จังหวัดภูเก็ต - แหล่งท่องเที่ยว

หาดทราย / ชายทะเล

หาดทรายแก้ว: เป็นหาดทรายขาวทอดยาวขนานกับทิวต้นสน อยู่ถัดจากหาดไม้ขาวไปจนถึงสะพานสารสิน
หาดไม้ขาว: เป็นหาดที่มีจั๊กจั่นทะเล และเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่
หาดไนยาง: เป็นที่ตั้งทำการอุทยานฯ เป็นหาดที่มีสวนสนร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนและเล่นน้ำ
หาดไนทอน: หาดไนทอนเป็นหาดที่เงียบสงบ และสวยงาม
หาดบางเทา: พื้นที่บางส่วนได้ถูกพัฒนาเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทหรูหราหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว 5 โรงแรม และสนามกอล์ฟของกลุ่มลากูน่า (Laguna)
หาดสุรินทร์: เงียบสงบอยู่ริมเชิงเขา มีต้นสนทะเลเรียงรายอยู่บริเวณเหนือหาด
แหลมสิงห์: หาดเล็กๆที่มีทรายขาวสะอาด มีโขดหินสวยงาม เหมาะแก่การว่ายน้ำ
หาดกมลา: หาดกมลาเป็นแนวหาดทรายยาวประมาณ 2 กิโลเมตร นับเป็นหาดหนึ่งที่สงบเงียบ
หาดกะหลิม: เป็นหาดเล็กๆ หาดทรายจะเป็นทรายปนหินก้อนเล็กๆ มีโขดหินและแนวปะการัง
หาดป่าตอง: เป็นหาดที่เป็นจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยว จนเรียกได้ว่านักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตไม่มีใครที่ไม่รู้จักหาดป่าตอง
หาดกะรน: หาดทรายขาวละเอียดทอดตัวในแนวยาวไปจนสุดหาด และเป็นหาดหนึ่งที่มีสถานที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านค้า จำนวนมาก
หาดกะตะ: เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ และใช้เป็นที่ฝึกดำน้ำเนื่องจากมีแนวปะการังติดต่อกันไปจนถึงเกาะปู
หาดกะตะน้อย: หาดขนาดเล็กกว่าหาดกะตะ ตามแนวหินและปะการังด้านทิศใต้ของหาดมีปลาอาศัยอยู่มาก
อ่าวเสน: เป็นชายหาดเล็กๆ ที่สงบมีโขดหินน้อยใหญ่หาดทรายขาวสะอาด
หาดไนหาน: หาดทรายขาวสะอาดและค่อนข้างสงบเงียบ
หาดราไวย์: มีหมู่บ้านชาวเลอยู่ทางด้านซ้ายของหาด บริเวณริมหาดมีเรือประมง เรือหางยาว และเรือเร็ว (Speed Boat) ให้นักท่องเที่ยวเช่าไปเกาะต่างๆ
แหลมกา: หาดเล็กๆที่สงบเงียบ คลื่นไม่แรง หาดทรายขาวสะอาด มีโขดหินเรียงราย
อ่าวฉลอง: เหมาะสำหรับ การจอดเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรือให้เช่าไปเกาะต่างๆ หรือเรือยอช์ทส่วนตัว
แหลมพันวา: เป็นที่ตั้งของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ

เกาะใำกล้เคียง

เกาะเฮ: ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของปะการังในบริเวณเกาะเฮ เกาะเฮจึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า คอรัลไอร์แลนด์ "Coral Island"
เกาะรายา: มีหาดทรายขาวละเอียด น้ำทะเลใสสะอาดลักษณะคล้ายทะเลแถบหมู่เกาะสิมิลัน
เกาะแก้วพิสดาร: นั่งเรือจากหาดราไวย์ใช้เวลาประมาณ 15 นาที บนเกาะมีวัดและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง
เกาะบอน: มีหาดทรายขาวสามารถเล่นน้ำได้
เกาะไม้ท่อน: มีหาดทรายขาว น้ำทะเลใส เหมาะแก่การว่ายน้ำ ตกปลา
เกาะโหลน: บนเกาะมีหมู่บ้านชาวประมงและโรงเรียน เกาะโหลนเป็นเกาะหนึ่งที่มีบรรยากาศเงียบสงบและมีสถานที่พักบริการ
เกาะตะเภาใหญ่: บนเกาะมีนกเงือกอาศัยอยู่
เกาะรังใหญ่: มีบริษัทนำเที่ยวจัดนำเที่ยวชมฟาร์มมุก พายเรือแคนู ปั่นจักรยานรอบเกาะ
เกาะมะพร้าว: บนเกาะมีหมู่บ้าน ชาวบ้านประกอบอาชีพทำการประมงพื้นบ้านและการเกษตร และมีร้านอาหารลอยน้ำบริเวณด้านหน้าเกาะ
เกาะนาคาน้อย: เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงด้านการเลี้ยงมุก นักท่องเที่ยวสามารถซื้อทัวร์ฟาร์มมุก ดูการสาธิตวิธีเลี้ยงมุกตลอดจนมีร้านขายมุก

จุดชมวิว

แหลมพรหมเทพ: จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ขึ้นชื่อของภูเก็ต
จุดชมวิวกะตะ: จากจุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเวิ้งอ่าวถึง 3 อ่าวคือ หาดกะตะน้อย หาดกะตะ และหาดกะรน ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก
เขารัง: เป็นจุดชมวิวตัวเมืองภูเก็ต

ป่า & น้ำตก

สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาพระแทว: มีการค้นพบพันธุ์ปาล์มที่หายากชนิดหนึ่งเรียกว่า "ปาล์มเจาเมืองถลาง" หรือ "ปาล์มหลังขาว"
อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (หาดในยาง): เป็นหาดทรายที่มีความยาวต่อเนื่องกันถึง 13 กม. ทางด้านเหนือของภูเก็ต
น้ำตกกะทู้: เป็นน้ำตกขนาดเล็กร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณ

วัด

วัดฉลอง: วัดฉลองเป็นวันที่มีชื่อเสียงและมีสถาปัตยกรรมงดงาม
วัดพระทอง: เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำที่โผล่เพียงพระเกตุมาลาขึ้นมาจากพื้นดิน
วัดพระนางสร้าง: วัดพระนางสร้างเป็นวัดที่เก่าแก่และเป็นแหล่งประวัติศาสตร์เมืองถลางที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเคยเป็นค่ายสู้รบกับพม่า
ศาลเจ้า: เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีศาลเจ้าอยู่หลายแห่ง

พิพิธภัณฑ์ & ห้องแสดงภาพ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติถลาง: ภายในมีการแสดงหลักฐานทางโบราณคดี อาทิ โบราณวัตถุ ศิลปกรรมที่ค้นพบแถบบริเวณด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน
พิพิธภัณฑ์หินแปลก: พิพิธภัณฑ์หินแปลกเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมหินหายากจากทั่วโลก
พิพิธภัณฑ์เปลือกหอยภูเก็ต: จัดแสดงเปลือกหอยต่างๆ รวมถึงเปลือกหอยยักษ์น้ำหนักกว่า 250 กก.ไข่มุกสีทองหนัก 140 กะรัต

สถานที่ประวัติศาสตร์

อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร: สร้างขึ้นเมื่อปี 2509 เพื่อเชิดชูเกียรติสองวีรสตรีผู้กล้าหาญแห่งเมืองถลาง
ตึกโบราณ: ตึกเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบจีนผสมผสานกับตะวันตกหรือที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ "ชิโน-โปรตุกีส"
สะพานหิน: เป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์หลัก 60 ปี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัสไมล์ ชาวออสเตรเลีย ผู้นำเรือขุดแร่ลำแรกมาใช้ขุดดีบุก

