ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง : GMS

                บทนำ ขอบเขตการศึกษา จะกล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS  โดยเดิมเป็นกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจได้ขยายความร่วมมือไปยังกัมพูชาและเวียดนาม ทำให้ยกระดับกรอบความร่วมมือเป็นหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregional - GMS)   ซึ่งประกอบไปด้วย  6  ประเทศ คือ    ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้(หรือยูนนานและกวางสี) ที่เรียกกันว่าสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (Economic Quadrangle) มีพื้นที่รวมประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร  เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ (ปี ค.ศ. ๑๙๙๒)  โดยเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความตื่นตัวของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ    ซึ่งมีทั้งความร่วมมือระดับทวิภาคีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือระดับพหุภาคี   ในลักษณะของการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและอนุภูมิภาค   ทั้งนี้เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการเปิดเสรีทางการค้า  และการลงทุน  รวมทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างรุนแรง 

(ในส่วนของไทยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น   ดังนี้  ภาคเหนือตอนบน  9  จังหวัด ได้แก่  เชียงใหม่   เชียงราย  พะเยา  แม่ฮ่องสอน ลำปาง  ลำพูน  แพร่  น่าน  และตาก     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  8  จังหวัด  ได้แก่   นครพนม   เลย  สกลนคร   หนองคาย   อุดรธานี  อำนาจเจริญ  อุบลราชธานี   และมุกดาหาร   และภาคตะวันออก  2  จังหวัด   ได้แก่   ปราจีนบุรี   และสระแก้ว)  ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรมการเกษตร และบริการ สนับสนุนการจ้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถ รวมทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก  มีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินและวิชาการเพื่อจัดทำกรอบยุทธศาสตร์และวางแผนความร่วมมือในกรอบเศรษฐกิจในลักษณะเกื้อกูลกัน  ทั้งหมด ๙ สาขา คือ คมนาคมขนส่ง  โทรคมนาคม  พลังงาน  การท่องเที่ยว  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  สิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ  การอำนวยความสะดวกทางการค้า  การลงทุน  และการเกษตร 

                วัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมให้มีการงาน  ยกระดับความเป็นอยู่ในพื้นที่ให้ดีขึ้น  ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน  ทั้งใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถรวมทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก  โดยยึดความได้เปรียบทางด้านภูมิประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ด้วยความร่วมมือกันทางด้านการค้า  การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนหรือใช้ทรัพยากร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาของแต่ละประเทศ โดยความร่วมมือจะครอบคลุมสาขาดังต่อไปนี้  1) โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและบริการ (ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ)     2)  การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว    3)  การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ 4)  การพัฒนาพลังงานและแหล่งน้ำ  5)  ด้านสิ่งแวดล้อม  6) ด้านการค้าและการลงทุน  7) ด้านโทรคมนาคม  8) การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ   และ  9)  ด้านเศรษฐกิจและวิชาการ   

                แผนงาน GMS  ก็มี ๕ แผนการ เช่น  (๑) สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๒ (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) โดยเงินกู้ของ JBIC และสะพานแม่สอด-เมียวดี รวมทั้งถนนเมียวดี-กอกะเร็ก , (๒) การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ ๔  เชียงของ –ห้วยทราย ร่วมกับจีน/เส้นทาง R๓ (ห้วยทราย – หลวงน้ำทา) , (๓) การก่อสร้างถนนสาย ๔๘ เชื่อมเกาะกง – สะแรอัมบีล ,     (๔) การพัฒนาเครือข่ายคมนาคม , (๕) การมีส่วนร่วมและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

                แผนงานลำดับความสำคัญสูง จำนวน ๑๑ แผนงาน ได้แก่ (๑)  แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North – South Economic Corridor) , (๒) แผนพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East – West Economic Corrider) , (๓) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) , (๔) แผนพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone) , (๕) แผนงานซื้อ – ขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power Interconnection and Trading Arrangements) , (๖) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facliting Cross – Border Trade and Investment) , (๗) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness) , (๘) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies) , (๙) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework) , (๑๐) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Managemant) , (๑๑) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)[1]

