พุทธศาสนาสำนักสุขาวดี ตอน ๑

คณะผู้รวบรวม

พระครูสมุห์จำเลือง  ฐิตเมโธ

นายทรงวุฒิ  รามการุณ

นางอารี  นาแจ้ง

นายกีรสิทธิ์  บัวแดงดี

            สุขาวดี มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า จิ้งถู่ (Ching Tu) จัดเป็นสำนักหนึ่งทางพุทธศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศจีน  เปลีอกนอกดูเหมือนมีคำสอนไม่เน้นให้พึ่งปัญญาของตนเองในการแสวงหาความหลุดพ้น  แต่สอนให้พึ่งอำนาจภายนอก  ซึ่งผิดแผกไปจากคำสอนพุทธแบบเดิม  เป้าหมายหลักคือการได้ไปอยู่ในพุทธเกษตรสุขาวดีของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่มีนามว่า อมิตาภะ  เป็นปัญญาไม่ใช่จุดเริ่มต้นในการช่วยให้คนพ้นทุกข์  สำนักนี้จึงสอนให้คนมีศรัทธาหรือมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะส่งจิตไปขอให้พระอมิตาภพุทธเจ้าทรงช่วยให้หลุดพ้น   ดังนั้น  ศรัทธาจึงเป็นเงื่อนไขที่พุทธศาสนิกชนสำนักนี้จำเป็นต้องมีเป็นอันดับแรก

            สุขาวดีในประเทศจีนก็มีรายละเอียดที่แตกต่างจากสุขาวดีในประเทศญี่ปุ่น  ในภาษาญี่ปุ่น  สำนักนี้มีชื่อเรียกว่า โจโดะ  (Jodo) “โจ” แปลว่าบริสุทธิ์  ส่วน “โดะ” แปลว่าดินแดน รวมกันมีความหมายว่าดินแดนที่บริสุทธิ์  หรือดินแดนแห่งความสุข  นอกจากนี้บางครั้งเราก็อาจได้ยินชื่อเรียกสำนักนี้ว่า  ชิน(Shin) ตามชื่อของสำนักสุขาวดีแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น  โจโดะและชินนี้ความจริงก็คือสองสาขาของพุทธศาสนาแบบสุขาวดีที่สอนกันอยู่ในประเทศญี่ปุ่นรายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกัน  แต่หลักการพื้นฐานนั้นเห็นชอบร่วมกัน  ทั้งสองมีความเชื่อเหมือนกันในเรื่องของพุทธเกษตรสุขาวดีกับพระอมิตาภพุทธเจ้า  โดยที่เห็นว่าผู้ที่เชื่อถือศรัทธาในองค์พระอมิตาภะ  ผู้นั้นจะได้บังเกิดในดินแดนที่ว่านี้

ความเป็นมาของสำนักสุขาวดี          

                           ในเบื้องต้น  มีนักปราชญ์หลายท่านเชื่อว่า  สำนักสุขาวดีแยกตัวออกมาจากพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเดิม  ซึ่งก็คือสำนักมาธยมิกะและสำนักโยคาจาระ  โดยเฉพาะสำนักโยคาจาระที่พระเสวียนจั้งได้นำแนวคิดจากอินเดียมาเผยแผ่จนได้รับความสนใจจากชาวจีนมากขึ้นเรื่อยๆ  ผู้นับถือสำนักนี้เชื่อว่า  สุขาวดีได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่ที่อินเดีย  โดยอ้างถึงคณาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน  เช่น  พระนาคารชุนะ  พระอัศวโฆษะ  หรือพระวสุพันธุ  โดยอาศัยข้อความที่ท่านเหล่านี้ได้เคยนิพนธ์ อาทิ  ในทศภูมิวิภาษา  ท่านนาคารชุนะเคยกล่าวถึงทางหรือวิธีที่โพธิสัตว์จะใช้เพื่อปฏิบัติธรรมจนบรรลุปณิธานอยู่สองทาง  ทางแรกปฏิบัติยาก  เป็นทางลำบากเพราะมีอุปสรรคมากมายที่จะคอยขวางไม่ให้บำเพ็ญบารมีได้สำเร็จ  โดยเฉพาะในเวลาที่ปราศจากพระพุทธเจ้า  อุปสรรคเหล่านั้นได้แก่

๑)     พวกมิจฉาทิฐิ  หรือผู้ที่มีความเห็นผิดๆในชีวิต  พวกนี้จะคอยก่อกวนโพธิสัตว์  จะจ้องทำลายพระธรรมของโพธิสัตว์           

