สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
บรรษัทประกันชีวิต และประกันภัย (Life and Non-Life Insurance Companies)

               เป็นสถาบันการเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยระดมเงินทุนระยะยาว เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยแหล่ง เงินทุนนั้นได้มาจาก 2 แหล่ง คือ 1.เงินทุนของเจ้าของ และ 2.เงินทุนจากบุคคลภายนอก โดยวิธีการขายกรมธรรม์ปะกันชีวิต และประกันภัย สำหรับแนวทางในการใช้เงินทุนของบริษัทประกันภัย จะมีลักษณะเป็นระยะสั้นเสียส่วนมาก เช่น การซื้อลดตั๋วเงิน นอกจากนี้ยังต้องสำรองเงินสดไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเหตุฉุกเฉิน แต่สำหรับแนวทางในการใช้เงินทุนของบริษัทประกันชีวิตถูกใช้ไปในการลงทุนระยะยาว เช่น การให้กู้โดยมีหลักทรัพย์จำนองจำนำ การลงทุนในหลักทรัพย์และการให้กู้แก่ผู้ถือกรมธรรม์ สำหรับการประกันชีวิตในประเทศไทยนั้น เริ่มขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเช่นเดียวกันแต่ปรากฏว่าในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าตรากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้นเพื่อใช้บังคับเกี่ยวกับการประกันภัยและการประกันชีวิต เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2467 ถ้าถือตามหลักฐานนี้ก็แสดงว่ากิจการการประกันภัยได้ดำเนินกิจการแล้ว มิฉะนั้นคงไม่มีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติมาใช้บังคับ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่ากิจการประกันภัยในประเทศไทยได้มีมาก่อน พ.ศ. 2467

                ใน พ.ศ. 2471 ได้มีการตราพระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขาย อันกระทบกระเทือนถึงความปลอดภัยของสาธารณชน ซึ่งจากพระราชบัญญัตินี้บริษัทประกันภัยจะขอเปิดดำเนินกิจการนั้นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีอำนาจที่จะตั้งเงื่อนไข และออกกฎหมายบังคับเพื่อควบคุมกิจการประกันภัยได้ โดยการประกันชีวิตในประเทศไทยนี้ได้มีการควบคุมเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2472 ต่อมาใน พ.ศ. 2473 มีบริษัทต่างประเทศได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการประกันชีวิต 4 บริษัท ดังนี้

                1. บริษัทเกรต อีสเทอร์น ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ คัมปานี (Great Easter Life Assurance Company Limited) ดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2473

                2. บริษัทแมนูแฟคเจอร์เรอส์ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ คัมปานี (Manufactures Life Insurance Company) ดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2473

                3. บริษัทไชน่า อันเดอร์ไรเตอร์ ลิมิแตด (Chaina Underwriter Limited) ดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2473

                4. บริษัทซัน ไลฟ์ แอสชัวรันส์ คัมปานี แคนาดา (Sun Life Assurance Compamy Limited of Canada) ดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2473