 

                 แผนที่ : กลุ่มประเทศที่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS

โดย GMS มีความสำเร็จด้านการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน  และมีการวางนโยบาย พัฒนาด้านกฎระเบียบร่วมกัน  GMS ต้องดำเนินการด้านกฎระเบียบ  การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าการลงทุนให้เกิดผล  สร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชน 

                 GMS ต้องสามารถที่จะร่วมกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ  ในภาวะโลกร้อนเป็นสถานการณ์ของบรรยากาศของโลกที่มีระดับอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) จากผลงานวิจัยของ Goddard Institute for Space Study  พบว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ๐.๘ องศาเซลเซียส ในรอบศตวรรษที่ผ่านมา  และภายหลังปี ๑๙๗๕  ได้มีอัตราเพิ่มขึ้นถึง ๐.๒ องศาเซลเซียส  ต่อทุก ๆ ทศวรรษ  ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อประชาคมโลกทั้งในด้านความผันผวนของฤดูกาลที่พบว่ามีความถี่ที่สูงและรุนแรงขึ้น  และปัญหาแมลงรบกวนที่มากขึ้น  ผลกระทบดังกล่าวสร้างผลต่อเนื่องต่อปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาอีกมากมาย เช่นปัญหาผลผลิตเสียหาย อุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง เป็นต้น

                  แหล่งพลังงานที่สำคัญในประเทศไทยนั้น  ได้แก่  พลังงานจากปิโตรเลียม  และพลังงานไฟฟ้า(ทั้งที่ผลิตจากพลังน้ำและจากเชื้อเพลิงฟอสซิล) อย่างไรก็ดีเนื่องจากระยะเวลาการวิจัยที่ค่อนข้างจำกัด  ในพลังงานที่เป็นเชื้อเพลิงปิโตรเลียมเพื่อการขนส่งทางบก โดยเฉพาะที่ใช้กับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล  เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  และเป็นเชื้อเพลิงที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อนโดยตรงที่สุด[2]

                GMS  ในช่วงที่ผ่านมา  ได้เกิดการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงทางคมนาคมตามแนวตะวันออก - ตะวันตก (พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม) ตามแนวเหนือ-ใต้ (ไทย-ลาว-จีน) ตามแนวชายฝั่งทางใต้ (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม) การพัฒนาและซื้อขายไฟฟ้าพลังน้ำ การเชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมด้วยเครือข่ายใยแก้ว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวจุดหมายเดียว (GMS single tourist destination) เป็นต้น  นอกจากนี้ยังรวมถึงความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS (Cross-Border Transport Agreement)   (GMS-CBTA)  เช่น เกี่ยวกับการตรวจปล่อยในบริเวณเดียวกันโดยหน่วยที่เกี่ยวข้อง (Single Window Inspection - SWI)  การตรวจแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวซึ่งเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกันจะปฏิบัติงานตรวจร่วมกัน (Single Stop Inspection - SSI) การกำหนดเวลาเปิด-ปิดด่านให้สอดคล้องกันระหว่างสองประเทศ     การแลกเปลี่ยนข้อมูลล่วงหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ และการยอมรับเอกสารร่วมกัน   โดยมีโครงการนำร่อง  คือ   ด่านมุกดาหาร - สะหวันนะเขต (ไทย-ลาว)

                เป้าหมายและปัจจัยที่มีอิทธิพล  การที่ไทย   พม่า  ลาว  จีนตอนใต้   ได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจขึ้นนั้น มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก       ซึ่งมีเหตุผลรองรับคล้ายคลึงกับความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นได้จาก ความต้องการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  (Infrastructure)     ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ทั้งทางบก   ทางน้ำ  และทางอากาศ      การพัฒนาการท่องเที่ยว  การค้า และการลงทุน เป็นหลัก  [3]ความร่วมมือในกรอบหกเหลี่ยมเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า GMS  มีเป้าหมายที่ไม่แตกต่างไปจากกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ และสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจดังที่กล่าวมาแล้ว   นั่นคือ  มุ่งเน้นส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ  โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานการสร้างเส้นทางคมนาคมขนส่งทางบก  ทางน้ำ และทางอากาศ  เพื่ออำนวยความสะดวกให้การค้าขาย และการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกำลังคน ซึ่งถือเป็นการตอบสนองและรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่นับวันจะเติบโตมากขึ้น ภายหลังสงครามเย็นสิ้นสุดในปี ๑๙๙๐  เป็นต้นมา 

