ประวัติศาสตร์สมัยกลาง

ประมาณ ค.ศ 476 1453  คือ  เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายใน เป็นต้นมาจนกรถึงศตวรรษที่  15 รวมระยะเวลาประมาณ  1000ปี   นักประวัติศาสตร์บางคนมีความเห็นว่า  ประวัติศาสตร์สมัยกลางสิ้นสุดใน  ค.ศ 1492 เมื่อคริสโตเฟอร์โคลัมบัส  ค้นพบทวีปอเมริกา  ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้เคียงกัน  คือ  ในครึ่งหลังของศตวรรษที่  15  เป็นยุคยุโรปแตกแยกเป็นอาณาจักรต่างๆมากมาย  ยังไม่รวมเป็นประเทศที่แน่นอน  อานารยชนเผ่าเยอรมันกลุ่มต่างๆได้เข้าครอบครองทวีปยุโรปและได้ตั้งอาณาจักรใหม่ของตนขึ้นมาแทนที่  เป็นช่วงที่ไม่มีความสงบเรียบร้อยบ้านเมืองปั่นป่วน  สู้รบตลอดเวลา  และดูเหมือนว่าความเจริญด้านศิลปวิทยาการต่างๆก็หยุดชงักลงด้วย ซึ่งยุโรปในระยะเวลาดังกล่าวนี้นักประวัติศาสตร์เรียกกันว่า  ยุคกลาง  (Middle  Ages)  หรือ  ยุคมืด  (Dark  Ages)  อันหมายถึงความหยุดนิ่งทางภูมิปัญญาในเชิงสร้างสรรค์

                         ในเวลาต่อมาพวกอานารยชนเหล่านี้ก็รับเอาคริสต์ศาสนาเข้าไว้เป็นศาสนาประจำของพวกตน  ศาสนจักรภายใต้การนำของพระสันตะปาปาแห่งกรุงโรมได้กลายเป็นศูนย์รวมของอำนาจการปกครองของยุโรปเป็นเวลาต่อเนื่องกันถึง  1,000  ปี

 

ลักษณะการปกครองในยุโรปสมัยกลาง  (Middle  Ages) 

                         ในช่วงระยะเวลานี้ยุโรปมีระบบการปกครองที่เรียกว่า  ระบบฟิวดัล  (Feudelism)  ระบบนี้มีที่มาจากสภาพที่ชาวยุโรปต้องทำสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ กันอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่จักรวรรดิโรมันเสื่อมสลายลงไป  สภาพบ้านเมืองที่ขาดความสงบและเต็มไปด้วยอันตรายจากการสู้รบเช่นนี้  ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ หันไปขอความคุ้มครองจากผู้นำที่เข้มแข็ง  แล้วคนเหล่านี้ก็ตอบแทนความคุ้มครองด้วยการรับใช้แรงงานในที่ดินของผู้นำที่ให้ความคุ้มครองแก่ตน

                         การทำสงครามในยุโรปมีกษัตริย์เป็นผู้นำในการรบ  เมื่อได้ชัยชนะก็จะพระราชทานที่ดินให้แก่แม่ทัพนายกองของตนเป็นรางวัล  แม่ทัพนายกองเหล่านั้นต่อมากลายเป็นขุนนางเจ้าของที่ดิน  (Land  Lord) ที่ดินนี้เรียกว่า ฟีฟ [ Fief ] และขุนนางดังกล่าวมักได้ที่ดินผืนใหญ่โตเกินความจำเป็นจึงมีการแบ่งที่ดินให้กับขุนนางระดับรองลงไป  หรือขุนนางระดับรองยกที่ดินให้ขุนนางที่เข้มแข็ง   เพื่อจะได้รับความคุ้มครองอยู่ในฐานะวัสซัส (Vassal)  โดยที่ตนเองยังถือครองที่ดินและหาผลประโยชน์ในที่ดินนั้นต่อไปประโยชน์ที่ขุนนางเข้มแข็งได้รับคือ ความช่วยเหลือทางด้านกำลัง  คืออัศวินและทหาร  ตลอดจนบริวารต่างๆ   และประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินนั้น ๆ ก็จะมีลักษณะเป็นข้ารับใช้  ขุนนางอีกทอดหนึ่ง  เรียกว่าเซิร์ฟ [ Sert ]  พวกนี้ไม่ใช่เสรีชน  แต่ไม่ใช่ทาส