                ต่อมา วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2481 ได้มีบริษัทต่างประเทศได้รับอนุญาตอีกหนึ่งบริษัท คือ บริษัทอินเตอร์เนชันนัล แอสชัวรันซ์ จำกัด (International Assurance Company Limited) ยึดครองประเทศไทย บริษัททั้งหมดก็ต้องหยุดดำเนินการ ดังนั้นคนไทยจึงมีโอกาสเริ่มประกอบธุรกิจประกันชีวิต ได้แก่ บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด ซึ่งทั้งสองบริษัทตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2485 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สงบเรียบร้อยแล้ว มีบริษัทต่างประเทศเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ดำเนินกิจการใหม่ คือ บริษัท ซัน ไลฟ์ คัมปานี ออฟ แคนาดา และบริษัทแมนูแฟคเจอร์เรอส์ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ คัมปานี ต่อมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2492 บริษัททั้งสองก็ได้หยุดดำเนินกิจการประกันชีวิตในเมืองไทย เพราะไม่พอใจในเงื่อนไขที่กระทรวงเศรษฐการ (กระทรวงพาณิชย์) ได้กำหนดให้มีการวางหลักทรัพย์จำนวน 1/3 ของเบี้ยประกันในปีที่แล้วมา ต่อมาใน พ.ศ. 2491 ได้มีบริษัทไทยประสิทธิ์ประกันภัยและคลังสินค้า จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยประสิทธิ์ประกันภัย จำกัด) เปิดดำเนินกิจการประกันชีวิต ต่อมาใน พ.ศ. 2492 ได้มีบริษัทนครหลวงประกันชีวิต จำกัด ขึ้นอีกบริษัทหนึ่ง นอกจากนั้นใน พ.ศ. 2494 ได้มีการจัดตั้งบริษัทประกันชีวิตของคนไทยอีก 6 บริษัท รวมบริษัทประกันชีวิตทั้งสิ้น 13 บริษัท ดังนี้คือ

                1. บริษัทไชน่าอันเดอร์ไรเตอร์ จำกัด

                2. บริษัทอเมริการอินเตอร์เนชันนับ ไลฟ์ แอสชัวรันส์ (ประเทศไทย) จำกัด

                3. บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด                       4. บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด

                5. บริษัทนครหลวงประกันชีวิต จำกัด            6. บริษัทไทยประสิทธิ์ประกันภัย จำกัด

                7. บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด                  8. บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด

                9. บริษัทอินเตอร์เนชันไลฟ์แอสชัวรันส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดิมชื่อ บริษัทสยามบริการ

                  ประกันชีวิต จำกัด

                10. บริษัทไทยสมุทรพานิชย์ประกันภัย จำกัด 11. บริษัทประกันชีวิตศรีอยุธยา จำกัด

                12. บริษัทกรุงสยามประกันชีวิต จำกัด              13. บริษัทประกันชีวิตบูรพา จำกัด

               ในจำนวนบริษัทประกันชีวิตทั้งหมด 13 บริษัท นี้ มี 2 บริษัทต้องล้มเลิกกิจการไป ได้แก่

บริษัทนครหลวงประกันชีวิต จำกัด ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อ พ.ศ. 2507 และบริษัทประกันชีวิตบูรพา จำกัด ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อ พ.ศ. 2512 ปัจจุบันมีบริษัทประกันชีวิตทั้งสิ้น 12 บริษัท โดยเป็นของคนไทย 10 บริษัท และบริษัทสาขาต่างประเทศ 2 บริษัท ดังนี้

ตารางที่ 3 รายชื่อบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันภัยที่มีอยู่ในประเทศไทย

ลำดับที่

ชื่อบริษัท

วันเดือนปีที่ก่อตั้ง

 

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

 

11

12

บริษัทประกันชีวิตของไทย

บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด

บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด

บริษัทไทยประสิทธิ์ประกันภัย จำกัด

บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด

บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด

บริษัทอินเตอร์ไลฟ์ จำกัด

บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด

บริษัทประกันชีวิตศรีอยุธยา จำกัด

บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต จำกัด

บริษัทมหานครประกันชีวิต จำกัด

บริษัทประกันชีวิตสาขาต่างประเทศ

บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (A.I.A)

บริษัทไชน่า อันเดอร์ไรท์เตอร์ อินชัวรันส์ จำกัด (C.U.L.)