                 ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความร่วมมือ GMS[4]   พบว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระดับโลกและภูมิภาค ที่ปรับเปลี่ยนไปอยู่ภายใต้กระแสแห่งทุนนิยมเสรี มีกำลังขับเคลื่อนรวดเร็ว   ขยายวงกว้าง  และดำเนินไปอย่างไร้พรมแดน  การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเริ่มเป็นไปอย่างรุนแรง   เกิดการปกป้องและกีดกันทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน   ประเทศกำลังพัฒนาถูกเอารัดเอาเปรียบจากประเทศก้าวหน้า     ภาวะการณ์ดังกล่าวปรากฏชัดเมื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์  (globalization)   นับจากสงครามเย็นสิ้นสุดลง         สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มอนุภูมิภาค  (sub-region group) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐       ซึ่งไม่เพียงเฉพาะกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ GMS เท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจด้วย    ทั้งนี้เนื่องจากประเทศต่างๆ ที่มีความใกล้ชิดกันทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นไทย  พม่า  ลาว  กัมพูชา  เวียดนาม  และจีน   ตระหนักถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับในการรวมตัวกัน ทั้งในแง่การขยายตัวทางการค้า  การดึงดูดการลงทุน  การกระตุ้นการแข่งขัน และการพัฒนาเทคโนโลยี  ช่วยในการปรับตัวของผู้ประกอบการภายในประเทศ   ลดทอนสิ่งที่เป็นอุปสรรค และอำนวยความสะดวกต่างๆ ในด้านการค้า   การลงทุน    และการบริการระหว่างกัน    ที่สำคัญเป็นการสร้างอำนาจต่อรองในเวทีเศรษฐกิจระดับใหญ่กับประเทศอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว   นอกจากนี้ปัจจัยเกี่ยวกับแรงสนับสนุนของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย  (Asian Development Bank - ADB)  (ADB ตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๙๖๖  โดยมีประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ๔๔ ประเทศ (รวมทั้งไทย) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์) ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อกรอบความร่วมมือ GMS   

                [5]ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ได้แก่  ปัจจัยสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ    ที่เป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาแทนที่ในยุคหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง  ซึ่งทำให้ระบบทุนนิยมโลกแผ่ขยายออกไปครอบคลุมเกือบทุกส่วน  เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ     การเพิ่มขึ้นของทุนระหว่างประเทศ     ส่งผลให้เศรษฐกิจของภูมิภาคและอนุภูมิภาคต่างๆ   เชื่อมโยงและพึ่งพาซึ่งกันและกันมากขึ้น  ประเทศต่างๆ พากันปฏิรูปเศรษฐกิจให้เสรี เพื่อเตรียมพร้อมต่อการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศสังคมนิยมที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนและควบคุมจากส่วนกลาง ได้ปฏิรูปโดยเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนนำกลไกตลาดมาประยุกต์ใช้       ส่วนประเทศที่ใช้ระบบทุนนิยม ก็ยิ่งมีการปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งในด้านการค้าและการเงิน โดยลดข้อจำกัดต่างๆ เพื่อเปิดเสรีมากขึ้น ปัจจัยสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในลักษณะดังกล่าว  ได้กระตุ้นให้ทั้ง    ๔   ประเทศตระหนักถึงความจำเป็น ที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจ ในลักษณะของการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของฝ่ายไทยที่เล็งเห็นถึงความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงของรัฐบาลพลเอกชาติชาย  ชุณหะวัณ ที่มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้า)    และที่สำคัญปัจจัยเกี่ยวกับศักยภาพในพื้นที่ของทั้ง ๔ ประเทศด้านต่างๆ  ซึ่งได้แก่  ความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติ   การเป็นตลาดขนาดใหญ่     (มีประชากรในพื้นที่กว่า ๒๕๐ ล้านคน)   เป็นแหล่งแรงงานราคาถูก  และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ  รวมทั้งการเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้   สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญ

                 ผลการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน[6] นับจากการจัดตั้งกรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจในปี ค.ศ. ๑๙๙๒ เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้เกิดโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกหลายเส้นทาง    เช่น    เส้นทางไทย-พม่า-จีน (แม่สาย-เชียงตุง-ไมลา-  ต้าล่อ-เชียงรุ้ง)  เส้นทางไทย-ลาว-จีน       (เส้นทางเชียงของ-ห้วยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต้น-เชียงรุ้ง)   ส่วนโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ  คือ   การลงนามในความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำโขงตอนบน      เพื่อให้การเดินเรือเป็นไปอย่างเสรี (ลงนามเมื่อวันที่   ๒๐   เมษายน    ค.ศ. ๒๐๐๐)    การปรับปรุงท่าเรือเชียงของและท่าเรือเชียงแสน        ขณะที่โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางอากาศ       เช่น      ไทยและลาวได้เปิดเส้นทางการบินระหว่างเชียงรายและหลวงพระบางแล้ว  เป็นต้น

ได้มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีของ 6 ประเทศสมาชิกมาโดยตลอด      ซึ่งตรงจุดนี้เองถือเป็นจุดแข็งของกรอบความร่วมมือ GMS  คือ   มีกลไกการทำงานระดับรัฐมนตรีเข้ามากำหนดแนวนโยบายการพัฒนาร่วมกัน  ทำให้เกิดประสิทธิภาพ และความเป็นรูปธรรมชัดเจน  ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา   ภายใต้ความร่วมมือของ   GMS    ได้เกิดการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงทางคมนาคมตามแนวตะวันออก-ตะวันตก (พม่า-ไทย-ลาว-เวียดนาม) ตามแนวเหนือ-ใต้ (ไทย-ลาว-จีน) ตามแนวชายฝั่งทางใต้ (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม) การพัฒนาและซื้อขายไฟฟ้าพลังน้ำ การเชื่อมโยงระบบโทรคมนาคมด้วยเครือข่ายใยแก้ว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวจุดหมายเดียว (GMS single tourist destination) เป็นต้น  นอกจากนี้ยังรวมถึงความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS (Cross-Border Transport Agreement   (GMS-CBTA)  เช่น เกี่ยวกับ http://learners.in.th/file/baby_aiw/1.jpg การตรวจปล่อยในบริเวณเดียวกันโดยหน่วยที่เกี่ยวข้อง (Single Window Inspection - SWI)  การตรวจแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวซึ่งเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน จะปฏิบัติงานตรวจร่วมกัน (Single Stop Inspection - SSI) การกำหนดเวลาเปิด-ปิดด่านให้สอดคล้องกันระหว่างสองประเทศ     การแลกเปลี่ยนข้อมูลล่วงหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ และการยอมรับเอกสารร่วมกัน   โดยมีโครงการนำร่อง  คือ   โดยมีโครงการนำร่อง  คือ   ด่านมุกดาหาร - สะหวันนะเขต (ไทย-ลาว)[7]

