พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

พระครูปลัดเริงชัย  สุภโร (ขันธ์ชู)  เลขที่2

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 สัจธรรมสูงสุด หรือความจริงของสรรพสิ่ง(ไตรลักษณ์ 3) และความจริงของชีวิต (ปฏิจจสมุปบาท 12) ว่าสรรพสิ่งและชีวิตทั้งปวงนั้นล้วนมีลักษณะเป็นสามัญธรรมดา 3 ประการคือ

             1.   อนัตตา - เกิดขึ้นและดำรงอยู่โดยต้องมีเหตุปัจจัยอื่นๆมาเกื้อหนุน ไม่มีสิ่งใดสามารถจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เป็นอิสระลอยๆ
             2.  ทุกขัง - สิ่งนั้นจะมีสภาพที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่สามารถจะคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้แม้แต่ขณะจิตเดียว
              3.  อนิจจัง - สิ่งนั้นจะต้องดับสลายรูปอนัตตาเดิมไปเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นอนัตตาอื่นๆอีกต่อไปไม่สิ้นสุด ไม่มีสิ่งใดเป็นอมตะหรือสูญไปลอยๆ ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือปฏิเสธความมีอยู่และอำนาจของพระพรหมหรือเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามความเชื่ออุปาทานของผู้คนในสมัยนั้นว่าพระพรหมเป็นผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย และปฏิเสธว่าชีวิตมีดวงวิญญาณเป็นอมตะที่แยกตัวออกมาจากพระพรหม พระองค์จึงทรงเกิดปัญญาเห็นทางสว่างในการพ้นทุกข์ของชีวิต คือการละอุปาทานความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นว่ามีเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลทุกข์สุข ให้หันมาพึ่งตนเองพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติและสอนลำดับวิธีการคิดเพื่อแก้ปัญหาทุกข์ที่ยั่งยืนให้ตรงกับเหตุ ด้วยเหตุผลและปัญญาและการกระทำที่พึ่งตนเอง คือ อริยสัจ 4  

                 อริยสัจ  4   เป็นหลักความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง  ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สอนคนให้เข้าใจปัญหา  แล้วแก้ไขปัญหาได้มีอยู่  4  ประการ  คือ  

1.   ทุกข์   คือความทุกข์หรือปัญหา  ชีวิตทุกคนในโลกนี้มีทั้งปัญหาทั่วไปและปัญหาสากล    

2.  สมุทัย  คือเหตุแห่งทุกข์  หรือสาเหตุของปัญหา  โดยสอนว่าปัญหาเกิดมาจากสาเหตุหรือปัจจัยที่เรียกว่า  ตัณหาหรือความอยากต่างๆ  ซึ่งแสดงออกมา  3  ลักษณะ คือ กามตัณหา  คือความอยากได้ในสิ่งที่เป็นพื้นฐานของโลก  

3.  นิโรธ  คือ  การดับทุกข์หรือการแก้ปัญหาให้มีสภาพที่ไม่ทุกข์ต่อไปอีก   โดยเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถเองไปเป็นผู้แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆมาดลบันดาลให้เป็นไป

  4.  มรรค  คือ  การดับทุกข์หรือแนวทางการแก้ปัญหา  ซึ่งมีข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อยู่  8  ประการเรียกว่า  มรรค  8  หรือ  มัณชิมาปฏิปทาน  แปลว่า  ทางสายกลาง     การศึกษาธรรมคือการเรียนรู้ไตรลักษณ์(ความจริงของสรรพสิ่ง)และปฏิจจสมุปบาท(ความจริงของชีวิต) ว่ามีลักษณะเป็นสามัญ ไม่มีเทพเจ้าบันดาลให้เป็นไป เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ต้องพึ่งตนเองด้วยความคิด(อริยสัจ4) และด้วยการกระทำ (อริยมรรคมีองค์ 8)