                         ดังนั้น  ตามหลักการของสังคมระบบฟิวดัลแล้วทุกคนจะต้องเป็นข้ารับใช้ผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนเสมอ  ผู้อาศัยอยู่ในที่ดินจะเป็นข้ารับใช้ขุนนางเจ้าของที่ดิน  ขุนนางเจ้าของที่ดินจะเป็นข้ารับใช้กษัตริย์ที่ปกครองแว่นแคว้นที่ตนสังกัดอยู่  และกษัตริย์ก็ต้องเป็นข้ารับใช้ของจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่เหนือแว่นแคว้นทั้งปวง  แม้จนในที่สุดพระจักรพรรดิเองก็ต้องเป็นข้ารับใช้ผู้อยู่สูงสุดคือพระเจ้า  ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับความเป็นใหญ่ของศาสนจักรอันมีพระสันตปาปาเป็นประมุขชาวยุโรปในยุคกลางเชื่อว่ามนุษย์ไม่อาจจะรอดพ้นจากบาปทั้งปวงโดยปราศจากความช่วยเหลือจากศาสนจักร  ดังนั้น  ระบบฟิวดัลและศาสนจักรจึงมีความสำคัญต่อชีวิตและสังคมของชาวยุโรปในสมัยกลางเป็นอย่างยิ่ง

                         ระบบฟิวดัลได้ทำให้เกิดหน่วยการผลิตที่เรียกว่า  แมนเนอร์ (Manor)  ขึ้น  ในแต่ละแมนเนอร์จะประกอบด้วย  ปราสาทขนาดใหญ่อันเป็นที่อยู่ของขุนนางเจ้าของที่ดิน  แวดล้อมไปด้วยไร่นาและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์  ชาวนาที่อาศัยอยู่ในที่ดินจะทำงานในไร่นา  เพาะปลูก  เลี้ยงสัตว์  อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็ก ๆ ในยามว่างก็จะฝึกฝนงานช่าง  เช่น  ช่างเหล็ก  ช่างไม้  ช่างทอผ้า  ฯลฯ  ดังนั้น  ในแต่ละแมนเนอร์จึงเป็นหน่วยการผลิตที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง

                         ระบบฟิวดัลได้ทำให้เกิดจรรยาบรรณของพวกนักรบบนหลังม้า  ซึ่งเรียกกันว่า  อัศวิน  มีการยกย่องความซื่อสัตย์  ความจงรักภักดี  ความกล้าหาญในการรบว่าเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง  ชนชั้นสูงในยุคนั้นต้องมีความชำนาญในการขี่ม้า  การใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ การให้เกียรติแก่สุภาพสตรีและมีศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า  อัศวินเหล่านี้เมื่อทำการรบให้แก่เจ้านายของตนได้ชัยชนะ  ก็จะได้สิ่งตอบแทนเป็นที่ดินและปราสาท

                         สิ่งที่ควบคู่กับความเข้มแข็งของขุนนางในระบบฟิวดัล  คือ  ความเข้มแข็งของศาสนาจักร  โดยในสมัยกลางสันตะปาปา ประมุขของคริสจักรที่กรุงโรมมีอำนาจสูงสุดและเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกทางหนึ่ง  เพราะจักรพรรดิของจักรวรรดิโรมันตะวันออกไม่สามารถปกป้องกรุงโรมได้  สันตปาปาจึงตั้งตนเป็นผู้ปกป้องกษัตริย์และขุนนางทั้งหลายในยุโรปตะวันตกจนถึงกลางคริสศตวรรษที่  11 ถือได้ว่าสันตะปาปาเป็นผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอริก  และไม่ได้อยู่ในอำนาจของจักรวรรดิโรมันตะวันออก ( คริสศาสนาที่โรมันตะวันออกเรียกว่า   กรีกออร์ทอดอกซ์  )  เมื่อพวกเตร์กขยายอำนาจไปยังปาเลสไตน์  ดินแดนอันศักดิ์ของคริสต์ศาสนา  สันตะปาปาได้เป็นผู้นำในการทำสงครามครูเสด  [ Crusade  มาจากภาษาลาตินแปลว่าไม้กางเขน ]ระหว่าง  1096 -1291   แม้ว่าฝ่าย คริสเตียนจะไม่สามารถยึดครองดินแดนศักดิ์ได้อย่างเป็นการถาวร  แต่คุณค่าของสงครามครูเสดคือ ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปเข้มแข็งขึ้น  เพราะพวกอัศวินและพ่อค้าที่ไปดินแดนปาเลสไตน์ได้รู้ผลิตผลของดินแดนตะวันออกกลาง  อินเดีย  จีน ซึ่งซื้อขายกันในดินแดนปาเลสไตน์ทำให้เกิดการค้าขายสินค้าจากดินแดนดังกล่าวในยุโรป       

                        

