรือการบริโภคภายในประเทศ

                การอ้างข้อยกเว้นตามมาตรา XX เมื่อพิจารณาจากคดีที่ได้มีการตัดสินสามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

1.มาตรการที่รัฐใช้นั้นต้องขัดกับพันธกรณีของแกตต์

2.มาตรการนั้นต้องเป็นมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่ระบุไว้ในข้อ ( a) ถึง (g)

3.มาตรการนั้นต้องสอดคล้องหรือเข้าเงื่อนไขกับบททั่วไป

 

ตัวอย่างคดีของข้อยกเว้นตามมาตรา XX ที่สำคัญได้แก่

คดีการจำกัดการนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ ประเทศไทยได้ใช้มาตรการการจำกัดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศตามข้อที่ XI ของแกตต์ โดยการห้ามนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาได้ฟ้องประเทศไทยว่าละเมิดพันธกรณีของแกตต์ ประเทศไทยต่อสู้ว่าการที่ไทยห้ามนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ เนื่องจากบุหรี่นอกมีสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าบุหรี่ไทย ข้อต่อสู้ของไทยได้ถูกตีตกโดยคณะพิจารณาได้อ้างคำตัดสินในคดี United State – section 337 of the tariff of 1930 มาเป็นเกณฑ์ ซึ่งได้ตัดสินว่ามาตรการการนำเข้ายังไม่ใช่เป็นมาตรการที่จำเป็นตามมาตรา XX (b) การพิจารณามาตรการใดว่าเป็นมาตรการที่จำเป็น หรือไม่ต้องพิจารณาว่ายังมีมาตรการอื่นที่ยังสามารถทำได้อยู่และยังสามารถบรรลุตามเป้าหมายได้หรือไม่ถ้ามาตรการอื่นๆยังเปิดช่องให้ทำได้อยู่และสามารถบรรลุเป้าหมายได้เหมือนกันรัฐภาคีต้องเลือกใช้มาตรการเช่นว่านั้น แต่หากไม่มีมาตรการใดๆหลงเหลือแล้วรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการเช่นว่านั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย รัฐต้องใช้มาตรการเช่นว่านั้นโดยคำนึงว่าจะต้องไม่สอดคล้องกับพันธกรณีของแกตต์ให้น้อยที่สุด การที่รัฐใช้มาตรการเช่นว่านันถือว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นตามข้อ XX (b) แล้ว กรณีของประเทศไทยคณะพิจารณาเห็นว่ารัฐบาลไทยยังสามารถใช้มาตรการอื่นๆได้อยู่ เช่น การรณรงค์ให้สาธารณชนทราบถึงอันตรายของการสูบบุหรี่ และการพิจารณาคดีนี้คณะพิจารณาได้ฟังพยานผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก WHO ด้วย

 

คดี Asbesto

                รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายห้ามมิให้มีการผลิตจำหน่าย นำเข้า แร่ไยหิน (Asbestos) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสุขภาพของคนงานและผู้บริโภค ปรากฏว่ารัฐบาลอเมริกาฟ้องต่อองค์การการค้าโลก โดยคณะกรรมการวินิจฉัย (Panel)  ตัดสินวามาตรการของฝรั่งเศสขัดกับหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติตามมาตรา III แต่มาตรการเช่นว่านั้นตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นมาตรา XX ส่วนองค์กรอุทธรณ์ (AB) ตัดสินเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาเรื่อง Like product ในการตัดสินสมัยแกตต์ ในคดี The Boder Tax Adjustment ซึ่งมีอยู่ 4 เกณฑ์ นั้น เป็นเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่าสินค้าใดเป็นสินค้าประเภทเดียวกันหรือไม่แต่มิใช่มีเพียงแค่นั้น (para 102) อย่างไรก็ดีองค์กรอุทธรณ์เห็นว่า คณะกรรมการวินิจฉัยควรพิจารณาเกณฑ์ที่ว่านี้แยกออกจากกัน กล่าวคือพิจารณาทีละเกณฑ์ โดยองค์กรอุทธรณ์เห็นว่าคณะกรรมการวินิจฉัยยังสับสนเกณฑ์ระหว่าง Physical characteristics กับ end uses และมิได้พิจารณาความแตกต่างระหว่างเกณฑ์ consumers test กับ consumer habits อย่างไรก็ตามมาตรการของฝรั่งเศสนั้นทั้งคณะกรรมการวินิจฉัยและองค์กรอุทธรณ์เห็นตรงกันว่าการห้าม asbestos นั้นสามารถทำได้ตามข้อยกเว้นมาตรา XX โดยขึ้นต่อการพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Chrysotile-cement นั้นได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์นั้นคณะพิจารณาได้ฟังจากคำเบิกความของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน ซึ่งแคนดาได้อุทธรณ์ในประเด็นเรื่องขอบเขตการใช้ดุลยพินิจของคณะพิจารณาว่าไม่ชอบแต่องค์กรอุทธรณ์เห็นว่าการใช้ดุลยพินิจของคณะพิจารณานั้นชอบแล้ว นอกจากนี้องค์กรอุทธรณ์ยังเห็นว่าข้อเสนอของแคนาดาที่เสนอให้ใช้เกรพ์ control use กับ asbestos นั้น องค์กรอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากแม้จะมีการควบคุม asbestos ก็ตามแต่ก็ยังเกิดเป็นอันตรายต่อมนุษย์อยู่ดี ดังนั้นมาตรการควบคุมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นมาตรการที่จำเป็นหรือมิใช่มาตรการที่ยังกระทำได้อยู่ (alternative measure)