๒)     เหล่าสาวกที่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัว  จะเห็นแก่ความสุขเฉพาะหน้าเพียงลำพัง  ไม่มีความ

เมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง

๓)    พวกคนพาลที่ไร้ซึ่งหิริโอตตัปปะ  จะคอยจ้องทำลายกุศลกรรมที่ผู้อื่นได้เพียรสร้าง

๓)    วิบากอกุศลหรืออวิชชาที่อยู่ภายในจิตของโพธิสัตว์เองเชื่อแห่งความชั่ว  เช่น  ๔) โมหะอาจเป็นสาเหตุให้โพธิสัตว์สูญเสียพรหมจรรย์ได้ตลอดเวลา

๕)    ความร้ายซึ่งผู้อุปถัมภ์  จะต้องพึ่งแต่กำลังของตนเองแต่ฝ่ายเดียว  ทำให้ท้อถอยได้ง่าย

ทางแรกนี้มีปัญหามาก  ต่างจากทางที่สองซึ่งเป็นทางสบายปฏิบัติง่าย  เพราะมีปัจจัยภายนอกมาช่วย  ขอเพียงตั้งจิตอธิษฐานขอไปอุบัติ(เกิด) ที่สุขาวดี   โดยได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือจากพระอมิตาภะ  ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าโพธิสัตว์นั้นจะได้หลุดพ้นอย่างแน่นอน  พระอมิตาภะจะช่วยผู้ที่มีศรัทธาทุกคนให้เข้าถึงสัมมาสัมโพธิญาณได้  คณาจารย์ในจีน(นำโดยท่านเต้าชั่ว)  ได้แยกทาง ๒ ทางนี้ออกเป็นอริยมรรค  ซึ่งเป็นทางเดิมที่ยาก  กับ สุขาวดีมรรค  ซึ่งเป็นทางใหม่ที่ง่าย      

 

            นอกจากนี้ยังมีพระสูตรมหายานอีกหลายฉบับที่กล่าวสรรเสริญสุขาวดี  พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ศรัทธาตั้งจิตอธิษฐานขอไปเกิดที่นั่น  เช่น  รัตนกุฏ  อวตังสกสูตร  สัทธรรมปุณฑรีกสูตร  มหาเมฆสูตร  ทุนทุภิราชาสูตร  พุทธธยานสมาธิสาครสูตร  ศูรางคมสมาธิสูตร  กรุณปุณฑริกสูตร  หรือ มหาสันนิปาตสูตร  บรรดาอาจารย์ฝ่ายมหายาน  เช่น  ท่านวสุพันธุก็เคยรจนาคัมภีร์ อมิตายุสูตรอุปเทศะ  (หรือ  อมิตายุสูตรอุปเทศ)  อธิบายการไปปฏิสนธิที่พุทธเกษตรสุขาวดี อย่างไรก็ดี  ถึงจะมีการอ้างชื่อคณาจารย์คนสำคัญๆ  ของสำนักพุทธอื่นๆ  แต่ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสุขาวดีเป็นสิ่งที่หาไม่พบจากพุทธศาสนาสำนักใดในอินเดีย  คงมีแต่เพียงคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดแบบสุขาวดีเท่านั้น  สันนิษฐานกันว่า  คัมภีร์ที่เกี่ยวกับดินแดนสุขาวดีได้รับการแปลออกเป็นภาษาจีนในราวพุทธศตวรรษที่ หกถึงเจ็ด  ส่วนการนำเอารูปแบบแนวคิดมาก่อตั้งเป็นสำนักคงเกิดขึ้นในประเทศจีนเอง 

           

            กล่าวได้ว่า  สุขาวดีเป็นสำนักทางพุทธศาสนาที่เริ่มต้นขึ้นในแผ่นดินจีน  โดยปฐมาจารย์ของสำนักนี้เชื่อกันว่า คือ พระฮุ่ยหย่วน  (บางแห่งอ่านว่า ฮุ่ยเอี้ยง หรือ ฮุยหยวน Hui-Yuan)  ท่านผู้นี้มีชีวิตอยู่ในปลายพุทธศตวรรษที่แปด  สมัยของราชวงศ์จิ้น (ตะวันออก) ท่านพำนักอยู่ที่วัดตังนิ่มยี่  บนภูเขาลู้ซัว  มณฑลกังไส  บนภูเขานั้นมีสระน้ำใหญ่ซึ่งปลูกดอกบัวขาวไว้เต็มสระ  ท่านฮุ่ยหย่วนพร้อมสานุศิษย์หลายพันคนจะนั่งสวดมนต์อยู่หน้าสระน้ำแห่งนี้  โดยกำหนดจิตให้มองเห็นสระน้ำนี้เป็นสระทิพย์ในแดนสุขาวดี  ซึ่งท่านเหล่านั้นปรารถนาจะไปอุบัติ  สำนักที่ท่านตั้งขึ้นในชั้นแรกอาศัยข้อความในพระสูตรชื่อ  พุทธธยานสาคร เพ่งจิตถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