การสิ้นสุดของยุคกลาง

                         ยุคกลางในยุโรปสิ้นสุดลงเมื่อเกิดมีระบบกษัตริย์เป็นศูนย์กลางการปกครองที่เข้มแข็งและเป็นศูนย์รวมของการเกิดรัฐชาติขึ้นในยุโรป  โดยรัฐชาติที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการรวมตัวของคนที่มีเชื้อชาติและภาษาเดียวกัน  เช่น  ฝรั่งเศส  อังกฤษ  เยอรมนี  อิตาลี  การรวมศูนย์อำนาจได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง  และเมืองศูนย์กลางการค้าที่เกิดขึ้น  ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่  12-13 

                         สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้อำนาจของขุนนางเจ้าของที่ดินเริ่มเสื่อมลง  ก็คือการนำเอาปืนไฟมาใช้ในการทำสงคราม  ปืนไฟได้ถูกนำมาใช้ในการรบเป็นครั้งแรกเมื่อ  ค.ศ.  1324  อำนาจของปืนทำให้ปราสาทแบบเดิมไม่อาจจะต้านทางอยู่ได้  กษัตริย์โดยการสนับสนุนทางการเงินของพวกชนชั้นกลาง  จึงสามารถตั้งกองทัพประจำการของตนเองขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยไพร่พลของพวกขุนนาง  ซึ่งต้องไปเกณฑ์มาจากชาวไร่  ชาวนา  อีกต่อไป

                         พระมหากษัตริย์กลายเป็นศูนย์รวมการบริหารราชการ  การรักษาความสงบ  การรักษากฎหมาย  พวกพ่อค้าได้รับความไว้วางใจจากกษัตริย์ยิ่งกว่าขุนนางและพระ  เพราะสามารถให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน  ได้มีการรวมกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ขึ้น  เช่น  ช่างทอผ้า  ช่างทอง  ช่างตัดเสื้อผ้า  ช่างทอพรม  เป็นต้น  กลุ่มพ่อค้าและกลุ่มอาชีพเหล่านี้ยังมีบทบาทในการปกครองตนเองในเมืองที่เกิดขึ้นจากการเป็นศูนย์กลางการค้าขาย  ประดิษฐ์กรรมต่าง ๆ เช่น  แว่นตา  นาฬิกา  ปืนใหญ่  ได้เกิดขึ้นภายในเมืองเหล่านี้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมใหม่ก็เกิดขึ้นจากเมืองเหล่านี้ด้วยประชาชนให้ความสนใจกับการศึกษาและศิลปะที่เกี่ยวกับชีวิตของสามัญชนยิ่งขึ้น   คัมภีร์ไบเบิลถูกแปลจากภาษาละติน ออกเป็นภาษาท้องถิ่น  ทำให้เกิดความเข้าใจหลักคำสอนในแง่มุมที่หลากหลายมากขึ้นแทนที่จะเกิดจากการชี้นำโดยพวกพระแต่ฝ่ายเดียว

                         ในระหว่าง  ค.ศ.  1378 – 1417  เกิดมีการแตกแยกขึ้นภายในในศาสนจักร  พระประมุขศาสนจักรเกิดมีพระสันตะปาปาสององค์  คือ  ที่กรุงโรมกับที่เมืองอาวิยอง  (Avignon)  ในระยะเวลานี้ได้มีผู้โจมตีพฤติกรรมของพวกพระว่าเต็มไปด้วยความฉ้อฉล  พร้อมกับเชิดชูพระคัมภีร์ว่าเป็นสิ่งที่ชาวคริสต์ต้องให้ความยึดถือเหนือสิ่งอื่นใด

                         ระบบฟิวดัลและศาสนจักรเริ่มเสื่อมอิทธิพลลงนับแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15  นับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ยุคกลางในยุโรปสิ้นสุดลง   อย่างไรก็ตามยุคกลางสิ้นสุดลงเมื่อใดไม่เป็นที่ตกลงกันอย่างแน่นอน  นักประวัติศาสตรบางท่านถือเอาปี ค.ศ 1453  เป็นปีสิ้นสุด  เพราะเป็นปีที่อาณาจักรโรมันตะวันออก  ( ไบเซนไทน์ )  ถูกพวกเตอร์กทำลาย  แต่บางท่านถือว่าสิ้นสุดลงในปี  ค.ศ  1492  เมื่อโคลัมบัสค้นพบโลกใหม่    อย่างไรก็ตามความเจริญทางด้านศิลปะวิทยาการสมัยกลางสามารถสรุปได้ดังนี้

 

 