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เรื่อง อิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นกฏของธรรมชาติ และการตรัสรู้นั้น มันเป็นการปฏิบัติในทางจิตใจ ด้วยก็เลยทำให้เกิดผลในทางจิตใจ คือ หมดกิเลส เย็นเป็นนิพพานนี้ก็เลยรู้จริง รู้จริงเมื่อหมดไฟกิเลส และไฟทุกข์ เย็นเป็นนิพพาน เราก็ต้องรู้เรื่องว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อะไร?
          ถ้าตอบตามตัวหนังสือที่มีอยู่ในพระบาลี ที่กล่าวถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท คือ ตรัสรู้เรื่องอิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท ตามตัวหนังสือเรียงอย่างนั้น แต่ถ้าว่าเราจะพูดกันตามที่เราพูดกันชั้นหลังชอบพูดกันโดยสะดวกเราก็จะพูดว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ถึงแม้เงื่อนงำในพระบาลีบางสูตรบางแห่ง ก็พอที่จะทำให้พูดว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ได้เหมือนกัน ท่านก็เน้นในเรื่องที่ว่ารู้อริยสัจจ์ ๔ สมบูรณ์แล้ว จึงปฏิญญาตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าไปดูในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ก็เห็นชัดว่าหนังสือระบุไปยังปฏิจจสมุปบาท ตามลำดับกลับไปกลับมา ตรัสรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท
                ทีนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้นมาว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ กับเรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้น มันต่างกันอย่างไร หรือว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน? ถ้ามีการศึกษาเพียงพอ ก็จะเห็นเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องอริยสัจจ์ ๔ เป็นเรื่องกล่าวย่อๆ เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องกล่าวโดยพิสดารเช่น
           ถ้าโดยทำนองของอริยสัจจ์ ๔ เมื่อถามว่าความทุกข์เกิดมาจากอะไร? ก็ตอบว่า ความทุกข์เกิดมาจากตัณหา ตัณหาเป็นสมุทัยให้เกิดทุกข์นี่ก็ถูกที่สุดแต่มันย่อที่สุดเหมือนกัน  ส่วนเรื่องปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตานั้น ถ้าถามว่าความทุกข์เกิดมาจากอะไร? มันก็ตอบได้หมด เกิดมาจากอวิชชา เกิดมาจากตัณหา  เกิดมาจากอุปาทาน แล้วแต่จะชี้ลงไปที่ตรงไหน เพราะว่าสายของปฏิจจสมุปบาทนั้นมันยาวมาก มีทั้ง ๑๑ – ๑๒ รายการว่าเกิดมาจากอวิชชามันก็ถูก เกิดมาตามลำดับจนกระทั่งมาเกิดเวทนา แล้วเกิดตัณหา มันก็อยู่ในสายของปฏิจจสมุปบาท ตัณหาก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้