สวนสัตว์

สวนสัตว์ภูเก็ต: มีสัตว์นานาชนิด อาทิ เสือชนิดต่างๆ นกชนิดต่างๆ กวาง ม้าลาย อูฐ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงสัตว์ต่างๆ
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ: เป็นสถานที่รวบรวมสัตว์น้ำ และพันธุ์ปลากว่า 100 ชนิด ทั้งเป็นสัตว์น้ำที่ได้มาจากทะเลในบริเวณภูเก็ตและจากที่อื่นๆ
สวนผีเสื้อและโลกแมลงภูเก็ต: เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในเขตร้อนจำพวกผีเสื้อและแมลงนานาชนิด

สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี

ภูเก็ตแฟนตาซี: แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมไทยที่งดงาม โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงด้านการบันเทิงที่ทันสมัย แสง สี เสียง สเปเชี่ยลเอฟเฟคส์ครบครัน
ไซมอนคาบาเร่ต์: เป็นการแสดงของสาวประเภทสอง ตระการตาด้วยเครื่องแต่งกายและฉากบนเวทีที่สวยงาม

 

 

 

 

 

 

           ภูเก็ตปรากฏชื่อในปี พ.ศ. 700 บันทึกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกชื่อ ปโตเลมี ซึ่งเป็นนักสำรวจ แผ่นดินทั่วโลก โดยกล่าวถึงเกาะใหญ่ทางทิศตะวันตกขอแหลมมาลายูและเรียกชื่อว่า จังซีลอน (JUNK CEYLON) พร้อมทั้งเขียนแผนที่และหมู่เกาะแถบนั้น เกาะภูเก็ตหรือเกาะถลาง ได้รับการบันทึกต่อมาว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งมีศูนย์กลางอำนาจที่เมืองไชยาและอาณาจักศรีธรรมนคร มีศูนย์กลางอำนาจที่นครศรีธรรมราช จนมาถึงอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาตามลำดับ

           ในปี พ.ศ. 2169 (371 ปี) พระเจ้าทรงธรรมในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ ชาวฮอลันดาสร้างสถานีรับซื้อแร่ดีบุกที่เกาะถลาง ในปี พ.ศ. 2228 (312 ปี) สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทำสนธิสัญญาค้าขายกับฝรั่งเศสและใน สัญญาได้ระบุให้ฝรั่งเศสตั้งคลังและสถานีรับซื้อแร่ดีบุกที่เกาะถลางโดยให้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

ภูเก็ตในอดีต

           ในปี พ.ศ. 2328 (212 ปี) สมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนหน้านี้เกาะถลางได้พัฒนาการปกครองมาเป็นระบบ เจ้าเมือง ในปีนี้เองได้เกิดศึกสงครามขึ้น ระหว่างไทยกับพม่า เรียกว่าสงครามเก้าทัพ ทัพทางใต้ของพม่าได้ยกพล มาตีเมืองถลาง ในเวลานั้นพระยาพิมล (ขัน) เจ้าเมืองถลาง ได้เกิดล้มป่วยหนักและเสียชีวิต ภรรยาเจ้าเมืองคือ ท่านผู้หญิงจันและคุณมุกน้องสาว ได้ร่วมมือกับกรมการเมืองต่อสู้กับพม่าจนพม่าถอยทัพกลับไปในวันที่ 13 มีนาคม 2328 ท่านผู้หญิงจันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกได้เป็น ท้าวศรีสุนทร ในสมัย นี้ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ชาวอังกฤษที่เป็นบุคคลสำคัญลและได้รับการกล่าว ถึงคือกัปตันฟรานซิสไลท์ (พระยาราชกปิตัน)ผู้สร้างเกาะปีนังให้เป็นเมืองท่าสากล หลังจากนั้นได้สร้างเมืองอะดิเลส ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2352 สมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกทัพมาตีเกาะถลางอีกครั้ง คราวนี้เจ้าเมืองถลางไม่สามารถ รักษาเมืองไว้ได้ ถูกพม่าตีแตกในวันที่ 13 มกราคม ในปีเดียวกันผู้คนบางส่วนได้อพยพ ไปอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ ตอนเหนือของเกาะคือ พังงา