ความเจริญของศิลปวิทยาการในสมัยกลาง

1.  ศิลปไบแซนไทน์  ในขณะที่อาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่กำลังเสื่อมลง   จักรพรรดิ์คอนสแตนที่ 3 แห่งโรมันได้สถาปนาเมืองหลวงทางตะวันออก  อันเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนไทน์ หรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก  ( เมืองอีสตันบูล  ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน ) ต่อมาเมื่อจักรพรรดิโรมันองค์ต่อๆมายอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ  ดังนั้ศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา  มีลักษณะของการผสมผสานศิลปะตะวันตกกับศิลปะตะวันออกเป็นอย่างดี  ศิลปะที่สำคัญได้แก่  สถาปัตยกรรม  มีลักษณะเป็นวิหารรูปโดมมีการประดับกระจกสีภายในวิหาร  ที่สำคัญคือ  วิหารเซนโซเฟีย  วิหารฮาเจียโซเฟีย   ด้านปฏิมากรรม  ส่วนใหญ่เป็นพวกรูปบูชา  เช่นพระเยซู  นอกจากนั้นยังมีการแกะสลักงาช้างและงานสำริด  ส่วนด้านจิตกรรม  เป็นภาพวาดแบบเฟรสโก     โดยใช้เทคนิคแบบเทมเปอรา    นอกจากนี้ยังมีการประดับหินโมเสกทำเป็นรูปจิตกรรมอันงดงาม   ด้านกฎหมาย มีการรวบรวมและปรับปรุงประมวลกฎหมายโรมัน  เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองที่กษัตริย์มีอำนาจสูงสุด  เรียกว่าประมวลกฎหมายของจักรพรรดิจัสติเนียน  เป็นต้น

2.  ศิลปะแบบโรมาเนสก์  เป็นศิลปะแบบเรียบง่าย สถาปัตยกรรม ส่วนจะมีแผนผังเป็นรูปไม้กางเขน  การก่อสร้างเป็นรูปวงโค้ง สถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่  หอปิซา  ประเทศอิตาลี งานด้านประติมากรรม จะเป็นภาพนูนสลักด้วยหินอ่อนและโลหะไม่เป็นธรรมชาติ  ด้านจิตกรรม เป็นภาพวาดทั้งแบบธรรมดา  และแบบเฟรสโก มีลักษณะแข็งทื่อไม่เป็นธรรมชาติ  

3.  ศิลปะโกธิ  มีลักษณะเป็นธรรมชาติและเป็นแบบมนุษยนิยม สถาปัตยกรรม ส่วนใหญ่มีลักษณะโค้ง  ปลายแหลมที่สำคัญได้แก่  วิหารชาร์ตส์  ที่เมืองชาร์ตส์  ประเทศใฝรั่งเศส   ส่วนประติมากรรม จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์  แสดงออก  มีอารมณ์  ความรู้สึก และเป็นรูปลอยออกไม่ติดฝาผนัง ไม่ผิดธรรมชาติ งานจิตรกรรม เป็นงานประดับกระจกสี 

4.   ศิลปะอิสลาม  เป็นลวดลายดอกไม้  ลายเรขาคณิตและตัวอักษร  นอกจากนี้มีการทำเครื่องปั้นดินเผา  เครื่องโลหะ  เครื่องทองเหลืองต่างๆ

 5.  วรรณกรรม  เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตในระบบฟิวดัล เกี่ยวกับการผจญภัยการต่อสู้  และค่านิยมด้านความซื่อสัตย์  วรรณกรรมที่สำคัญ ได้แก่  มหากาพย์เกี่ยวกับศาสนาคริสต์คือเทวนคร วรรณกรรมในสมัยนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับทางโลกทั้งบทร้อยแก้วและร้อยกรอง

6.  การศึกษา  การศึกษาส่วนใหญ่มีในวัดและเน้นหนักทางด้านเทววิทยา  ต่อมาได้ขยายไปนอกวัดซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่สำคัญ ได้แก่  มหาวิทยาลัยบาโลญญา  มหาวิทยาลัยปารีส  ในฝรั่งเศส  และมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด  และเคมบริดจ์ในประเทศอังกฤษ

 

ยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ   [  Renaissance ] [คริสต์ศตวรรษที่   14 – 16 ] ปลายยุคกลาง เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุโรปที่สำคัญ  คือ เกิดการขยายตัวของชนชั้นกลาง  เกิดความเสื่อมของศาสนาคริสต์  และที่สำคัญ อำนาจกษัตริย์ค่อยๆกลับคืนมา  ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวเป็นรัฐชาติต่างๆขึ้น  เช่น  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  และสเปน  มีการติดต่อค้าขายตามเมืองต่างๆทั่งยุโรป  ผู้คนตื่นตัวเรียนรู้ศิลปะวิทยาการของชาวกรีก    และโรมันโบราณ  ทำให้เกิดสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ  ซึ่งเริ่มขึ้นที่ดินแดนอิตาลีก่อนแล้วแพร่ไปยังส่วนต่างๆของทวีปยุโรป  ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันตะวันออก( กรุงคอนสแตนติโนเปิล ) ถูกพวกเติร์กทำลายในปี  ค.ศ  1453  ยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ   ถือเป็นจุดเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์สมัยกลางกับสมัยใหม่  