                ความเคลื่อนไหวในการลงทุน โอกาสและลู่ทางการค้าใน GMS ( Greater Mekong Subregion) เป็นกลุ่มประเทศที่ใช้แม่น้ำโขงร่วมกัน ประกอบด้วย 5ประเทศ และ1 มณฑล คือ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และมณฑลยูนานของ สปช.จีน ซึ่งเรียกรวมกันว่า อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้มีการจัดทำโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แต่ไม่มีการจัดทำ FTA  โดยโครงการนี้เริ่มขึ้น เมื่อ ปี ค.ศ. 1992 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ADBกลุ่มประเทศใน GMS มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาก เพราะมีความคล้ายคลึงกันด้านลักษณะภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ดินและลมฟ้าอากาศ ที่เหมาะกับการทำการเกษตร อีกทั้งมีความหลากหลายทางด้านความเชื่อ ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีและแหล่งวัฒนธรรมที่เป็นจุดแข็ง และมีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และจำนวนแรงงานที่เป็นปัจจัยต่อการพัฒนา ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและพาณิชกรรม ที่สามารถสร้างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสพัฒนาที่สูง การลดปัญหาความยากจนตามเป้าหมาย Millennium Development Goals ที่มีโอกาสความเป็นไปได้สูงการพัฒนาอนุภูมิภาคผ่านโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม GMS มี  วัตถุประสงค์ เพื่อลดปัญหาความยากจน ยุทธศาสตร์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมต่ออนุภูมิภาคและพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาการค้า และความสามารถในการแข่งขันและบทบาทของภาคเอกชน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โอกาสการขยายการค้าของประเทศในกลุ่ม GMS โดยกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม การค้าขายระหว่างกันภายในกลุ่มยังมีน้อย แต่มีโอกาสขยายตัวสูงต่อไป การเปิดประเทศจากนโยบายทางเศรษฐกิจ จะเป็นตัวดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และทุกประเทศได้เป็นสมาชิกในข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆซึ่งเป็นช่องทางช่วยในการขยายการส่งออก ที่ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆทางการค้าในฐานะประเทศพัฒนาน้อย  ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นได้จุดแข็งของประเทศใน GMS คือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ อัตราค่าจ้างแรงงานยังคงต่ำ รัฐบาลได้สนับสนุนการใช้นโยบายเศรษฐกิจการตลาดที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ และแต้มต่อในฐานะประเทศด้อยพัฒนา ที่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและเพิ่มความสามรถในการแข่งขัน  

                 จุดอ่อน ประชากรยังมีการศึกษาที่อยู่ในระดับต่ำ ขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและความชำนาญในอาชีพนั้นๆ  ข้อจำกัดด้านระดับการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิต และปัจจัยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆไม่เอื้อประโยชน์ ต่อความสะดวกทางการค้าต่างๆ ภัยคุกคาม มาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศพัฒนาแล้ว การขาดเสถียรภาพของราคาและตลาดส่งออกสินค้าเกษตรจากมาตรการปกป้องการนำเข้าของประเทศพัฒนาแล้วที่ล้มเหลว จากการ    เจราจา WTO สำหรับยุทธศาสตร์ที่นำมาใช้ในการพัฒนาคือ 1) ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพและคุณภาพ ทั้งถนน การคมนาคมสื่อสารทรัพยากรมนุษย์ที่ควรได้รับการศึกษา 2) ด้านการจัดทำและปรับปรุงมาตรการเอื้ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน เช่น ระบบการตรวจสอบสินค้านำเข้า-ส่งออก ให้มีความรวดเร็ว ประหยัดเวลา และโปร่งใส มีมาตรฐานคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยในมาตรฐานเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์ IT เพื่อการค้า มีบริการการเงินและการธนาคาร เป็นต้น 3) ด้านการปฏิรูปนโยบายกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับด้านการค้าและการลงทุน เพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ4) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน โดยการสนับสนุนการลงทุน และความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาและโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของประเทศในกลุ่ม GMS[8]

 

แผนที่ : กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregional - GMS)   ซึ่งประกอบไปด้วย  6  ประเทศ คือ    ซึ่งเป็นความร่วมมือของ              6 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้(หรือยูนนานและกวางสี)