            ท่านฮุ่ยหย่วนได้ก่อตั้งสมาคมสุขาวดี (เรียกอีกอย่างว่าสมาคมดอกบัวขาว) ขึ้นในปี พ.ศ.๙๔๕ (ค.ศ.๔๐๒) โดยท่านเป็นผู้นำกลุ่มในการทำสมาธิและตั้งปณิธานที่จะไปเกิดในดินแดนสุขาวดี  แม้ว่าท่านจะเป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัด  แต่ก็ยังไม่ได้นำหลักคำสอนเผยแผ่แก่สังคมภายนอก  คงแต่เพียงวางแบบอย่างการปฏิบัติไว้ให้ผู้ที่มีศรัทธาในรุ่นหลังได้ปฏิบัติตาม  แต่การก่อตั้งสมาคมสุขาวดีก็ทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งสำนักสุขาวดี  เพราะได้จุดประกายให้สาธุชนรุ่นหลังสืบทอดแนวคิดต่อ

           ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่คำสอนสุขาวดีแก่บุคคลภายนอกคือ ท่าน ถานหล่วน (บางเล่มอ่าน ถันหลวน  : Tan-Luan : พ.ศ.๑๐๑๙ – ๑๑๘๕) ท่านผู้นี้เคยมีศรัทธาในนักบวชเต๋าก่อนที่จะกลับใจหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่ดินแดนสุขาวดี  การกลับใจของท่านเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านพบพระโพธิรุจิในราวปี พ.ศ.๑๐๗๓(ถ้าจะนับตามคริสต์ศักราช ก็คือปี ค.ศ.๕๓๐) จากนั้นท่านก็ทุ่มเทเวลาและชีวิตที่เหลือให้กับการประกาศแนวทางแบบสุขาวดี

           ถานหล่วนเป็นท่านแรกที่เชื่อมโยงแนวคิดสุขาวดีกับความเสื่อมลงของพุทธศาสนา ท่านเห็นว่า  เมื่อเวลาผ่านไปพุทธศาสนาจะยิ่งเสื่อมโทรมมากขึ้น  จนถึงยุคที่พุทธศาสนาเสื่อมโทรมลงถึงที่สุด  เมื่อนั้นมนุษย์จะเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่ง  และมีแต่ความลังเลสงสัย  มนุษย์จะละเลยไม่ใส่ใจในหลักธรรม  จะไม่ปฏิบัติธรรม  เมื่ออ่อนแอจึงไม่สามาถที่จะบรรลุมรรคผลใดๆ ได้ด้วยตัวเอง กล่าวคือ ไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้  จำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงอำนาจภายนอกซึ่งก็คือกำลังของพระอมิตาภพุทธเจ้ามาช่วยให้หลุดพ้น

           หลังจากที่ท่านมรณภาพไป  ความเชื่อในเรื่องนี้ก็ยิ่งได้รับการตอกย้ำมากยิ่งขึ้น  มีการเอาความเชื่อดังกล่าวตั้งเป็นทฤษฎีความเสื่อมลงของพุทธศาสนา  มีการแบ่งเวลาของหลักธรรมออกเป็นสามช่วง                ช่วงแรกเป็นเวลาของหลักธรรมที่แท้จริง (ซึ่งผ่านไปแล้ว) ชาวญี่ปุ่นเรียกยุคนี้ว่า โซโบ (Shobo)  ช่วงที่สองเป็นเวลาของพระธรรมชำแลง คือธรรมะเริ่มเสื่อม มีทัศนะผิดๆ(มิจฉาทิฐิ) ปลอมปนเข้ามาบ้างเรียกยุคนี้ว่า ยุคสัทธรรมปฏิรูปหรือ โซโบ(Zobo) ยุคนี้มีคำสอนกับการปฏิบัติธรรม  แต่ไม่มีการตรัสรู้  ช่วงที่สาม เป็นเวลาที่พระธรรมเสื่อมลงจนมนุษย์เต็มไปด้วยบาปและมลทิน  จึงไม่มีทั้งการปฏิบัติธรรมและการตรัสรู้  ชาวญี่ปุ่นเรียกยุคนี้ว่า มัปโป (Mappo) ชาวสุขาวดีเชื่อว่า  มนุษย์กำลังเผชิญหน้าอยู่กับเวลาในช่วงที่สาม  ปุถุชนไม่สามารถปฏิบัติธรรมและตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง  ดังนั้น  หลักธรรมที่เหมาะสมกับยุคนี้ก็คือคำสอนแบบสุขาวดี