 

22 มกราคม พ.ศ. 2485

31 มกราคม พ.ศ. 2485

20 มีนาคม พ.ศ. 2491

18 มกราคม พ.ศ. 2491

7 มีนาคม พ.ศ. 2494

9 มีนาคม พ.ศ. 2494

21 มีนาคม พ.ศ. 2492

20 เมษายน พ.ศ. 2494

24 เมษายน พ.ศ. 2494

24 เมษายน พ.ศ. 2494

 

1 ตุลาคม พ.ศ. 2481

พ.ศ. 2509

 

สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร (Saving Cooperative and Agricu1tural Cooperative)    

                สหกรณ์ออมทรัพย์ ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ คือ รับฝากเงินจากสมาชิก และให้สมาชิกกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย และนำกำไรอันเกิดจากการดำเนินงานแบ่งปันให้แก่สมาชิกตามมูลค่าหุ้นที่ถือ และตามมูลค่าดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้รับสมาชิกโดยทั่วๆไป ด้วยเหตุที่ว่ามีการจำกัดเฉพาะสมาชิกในกลุ่มอาชีพเดียวกัน หรือหน่วยงานเดียวกัน เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ออมทรัยพ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำหรับเงินทุนส่วนใหญ่จะมาจากเงินค่าหุ้นของสมาชิก ซึ่งผ่อนชำระเป็นรายเดือน รองลงมาคือ เงินฝากของสมาชิก

               สำหรับสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตรนั้นถูกตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือการทำมาหากินของเกษตรกร และให้เกษตรกรกู้เงิน โดยเงินกู้ที่สหกรณ์ให้สมาชิกกู้ส่วนใหญ่เป็นการให้กู้เพื่อการผลิต การให้กู้เพื่อจัดหาวัสดุการเกษตร หรือที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ซึ่งสหกรณ์ประเภทนี้จะมีการรับสมัครสมาชิกโดยการรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยการทำหน้าที่ ให้สินเชื่อ รวบรวมผลผลิตเพื่อนำไปจำหน่าย การจัดหาสินค้า และวัสดุมาจำหน่ายแก่สมาชิก และการทำธุรกิจให้บริการ เช่น ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น

 

โรงรับจำนำ (Pawn Shop)

               โดยทั่วไปแล้วเราสามารถที่จะแบ่งประเภทของโรงรับจำนำออกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเอกชน ในรูปของห้างหุ้นส่วนหรือธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว 2. โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์ เรียกว่า สถานธนานุเคราะห์ 3. โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเทศบาล เรียกว่า สถานธนานุบาล ซึ่งโรงรับจำนำทั้ง 3 ประเภทนี้ จะบริการให้กู้เงินส่วนใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภค หรือเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการค้าเล็กๆ น้อย ๆ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสถาบันการเงินประเภทเดียวในตลาดเงินในระบบที่ประชาชนมีโอกาสมากที่สุดในการกู้ยืมเงิน

               ตามพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 ได้กำหนดความหมายของโรงรับจำนำ ไว้ว่า หมายถึง สถานที่ซึ่งประกอบการรับจำนำสิ่งของ เป็นประกันหนี้เงินกู้ เป็นปกติธุระ แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท และหมายความรวมตลอดถึง การรับสิ่งของ โดยจ่ายเงินให้กับสิ่งของนั้นเป็นปกติธุระ แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท โดยมีข้อตกลง หรือเข้าใจกันโดยตรง หรือโดยปริยายว่าจะได้คืนในภายหลัง โรงรับจำนำจัดเป็นสถาบันการเงินที่มีขนาดเล็ก กระจายอยู่โดยทั่วไปตามชุมชน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีฐานะยากจน ไม่มีหลักทรัพย์พอที่จะกู้ยืม จากสถาบันการเงินอื่นๆ บางครั้งมีผู้เรียกโรงรับจำนำว่าธนาคารคนยาก กิจการรับจำนำสิ่งของจะมีมาแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเริ่มกระทำมาไม่น้อยกว่า 300 ปีในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นการรับจำนำระหว่างพ่อค้าหรือคหบดีกับผู้มีรายได้น้อย ส่วนโรงรับจำนำที่ตั้งเป็นสำนักบริการอย่างที่พบในปัจจุบัน เริ่มตั้งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชื่อว่า โรงรับจำนำเจ๊กเฮง  ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2409 ตั้งอยู่บนถนนบำรุงเมือง ใกล้สี่แยกสำราญราษฎร์ (ประตูผี) ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น ย่องเซี้ยง  โดยในปัจจุบันยังดำเนินกิจการอยู่ ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้มีนโยบายจัดตั้งโรงรับจำนำของรัฐขึ้น โดยใช้ชื่อว่า สถานธนานุเคราะห์ สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ ในปีพ.ศ. 2498 ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเมื่อ พ.ศ. 2503 กรมการปกครองก็มีนโยบายตั้งโรงรับจำนำในต่างจังหวัดบ้าง เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด โดยใช้ชื่อว่า สถานธนานุบาล           พระราชบัญญัติโรงรับจำนำฉบับพ.ศ. 2484 ได้ออกใช้มานานแล้ว การกำหนดจำนวนเงินกู้ อัตราดอกเบี้ย การขออนุญาต คุณสมบัติของผู้รับอนุญาต และบทบาทกำหนดโทษยังไม่เหมาะสม จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 ขึ้นใช้ใหม่  ในปีพ.ศ. 2517 รัฐบาลก็ได้ออกพระราชบัญญัติโรงรับจำนำพ.ศ. 2517 โดยแก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2505 นอกจากนั้นใน พ.ศ. 2526 ก็ได้มีการออกพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ. 2526 โดยการปรับปรุงและเพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติโรงรับจำนำพ.ศ. 2505 และใช้บังคับมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

 

วัตถุประสงค์ในการตั้งโรงรับจำนำขึ้นมานั้น เราสามารถระบุได้ดังนี้

               1.เพื่อสงเคราะห์และช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งพอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง แต่มีความต้องการเงินไปบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยนำสิ่งของมาจำนำและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ ซึ่งสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร คิดดอกเบี้ยรับจำนำ  พ. ศ. 2505  กล่าวคือ

                               ตาม พ. ร. บ. โรงรับจำนำ พ. ศ. 2505  กำหนดห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราดังนี้

                              เงินต้นไม่เกิน  2,000  บาท  อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน

                เงินต้นส่วนที่เกิน  2,000  บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.25  ต่อเดือน

                               สำหรับสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราดังนี้

               เงินต้นไม่เกิน 3,000  บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.75  ต่อเดือน

               เงินต้นเกิน  3,000  บาทคิดอัตราดอกเบี้ยดังนี้

                เงินต้น  2,000  บาทแรกอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.00  ต่อเดือน

                เงินต้นส่วนที่เกิน 2,000 บาทอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5  ต่อเดือน

               2.เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรงรับจำนำเอกชนเอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้มารับจำนำ โดยกดดันหรือเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราหรือเรียกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในราคาสูงเพื่อตรึงระดับการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราให้ลดน้อยลงกว่าเดิมเพราะถ้าประชาชนถูกโรงรับจำนำเอกชนกดดันกดราคาหรือเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงประชาชนก็จะพากันมาใช้บริการของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร

               3.เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื้อของในราคาถูก เนื่องจากทรัพย์ที่ประชาชนนำมาจำนำหากไม่ส่งดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 เดือน 30 วัน เป็นเวลาต่อกันจะตกเป็นสิทธิของสถานธนานุบาลเรียกว่าทรัพย์หลุดจำนำทรัพย์หลุดจำนำเหล่านี้สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครใช้วิธีจำหน่ายอย่างเปิดเผยโดยวิธีประมูลด้วยวาจาก่อนที่จะทำการประมูลจำหน่ายสินทรัพย์หลุดจำนำทุกครั้งจะต้องประกาศทราบล่วงหน้าวิธีการจำหน่ายเช่นนี้เพื่อประสงค์ให้ประชาชนได้มีโอกาสชื้อสิ่งของเครื่องใช้ในราคาถูกและเพื่อให้เจ้าของทรัพย์ที่หลุดจำนำมีโอกาสได้ชื้อทรัพย์คืนได้ในราคาอันสมควรตามที่คณะกรรมการของกรุงเทพมหานครได้ประเมินราคาไว้โดยไม่ต้องนำขึ้นประมูลสู้ราคากับพ่อค้าหรือบุคนอื่นการดำเนินกิจการสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจะเห็นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหากำไรอย่างการดำเนินธุรกิจการค้าทั่วไปแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยให้สามารถแก้ปัญหาทางการเงินในระยะสั้นๆได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงนักดังนั้นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานครจำเป็นการสนับสนุนบุคคลและธุรกิจเอกชนในยุค 80 ต่อมาในปี 2000 โรงรับจำนำจีนได้แปลงโฉมขึ้นเป็นภาคธุรกิจ และการค้าที่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเศรษฐกิจ และการค้าแห่งชาติและมีราว 1375 แห่งทั่วประเทศโดยเฉพาะในเมืองสำคัญ

 

ประเภทของโรงรับจำนำ

                ปัจจุบันโรงรับจำนำในประเทศไทยแบ่งตามลักษณะผู้ดำเนินการได้ 2 ประเภท ได้แก่

                1.โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเอกชน โดยอาจอยู่ในรูปของธุรกิจแบบเอกชนคนเดียวเป็นเจ้าของหรือรูปของห้างหุ้นส่วน นับตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา รัฐบาลไม่อนุญาตให้เอกชนได้จัดตั้งโรงรับจำนำอีก แต่โรงรับจำนำ ที่ได้ก่อตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ให้ดำเนินงานต่อไปได้ตามปกติ จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 ประชากรในเขตกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอย่างมาก รัฐบาลได้มีการเปิดให้ประมูลขออนุญาตประกอบกิจการกิจการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นอีก 16 แห่ง

                2.โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยรัฐบาล

                                2.1 สถานธนานุเคราะห์   ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2498 ชื่อว่า โรงรับจำนำของรัฐบาล ต่อมาใน พ.ศ. 2520 เปลี่ยนชื่อเป็นสถานธนานุเคราะห์ เป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์

                โรงรับจำนำนี้ได้รับเงินทุนทุนจากงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ รวมกับเงินกำไรสะสมและเงินกู้จากธนาคารออมสินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่รายได้น้อยที่ประสบปัญหาเฉพาะหน้า ขาดแคลนเงินใช้ในการครองชีพและประกอบอาชีพ โดยนำทรัพย์สินมาจำนำเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำ นอกจากนั้นก็เพื่อตั้งอัตราดอกเบี้ยในตลาด และลดอัตราดอกเบี้ยโรงรับจำนำเอกชน ตลอดจนกำหนดรับจำนำให้เป็นยุติธรรม เพื่อลดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนของโรงรับจำนำเอกชน

                ในพ.ศ.2517คณะกรรมการที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเห็นว่ากิจการโรงรับจำนำมีการดำเนินงานเชิงพานิชย์ จึงได้พัฒนาหน่วยงานออกมาเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวง

มหาดไทย

                                2.2 สถานธนานุบาล   สถานธนานุบาลเป็นโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเทศบาลได้รับเงินอุดหนุนแรกเริ่มจากกองทุนส่งเสริมสุขาภิบาลและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีความจำเป็นในการครองชีพ โดยไม้ต้องพึ่งเงินกู้จากเอกชนซึ่งเรียกอัตราดอกเบี้ยที่สูง ลักษณะการดำเนินงานกิจการโดยทั่วไปก็เช่นเดียวกับสถานธนานุเคราะห์ โดยมอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินงาน สถานธานุบาลมีฐานะเป็นเทศพาณิชย์ และสามารถดำเนินงานในต่างจังหวัดได้ด้วย