                         การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องราวของธรรมชาติรอบตัวอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง  อันทำให้เกิดแสงสว่างแห่งปัญญาขึ้นในยุโรปอีกครั้ง  หลังจากที่ถูกครอบงำด้วยหลักความเชื่อของศาสนจักรมาเป็นเวลานาน

                         ชาวยุโรปเริ่มให้ความสนใจกับชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น  แทนที่จะสนใจชีวิตในโลกหน้า  นักคิดนักเขียนเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องราวของสามัญชนมากขึ้น  แทนที่จะกล่าวถึงขุนนาง  กษัตริย์  อัศวิน  การเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิดที่สำคัญคือ  การนำเอาหลักเหตุผลมาใช้ในการแสวงหาความรู้  ภาษาท้องถิ่นถูกนำมาใช้ในการเขียนวรรณกรรม  แทนที่การใช้ภาษาละติน  ซึ่งเป็นภาษาของศาสนจักร

                         เกิดแนวคิดที่สำคัญในช่วงนี้คือ

                         (1)  มนุษยนิยม[ Humanism ]  เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญแก่มนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคล ซึ่งหมายถึงความคิดที่ยกย่องเชิดชูความสามารถของบุคคล

                         (2)    ธรรมชาตินิยม [ Naturalism ]  เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติของมนุษย์และโลก  โดยการที่มนุษย์คิดว่าธรรมชาติแวดล้อมที่อยู่รอบตัวมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ดังนั้นจึงเริ่มมีการศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่อยู่รอบตัวของมนุษย์อย่างจริงจัง  แนวคิดทั้ง 2 นี้ ทำให้เกิดความก้าวหน้าในโลกวิทยาการต่างๆ  ทั้งดาราศาสตร์  และคณิตศาสตร์  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามความเชื่อในแนวความคิดทั้ง 2 ของคนในยุคนี้ ก็ไม่ได้ปฏิเสธอำนาจพระเจ้าที่ปลูกฝั่งมาตลอด   คริสต์ศาสนาจึงถูกผสมผสานเข้ากับแนวคิดทั้ง 2

                         ชาวยุโรปยุคนี้สนใจวิทยาการทุกด้าน ไม่ว่าปรัชญา  วิทยาศาสตร์  เทววิทยา จิตกรรมประติมากรรม  สถาปัตยกรรม  บทกวี  แฟชั่น รวมทั้งการสำรวจดินแดน  ทั้งนี้เกิดจากความคิดที่จะแสวงหาด้วยสติปัญญาความสามารถของมนุษย์เอง  จะไม่มีการยอมรับความคิดที่ถูกหยิบยื่นจากศาสนจักรโดยปราศจากการไตร่ตรองอีกต่อไป   ตัวอย่างเช่น  แต่เดิมชาวยุโรปถูกสอนให้เชื่อว่าโลกแบน โดยมีนครเยรูซาเลมเป็นศูนย์กลางของโลก    เชื่อว่าถ้าใครเดินทางออกไปไกลก็อาจจะตกขอบโลก 

เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีดวงอาทิตย์และดาวทั้งหลายโคจรไปมาอยู่บนท้องฟ้า    แต่โคเปอร์นิคัสได้สงสัยในเรื่องนี้  ผลก็คือเขาพบว่าโลกนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเท่านั้น ความสำเร็จของการฟูศิลปวิทยาการมีหลายด้านทั้งด้านศิลปะ  มีการผลิตผลงานด้านจิตกรรม  ประติมากรรมมากมาย  มีการพิมพ์ซึ่งทำให้ความรู้  ความคิดขยายออกไปอย่างกว้างขวาง  เพราะสามารถพิมพ์หนังสือได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว  นอกจากนี้การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการยังไปสู่การปฏิรูปศาสนา  ของฝ่ายโปรเตสแตนต์  ทำให้เกิดนิกายใหม่นอกจากฝ่ายโรมันคาทอลิก  คือนิกายโปรเตสแตนต์  และอื่นๆที่เชื่อในพระคัมภีร์มากกว่าพระสันตะปาปา