            นอกจากถานหล่วน ยังมีคณาจารย์อีกสองท่านที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในแนวคิดสุขาวดีเป็นอย่างสูง นั่นคือ ท่านเต้าชั่ว (บางเล่มอ่าน เตาโฉ หรือ เตาโจ : Tao-Ch’o)  ท่านผู้นี้มีชีวิตอยู่ในราวพุทธศักราชที่ ๑๑๐๕-๑๑๘๘ อีกท่านคือ ชั่นเต่า (บางแห่งเรียก ส้านเต้า  หรือ ซานเตา:Shan-Tao)  ผู้เป็นศิษย์ของเต้าชั่วและมีชีวิตอยู่ในราชวงศ์ถัง  ราวพุทธศักราชที่  ๑๑๕๖-๑๒๒๔ สองท่านนี้เป็นผู้นำของสำนักสุขาวดีในการเผยแผ่คำสอนแบบง่ายๆ  โดยเน้นศรัทธาเป็นหลัก

            เต้าชั่วสอนให้ยึดพระอมิตาภพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  งานเขียนชิ้นหลักของท่านคือ  อานเล่อจี๋  เป็นบทประพันธ์ที่สอนวิธีช่วยให้ผู้คนไปเกิดดินแดนสุขาวดี  ซึ่งท่านแนะนำให้เอ่ยพระนามของพระอมิตาภะ  ถ้าเอ่ยด้วยใจที่แน่วแน่  มุ่งสู่ภาวะนั้นจนจิตกลายเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีการแบ่งแยกแล้ว  บุคคลนั้นก็สามารถเอาชนะบาปและความชั่วร้ายในยุคเสื่อมได้  ส่วนชั่นเต่าได้รับการยกย่องจากผู้นับถือนิกายโจโดะในญี่ปุ่นว่าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระอมิตาภะ  ท่านก็สอนในลักษณะเดียวกัน  งานเขียนชิ้นสำคัญของท่านคือ  กวนจิงชู  หรือสมาธินิเทศสูตร  เป็นบทประพันธ์ที่มีชื่อเสียง  กล่าวถึงข้อปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี

แนวคิดสำคัญของสำนักสุขาวดี    

              ท่านชั่นเต่า  เป็นผู้จัดวางระเบียบแบบแผนและถือเอาพระสูตรสามฉบับเป็นคัมภีร์หลักของสำนัก  พระสูตรสามฉบับที่ว่านี้ คือ  มหาสุขาวตีวยูหสูตร-ต้า เออ หมี ถัว ฝัว จิง (สำเนียงแต้จิ๋วคือ ไต้ ออ นี ถ่อ ฮุก เก็ง) จุลสุขาวตีวยูหสูตร – เออ หมี ถัว ฝัว จิง(สำเนียงแต้จิ๋วคือ  ออ นี ถ่อ เก็ง) และ อมิตายุรธยานสูตร – กวน อู๋ เลี่ยง โซ่ว จิง (สำเนียงแต้จิ๋วคือ  กวง บ่อ เหลี่ยง ซิ่ว เก็ง)

             นอกจากพระสูตรหลักสามฉบับนี้แล้วก็ยังมีคัมภีร์สำคัญๆอีกหลายเล่ม  อาทิ  อมิตายุสูตรอุปเทศของพระวสุพันธุ และ สมาธินิเทศสูตร ของท่านซั่นเต่า นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับพระสูตรทั้งสามและเรื่องราวของดินแดนสุขาวดีมากมาย  ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนโดยคณาจารย์ชาวจีนและญี่ปุ่น  ปัจจุบันสามารถหาอ่านได้จากที่ต่างๆอย่างกว้างขวาง

