ประวัติความเป็นมา

          การดำเนินงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (เดิมใช้ชื่อว่าสถานธนานุบาล นครหลวง) ได้เริ่มต้นเมื่อปี2503 โดยมติคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2503 มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับนโยบายไปจัดตั้งสถานธนานุบาล (โรงรับจำนำ) เพื่อเป็นการช่วยเหลือ ประชาชนผู้เดือดร้อนและยากจน จะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเงิน จากเอกชนโดยเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง และแม้จะมีทรัพย์ไปจำนำ เพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย ยามจำเป็น ก็ถูกโรงรับจำนำเอกชน เอารัดเอาเปรียบเกินควรได้ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดตั้งสถานธนานุบาลขึ้นเอง

          ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2516 กระทรวงมหาดไทยได้โอนกิจการสถานธนานุบาล (ของเทศบาล นครกรุงเทพเดิม) ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการ และกรุงเทพมหานครได้บริหารกิจการ สถานธนานุบาล โดยจัดตั้งสำนักงานดำเนินกิจการสถานธนานุบาลขึ้น มีคณะกรรมการ และหัวหน้าสำนักงานกลาง (จสธก.เดิม) แล้วปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาจนปัจจุบันนี้เป็น สำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร(สธก.)

วัตถุประสงค์ 

 1. เพื่อช่วยเหลือเเละสงเคราะห์ประชาชนผู้มีรายได้น้อยแต่ยังพอมีทรัพย์สินอยู่บ้างแต่มีความต้องการงินไปบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าโดยนำสิ่งของมาจำนำและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ตำ่

2. เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อของในราคาถูก เนื่องจากทรัพย์ที่ประชาชนนำมาจำนำ หากไม่ส่งดอกเบี้ย เป็นเวลา 4 เดือน 30 วันติดต่อกัน จะตกเป็นสิทธิ์ของสถานธนานุบาล เรียกว่า "ทรัพย์หลุดจำนำ"ทรัพย์หลุดจำนำเหล่านี้ สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีจำหน่ายอย่างเปิดเผย โดยวิธีประมูลด้วยวาจา ก่อนที่จะทำการประมูลจำหน่าย ทรัพย์หลุดจำนำทุกครั้ง จะต้องประกาศให้ ประชาชนทราบล่วงหน้า วิธีการจำหน่ายเช่นนี้ เพื่อประสงค์ให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อสิ่งของเครื่องใช้ ในราคาถูก และเพื่อให้เจ้าของทรัพย์ ที่หลุดจำนำมีโอกาสได้ซื้อทรัพย์นั้นคืนได้ ในราคาอันสมควร ตามที่คณะกรรมการของ กรุงเทพมหานคร ได้ประเมินราคาไว้ โดยไม่ต้องนำขึ้นประมูลสู้ราคากับพ่อค้า หรือ บุคคลอื่น

3. เพื่อป้องกันโรงรับจำนำเอกชนเอารัดเอาเปรียบประชาชนผุ้มาจำนำโดยกดราคา หรือเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูง

4. เพื่อตรึงระดับการเรียกเก็บอัตราที่เกินอัตราให้ลดน้อยลง ถ้าประชาชนถูกโรงรับจำนำเอกชนกดราคาหรือเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูง

การดำเนินกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร จะเห็นได้ว่า มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการแสวงหากำไร อย่างการดำเนินธุรกิจการค้าทั่ว ๆ ไป แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อ สงเคราะห์ ผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถแก้ปัญหาทางการเงิน ในระยะสั้น ๆ ได้ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ในอัตราสูงนัก  ดังนั้น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของ สถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร จึงเป็นการกำหนดไว้เพียงเพื่อพยุงฐานะตัวเองมิให้ ประสบกับ ภาวะ ขาดทุนเท่านั้น และผลกำไรจากการดำเนินงานดังกล่าว นั้น นอกจาก จะเก็บไว้เป็นทุนดำเนินการในปีต่อ ๆ ไปแล้ว ยังต้องจัดสรรเป็นเงินบำเหน็จรางวัล ให้แก่กรรมการ ที่ปรึกษา และพนักงานของ สธก. และสถานธนานุบาล ประมาณ 12-20 % ของกำไรสุทธิ และยังต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของ สธก. ตลอดจนจ่ายเป็นเงินอุดหนุนให้แก่ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นรายได้ ของกรุงเทพมหานคร และใช้จ่ายเพื่อการลงทุนขยาย สถานธนานุบาลให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

การบริหารงาน

     สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร จัดตั้งขึ้นตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2534 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร(ฉบับที่2) พ.ศ.2536 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2536 โดยมีคณะกรรมการบริหารกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร จำนวนไม่เกิน 9 คน ประกอบด้วย บุคคลซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แต่งตั้งไม่เกิน 8 คน เป็นประธาน รองประธาน และกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และควบคุมการดำเนินงานของ สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสนอแนะต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการออกระเบียบ กฎข้อบังคับ เพื่อปฏิบัติตามข้อบัญญัติ ดังนี้  สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร หมายความว่า สำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพ มหานคร และสถานธนานุบาลที่กรุงเทพมหานคร จัดตั้งขึ้นสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร หมายความว่า สำนักงานบริหารกิจการ สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร เรียกโดยย่อว่า "สธก." รับผิดชอบเกี่ยวกับสถานธนานุบาลที่กรุงเทพมหานครจัดตั้งขึ้นโดยมีผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ซึ่งคณะกรรมการ เป็นผู้แต่งตั้ง และถอดถอน โดยคำแนะนำ หรือ ความเห็นชอบของผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการ และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร และมี รองผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ช่วยปฏิบัติงาน ในการดำเนินงานเกี่ยวกับสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้มีคณะกรรมการ บริหารกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร และสำนักงานสถานธนานุบาลกรุงเทพ มหานครแล้วประธานกรรมการบริหารกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร มีอำนาจแต่งตั้ง ที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหารกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร ได้จำนวนไม่เกิน 2 คน มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ คณะกรรมการบริหารกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร

สืบค้นเมื่อ:28 สิงหาคม 2554

ที่มา:http://www.pawnshop.bangkok.go.th