                         ความโดดเด่นของยุคนี้ก็คือการสร้างมหาวิทยาลัย  เช่นมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  และออกฟอร์ดในอังกฤษ  มหาวอทยาลัยปารีสในฝรั่งเศส  มหาวิทยาลัยโบโลญาในอิตาลี  เป็นต้น ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในสมัยกรีกและโรมัน    มหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งค้นคว้าให้ความรู้แก่ชาวตะวันตก  และทำให้ชาวตะวันตกเป็นผู้นำทางปัญญา  อุดมการณ์ทางการเมือง  และศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆ  จนก่อให้เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์  การปฏิวัติภูมิปัญญา และการปฏิวัติอุตสาหกรรม  ในโลกตะวันตก  ซึ่งส่งผลกระทบทั้งโลกตะวันตกและภูมิภาคอื่นๆของโลกในเวลาต่อมา

                         ชาวยุโรปยุคนี้มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เริ่มเข้าแทนที่ระบอบศักดินาเมืองที่เป็นศูนย์กลางความเจริญเช่นเมืองปิซา  มิลาน  เจนัว  เวนีส  และเฟลอเรนส์  เป็นต้น

                         ใน ค.ศ  1453  พวกเตร์กโจมตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตก  ถือว่าเป็นการสิ้นสุดของสมัยกลาง  เพราะเป็นจักรวรรดิที่เข้มแข็ง   รุ่งเรืองทั้งการปกครอง   และอารยธรรมยื่นยาวถึง  1123 ปี

                        

3.  สมัยใหม่   ในช่วงเวลาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่  15 ( ค.ศ 1453 – 1945 )    เริ่มต้นในช่วงเวลาที่การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการกำลังรุ่งเรือง  ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายในยุโรป  ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายในยุโรป ทำให้ยุโรปรุ่งเรืองและมีอำนาจสูงสุดในยุคจักรวรรดินิยม ประวัติศาสตร์สมัยใหม่สิ้นสุดใน  ค.ศ 1945   เมื่อยุโรปประสบความหายนะจากสงครามโลกครั้งที่ 2

                         ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่มี เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายในเวลาเกือบ  5  ศตวรรษ ทำให้เกิดสมัยย่อยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่หลายสมัย  ที่สำคัญดังต่อไปนี้

                         3.1  สมัยการสำรวจทางทะเล  ( ค.ศ  1415 – 1673 ) 

                         อาจสรุปเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการสำรวจเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ  ได้แก่

                         1)  ชาวยุโรปต้องการสินค้าตะวันออกที่สำคัญได้แก่เครื่องเทศ  ผ้าไหม   แต่เส้นทางค้าขายทางบกถูกขัดขวางโดยพวก เตอร์ก มาตั้งอานาจักรออตโตมัน

                         2)  ชาวยุโรปมีความต้องการแร่เงิน  และทองคำ  เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเนื่องจาก  การค้าขายขยายตัวมากขึ้น

                         3)  ชาวคริสเตียนกระตือรือร้นที่จะออกไป เผยแพร่ศาสนาในทวีปเอเชียและแอฟริกา  สเปน โปรตุเกส  เป็น  สองชาติแรกที่เริ่มทำการสำรวจทางทะเล     เนื่องจากมีดินแดนติดชายฝั่งมหาสมุทรแอตจแลนติก  และมีกษัตริย์ให้การอุปถัมภ์แก่นักสำรวจอย่างจริงจัง

                         การค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัส ใน  ค.ศ  1492  ทำให้ความรู้เกี่ยวกับโลกของชาวยุโรปเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ในค.ศ  1498  นักเดินเรือชาวโปรตุเกส  ชื่อวาสโก  ดา  กามา  ได้ค้นพบเส้นทางเดินเรือไปอินเดีย  โดยเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป  ทวีปแอฟริกา  ต่อมา  ค.ศ  1500  โปรตุเกสค้นพบดินแดนบราซิลในอเมริกาใต้  และได้ยึดครองเป็นอาณานิคม  นักเดินเรือชาวอังกฤษ  ชื่อ  จอห์น  คาบอต  ทำการสำรวจแคนนาดาใน  ค.ศ  1497  และระหว่าง  ค.ศ 1519-1522 เฟอร์ดินานแมกแจลแลนสามารถเดินทางรอบโลกได้สำเร็จ