             สุขาวตีวยูหสูตรเล่มใหญ่  (มหา) และเล็ก (จุล) กล่าวถึงพระเกียรติคุณขององค์อมิตาภพุทธเจ้าตั้งแต่ครั้งบำเพ็ญบารมีในภพชาติมนุษย์  ใน  มหาสุขาวตีวยูหสูตร เล่าว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าในยุคปัจจุบัน)  ประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ  ใกล้เขตเมืองราชคฤห์  ทรงเปล่งรัศมีแผ่ซ่านออกมา  มีอินทรีย์ส่องสว่างผ่องใสเป็นที่อัศจรรย์  พระอานนท์จึงทูลถามถึงสาเหตุ  พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องราวของพระอมิตาภพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยชาติเป็นพระราชาได้มีโอกาสเฝ้าพระโลเกศวรราชพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอดีตกาลนานจนนับเวลาไม่ได้  ท่านได้ฟังพระธรรม แล้วเกิดความเลื่อมใสขอบวชเป็นภิกษุนามว่า  ธรรมกร / ธรรมการ / ธรรมการะ  พระธรรมกรได้ปฏิบัติธรรม  บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด  ที่สำคัญท่านได้ตั้งมหาปณิธานจำนวนสี่สิบแปดข้อไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ภายหลังที่ได้บรรลุพุทธภูมิแล้ว  ชาวสุขาวดีส่วนใหญ่จะถือเอามหาปณิธานทั้งสี่สิบแปดข้อนี้เป็นจุดหมายในการปฏิบัติเพื่อขอบารมีจากพระอมิตาภะ  บางคนถึงกับยกให้ปณิธานบางข้อ (ข้อที่สิบแปดถึงยี่สิบเอ็ด) เป็นหัวใจของแนวคิดสุขาวดี   ส่วนใน จุลสุขาวดีวยูหสูตร  จะกล่าวถึงคำเทศนาของพระศากยมุนีพุทธเจ้าเกี่ยวกับดินแดนสุขาวดีที่ประทานแก่พระสารีบุตรและเหล่าสาวก  ไม่ใช่พระอานนท์ ข้อแตกต่างระหว่างมหาสุขาวดีวยูหสูตรและจุลสุขาวดีวยูหสูตรเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณา ทั้งนี้เพราะมีจุดปลีกย่อยที่ไม่ตรงกันหลายจุด  ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมพระสูตรใหญ่ชี้ว่าทรงแสดงธรรมที่เขาคิชฌกูฎ  ใกล้เขตเมืองราชคฤห์  ส่วนพระสูตรเล็กชี้ว่าทรงแสดงธรรมที่ป่าละเมาะในเชตวนาราม เมืองสาวัตถี  ในพระสูตรใหญ่พระพุทธองค์ทรงสนทนากับพระอานนท์  ส่วนในพระสูตรเล็กพระพุทะองค์ทรงสนทนากับพระสารีบุตร  ความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ทำให้เราไม่อาจสรุปได้ว่าพระสูตรเล็กเป็นส่วนย่อของพระสูตรใหญ่

                            ยิ่งกว่านั้น  ความแตกต่างในเนื้อหาระหว่างพระสูตรทั้งสองนำไปสู่แนวความเชื่อในวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกัน  ในพระสูตรใหญ่(มหาสุขาวตีวยูหสูตร)  ชี้ว่า  บุคคลสามารถไปอุบัติในแดนสุขาวดีได้ถ้ามีศรัทธา  แต่การมีศรัทธาในพระอมิตาภะกับดินแดนสุขาวดีอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เราไปถึงที่นั่นได้  จะต้องกระทำความดีอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย  การสั่งสมความดีประกอบกับการท่องพระนามของพระอมิตาภะไปเรื่อยๆ  จึงจะทำให้ความปรารถนาขอไปเกิดที่นั่นบรรลุผล

 

อย่างไรก็ดี  พระสูตรเล็ก (จุลสุขาวตีวยูหสูตร)  กลับชี้ว่าบุคคลสามารถไปเกิดในดินแดนสุขาวดีได้  ถ้าเพียงแต่จดจำและท่องบ่นพระนามของพระอมิตาภะในช่วงเวลาหนึ่งก่อนสิ้นใจ  (สองคืนขึ้นไป)  โดยไม่จำเป็นต้องทำกุศลกรรมใดๆ ในชีวิตมาก่อนก็สามารถสมหวังได้  สรุปก็คือ  พระสูตรเล็กให้ความสำคัญกับศรัทธาเพียงอย่างเดียว  ไม่เน้นเรื่องการบำเพ็ญกุศลกรรม  ส่วนพระสูตรใหญ่ให้ความสำคัญทั้งศรัทธาและกุศลกรรม

ชาวญี่ปุ่นผู้นับถือพุทธศาสนาแบบสุขาวดีเชื่อว่า สุขาวตีวยูหสูตรทั้งสองฉบับ  เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ  ในช่วงท้ายแห่งพระชนม์ชีพ  ทรงสั่งสอนพระสูตรนี้ภายหลังกลับจากการเสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์  ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนปรินิพพานไม่นานนัก  มหาสุขาวตีวยูหสูตร นี้ ชี-เกา  และ  โลกักเษมะ  เป็นผู้นำเข้ามาสู่ประเทศจีนในราวพุทธศตวรรษที่เจ็ด