มีตัณหาแล้วมันต้องให้เกิดอุปาทานเสียก่อน มันจึงจะเป็นทุกข์ได้ ตัณหาคือความอยาก ก็ต้องทำให้ เกิดความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน ว่าตัวกูผู้อยากเสียก่อน มันจึงจะมีภพ คือการปรุงขึ้นแห่งตัวตน แล้วก็มีชาติเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ สำหรับจะได้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นว่าความเกิดของกู ความแก่ของกู ความเจ็บของกู ความตายของกู โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสของกู การตรัสรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ใจความสำคัญที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด ก็คือความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่าสังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เมื่อกล่าวโดยสรุปย่อที่สุดแล้ว และมันเป็นทุกข์เพราะยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือมันก็ไม่เป็นทุกข์ จิตที่มีความยึดถือเป็นตัวกูของกูในสิ่งใดก็ตามมันก็ต้องเป็นทุกข์สิ่งที่จะถูกยึดถือนั้นก็คือขันธ์๕นั้นเอง
                เห็นทุกทีว่า ความทุกข์กรณีนี้ มันเกิดมาจากยึดมั่นในขันธ์ไหน ในขันธ์ทั้งห้านั้น มันกำลังไปยึดมั่นในขันธ์ไหน แล้วก็จะพบว่า มันเกิดมาจากความยึดมั่นในขันธ์นั้น ซึ่งมันจะตรงตามหลักพระพุทธภาษิตว่า สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานนักขันธา ทุกขา ขันธ์ที่มีความยึดมั่นถือมั่นโดยอุปาทานนั้นแหละเป็นตัวทุกข์ เมื่อมีความทุกข์แล้ว มันก็ต้องมีความยึดมั่นถือมั่น เมื่อมีความยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่พ้นไปจาก ๕ สิ่งนี้ คือ รูป เวทนา สังขาร สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเอง  
แต่ว่า ๕ อย่างนี้ ๕ ขันธ์นี้ มันจะแจกลูกออกเป็นกี่สิบอย่าง กี่ร้อยอย่างก็ได้ เช่น เวทนานี้มาจากอะไร สัญญานี้มันตั้งอยู่บนวัตถุอะไร สังขารนี้มันคิดนึกเรื่องอะไร มันได้หลายสิบอย่าง หลายร้อยอย่าง หลายพันอย่าง ถ้ามันมีความยึดมั่นในสิ่งใดเป็นทุกข์อยู่ เราก็ดูว่ามันเป็นอะไร แล้วสิ่งนั้นมันจะสงเคราะห์ลงในขันธ์ไหน คือในรูปขันธ์ หรือเวทนาขันธ์ หรือสัญญาขันธ์ หรือสังขารขันธ์ นี่ที่พูดมานี้ อย่าเพิ่งสับสน ถ้าเราจะพูดโดยนัยแห่งอริยสัจจ์ ก็ว่าตัณหาเป็นเหตุให้เป็นทุกข์ ตัณหาเฉยๆ มันต้องให้เกิดอุปาทาน แล้วเกิดภพแล้วเกิดชาติแล้วจึงจะเป็นทุกข์ อริยสัจจ์ ว่าความทุกข์เกิดมาจากตัณหา หมายความว่า มันต้องผ่านอุปาทาน ภพ และชาติ เพราะมีความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ใดขันธ์หนึ่งอย่างที่ว่ามาแล้วถ้าจะพูดอย่างปฏิจจสมุปบาท ก็พูดว่า ตั้งแต่อวิชชามาทีเดียว จะว่าอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ได้ หรือจะเอาที่ผัสสะ ที่เวทนาก็ได้ เอาที่ตัณหาก็ได้ ก็ไปเข้ากับเรื่องเดียวกับอริยสัจจ์ แต่ที่แท้จริง ที่ถ้าจะดูกันชัดๆ ละก็ มันอยู่ที่อุปาทาน ตัณหาให้เกิดอุปาทาน ให้เกิดภพ เป็นตัวกูเต็มที่ออกมา สำหรับจะยึดถืออะไร ว่าเป็นตัวกู ว่าเป็นของกู มันจึงเป็นความยึดถือในขันธ์ใดขันธ์หนึ่งแห่งขันธ์ทั้งห้าแล้ว จึงเป็นตัวทุกข์ พูดอีกทีหนึ่งก็ว่า ถ้าจะแจกกันโดยรายละเอียด รายละเอียดให้มันละเอียด เท่าที่มันจะละเอียดได้แล้ว มันจะมีถึง ๑๒ อาการ หรือ ๑๑ อาการตามที่แจกไว้ในปฏิจจสมุปบาทอิทัปปัจจยตา หรือว่าถ้าจะมองดูในแนวของอริยสัจจ์ ก็ตัณหา ตัณหาคือเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะอยากได้จึงเกิดทุกข์ ความอยากมันทำให้เกิดความรู้สึกของผู้อยาก นั้นคืออุปาทาน แล้วมีภพ มีชาติ ในความหมายของตัวกูผู้อยาก มันเต็มที่ขึ้นมา แล้วก็เป็นทุกข์ ถ้าเข้าใจเห็นแจ้งอย่างนี้ ก็จะพูดได้ด้วยตนเองว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ เป็นเรื่องย่อ เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องพิสดาร เราจะเรียกปฏิจจสมุปบาทว่าเป็นอริยสัจจ์ใหญ่ อริยสัจจ์พิสดารก็ได้ อริยสัจจ์ ๔ นั้นเป็นอริยสัจจ์ธรรมดา ในความหมายธรรมดา แต่ถ้าแจกออกไปเป็นปฏิจจสมุปบาทแล้วก็เรียกว่าอริยสัจจ์โดยพิสดาร

จะโดยย่อหรือโดยพิสดาร ความทุกข์ต้องอยู่ที่ตัวอุปาทานโดยตรงทั้งนั้น เมื่อมีอุปทานในสิ่งใด สิ่งนั้นก็กลายเป็นของหนักขึ้นมา แล้วก็เป็นทุกข์ เพราะการยึดถือของหนัก เรียกว่าขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก ขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์ ภารา หเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ ที่สวดกันอยู่ทุกวัน
ภาระหาโร จ ปุคคโล อุปาทานที่ว่าคนนั่นแหละ อุปาทานที่ว่าบุคคลนั่นแหละ จะเป็นผู้แบกของหนักพาไป
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก เมื่อแบกของหนัก ก็เป็นความทุกข์ ในโลก ภาระนิกเขปะ นัง สุขัง สลัดของหนักทิ้งออกไปเสียได้ ก็เป็นความสุข ครั้นทิ้งของหนักลงไปแล้ว อย่ากลับไปจับฉวยขึ้นมาอีกก็จะเป็นผู้หลุดพ้น เป็นพระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนักลงเสียได้