                         ผลการค้นพบโลกใหม่ทำให้สเปนกลายเป็นชาติที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด  สเปนภายใต้การนำของเฮอร์นานโด  คอร์เตซ  นำทหารเพียง  500  คน  เข้ายึดอาณาจักรของพวกชาวพื้นเมืองเผ่าเอสเตค  ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเม็กซิโกเมื่อ  ค.ศ  1521  อีก  10  ปีต่อมา  ฟรานซีสโก  ไพซาโร  นำทหาร  180  คน  เข้ายึดอาณาจักรอินคาที่เปรู  จากการเข้ายึดอาณาจักรดังกล่าวทำให้สเปนได้ทองคำและเงินเป็นจำนวนมหาศาลกลับเข้าสู่ยุโรป    ส่วนชาติโปรตุเกตุก็มีความมั่งคั่งเช่นกันเนื่องจากการค้นพบเส้นทางเดินเรือในไปอินเดีย  สามารถนำสินค้าจากตะวันออกมาขายได้โดยไม่ต้องผ่านท่าเรือเมือเวนีสอีกต่อไป

                         ในยุคที่โปรตุเกสและสเปน  กลายเป็นประเทศที่มั่งคั่ง  มีอำนาจ  ทำให้หลายชาติตั้งบริษัทเดินเรือสำรวจเส้นทางและทำการค้า  เช่นอังกฤษและฮอลันดา  เรียกว่า  บริษัทอินเดียตะวันออก  ของชาติต่างๆ  ซึ่งทำให้เกิดการปฏิวัติทางการค้าตามมา  ทำให้ชาติในยุโรปมีอาณานิคมในแอฟริกาและเอเชีย

                         3.2  ยุคแห่งการปฏิรูปศาสนา  [ Age  of  Reformation  ]    การปฏิรูปศาสนาเกิดขึ้นในช่วงคริสต์วรรษที่  16  อันเป็นผลมาจากข้อสงสัยเรื่องราวของจักรวาล  จากการค้นพบที่ตรงข้ามกับคำตอบของศาสนาหลายๆเรื่องประกอบกับการประพฤติผิดศิลธรรมการไม่ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาของบรรดาพวกพระต่างๆสันตปะปาบางองค์  เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไป  ความร่ำรวยของศาสนานำไปสู่การละโมบและคอรัปชั่น   ดังนั้นจึงมีผู้ต้องการปฏิรูปศาสนาให้  บริสุทธิ์ผุดผ่อง  การฟื้นฟูศิลปะวิทยามีส่วนทำให้คนมีอิสระมากขึ้นในการตั้งข้อสงสัยศาสนจักรและคำสอนต่างๆ

                         การปฏิรูปทางศาสนาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ  นักบวชชาวเยอรมัน  ชื่อมารติน  ลูเธอร์  ค.ศ  1483-1546  ติดประกาศคำประท้วงการกระทำที่ไม่ชอบธรรมของศาสนจักรกรุงโรม  95  ข้อ ที่หน้าวิหารวิตเต็นเบอร์กเมื่อ ค.ศ  1517   เขากล่าวว่าความเชื่อของมนุษย์เกิดจากศรัทธาของมนุษย์ผู้นั้นที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า  ไม่ใช่โดยผ่านพิธีกรรมเหลือความช่วยเหลือใดๆจากพระ  เขาประณามการซื้อใบไถ่บาป   จากการกระทำของมาร์ติน  ลูเธอร์ในครั้งนั้น  ทำให้ชาติต่างๆซึ่งส่วนมากอยู่ในยุโรปทางตอนเหนือ  ประกาศไม่ขึ้นต่อสันตประปาแห่งกรุงโรมอีกต่อไป  ชาติเหล่านี้ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์  กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย  ฮอลแลนด์  สกอตแลนด์  เกิดเป็นนิกายใหม่ขึ้นรวมเรียกว่า  นิกายโปรเตสแตนต์

                         นับตั้งแต่ได้มีการปฏิรูปศาสนาขึ้นระบบสังคมและอำนาจการปกครองของศาสนจักรที่เปลี่ยนแปลงไป  กรุงโรมไม่ได้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจของยุโรปอีกต่อไป  ความเชื่อทางคริสต์ศาสนาอันเป็นพื้นฐานของอารยธรรมยุโรปมานานนับพันปีก็ถูกยกเลิกด้วยทฤษฎีการค้นพบใหม่ๆ  ชาวยุโรปกล้าที่จะละทิ้งความเชื่อถือเก่าๆขณะเดียวกันชนชั้นกลางที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น  และได้รับการศึกษาอย่างดีก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในสังคม

                         3.3  ยุคแห่งเหตุผล  และการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์    ( ค.ศ 1543 – 1687 )  การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เป็นผลมาจากความรู้ใหม่เยวกับกับธรรมชาติ  การสงสัยในคำสอนเดิม  การแสวงหาความรู้ใหม่  การทดลอง  การสังเกต  การใช้เหตุผลจากการทดลองนั้น  เช่น  เซอร์ไอแซค  นิวตัน