                             ต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาจีนโดยพระอินเดียนามว่า สังฆวรมนะ (หรือ สังฆวรมัน)  เมื่อปีพุทธศักราชที่ ๗๙๕ (ค.ศ.๒๕๒) พระโพธิรุจิแปลอีกครั้งในปี พ.ศ. ๑๒๓๖-๑๒๕๖ (ค.ศ.๖๙๓-๗๑๓) และก็มีการแปลอีกหลายครั้งเมื่อเวลาผ่านไป  จุลสุขาวตีวยูหสูตร แปลโดย  พระกุมารชีวะ  ในปีพ.ศ.๙๔๓ (ราวคริสต์ศักราชที่ ๔๐๐) อมิตายุรธยานสูตร  แปลโดย ท่านกาลยาสะ (Kalayas) ในปีพ.ศ.๙๖๗ (ค.ศ.๔๒๔) และอมิตายุสูตรอุปเทศ – อู๋ เลี่ยง โซ่ว จิง (สำเนียงแต้จิ๋วคือ ย้อ เหลียง สิ่ว เก็ง อิว พอ ที เซีย)  ของพระวสุพันธุ ได้รับการแปลโดยพระโพธิรุจิ

                               อมิตายุรธยานสูตร  กล่าวถึงสมัยหนึ่งเมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์  ทรงมีโอกาสได้พบกับพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธะ (หรือมคธ) พระนางทรงเบื่อหน่ายและโทมนัสต่อเหตุการณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาต (ฆ่าพ่อของตนเอง)  ทรงปรารถนาจะไปเกิดในโลกธาตุอื่น  พระพุทธองค์จึงทรงสำแดงพุทธาภินิหาร  ให้โลกธาตุทั้งหลายมาปรากฎต่อหน้าพระนาง  ในที่สุดพระนางก็เลือกพุทธเกษตรสุขาวดีเป็นที่อุบัติ  (คติของชาวญี่ปุนเชื่อว่า  พระพุทธองค์ทรงชี้แนะให้พระนางไปอุบัติที่สุขาวดี) จากนั้นก็ทรงบอกวิธีที่จะไปอุบัติที่นั่นด้วยการทำให้ถึงพร้อมซึ่งคุณธรรมทั้งสามด้าน คือ คุณธรรมทางโลก (เช่น ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น) ศีล และการปฏิบัติ (ตามบารมีหก ดูบทที่หนึ่งประกอบ)

                               จะเห็นได้ว่า พระสูตรทั้งสามล้วนแต่แสดงให้ผู้คนเห็นถึงความมหัศจรรย์ของพุทธเกษตรที่เรียกว่า สุขาวดี  ให้ผู้คนได้บังเกิดศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าที่มีพระนามว่า อมิตาภะ และให้มีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่การได้ไปอุบัติอยู่ในดินแดนแห่งนั้น  เพื่อให้พระอมิตาภะช่วยแนะนำการปฏิบัติธรรมจนกว่าจะหลุดพ้น ดังนั้น แนวคิดสำคัญๆของสุขาวดีจึงเกี่ยวข้องกับดินแดนสุขาวดี พระอมิตาภะ และวิธีที่จะนำไปสู่ดินแดนที่ว่านี้

พุทธเกษตรสุขาวดี

พุทธเกษตร (Buddha Land) ตามความเชื่อของชาวสุขาวดี  เป็นดินแดนวิเศษที่ปกครองโดยพระพุทธเจ้าองค์ต่างๆ  แต่ดินแดนในที่นี้ไม่ใช่เรื่องของสถานที่ในแบบที่ชาวโลกเข้าใจ  เพราะพุทธเกษตรนั้นวัดหรือประมาณไม่ได้ด้วยเครื่องมือใดๆ  ไม่ได้มีลักษณะเป็นการครอบครองตำแหน่งพื้นที่ในอวกาศ 

 อาจจะเข้าใจแบบง่ายๆ  ว่าเป็นอีกมิติหนึ่งที่กำหนดตายตัวไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน  บางท่านก็นิยามพุทธเกษตรว่าเป็นโลกธาตุอันบริสุทธิ์ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพื่อแสดงเทศนาโปรดเวไนยสัตว์       นอกจากนี้ สมภาร พรมทาก็อธิบายพุทธเกษตรไว้ในทำนองเดียวกันว่า “เนื้อที่ของจักวาลทั้งหมดนี้แบ่งออกเป็นส่วนย่อยลงไปอีกจำนวนนับไม่ถ้วน อาณาเขตย่อยของจักวาลแต่ละอาณาเขตนี้เรียกว่า พุทธเกษตร (Buddha Country) ในหนึ่งพุทธเกษตรจะมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่หนึ่งองค์ เนื่องจากจำนวนของพระพุทธเจ้าในจักรวาลนี้เท่ากับจำนวนของพุทธเกษตร ดังนั้น พุทธเกษตรในจักรวาลจึงมีจำนวนมากมายเท่ากับจำนวนของเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาด้วย”

