บทที่ 5

สรุปผลผลการทำวิจัย  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ 

การศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหมชุมชนบ้านครัวเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ลักษณะบุคคลในชุมชนบ้านครัวเหนือ  ศึกษาลักษณะทางกายภาพในชุมชนบ้านครัวเหนือ ตลอดจนศึกษากระบวนการทำและการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหมชุมชนบ้านครัวเหนือ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการให้ความสำคัญการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้สืบทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม จำนวน 1 ครัวเรือน จำนวน 7 คน และผู้ที่เคยทำหัตถกรรมการทำผ้าไหม จำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 22 คน และได้ใช้ข้อมูลจากการสังเกตมาประกอบก่อนที่จะสรุปผลเป็นการวิจัยโดยนำเสนอสรุปผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะตามลำดับ

สรุปผลการวิจัย 

ตอนที่1 ลักษณะบุคคลในชุมชนบ้านครัวเหนือ

ประชากรในชุมชนบ้านครัวเหนือ อาศัยอยู่ทั้งหมด 518 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 3,254 คน นับถือศาสนาอิสลาม จะอาศัยในระบบเครือญาติ ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน ประกอบอาชีพค้าขาย นอกจากนั้นก็ยังมีอาชีพข้าราชการ ลูกจ้างของภาครัฐ พนักงานบริษัท รับจ้างทั่วไป แบ่งบ้านให้เช่า  การทำประมง แต่มีอาชีพหนึ่งซึ่งเป็นอาชีพที่เก่าแก่และมีประวัติความเป็นมาอย่างเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่1 คือ การทำหัตถกรรมการทำผ้าไหม และมีผู้สืบทอดภูมิปัญญามาจนถึงปัจุบัน  ส่วนภาษาที่ใช้ในการสื่อสารคือ ภาษาไทย  แต่ยังมีผู้สูงอายุอีก 5 คนที่ใช้ภาษาเขมรในการติดต่อสื่อสาร

ตอนที่ 2 ลักษณะทางกายภาพในชุมชนบ้านครัวเหนือ

พื้นเพของประชากรในชุมชนบ้านครัวเหนือเป็นชาวจามที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่1 โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ริมครองแสนแสบ ซึ่งเป็นที่ดินที่พระองค์พระราชทานให้ และได้อาสาเข้าร่วมรบขับไล่ข้าศึกที่เข้ามารุกรานกรุงรัตนโกสินทร์ ลักษณะภูมิประเทศของชุมชนบ้านครัวเหนืออาศัยอยู่ริมคลองแสนแสบ  ซึ่งมีทิศใต้ ติดกับคลองแสนแสบ ทิศเหนือติดกับซอยพญานาค ทิศตะวันออกติดกับโรงแรมเอเชีย และทิศตะวันตกติดกับสะพานเจริญผล ส่วนอาคารบ้านเรือนในชุมชนส่วนมากจะเป็นบ้านไม้สองชั้นสร้างติดกันอย่างหนาแน่น สภาพบ้านเรือนค่อนข้างทรุดโทรม น้ำเน่าเสียจากคลองแสนแสบยังส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชากรในชุมชนบ้านครัวเหนือ

ตอนที่ 3  กระบวนการทำและการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ

3.1 ประวัติความเป็นมาของภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ

ผลการศึกษาพบว่า ในสมัยอดีตประชากรในชุมชนบ้านครัวเหนือเป็นชาวจามที่อพยพมาอาศัยอยู่ริมคลองแสนแสบ มีอาชีพดั้งเดิมคือการทำประมง และการทอผ้าไหมพื้นเมือง ซึ่งการทอผ้าไหมพื้นเมืองของชาวชุมชนนี้มีความโดดเด่นมากและได้มีการสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนนับตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่2 โดยจะทำเป็นผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า เป็นสีที่ธรรมดา และได้นำไปขายตามต่างจังหวัด บังเอิญมีนายห้าง จิม ทอมสัน เข้ามาเจอ และเกิดความหลงใหลในผ้าไหมมากจึงคุยกับผู้ใหญ่จะให้ทำผ้าไหมลายต่างๆส่งให้กับเขา แล้วเขาจะเอาไหมกับสีจากบริษัทเขามาให้ และจะกำหนดว่าจะใช้กี่กระทบเป็นกี่กระตุก ผู้ใหญ่ก็ตกลงหลังจากนั้นจึงเริ่มทำผ้าไหมมาเป็นเวลานานถึง20-30ปี ซึ่งทำให้ชุมชนบ้านครัวเหนือมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เป็นที่น่าพอใจแก่ชุมชนบ้านครัวเหนือเป็นอย่างมากแต่อยู่มาวันหนึ่ง นายห้าง จิม ทอมป์ สัน หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เนื่องจากไปราชการในมาเลเซีย ทำให้ชุมชนเคว้งคว้าง เพราะว่านายห้างไม่มีลูกไม่มีเมีย มารับช่วงต่อ มีแต่หลานที่มารับมรดก และตั้งเป็นเป็นพิพิทธภัณฑ์จิมทอมป์สัน  หลังจากนั้นหลานของจิม ทอมป์สันก็มีการทำโรงงานผลิตเองโดย ไม่ผ่านชุมชน ทำให้ชุมชนต้องเลิกทำ เพราะว่า ทำไปก็ไม่มีที่ขาย ไม่รู้แหล่งขาย เนื่องจากแต่ก่อนนี้ ไม่มีตลาดขายผ้าไหม มีแต่บริษัทผ้าไหมไทยของจิม ทอมป์สัน ชาวบ้านก็เลิกกันทีละห้าบ้านสิบบ้าน จนกระทั่งปัจจุบัน ก็เหลือเพียง 2 ครัวเรือนเท่านั้นที่ยังทำอยู่