ค้นพบทฤษฎีความโน้มถ่วง  นิโคลฃัสโคเปอร์นิคัส เสนอทฤษฎีใหม่ว่าด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล  ไม่ใช่โลกดังที่เคยเชื่อมาก่อน  ขณะที่โลกและดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลจะโคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าโลกกลมไม่ใช่แบน ความรู้ใหม่ยังเกิดในด้านอื่นๆเช่นการปกครอง  ศาสนา  และกฎหมาย

                         ความรู้ใหม่ที่เกิดจากวิธีใหม่  ทำให้โลกก้าวหน่าเร็วกว่าสมัยก่อน  ทำให้เกิดสมัยแห่งการใช้เหตุผล[  Age  of Reason ] หรือยุคแห่งการรู้แจ้ง [ Age  of  Enlightenment ]  ค.ศ  1715-1789 เป็นการปฏิวัติทางภูมิปัญญาและการแสดงทัศนะใหม่ๆ  ทางการเมืองของนักปรัชญาเมธี  เช่น วอลแตร์  มองเตสกิเออ  ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการปฏิวัติทางการเมืองครั้งสำคัญของโลกในเวลาต่อมา  คือ  การปฏิวัติของชาวอเมริกัน ค.ศ 1776และการปฏิวัติฝรั่งเศส  1789

                         3.4  สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรม ( ค.ศ  1700-1900 )  เป็นการนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมนุษย์เพื่อผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคได้เป็นจำนวนมาก และได้มาตรฐานเดียวกัน  ทำให้วิถีชีวิติและการทำงานของมนุษย์เปลี่ยนไป  อีกทั้งทำให้โลกตะวันตกมีความมั่งคั่งมีอำนาจจนเกิดสมัยจักรวรรดินิยม  มีผู้เรียกการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่าคลื่นลูกที่ 2  ต่อจาการปฏิวัติเกษ๖รกรรมหรือคลื่นลูกที่ 1   การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นในประเทศอังกฤษ และเริ่มจาการผลิตเครื่องจักรเพื่อการทอผ้า ผลิตเหล็กกล้าการขนส่ง  ต่อจากนั้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงเริ่มในภาคพื้นยุโรปใน คริสต์ศตวรรษที่  19  นอกจากนี้การปฏิวัติอุตสาหกรรมยังเปลี่ยนวิถีการผลิตเป็นแบบระบบโรงงาน  ซึ่งทำให้ผลิตเร็วขึ้น  ปริมาณและคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม

 

                         3.5  สมัยเสรีนิยม ชาตินิยม  และประชาธิปไตย  ( ค.ศ 1798 – 1914 )  ความคิดทางการเมืองใหม่ๆ  ในสมัยแห่งการใช้เหตุผลหรืยุคแห่งการรู้แจ้ง  ทำให้เกิดความคิดในเรื่องเสรีนิยม  ชาตินิยมประชาธิปไตย  จนนำไปสู่การปฏิวัติในฝรั่งเศส  และประเทศอื่นๆตามมา  ทำให้มีการปกครองแบบใหม่คือระบอบประชาธิปไตย  ส่วนความคิดในเรื่องชาตินิยมนำไปสู่การรวมประเทศ เยอรมัน  อิตาลี  ต่อมาแนวความคิดนี้  ได้แพร่หลายไปยังส่วนต่างๆของโลกรวมทั้งประเทศไทย  สมัยนี้ส้นสุดลงใน ค.ศ  1914 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

                         3.6   สมัยจักรวรรดินิยม (  ค.ศ 1870-1914 )  เป็นช่วที่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาแสวงหาอาณานิคมจนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่  1 

                         สมัยจักรวรรดินิยมเป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ต้องการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  แหล่งขายสินค้า แหล่งการลงทุน การแข่งขันเพื่อความยิ่งใหญ่ของชาติ  ข้ออ้างในการแสวงหาอาณานิคม  คือการทำให้ชาติแอฟริกา  เอเชีย และที่อื่นมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น  มีอารธรรม โดยถือเป็นภาระของคนผิวขาว  ซึ่งเป็นจริงในบางเรื่องบางประเทศ เช่นทำให้ยกเลิกการมีทาส  การทำให้เกิดความยุติธรรม  การให้การศึกษา  การรักษาโรค  แต่ในบางเรื่องบางประเทศชาวอาณานิคมก็ถูกกดขี่  ขูดรีดผลประโยชน์  เป็นต้น

                         3.7      สมัยสงครามโลก  (  ค.ศ  1914-1945)เป็นช่วงเวลาที่โลกอยู่ในสภาวะสงครามขนาดใหญ่  รุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงเรียกว่าสงครามโลก  ซึ่งเ