            การมองว่าพุทธเกษตรเป็นสถานที่มีความเสี่ยงที่จะเข้าใจผิดได้ง่าย  ทั้งนี้เพราะสิ่งที่เรียกว่าพุทธเกษตรไม่ได้ครอบครองที่และเวลาในอวกาศ คณาจารย์สุขาวดีหลายท่านจึงเชื่อว่าพุทธเกษตรเป็นภาวะจิตของพระพุทธเจ้าที่มีบารมีสูง  บางท่านก็กล่าวว่า พุทธเกษตรเป็นขอบเขต (หรืออิทธิพล) ของพระพุทธเจ้า เป็นพื้นที่ (ความหมายในเชิงนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม) ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสามารถแผ่พระกำลังและญาณทัศนไปถึง หรือเป็นพื้นที่ที่ได้รับพระกรุณาคุณของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง”

            ความปรารถนาไปอุบัติอยู่ในดินแดนสูงส่งและบริสุทธิ์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยของพระนาคารชุนะ โดยในยุคแรก ๆ ผู้คนบางส่วนตั้งจิตขอไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อรอคอยการกลับมาของพระเมตเตรยะ (บ้างเรียกพระเมตไตรยะหรือพระศรีอริยเมตไตรย) บ้างก็อธิฐานขอไปเกิดในพุทธเกษตรด้านตะวันออกของพระพุทธเจ้าอักโษภยะ ต่อมาเมื่อสำนักนี้ได้รับความนิยม ผู้คนส่วนมาก็ตั้งจิตขอไปเกิดในสุขาวดี

            สุขาวดีเป็นพุทธเกษตรแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากโลกธาตุเราไปทางจะวันตกนับแสนโกฎิ” ที่นั่นปกครองโดยพระอมิตาภะ พุทธเกษตรแห่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่ารุ่งเรืองสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความสุขสบาย ปราศจากสัตว์หรือมนุษย์ที่ชั่วร้าย ในแดนสุขาวดีเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ประดับประดาไปด้วยแก้วแหวนเงินทองล้ำค่า เครื่องประดับพวกเพชรพลอยรัตนชาติทั้งหลายสามารถพบเห็นได้ทุกแห่ง สวยงานและส่องสว่างไปทั่ว

            ที่นั่นมักจะมีเสียงทิพย์จากเครื่องดนตรีที่ไพเราะชนิดที่เราไม่อาจได้ยินในทางโลกหรือแม้แต่สวรรค์ชั้นสูง ประสาทราชวังล้วนประดับด้วยมณีรัตนะสระน้ำกว้างหลายสระนับได้เป็นร้อยโยชน์พันโยชน์ก็มี น้ำ

 ภายในสระมีกลิ่นหอมอบอวล ดอกบัวที่อยู่ภายในก็เป็นที่อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เวลาหนึ่งวัน (ยี่สิบสี่ชั่วโมง) ในสุขาวดีเทียบได้กับหนึ่งกัลป์ของโลกมนุษย์”

            ที่สุขาวดีไม่มีฤดูกาล  อากาศเย็นสบายอยู่เป็นนิตย์ ผู้ไปเกิด ณ ตรงนั้นล้วนเป็นอุปปาติกะ (คือเกิดแล้วโตทันที) ในดอกบัว ไม่มีการแบ่งแยกเพศหรือวรรณะ ไม่มีเชื้อชาติ อายุ เรื่อยไปจนถึงโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ

ผู้ที่อุบัติในแดนนั้นล้วนแต่เที่ยงต่อนิพพาน คืออย่างไรเสียก็จะไม่หลุดพ้นสุขาวดี ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตามเกิดอีกแล้ว  ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้สมประสงค์ จะได้ยินเสียงธรรมบรรยายของพระอมิตาภะและโพธิสัตว์อยู่เสมอจนกว่าจะหลุดพ้น ดังนั้น อายุของสัตว์ที่อุบัติที่นั่นก็นับประมาณไม่ได้ ถ้ายังไม่หลุดพ้นก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกองทุกข์  แต่ถ้าหลุดพ้นแล้วจะตั้งปณิธานเพื่อกลับมาโปรดไนยสัตว์ในโลกธาตุอื่นก็สามารถทำได้