3.2 กระบวนการทำและการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ

3.2.1กระบวนการทำผ้าไหมชุมชนบ้านครัวเหนือ

ผลการศึกษาพบว่า การทำหัตถกรรมการทำผ้าไหมจะใช้วัสดุ-อุปกรณ์ ที่สามารถหาได้ง่าย และไม่ยุ่งยาก เช่น ไหมดิบ ถังอลูมิเนียม เตาสำหรับต้ม เหล็กที่ดัดใหญ่งอแล้ว โซดาไฟ สบู่กรดโบตั๊น ยากันด่าง น้ำมันก๊าดเครื่องสลัดน้ำเครื่องกรอด้ายกี่กระตุกโดยมีการปรับเปลี่ยนตามระยะเวลา จากนั้นนำไหมดิบไปแช่น้ำสะอาดเพื่อให้เส้นไหมอ่อนตัว แล้วนำไปต้มกับน้ำด่างโซดาไฟ น้ำกรด และสบู่โบตั๊น ต้มเคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าเส้นไหมจะเปลี่ยนเป็นสีขาว แล้วนำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาด การฟอกนี้เพื่อให้กากไหมหลุดออกหลังจากนั้นนำเส้นไหมที่ฟอกแล้วมาเข้าเครื่องสลัดน้ำ แล้วนำไปกระทบกับราวเหล็ก จากนั้นนำไปตากทิ้งไว้ 1 วัน แล้วจึงนำมาย้อมสี  ส่วนการย้อมสีจะใช้สีธรรมชาติโดยแต่ละสีจะมีสูตรเฉพาะสี  โดยนำไหมที่ฟอกแล้วไปต้มกับสีประมาณ 1 ชั่วโมง โดยให้สีติดทั่วกันอย่างสม่ำเสมอ แล้วนำมาล้างด้วยน้ำให้สะอาดหลังจากนั้นนำเส้นไหมที่ย้อมสีแล้วมาเข้าเครื่องสลัดน้ำ แล้วนำไปกระทบกับราวเหล็ก และนำไปตากทิ้งไว้ 1 วันจากนั้นนำเส้นไหมที่แห้งแล้วมากรอลงหลอดไหมใหญ่ แล้วถ่ายจากหลอดไหมใหญ่ลงหลอดไหมเล็กแล้วจึงสามารถนำไปทอได้การทอของที่นี้จะใช้กี่กระตุก โดยกี่กระตุกนั้น จะมีการพุ่งด้ายเส้นพุ่งหรือเส้นนอนด้วยการกระตุกสายบังคับให้เกิดแรงกระแทกส่งกระสวยให้วิ่งไปแล้วกลับมา สลับกับการกระทบฟืม ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วกว่าการทอกี่ธรรมดามาก โดยใช้เวลา ประมาณ 1 หลาต่อชั่วโมง เมื่อทอจนได้เป็นผ้าสำเร็จรูปก็จะมีแขก ชาวพุมเรียง จังหวัดสุราษฎ์ธานีมารับไปส่วนหนึ่ง ละอีกส่วนหนึ่งจะส่งตามห้างร้านต่างๆ เช่น ห้างนารายณ์พรรณ

3.2.2การถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ

ผลการศึกษาพบว่าในปัจจุบัน การถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม การถ่ายทอดจะมีลักษณะการถ่ายทอดภายในครอบครัว ผู้สืบทอดภูมิปัญญาจะเรียนรู้ และลงมือปฎิบัติจริงโดยมีผู้ถ่ายทอดคอยดูแลและชี้แนะแนวทางอย่างใกล้ชิด อีกประการหนึ่งคือสมาชิกในชุมชนที่มีความสนใจก็จะมาสมัครเป็นลูกจ้างและผู้ถ่ายทอดจะถ่ายทอดให้แก่ลูกจ้างจากนั้น ลูกจ้างก็สอนลูกจ้างต่อไปโดยลูกจ้างที่ยังไม่ได้รับการถ่ายทอดก็จะเป็นลูกมือของลูกจ้างที่มีความชำนาญเพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำและศึกษาประสบการณ์ของลูกจ้างที่มีความชำนาญ เมื่อศึกษาจนมั่นใจก็จะลงมือทำเองและก็จะเป็นผู้ถ่ายทอดให้กับลูกจ้างคนอื่นอีก แต่ในระยะเวลาการถ่ายทอดจะมีผู้ถ่ายทอดที่มีความชำนาญดูแลอย่างใกล้ชิด

อภิปรายผล 

อภิปรายผลจากข้อค้นพบของการทำวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาลักษณะบุคคลในชุมชน ลักษณะทางกายภาพในชุมชน และ กระบวนการทำและการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ ซอยเกษมสันต์ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้

  1. จากข้อค้นพบลักษณะบุคคลในสังคม ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน ประกอบอาชีพค้าขาย โดยสมัยก่อนจะประกอบอาชีพประมง และการทอผ้าไหม ซึ่งการทอผ้าไหมนั้นทำให้ชุมชนบ้านครัวเหนือมีชื่อเสียงมาก และสร้างรายได้แก่ชุมชนได้มาก วิถีชีวิตในชุมชนจะอาศัยกันในแบบเครือญาติเพราะพื้นเพของชาวชุมชนบ้านครัวเหนือเป็นชาวจามซึ่งอพยพมา ประชากรในชุมชนนี้จะนับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร แต่ยังมีผู้สูงอายุบางคนที่ยังใช้ภาษาเขมรในการสื่อสารกันอยู่

  2. จากข้อค้นพบลักษณะทางกายภาพ ลักษณะที่พักอาศัยเป็นแบบบ้านไม้สองชั้นเป็นส่วนใหญ่ การอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นลักษณะครอบครัวใหญ่ การสร้างบ้านเรือนจะติดกันและหนาแน่นมาก อาจจะเพราะพื้นที่น้อยและคับแคบต่อการขยายตัว ชุมชนบ้านครัวเหนือจะอยู่ริมคลองแสนแสบทำให้สภาพบรรยากาศบริเวณนั้นไม่ดีเนื่องจากการส่งกลิ่นเน่าเหม็นของแม่น้ำ

  3. 3.จากข้อค้นพบ กระบวนการทำและการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมการทำผ้าไหม ชุมชนบ้านครัวเหนือ พบว่า ชุมชนบ้านครัวเหนือซึ่งเมื่อก่อนนั้นเป็นชาวจามที่ได้อพยพมาอาศัยอยู่ริมคลองแสนแสบ พวกเขามีภูมิปัญญาติดตัวมานั่นคือการทอผ้าไหม ในตอนแรกจะทอเป็นผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ส่งขายตามจังหวัดต่างๆ เมื่อมีนายห้างจิม ทอมป์สัน มาเจอและเกิดความหลงใหลจึงมีข้อตกลงระหว่างกัน แต่พอจิม ทอมป์สันหายตัวไปในประเทศมาเลเซีย ทำให้ชาวบ้านไม่มีแหล่งขายจึงเลิกอาชีพการทำผ้าไหมไป ทำให้ในปัจจุบันนี้เหลือเพียง 2 ครัวเรือนเท่านั้น ที่ยังสืบทอดภูมิปัญญานี้ไว้ มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง สมาชิกในครอบครัวจะเป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอด ส่วนสมาชิกในชุมชนที่สนใจก็จะมาเป็นลูกจ้าง จากนั้นก็จะมีการถ่ายทอดจากลูกจ้างที่มีความชำนาญสู่ลูกจ้างที่ยังใหม่อยู่ จึงทำให้พวกเราได้ศึกษาการทอผ้าไหมกลางกรุง ที่มีประวัติสืบต่อมาเนิ่นนานซึ่งมีคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก

ข้อเสนอแนะการวิจัย 

1.1  การสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านด้านหัตถกรรมกระบวนการทอผ้าไหมให้คงอยู่สืบไป

1.2 สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง ระหว่างความหลากหลายทาง วัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ

1.3  นำองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาพื้นบ้านบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนซึ่งก่อให้เกิดกระบวนกาเรียนรู้ในการทำผ้าไหม เพื่อดำรงไว้เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนต่อไป

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

4.1 ควรศึกษาถึงการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ของกรุงเทพมหานคร

4.2 ควรพัฒนารูปแบบและประโยชน์ใช้สอยในรูปแบบอื่นๆ เช่น การทำตุ๊กตาผ้าไหม การทำกระเป๋าผ้าไหม เป็นต้น