                นี่เรื่องของขันธ์ห้าที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็จะทำให้เกิดทุกข์ ความที่มันเป็นปัจจัยต่อกันและกันอย่างนี้ ก็เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ซึ่งแปลว่าเพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิด โดยชื่อก็ว่าอย่างนี้ แต่ถ้าว่าให้ละเอียดมันแจกออกไปว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะการดับลงแห่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป สูตรของอิทัปปัจจยตามีว่าอย่างนี้ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป ก็คือส่วนที่เห็นเหตุมี แล้วส่วนที่เป็นเหตุดับไป ส่วนที่เป็นผลก็จะดับไป นี่เป็นกฎของธรรมชาติ เรียกว่ากฎของธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติ เป็นสิ่งมีอำนาจสูงสุดของธรรมชาติ เรียกกฏอิทัปปัจจยตา พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้สิ่งนี้ ค้นคว้าสิ่งนี้ โดยรายละเอียดที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท
                คำว่า อิทัปปัจจยตาเป็นคำย่อ ให้เหลือแต่คำว่าน้อยๆ เป็นคำกว้างจะหมายถึงอะไรก็ได้ ของอะไรก็ได้ แต่คำว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ กระจายออกเป็นละเอียด แล้วใช้เฉพาะสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นแหละ คำว่าอิทัปปัจจยตาเราใช้ไปได้ทุกสิ่ง จะมีชีวิต ไม่มีชีวิต รูปธรรม นามธรรม อะไรก็ได้ แม้แต่ก้อนหินนี้ก็ได้ มีกฏเกณฑ์แห่งอิทัปปจจยตา แต่ถ้าใช้คำว่าปฏิจจสมุปบาทแล้วมันจะใช้เฉพาะสิ่งมีชีวิต ที่รู้สึกเป็นทุกข์ได้

เรื่องที่สำคัญมันอยู่ที่ความทุกข์ของสิ่งที่รู้สึกได้ ฉะนั้นเราจึงพูดถึงแต่คำว่าปฏิจจสมุปบาท แต่การตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้านั้นรู้หมด ทั้งส่วนที่เป็น อิทัปปัจจยตา และส่วนที่เป็นปฏิจจสมุทบาท ดังนั้นในพระบาลีจึงเรียกควบคู่กันไปเสียเลยว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปาโท เป็นคำเดียวกันว่า มันเป็นอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น เรียกว่าอวิตถตา มันไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น อนัญญถตา มันไม่เป็นโดยประการนั้น ธัมมัฏฐิตตา เป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดา ธัมมนิยามตา เป็นกฎตายตัวของธรรมดา อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท นี่แหละคือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ถ้าพูดแจงรายละเอียดมันก็ยาว แต่ถ้าพูดให้สั้น มันก็เหลือแต่คำว่าอิทัปปัจจยตา

พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ คือค้นพบกฎของธรรมชาติ ที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ทีนี้มันก็ใช้สำหรับรู้ว่า ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร ความดับทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร กฎของอิทัปปัจจยตาจึงถูกแยกออกเป็น ๒ สาย หรือเป็น ๒ ทิศทาง ทิศทางหนึ่งเป็นกฎสำหรับให้มันเกิดทุกข์ขึ้นมา ทิศทางหนึ่งสำหรับจะทำไม่ให้เกิดทุกข์ได้
                เราจงรู้จักอิทัปปัจจยตาทั้ง ๒ สาย คือ ทั้งสายที่จะให้เกิดทุกข์ขึ้นมา และสายที่ไม่ให้เกิดทุกข์ได้ นั่นแหละรู้สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ ตรัสรู้ แล้วเราก็รู้ตาม ฉะนั้นขอให้ทุกคนพยายามรู้เรื่องนี้ ว่าความทุกข์เกิดขึ้นมาอย่างไร? มันเกิดขึ้นโดยกฎของอิทัปปัจจยตาอย่างนี้ ถ้าแจกโดยละเอียดก็เป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาท ๑๑ อาการ ถ้าแจกเป็นอริยสัจจ์ ๔ ก็อาการเดียว คือ ตัณหาให้เกิดทุกข์

               เราจะไม่เพียงแต่ได้ยินได้ฟังอย่างนี้ เราต้องเอาไปจับเข้ากับความจริงที่มันมีอยู่จริง ที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของเรา จริงว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังเป็นอย่างไร? แล้วก็ไล่ไปๆ มันก็จะครบทั้ง ๑๑ อาการ เหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงนั่งใคร่ครวญไล่เลียงอยู่ ในคืนวันที่ตรัสรู้นั้น

พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา คือกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ อันเฉียบขาดตายตัว ว่าความทุกข์จะต้องเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ว่าความทุกข์จะต้องดับไปอย่างนี้ ถ้ารู้จริงมันก็ป้องกันได้ ดับทุกข์ได้ อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่เรียกว่าเราได้รับประโยชน์จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยที่เราก็ได้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีการประสูติและมีการนิพพาน อย่างเดียวกันด้วย เกิดชีวิตใหม่ อยู่ในชีวิตใหม่ นี่เรียกว่าประสูติใหม่ เกิดใหม่ แล้วก็นิพพาน คือดับเย็นแห่งความร้อนทั้งปวง ชีวิตนี้กลายเป็นชีวิตเย็น นี่คือประโยชน์ของการที่เราได้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีประสูติ มีนิพพาน เหมือนพระพุทธเจ้า

                เราป้องกันไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นด้วยสติ เราต้องมีสติ เราจึงต้องฝึกกรรมฐานให้มันมีสติ ให้ระลึกได้โดยเร็ว นี้เรียกว่าสติ ให้มีปัญญารู้เรื่องอิทัปปัจจยตานี้ ซึ่งสรุปแล้วก็จะเหลือแต่ ตถตา ว่ามันเช่นนั้นเอง มันเช่นนั้นเอง อริยสัจจ์ก็ดี ปฏิจจสมุปบาทก็ดี คือความเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนอะไร นี่เรียกว่าปัญญา
                นี่พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่แท้จริง ยิ่งกว่าพระเจ้าในศาสนาไหนหมดแหละ แล้วเป็นพระเจ้าที่พระพุทธองค์ก็ทรงเคารพในทันที เมื่อคนพบ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกฎอิทัปปัจจยตา ได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านยังเคารพธรรมะ ที่ท่านตรัสรู้ คือเรื่องอิทัปปัจจยตา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรม

           คำว่า ธรรม แปลตามศัพท์ว่า ทรงไว้ คือ ดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง คำนี้ใช้ในความหมายมากมาย เฉพาะในที่นี้ ท่านว่าหมายถึงสัจจะ คือความจริง เพราะความจริงที่เป็นความจริง มิใช้เป็นของเท็จของปลอมย่อมทรงหรือดำรงความจริงอยู่เสมอ ความจริงที่แน่แท้จึงมีลักษณะของธรรม คือทรงหรือดำรงอยู่นั่นเอง และคำว่าสัจจะที่แปลว่าความจริง ก็แปลตามศัพท์ว่าสภาพที่มีอยู่เป็นอยู่ อันสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ได้ก็ต้องเป็นสิ่งที่ทรงตัวหรือดำรงตัวอยู่ได้เหมือนอย่างชีวิต ทรงชีวิตหรือมีชีวิตก็หมายถึงยังเป็นอยู่ยังไม่ตายเช่นเดียวกัน ฉะนั้น ธรรมจึงได้แก่ความจริง เรียกควบกันเป็นศัพท์ว่าสัจธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรม คือ ตรัสรู้ความจริง

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจจ์

           คำว่า อริยะ ตรงคำว่า อารยะ แปลกันว่าประเสริฐ อริยสัจจ์แปลว่าความจริงอย่างประเสริฐ (คือ จริงอย่างแน่แท้หรือแน่นอน) ความจริงที่ทำให้ผู้รู้เป็นพระอริยะ (ผู้ประเสริฐ) ความจริงที่พระอริยะพึงรู้ ความจริงของพระพุทธเจ้าผู้อริยะ ข้อนี้เท่ากับเป็นข้ออธิบายของข้อก่อน คือข้อก่อนว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมคือความจริง ข้อนี้ชี้ลงไปชัดว่าธรรมคือความจริง (สัจจธรรม) ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คืออริยสัจจะ ไม่ใช่สัจจะทั่ว ๆ ไปของปุถุชน

พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระโพธิญาณ

คำว่า โพธิ แปลว่า ตรัสรู้ ญาณ แปลว่า หยั่งรู้ ทั้ง ๒ คำแปลว่ารู้ ด้วยกัน แต่โพธิมีความหมายสูงกว่า รวมกันว่าโพธิญาณ แปลว่า ญาณคือความตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระโพธิญาณ เมื่อแปลเข้าก็คงซ้ำ ๆ กันว่าตรัสรู้พระญาณคือความตรัสรู้ มีความหมายว่ารู้จนตรัสรู้ความจริงแจ้งอยู่ในความรู้อันเรียกว่าพระโพธิญาณของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระโพธิญาณจึงมีความหมายง่าย ๆ ว่าตรัสรู้ความรู้ในสัจธรรม