เปรียบเทียบของแต่ละประเทศ  โดยการสนับสนุนทั้งทางการเงิน  และทางวิชาการจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาอนุภูมิภาค  เริ่มจากการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขนส่ง  และพลังงาน  โดยเน้นการพัฒนาตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ  ซึ่งเป็นการพัฒนาตามแบบองค์รวมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ  ตามแนวคมนาคม  เชื่อมโยงหลัก ๓ แนว ได้แก่ (๑) แนวเหนือใต้ เชื่อมโยงไทย – พม่า/ลาว – จีน  , (๒) แนวตะวันออก – ตะวันตก เชื่อมโยงพม่า – ไทย – ลาว – เวียดนาม , แนวตอนใต้  เชื่อมโยงไทย – กัมพูชา – เวียดนาม ครอบคลุม ๘ สาขา ดังกล่าวข้างต้น  เพื่อเตรียมการให้มีการประชุมเจรจา กับประเทศสมาชิก  ประสานการพัฒนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  และรองรับการจะเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียน  ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘  ในระยะเวลาอันใกล้  สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๓ นครพนม – คำม่วน ที่จังหวัดนครพนม  ข้ามแม่น้ำโขงไปยังแขวงคำม่วน  สปป.ลาว จะแล้วเสร็จราวปลายปี ๒๕๕๔ ซึ่งจะมีการเพิ่มมูลค่าทางการค้า  การลงทุน  การท่องเที่ยว  สินค้าผ่านแดน  ด้านการขนส่ง  ไปยังเวียดนาม จีน ฯลฯ  ควรที่จะมีการเตรียมความพร้อมในการรับรองความเจริญ  และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชื่อมโยง  สะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย – ลาว  มี ๔ แห่ง ได้แก่  (๑) สะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย – ลาว แห่ง-ที่ ๑ หนองคาย – เวียงจันทร์ (๒) สะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๒ มุกดาหาร – สะหวันนะเขต  (๓)  สะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๓ นครพนม – คำม่วน และ (๔) สะพานข้ามแม่น้ำโขงมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๔ เชียงของ (เชียงราย) – ห้วยทราย(บ่อแก้ว)

                กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง(GMS)  ก็มีแนวพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเหนือใต้(NSEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก ตะวันตก (EWEC)  ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีและกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างยังไม่มีกรอบความร่วมมือดังกล่าว  ในที่ประชุมจังหวัดอุบลราชธานีจึงมีการนำเสนอ ได้แก่ (๑) การพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงตามกรอบสามเหลี่ยมมรกต  ประกอบด้วย จังหวัดอุบลราชธานี – ศรีสะเกษ(ไทย) , จำปาสัก – สาละวัน (สปป.ลาว) , พระวิหาร – อุดรมีชัย – สตึงเตร็ง (กัมพูชา) และสามารถเชื่อมต่อกับสามเหลี่ยมพัฒนา (The CLV Triangle Development) ประกอบด้วย รัตนคีรี – สตึงเตร็ง (กัมพูชา) , เซกอง , อัตตะปือ (ลาว) , คอนตูม – ยาไล – ดักลัส (เวียดนาม) เป็นแนววงกลมเศรษฐกิจสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน ไทย – ลาว – เวียดนาม – กัมพูชา เรียก ‘The Economic Circle in Indochina’ , (๒)  การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยง  คู่ขนานแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก  ตะวันตก (เวียดนาม , ลาว , ไทย , พม่า) Para-EWEC เริ่มจาก (ทะเลจีนใต้) ที่ เว้น , ดานัง , ควิเยิน (บิ่งดิ่งห์) เวียดนาม ผ่าน สาละวัน , เซกอง , อัตตะปือ ๓  เส้นทางผ่านเมืองปากเซ (จำปาสัก) ลาว ช่องเม็ก อุบลราชธานี , ศรีสะเกษ , สุรินทร์ , บุรีรัมย์ , นครราชสีมา , กรุงเทพมหานคร , กาญจนบุรี ด่านพุน้ำร้อน ทวาย พม่า (ทะเลอันดามัน) , (๓)  เสนอการสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๕ ระหว่างจังหวัดอุบลราชธานี กับแขวงสาละวัน ที่อำเภอเขมราฐ และเมืองละครเพ็ง เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง  เพื่อเพิ่มศักยภาพ  และโอกาสของจังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดอีสานใต้  ในการขยายตัวเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  ด้านการค้า การลงทุน  การท่องเที่ยว  การเกษตร  การขนส่ง ฯลฯ ตามกรอบยุทธศาสตร์อนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)[9]