           พระยาถลาง (เจิม) รวบรวมชาวถลางเท่าที่เหลืออยู่ ตั้งเป็นเมืองใหม่ขึ้นที่บ้านท่าเรือ ระหว่างปี พ.ศ. 2354-2380 ต่อมาบุตรพระยาถลาง (เจิม) ชื่อ พระยาภูเก็ตโลหเกษตรารักษ์ (แก้ว) ได้เป็นเจ้าเมืองภูเก็ตและได้รับ สิทธิ์ผูกขาดการทำเหมืองแร่ที่เมืองภูเก็ตทั้งหมด และเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2392 พระภูเก็ต (ทัต) บุตรชายได้เป็นเจ้าเมืองต่อมา และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตสงคราม ท่านเป็น เจ้าเมืองนักพัฒนาอีกทั้งได้ค้นพบแหล่งแร่ดีบุกจำนวนมหาศาลบริเวณใกล้อ่าวทุ่งคา กิจการเหมืองแร่และการค้าใน เมืองภูเก็ตได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ท่านได้ริเริ่มสร้างเมือง อีกทั้งชักชวนให้พ่อค้าชาวจีนเข้ามาลงทุนค้าขายและทำ เหมืองแร่ดีบุก ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่วางรากฐานในการพัฒนาและสร้างเมืองภูเก็ตให้เติบโตขึ้น อย่างรวดเร็ว

           การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ

           ในปี พ.ศ. 2440 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยสร้างขึ้นในชื่อ “โรงเรียนวรสิทธิ์” ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนหนังสือ แห่งแรกในมณฑลภาคใต้ฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่ในบริเวณวัดมงคลนิมิตร โดยมีพระเทวพรหมาบดี, พระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี สังฆปาโมกข์ (เพรา พุทธสโร) เป็นผู้ดำเนินการ (ครูใหญ่) ท่านผู้นี้ได้สร้างความ เจริญในด้านการศึกษาให้แก่โรงเรียนเป็นอันมาก

           ในปี พ.ศ. 2444 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศร (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต คนที่ 4 เป็นผู้สร้างเมืองภูเก็ตยุคใหม่ พระยารัษฎาฯ ได้ชักชวนนักลงทุนชาวต่างประเทศ เข้ามาขุดแร่ดีบุกทั้งบนบกและใน ทะเล ยุคนี้ถือได้ว่าเป็นยุคทองของเมืองภูเก็ต ได้มีการจัดวางผังเมือง ตัดถนนใหม่ทั้งหมด ทั้งในเมืองและนอกเมือง สร้างตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย สร้างศูนย์ราชการ อีกทั้งชักชวนให้ธนาคารชาเตอร์ ซึ่งเป็นธนาคารต่างชาติมาเปิด ดำเนินการที่ภูเก็ตเป็นแห่งแรกของประเทศไทย สร้างสถานีตำรวจ สร้างโรงพยาบาลวชิระและวางระบบ สารธรณูปโภคขั้นพื้นฐานขึ้นในเกาะภูเก็ต

           ในปี พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนระบบการปกครองใหม่ขึ้นในประเทศไทย เกาะภูเก็ตได้ยกเลิกการ ปกครองแบบมณฑลมาเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย จวบจนปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2515 อุตสาหกรรมแร่ดีบุกที่ได้ดำเนินมามากกว่า 300 ปี ได้ถึงยุคตกต่ำ ธุรกิจการท่องเที่ยว เข้ามาแทนที่และได้รับการส่งเสริมพัฒนา และเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน

           แหลมพรหมเทพ เป็นจุดชมวิวที่สวยงามของภูเก็ต อยู่ห่างจากหาดราไวย์ ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นแหลมที่อยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต ชาวบ้านเรียกว่าแหลมเจ้า จากริมหน้าผามีแนวต้นตาลลาดลงสู่ปลายแหลมที่เป็นโขดหิน สามารถเดินไปจนถึงปลายแหลมได้ มองเห็นน้ำทะเลสีเขียวมรกต และสามารถเห็นเกาะแก้วอยู่ด้านหน้าแหลม ทางขวาจะเห็นแนวหาดทรายของหาดในหาน แหลมพรหมเทพนับเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง

          นอกจากนั้นยังมี “ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ” สร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มีขนาดความกว้างที่ฐาน 9 เมตร สูง 50 ฟุต และแสงไฟจากโคมไฟจะมองเห็นไกลถึง 39 กิโลเมตร ใช้เป็นเครื่องหมายในการเดินเรือเนื่องจากภูเก็ตถือเป็นศูนย์กลางเส้นทางคมนาคมในทะเลอันดามันที่สำคัญ ภายในประภาคารมีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวการสร้างประภาคาร การรักษาเวลามาตรฐาน การคำนวณ และแสดงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตก เรือหลวงจำลองพร้อมประวัติเรือแต่ละลำ จากบนยอดของประภาคารยังเป็นจุดชมทิวทัศน์บริเวณแหลมพรหมเทพโดยรอบ

           ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร เป็นวีรสตรีไทยที่ป้องกันเมืองถลางให้พ้นจากข้าศึกได้ในสงครามเก้าทัพ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท้าวเทพกระษัตรี มีชื่อเดิมว่า “ท่านผู้หญิงจัน” ท้าวศรีสุนทร เป็นน้องมีชื่อเดิมว่า “คุณมุก” ทั้งสองเป็นบุตรีของจอมรั้งเจ้าเมืองถลาง

 

ประวัติ

          คุณจัน เป็นบุตรีคนแรกของจอมร้างบ้านเคียน ซึ่งเกิดจากนางหม้าเสี้ย มีพี่น้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน 5 คน เมื่ออายุสมควรจะมีเรือน บิดามารดาก็ได้จัดการแต่งงานให้กับหม่อมภักดีภูธร (สามีคนแรก) มีธิดา 1 คน คือแม่ปราง และบุตร 1 คน คือนายเทียน (ต้นสกุล ประทีป ณ ถลาง) หลังจากคลอดนายเทียน หม่อมภักดีภูธรเสียชีวิตลง คุณจันอยู่เป็นหม้ายจนกระทั่งแต่งงานครั้งที่สองกับพระยาพิมลอัยา (ขัน) ภายหลังเป็นพระยาสุรินทราชาพิมลอัยา (ขัน) มีบุตรธิดาอีก 2 คน คุณจันเป็นผู้ประกอบด้วยความงาม มีอัธยาศัยสุภาพอ่อนโยน และมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวสมกับเป็นบุตรของจอมร้างบ้านเคียน จึงเป็นที่สนิทเสน่าหาของบิดามารดาและวงศ์ญาติทั้งหลาย เมื่อบิดามารดาแก่เฒ่า คุณจันก็ได้รับภาระปกครองผู้คนบ่าวไพร่ และดูแลการงานภายในครอบครัวแทนบิดามารดาโดยสิทธิ์ขาด

          คุณมุก เป็นบุตรคนที่ 2 ของจอมร้างบ้านเคียน ซึ่งเกิดจากนางหม้าเสี้ย มีกิริยาสุภาพอ่อนโยน ทั้งมีสติปัญญาและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวไม่ย่อหย่อนกว่าคุณจันผู้พี่ เป็นที่สนิทเสน่หาของบิดามารดา และวงศ์ญาติเช่นกัน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งงานกับผู้ใดหรือไม่

          เมื่อจอมร้างบ้านเคียนถึงแก่กรรมลง พญาถลางอาดบุตรชายและน้องชายท่านผู้หญิงจันได้ครองเมืองถลาง ครองได้ไม่นานก็ถูกผู้ร้ายยิงตาย หลังสมเด็จพระเจ้าตากสินปราบก๊กพระยานครได้ประมาณ 7 ปี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรินทราชาพิมลอัยา (ขัน) เป็นเจ้าเมืองถลาง ท่านผู้หญิงจันเป็นแม่เมืองปกครองเมืองถลางด้วยความสงบสุขสืบมา ครั้นเมื่อพระยาสุรินทราชาพิมลอัยา (ขัน) เจ้าเมืองเสียชีวิต กองทหารจากเมืองหลวงที่ยึดค่ายปากพระได้เข้าเกาะตัวจับกุมท่านผู้หญิงจันเป็นเชลยศึกไปที่ค่ายปากพระ ในข้อกล่าวหาอ้างว่าสามีเป็นหนี้แผ่นดิน