                แม้ว่าโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนจะทำหน้าที่คล้ายคลึงกับโรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยภาครัฐบาลก็ตาม แต่ก็อาจมีข้อแตกต่างกันในด้านการดำเนินงานอยู่บ้าง กล่าวคือ โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมานครทั้งหมด คิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าภาครัฐบาล การดำเนินงานของภาคเอกชนมีความคล่องตัวกว่าภาครัฐบาลมาก ดังข้อเปรียบเทียบในตาราง

 

ตารางที่ 5 เปรียบเทียบโรงรับจำนำของเอกชน และรัฐบาล

รัฐบาล

เอกชน

1. วงเงินรับจำนำจำกัด

2. ผู้จัดการเป็นผู้ตีราคา และรับชอบของรับจำนำ รวมทั้ง

    ดูแลกิจการด้วย

3. ขั้นตอนการพิจารณามีมาก

4. คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ คิดตามชิ้น

5. มีจุดขายรวมกันเพียง 149 แห่ง และส่วนใหญ่ตั้งอยู่

    ในต่างจังหวัด

1. วงเงินรับจำนำมากกว่าของรัฐบาล

2. ผู้จัดการไม่มีหน้าที่ทางนี้เลย

 

3. พิจารณาเป็นราย ขึ้นอยู่กับหลงจู้

4. คิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า

5. มีจุดขายอยู่ถึง 208 แห่ง และตั้งอยู่ใน

     เขต    กรุงเทพมหานครทั้งหมด

 

บริษัทเครดิตฟองซิเอร์  (Credit Foncier Companies)

               บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน สำหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ในประเทศไทยมีมานานแล้วในรูปของบริษัทก่อสร้าง และจัดสรรที่ดิน แต่ไม่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ จนกระทั่งปี พ.ศ.2515 จึงได้มีประกาศเพื่อควบคุมดูแลผู้ประกอบธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และต่อมาในปี พ.ศ.2522 จึงได้ตราพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ โดยให้กิจการเครดิตฟองซิเอร์เป็นกิจการให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาขายฝากทำให้ประชาชนมีแหล่งเงินกู้ระยะยาวอีกแหล่งหนึ่งที่นำไปซื้อบ้านผ่อนส่งได้

                ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หมายความถึงธุรกิจดังต่อไปนี้

                               1.กิจการเครดิตฟองซิเอร์ หมายความถึง กิจการให้กู้ยืมเงิน โดยวิธีรับจำนอง

                                  อสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าปกติ

                                2.กิจการรับซื้อฝาก หมายความถึง กิจการรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาขายฝาก

                              เป็นทางค้าปกติ

                                3.กิจการอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ปัจจุบันยังไม่มีกิจ

                              การใดเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ได้รับการกำหนดในกฎกระทรวงให้เป็นธุรกิจเครดิต

                              ฟองซิเอร์

               ซึ่งบริษัทธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์นี้มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งคือ

                1.จัดหาเงินทุนหรือระดมเงินออมโดยการกู้ยืมจากประชาชน แล้วนำเงินที่ได้รับมาไปลงทุนหาผลประโยชน์ ด้วยการให้กู้ยืมแก่บุคคลทั่วไปที่มีความต้องการเงินทุนเพื่อนำไปดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย

                2.ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ตลอดจนคำแนะนำปรึกษาและควบคุมการจัดการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น โครงการที่อยู่อาศัย โครงการนิคมอุตสา-

หกรรม ศูนย์การค้า ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ตลอดจนโครงการเพื่อการอุตสาหกรรม

                3.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินระยะยาวแก่ผู้ประสงค์จะซื้อที่ดินและบ้านเพื่ออยู่อาศัย หรือที่ดิน และโรงงานเพื่อการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

                4.ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และให้คำแนะนำปรึกษาแก่โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการสร้างบ้านที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของคนไทยในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนทาน และมีราคาถูก

 

ที่มา

www.nkc.kku.ac.th/personal/bodeeput/Academics.../ChapterVI_II.doc