                 แนวทางการพัฒนาภายใต้กรอบของ GMS ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงโครงข่าย Logistics การขนส่งข้ามแดน การปรับปรุงกระบวนการอำนวยความสะดวกทางการค้า ด้านการลงทุน การท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดความก้าวหน้าสรุปได้ ดังนี้

                  (๑)    การพัฒนาจุดเชื่อมต่อชายแดน พบว่ามีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และพบว่ามีช่องว่างของการพัฒนาค่อนข้างสูง ซึ่งเกิดจากฐานะของแต่ละประเทศสมาชิก GMS มีฐานทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อีกทั้งสมาชิกของ GMS เอง ก็มีปัญหาด้านการกระจายรายได้ รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่ค่อนข้างไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีจุด Missing link ที่ยังไม่สามารถทำให้สินค้าเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกหลายข้อตกลง โดยเฉพาะข้อตกลงขนส่งข้ามแดน CBTA ซึ่งได้มีการลงนามไปแล้ว ยังไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้การขนส่งตามระเบียง North-South Economic Corridor (NSEC) ค่อนข้างขาดมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่สูง ขณะที่การพัฒนาตามระเบียง East – West Economic Corridor (EWEC) ค่อนข้างขับเคลื่อนได้ดีกว่า

                  (๒)    เป็นแนวทางการพัฒนาเส้นทาง NSEC การพัฒนายุทธศาสตร์เหนือ-ใต้ โดยเชื่อมโยงกับประเทศจีนกับประเทศ GMS สำหรับจีนกำหนดยุทธศาสตร์ให้นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน และนครหนานหนิง มณฑลกว่างสี เป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ปัจจุบันทางประเทศจีนได้ขยายไปสู่มณฑลอื่น ๆ และรัฐบาลปักกิ่งได้เข้ามาเป็นผู้กำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาโดยตรง โดยเป้าหมายของประเทศจีนต้องการใช้ GMS เป็น Springboard หรือก้าวกระโดดไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ข้อตกลงของที่ประชุม GMS ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเส้นทาง NSEC โดยได้กำหนดกรอบการพัฒนาเป็น ๓ เส้นทาง ดังนี้

                               -    Western Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันตก” เป็นแนวการพัฒนาตาม       เส้นทางคุนมั่ง-กงลู่ หรือเส้นทาง R๓E (R๓A) เป็นเส้นทางหลักจากคุนหมิง-เชียงราย- กรุงเทพ ฯ ซึ่งพาดผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จากคุนหมิง มณฑลยูน   นาน ผ่าน  เหมืองจิ่งหง เข้าเมืองชายแดนที่เมืองบ่อเต็น-ม่อฮ่น เข้าสู่ สปป.ลาว ทางแขวงหลวงน้ำทา แขวงบ่อแก้ว เมืองห้วยทราย ข้ามสะพานแม่น้ำโขง แห่งที่ ๔ มาสู่ประเทศไทย ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกันเส้นทางย่อยตะวันตก ยังมีเส้นทาง R๓W ซึ่งพาดผ่านประเทศพม่า โดยจากเมืองคุนหมิงมีถนนผ่านเมืองมั่วเจียง เมืองซือเหมาเข้าสู่เมิ่งลา เข้าสู่พม่าที่เมืองต้าล่อ ผ่านเมืองเชียงตุง เมืองท่าขี้เหล็ก และอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายของไทย

                              -   Central Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคกลาง” เส้นทางคุนหมิง-ฮานอย-ไฮฟง เป็นเส้นทางที่มาจากคุนหมิง ออกมาทางตะวันออกผ่านเมืองไคหยวน และผ่านเมืองเหมิ่งจื้อ เมืองเหอโข่ว เข้าสู่เวียดนามที่เมืองลาวก๋าย ซึ่งจะมีเส้นทางไปสู่นครฮานอย (เมืองเหอโขว่ -ลาวก๋าย) จีนและเวียดนามมีข้อตกลงที่จะมีการนำร่องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

                             -    Eastern Sub-Corridor “แนวพื้นที่ย่อยภาคตะวันออก” เส้นทางหนานหนิง-ฮานอย โดยเส้นทางจะใช้หมายเลข A ๑ ผ่<