คดี  Restrictions on Imports Tuna

                คดีนี้ประเทศเม็กซิโกฟ้องสหรัฐอเมริกาว่าละเมิด GATT เนื่องจากสหรัฐอเมริกาออกกฏหมาย The US Marine Protection Act เพื่อห้ามมิให้นำเข้าปลาทูน่าจากประเทศที่ใช้วิธีจับปลาทูน่าด้วย Purse Seine ซึ่งเป็นอวนขนากใหญ่ที่ใช้วิธีแขวนดิ่งลงไปยังใต้น้ำ เป็นวิธีการจับแบบวางขอบเขตล้อมรอบในมหาสมุทร ดังนั้นเมื่อกำหนดแนวขอบแล้ว ก็จะทำให้ปลาโลมาที่อยู่ในบริเวณนั้นถูกติดอวนไปด้วยเป็นจำนวนมาก และทำให้ปลาโลมาตาย

                ซึ่งเม็กซิโกเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้วิธีการจับปลาทูน่าโดยวิธีนี้และได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก เมื่อสหรัฐอเมริกาออกกฏหมายจำกัดการนำเข้าดังกล่าว จึงทำให้เม็กซิโกฟ้องสหรัฐอเมริกาภายใต้กลไกการระงับข้อพิพากของ GATT ซึ่งคำตัดสินที่คณะพิจารณาตัดสินออกมาคือ การกระทำของสหรัฐอเมริกาไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตร XX แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมก็ตาม เหตุผลก็คือ หากยอมรับการกระทำของสหรัฐอเมริกาแล้ว จะเป็นการยอมรับให้รัฐใดรัฐหนึ่งสามารถตรากฏหมายภายในเพื่อให้รัฐอื่นปฏิบัติตาม จะเป็นการยอมรับให้มีการตราและบังคับใช้กฏหมายที่เรียกว่า Extra-territoriality ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้เนื่องจากเป็นการกำหนดมาตรฐานฝ่ายเดียวเพื่อบังคับให้รัฐอื่นทำตาม นอกจากนี้ยังเป็นการทำสนับสนุนการปกป้องสินค้าภายในประเทศตัวเองอีกด้วย ซึ่งขัดต่อหลักเจตนารมณ์ของ GATT 

 

*Purse Seine อวนที่ใช้จับปลาทูน่า

 

คดี US-Shrimp United State-Import Prohibition of Certain Shrimp and Shrimp Product

                คดีนี้เกิดจากการที่เต่าทะเลซึ่งเป็นสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธ์ ต้องมีการคุ้มครองอนุรักษ์เพื่อไม่ให้เกิดการสูญพันธ์ในที่สุด สหรัฐอเมริกาจึงได้ออกกฏหมาย Protection of Sea in Shrimp Trawl Fishing Operation โดยในมาตรา 609 ได้บัญญัติห้ามมิให้นำเข้ากุ้งทะเลหรือผลิตภัณฑ์จากกุ้งทะเล หากการจับกุ้งนั้นไม่ได้ใช้เครื่องมือที่สามารถทำให้เต้าทะเลออกมาได้ด้วยปลอดภัยหรือ Turtle Excluder Device (TED) อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็น อวนทรงกระบอกขนาดยาว และตรงกลางจะมีช่องเปิดแบบประตูบานพับ ทำให้เวลาลากอวน เต่าจะออกมาทางช่องนั้นได้ง่าย ทำให้ไม่เป็นการฆ่าเต่าโดยไม่เจตนาอันเป็นผลมาจากการจับกุ้ง โดยรัฐบาลอเมริกันประสงค์จะใช้กฏหมายฉบับนี้กับทะเลแคริบเบียนเท่านั้น แต่ NGOs ในสหรัฐอเมริกาได้ร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศว่า กฏหมายฉบับนี้มิไดบังคับใช้เฉพาะกับทะเลแคริบเบียนเท่านั้น ซึ่งศาลก็ตัดสินเห็นเวย จึงส่งผลให้ประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ เช่น อินเดีย มาเลเซีย ปากีสถานและไทยได้ยื่นฟ้องสหรัฐอเมริกาว่าละเมิดมาตรา XI เกี่ยวกับการจำกัดการนำเข้า โดยสหรัฐอเมริกาอ้างว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อยกเว้นมาตรา XX (b) เรื่องการคุ้มครองสุขอนามัยของคนและสัตว์และข้อ (g) เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

                โดยคณะกรรมการได้วินิจฉัยเบื้องต้นว่ามาตรการของสหรัฐอเมริกาที่ห้ามการนำเข้ากุ้งทำเลจากประเทศที่ไม่ได้ใช้ TED นั้น เข้าองค์ประกอบของมาตรา XX หรือไม่ โดยคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยออกมาว่า มาตรการดังกล่าวขัดต่อหลักทั่วไป โดยเห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ไม่อาจใช้มาตรการฝ่ายเดียวในการแก้ไขได้  อย่างไรก็ดี องค์กรอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ว่าการปฏิบัติตามนโยบายที่ออกโดยรัฐผู้นำเข้าจ