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ “ ธรรม ” ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดได้ประกาศ “ ธรรม ” เหมือนที่พระองค์ได้ตรัสรู้มาก่อน พระองค์ทรงค้นพบ “ ธรรม ” ขณะที่เป็นนักบวชและทรง ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง…เป็นพระพุทธเจ้า หลังจากที่ได้ทรงไตร่ตรองเหตุและผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติ จนแน่พระทัยว่า “ ธรรม ” ที่พระองค์ค้นพบนั้นเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติและสัตว์โลก “ ธรรม ” นั้นคือ “ อริยสัจ ๔ ”

เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงเจริญวัยเติบโตมาอย่างสุขสำราญเพลิดเพลินอยู่แต่ในปราสาทราชวัง ความทุกข์หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆก็แทบจะไม่มีขึ้นแก่พระองค์เลย จนมาวันหนึ่ง พระองค์ทรงเสด็จประภาสนอกรั้ววัง จึงไปเห็นในสิ่งที่พระองค์ไม่เคยทรงเห็นมาก่อน นั่นคือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และ นักบวช ก็ทรงหวาดหวั่นรำพึงในพระทัยว่า อันคนเราจักต้องประสพพบกับสิ่งอันน่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้ทุกผู้ทุกคน ตั้งแต่วันนั้นพระองค์ทรงดำริวิตกอยู่ในใจถึงความทุกข์ที่ทุกคนต้องเผชิญอยู่นี้ ทรงดำริว่า ทุกๆคนเกิดมาทำไม ทำไมอยู่ๆต้องเกิดมาเป็นเราเป็นเขา ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากสิ่งเหล่านั้นแล้ววันหนึ่ง เมื่อพระองค์พระชนมายุได้ 29 พรรษา พระองค์ก็ทรงเสด็จหนีออกจากวัง เพื่อไปแสวงหาทางพ้นจากทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ ทรงแสวงหาทางอยู่หลายวิธี หลายสำนัก เป็นเวลาถึง6ปี จนในที่สุดวันหนึ่ง ตรงกับวันเพ็ญวิสาขะ พระองค์ก็ทรงค้นพบวิธีที่จะพ้นทุกข์ทั้งหลายอย่างหมดจดถาวร ทรงทราบถึงเหตุเกิดแห่งทุกข์เหล่านั้น ทราบถึงวิธีการดับทุกข์ และทราบถึงสภาวะที่ดับทุกข์แล้ว เมื่อนั้นเอง พระองค์ก็ทรงนำเอาวิธีเหล่านั้นมาสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวง มาจนกระทั่งบัดนี้ สิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบก็คือ อันสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ต้องมาประสบพบความทุกข์ ก็เพราะตัวกิเลสตันหา เมื่อมีกิเลสตันหาเมื่อใดก็เกิดทุกข์เมื่อนั้น และเมื่อดับตัวกิเลสตันหาได้ก็ดับเหตุเกิดแห่งทุกข์ได้ ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้งว่า ถึงพระธรรมที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท คือพิจารณาว่า เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายมี อวิชชาก็มีสังขาร เมื่อมีสังขารก็มีวิญญาณ เมื่อมีวิญญาณก็มีนามรูป เมื่อมีนามรูปก็มีสฬายตนะ เมื่อมีสฬายตนะก็มีผัสสะ เมื่อมีผัสสะก็มีเวทนาเมื่อมีเวทนาก็มีตันหา เมื่อมีตันหาก็มีอุปทาน เมื่อมีอุปทานก็มีภพ เมื่อมีภพก็มีชาติ เมื่อมีชาติก็มีชรามรณะ เป็นอย่างนี้วนเวียนเป็นวัฏฏะหาสิ้นสุดมิได้ เมื่อใดดับอวิชชา(ความไม่รู้)ลงเสียได้ เมื่อนั้น เหตุเกิดแห่งทุกข์ทั้งหลายก็หมดลง สิ้นชาติสิ้นภพ สิ้นอาสวะกิเลส เป็นสมุทเฉทประหาร เข้าสูพระนิพพานอันเป็นบรมสุขชั่วนิรันดร์