          ส่วนแผ่นดินพม่ามีพระเจ้าปดุงครองราชสมบัติใต้ฟ้าแผ่นดินอังวะ ลุปี พ.ศ. 2328 พม่าได้เตรียมกองทัพใหญ่ด้วยพระประสงค์ที่จะขยายอาณาเขต ด้วยกองทัพที่ยิ่งใหญ่แกร่งกล้าในการรบสามารถปราบรามัญ ไทใหญ่ มณีปุระ ยะไข่ รวบรวมไพร่พลได้ถึง 144,000 คน จัดเป็นทัพใหญ่หมายโจมตีสยามประเทศ เป็นที่รู้จักกันดีในนามสงคราม 9 ทัพ พม่ายกทัพเข้าบุกตีค่ายปากพระ ซึ่งทหารของรัชกาลที่ 1 เป็นผู้บัญชาการค่าย พญาพิพิธโภไคยหนีไปเมืองพังงา ท่านผู้หญิงจันในขณะนั้นยังถือว่าเป็นเชลยศึก ได้หนีข้ามช่องปากพระ เข้ามายังเมืองถลาง ผ่านบ้านไม้ขาว บ้านสาคู และบ้านเคียน อันเป็นที่ตั้งเมืองถลาง

          แม่ทัพใหญ่ยี่หวุ่นคุมกำลัง 3,000 คน เข้าตีหัวเมืองทางชายฝั่งทะเลตะวันตก ตั้งแต่เมืองกระ ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ค่ายปากพระ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่เมืองถลางขุมคลังของสยาม ข่าวทัพเรือพม่าบุกโจมตี กอปรกับเจ้าเมืองถลางเสียชีวิตเป็นข่าวร้ายที่ทำร้ายจิตใจชาวเมืองถลางให้อยู่ในความหวาดกลัว ไม่มีที่พึ่งหมดหวัง แต่พลังใจทั้งมวลกลับตั้งมั่นด้วยจิตใจที่เข็มแข็งของท่านผู้หญิงจันและคุณมุกน้องสาว โดยได้นำกำลังจากบ้านสาคู บ้านในยาง บ้านดอน บ้านไม้ขาว บ้านแขนน บ้านลิพอน บ้านเหรียงมาเตรียมการรบ ณ ค่ายข้างวัดพระนางสร้าง ฝ่ายพม่ายกทัพเข้ามาเร่งก่อสร้างค่ายบริเวณทุ่งนา (โคกชนะพม่า) เพื่อเตรียมโจมตีเมืองถลาง ส่วนท่านผู้หญิงจัน คุณมุกและคณะกรมการเมืองวางแผนตั้งค่ายประชิดค่ายข้าศึก เตรียมปืนใหญ่ตรึงไว้ดึงเวลาได้หลายวันเป็นผลให้เสบียงอาหารของพม่าลดน้อยลง และวางแผนให้กลุ่มผู้หญิงแต่งตัวคล้ายทหารไทย เอาไม้ทองหลางเคลือบดีบุกมาถือแทนอาวุธ ทำทียกขบวนเข้าเมืองถลางในช่วงดึกลวงพม่าว่าเมืองถลางมีกำลังมาเสริมทุกคืน ทำให้พม่าคาดการณ์กองกำลังเมืองถลางผิดพลาด การศึกครั้งนี้กินเวลายาวนานถึง 1 เดือนเศษ กำลังพม่าทั้งอ่อนล้าและขาดเสบียงอาหาร เมื่อพม่าตั้งพลเข้าโจมตีถูกฝ่ายเมืองถลางระดมยิงปืนเล็กปืนใหญ่ นำเอาดินประสิวไปโปรยในกองทัพพม่ายิงคบเพลิงเข้าไปผสมตามยุทธวิธีพระพิรุณสังหาร ครั้นเมื่อชาวเมืองถลางยิงปืนใหญ่แม่นางกลางเมืองถูกต้นทองหลางหน้าค่ายพม่าหักลง กองทัพพม่าระส่ำระสายเสียขวัญ และแตกทัพไปเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 แรม 14 ค่ำ ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1147 ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2328 เป็นวันถลางชนะศึก

          เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมบำเหน็จผู้ทำคุณแก่แผ่นดิน ให้ท่านผู้หญิงจันเป็น ท้าวเทพกระษัตรี คุณมุกน้องสาวเป็น ท้าวศรีสุนทร ดำรงยศอันมีศักดิ์แก่ฐานานุรูป เป็นศรีแก่เมืองถลาง และวงศ์ตระกูลสืบไป

อนุสาวรีย์

          อนุสาวรีย์ของทั้งสองท่านตั้งอยู่ที่วงเวียนสี่แยกท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และได้มีการตั้งชื่อตำบลในภูเก็ต 2 ตำบลตามท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร คือตำบลเทพกระษัตรี และตำบลศรีสุนทร

งานท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร 

          งานท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี มีการจัดงานเฉลิมฉลอง มีกิจกรรมต่างๆ มากมายเพื่อ รำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สองวีรสตรีสามารถปกป้องเมือง ถลาง ให้รอดพ้นจากข้าศึกพม่า และสดุดีในวีรกรรมของท่าน

21

          หาดป่าตอง อีกหนึ่งชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศหากมาเยือนคือจังหวัดภูเก็ต  ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต 

          ชายหาดมีลักษณะเป็นอ่าวโค้งกว้าง  มีน้ำทะเลใส หาดทรายที่สวยงาม เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาทางน้ำทุกชนิด  เป็นหาดที่เป็นจุดศูนย์กลางของนักท่องเที่ยว จนเรียกได้ว่านักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตไม่มีใครที่ไม่รู้จักหาดป่าตอง หาดป่าตองยังเป็นหาดที่มีสถานบันเทิงต่างๆ มากมายทุกประเภทที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว นับเป็นหาดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุดในภูเก็ต อาทิ สถานที่พัก บริษัทนำเที่ยว ศูนย์การค้า แหล่งบันเทิง เป็นต้น สินค้า และของที่ระลึกทุกชนิดสามารถซื้อหาได้ที่หาดป่าตอง จนมีบางคนเคยพูดไว้ว่าถ้าหาอะไร ในหาดป่าตองไม่เจอก็ไม่ต้องไปหาที่อื่นในจังหวัดภูเก็ต แต่ราคาสินค้าในหาดป่าตองนั้นจะค่อนข้างสูง เนื่องจากลูกค้าส่วนมากเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการเลือกซื้อสินค้าต้องอาศัยทักษะในการต่อรองราคาจึงจะซื้อได้ราคาถูก หาดป่าตองอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 15 กิโลเมตร  เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 4029 (จะมีป้ายบอกว่าไปหาดป่าตอง) อีก 6 กิโลเมตรซึ่งเป็นถนนที่ค่อนข้างคดเคี้ยวและมีความลาดชันสูง

สิ่งดึงดูดใจ          1. ความงามของหาดทราย หาดป่าตองเป็นหาดที่เป็นอ่าวกำแพง เพราะมีเทือกเขากั้นเป็นกำแพงอยู่หลังอ่าว ด้วยลักษณะธรรมชาติของหาดป่าตองที่มีลักษณะหาดกว้างยาว และสุดหัวหาดทั้งสองด้านมีเชิงเขาที่เป็นโขดหินยื่นออกไปในทะเลด้านละประมาณ 200-300 เมตร จึงทำให้หาดสวยงาม คลื่นลมก็ไม่รุนแรง ระยะน้ำตื้นห่างจากฝั่ง 30-40 เมตร สามารถเล่นน้ำทะเลได้ตลอดปี จึงเป็นที่นิยมเล่นน้ำและพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านชาวเมืองและชาวต่างประเทศเป็นอันมาก จนป่าตองถูกกล่าวขานว่าเป็นหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก

 

          2. การดำน้ำชมความงามของปะกะรัง กัลปังหา และปลาสวยงาม เพราะทะเลหาดป่าตองมีทรัพยากรใต้น้ำที่มีความงามเป็นเลิศ ทั้งสองปีกอ่าวป่าตองมีแนวปะการังที่มีสภาพต่างกัน เนื่องจากสภาวะของที่ตั้งของหาดป่าตองและอิทธิพลจากลมมรสุม ปีกอ่าวด้านเหนือแนวปะการังจะสั้นและชัน ชนิดของปะการังจะเป็นโขดขนาดใหญ่มากกว่าปีกอ่าวด้านใต้ ที่ปีกอ่าวด้านเหนือประกอบด้วยหาดทรายเล็กสองหาด เรียงตัวจากด้านนอกสุดเข้ามา 

          ลักษณะของแนวปะการังโดยทั่วไปคล้ายกัน น้ำลึกประมาณ 15 เมตร ทัศนวิสัยอยู่ในขั้นดีมาก ปกติจะเห็นได้ในระยะ 15 เมตร ที่แนวนอกสุดนี้เป็นโขดปะการังขนาดใหญ่หลายชนิด รวมทั้งชนิดที่ขึ้นแผ่ปกคลุมเป็นแผ่นด้วยมีพวกปะการังอ่อนและกัลปังหาแซมบ้างเป็นระยะ เข้ามาในระยะ 100-200 เมตร จากหาดก็เป็นพวกปะการังจานและปะการังเขากวาง โดยมีโขดขนาดกลางคั่นอยู่บ้างเป็นระยะ ระดับน้ำในช่วงนี้ประมาณ 5 เมตร หากเข้าใกล้หาดมากกว่านี้จะเป็นปะการังช่วงน้ำตื้น และพวกที่อยู่พื้นน้ำ เวลาน้ำลดต่ำส่วนมากไม่สวยและมักจะตายหรือแตกหัก 

          ถัดเข้ามาตามปีกอ่าวด้านเหนือมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดบริเวณหนึ่ง บริเวณนี้ไม่มีหาดแต่เป็นโขดหิน มีโขดหินขนาดใหญ่หลายโขด มีปะการังขนาดเล็กและปะการังไฟขึ้นประปราย ที่น่าสนใจก็คือ เราสามารถพบปลาได้หลายชนิด โดยเฉพาะปลาขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นอาหาร รวมทั้งปลาสวยงามหลายจำพวก บริเวณนี้น้ำลึกประมาณ 15 เมตร ทัศนวิสัย 15 เมตรขึ้นไป

          สำหรับปีกอ่าวป่าตองด้านใต้นั้น จะเป็นแนวปะการังยาวตลอดไปตามปีกอ่าว ระดับนอกสุดของแนวจะลึกประมาณ 10-12 เมตร ทัศนวิสัย 15 เมตร ความกว้างของแนวปะการังจากหาดออกมาแตกต่างกันตั้งแต่ 100 ถึง 300 เมตร บริเวณนี้เหมาะสำหรับดำน้ำด้วยท่อหายใจผิวน้ำ (สน๊อกเกิล) หาดมีความกว้างมากขึ้น บริเวณที่ตื้นจะมีปะการังกิ่งก้านจำพวกเขากวาง หรือที่มีลักษณะเป็นพุ่ม เมื่อลึกลงไปจนระดับน้ำ 5-7 เมตร จะเริ่มพบปะการังนานาชนิดขึ้นปะปนกันจนถึงแนวด้านนอก ในระดับน้ำลึกประมาณ 7-12 เมตร จะพบโขดปะการังขึ้นสลับกับปะการังเขากวาง

          3. เป็นชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อน การว่ายน้ำ และการนันทนาการทางน้ำ ได้แก่ การดำน้ำตื้น วินด์เซอร์ฟ สกู๊ตเตอร์ สกีเรือ การตกปลา และการดำน้ำลึก

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