            ข้อมูลบางแห่งอธิบายดินแดนสุขาวดีไว้ว่าเป็นสถานที่อันงามวิจิตรเต็มไปด้วยอัญมณีล้ำค่า มีภูเขา

รัตนมณีเจ็ดลูก เรียงรายประดุจกำแพงแก้วเจ็ดชั้น มีแนวต้นตาลทองอีกเจ็ดแถว แต่ละแถวมีตาข่ายกระดึงทองขึงโยงไว้ มีเสียงใส ๆ เสนาะโสตเวลาลมพัดมา   ตามพื้นที่ระเรื่อไปก็ล้วนเกลื่อนกลาดด้วยรัตนชาติเจ็ดอย่าง ได้แก่ เพชร พลอย มรกต บุษราคัม เพทาย ไพฑูรย์ และหยกเขียว ที่สำคัญคือมีสระโบกขรณี (สระขัว อยู่มากมาย ทุกสระล้วนมีองค์ประกอบทิวทัศน์อันสวยวิจิตรแปดประการ คือ

๑.      ในสระน้ำใสราบรื่น

๒.    ระดับน้ำลึกเต็มเสมอขอบ กาก้มลงกินน้ำได้

๓.     ท่าน้ำ ขึ้น-ลง สร้างด้วยรัตนชาติเจ็ดชนิด อยู่เหนือหาดทรายทอง

๔.     แต่ละท่ามีบันไดสี่ชั้น ทั้งหมดสี่บันได รายรอบทั้งสี่ทิศ

๕.     รอบสระบัวทั้งเจ็ด มีต้นไม้อัญมณีเจ็ดชนิดที่ออกดอกออกผลตระการตา งดงามเกินบรรยาย

๖.      ในสระมีดอกบัวนานาสีนานาพันธุ์ ทั้งเขียว เหลือง แดง ขาว หรือน้ำเงิน

๗.     บนผืนน้ำระหว่างดอกบัวที่ลอยไปลอยมาคือมณีรัตนะเจ็ดสีและ

๘.     พื้นที่ใต้เหล่าบัวบานก็จะเป็นรัตนะทั้งเจ็ด ดาษดื่นอยู่ใต้พื้นน้ำส่องสว่างเรืองรอง

                นอกจากนี้พื้นดินยังปูลาดด้วยทองคำ มีฝนดอกมณฑารพโปรยปรายส่งกลิ่นหอมฟุ้งกำจาย อบอวลให้ชื่นใจ วันละหกเวลา กลางวันสามครั้ง กลางคืนสามครั้ง ยามเช้าชาวสุขาวดีก็จะเก็บดอกมณฑารพทิพย์นี้ไปถวายบูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ได้ ที่สวรรค์แห่งใดก็ได้ เพียงแต่ตั้งจิตอธิษฐานชั่วขณะหนึ่งก็สามารถไปหรือกลับมายังสุขาวดีได้อีก ในสุขาวดีมีนกมากมาย แต่ล้วนเป็นนกทรงศักดิ์ อาทิ หงส์เหมราช ยูงทอง หรือนกกระเรียนพันปี เป็นต้น นกเหล่านี้จะส่งเสียงร้องประกาศธรรม เมื่อได้ยินแล้วทำให้จิตใจเบิกบาน เกิดความน้อมนำในธรรม เกิดพุทธานุสติและธรรมนุสติได้ในทันที

           อาจมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าสุขาวดีแตกต่างอย่างไรกับสวรรค์ชั้นฟ้าในความเข้าใจของคนทั่วไป จริงอยู่ว่าคำบรรยายลักษณะภายในของสุขาวดีนั้นเหมือนกับเป็นสวรรค์แห่งหนึ่ง แต่ข้อแตกต่างระหว่างสวรรค์กับสุขาวดี (รวมทั้งพุทธเกษตรอื่น ๆ )ก็คือ บุคคลที่ได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ เมื่อรับกุศลผลบุญที่ตนเองทำไว้แล้วก็จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดใหม่ มีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ตามแต่กรรมที่ได้สร้างไว้ แต่พุทธเกษตรเป็นเสมือนที่พักอยู่ระหว่างสังสารวัฎกับนิพพาน ไม่ใช่ทั้งสังสารวัฎและนิพพาน แต่เป็นภาวะ (เปรียบคือแดน) ที่จะได้อบรมตนเองเพื่อหลุดพ้นโดยที่ไม่ต้องทนทุกข์อยู่ในวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอีก