india-overview-mapอินเดียตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 8° 4′ และ 37°  6′ เหนือ และลองติจูดที่ 68° 7′ และ 97° 25′ ตะวันออก มีความยาวจากเหนือจรดใต้ 3214 กิโลเมตร และจากตะวันออกถึงตะวันตก 2933 กิโลเมตร มีพื้นที่รวมทั้งหมด 3,287,263 ตารางกิโลเมตร อินเดียนับเป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 7 ของโลก มีชายแดนด้านติดกับแผ่นดินยาว 15,200 กิโลเมตร และชายฝั่งทะเลยาว 7516.5 กิโลเมตร มีหมู่เกาะ Andaman & Nicobar ทางด้านอ่าวเบงกอล และเกาะ Lakshadweep อยู่ในทะเลอาราเบียก็รวมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียด้วย
อินเดียมีพรมแดนติดกับประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถานทางด้านตะวันตก ติดกับประเทศบังคลาเทศและพม่าทางด้านตะวันออก ส่วนด้านทิศเหนือติดจีน เนปาล และภูฏาน ทางด้านทิศใต้ อินเดียแยกจากศรีลังกาโดยพรมแดนธรรมชาติ ช่องแคบ Palk และอ่าว Mannar
โดยลักษณะทางกายภาพ ประเทศอินเดียแบ่งกว้างๆ ตามภูมิศาสตร์ออกเป็น a) เขตภูเขาสูง b) ที่ราบลุ่มแม่น้ำ c) ทะเลทราย และ d) คาบสมุทร
เทือกเขาในอินเดียทอดยาวกว่า 2400 กิโลเมตร ประกอบด้วย 7 เทือกเขา ดังนี้  1) Himalayas  2) Patkai 3) Vindhyas 4) Satpura 5) Aravalli 6) Sahyadri และ 7) Eastern Ghats

 

  ประเทศอินเดียตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปเอเซีย ลักษณะเป็นคาบสมุทรรูปสามเหลี่ยม ยื่นออกไปในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมักเรียกว่า อนุทวีป มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่ประมาณ ๓,๒๖๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลก หรือประมาณสองในสามของพื้นที่ทวีปยุโรป ที่ไม่รวมประเทศรัสเซีย เส้นพรมแดนทางบกยาวประมาณ ๑๕,๒๐๐ กิโลเมตร ทางทะเลประมาณ ๕,๗๐๐ กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ มหาสมุทรและทะเล ดังนี้
                    ทิศเหนือ  ติดต่อกับประเทศจีน ทิเบต และเนปาล
                    ทิศตะวันออก  ติดต่อกับประเทศบังคลาเทศ และพม่า กับมีหมู่เกาะอันดามัน และหมู่เกาะนิโคบาร์ ในทะเลอันดามัน ของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศพม่า ไทย และอินโดนิเซีย
                    ทิศใต้  ติดต่อกับประเทศศรีลังกา มหาสมุทรอินเดีย และทะเลอาเรเบียน โดยมีหมู่เกาะลัคคาได์ว อยู่ในทะเลอาเรเบียน
                    ทิศตะวันตก  ติดต่อกับทะเลอาราเบียน และประเทศปากีสถาน
ลักษณะภูมิประเทศ
            พื้นที่ของประเทศอินเดีย แบ่งออกได้เป็นเขตที่สำคัญอยู่สี่เขตด้วยกันคือ
            เขตภูเขา  ประกอบไปด้วย เทือกเขาหิมาลัย ทางตอนเหนือซึ่งเป็นเทือกเขาสามเทือกทอดตัว เป็นแนวที่เกือบขนานกัน สลับไปด้วยที่ราบสูง และที่ลุ่มหุบเขาในบางแห่ง เช่น หุบเขาแคชเมียร์ และหุบเขาคูล เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีทิวทัศน์ที่งดงาม บรรดายอดเขาสูง ๆ ในเทือกเขาหิมาลัย มักจะอยู่ในแถบนี้ ภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย จะมีระดับลดต่ำลง เมื่อเริ่มเข้าเขตตะวันออก เข้าสู่ชายแดนพม่า และบังคลาเทศ
            เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำสินธุ  เป็นเขตที่ถัดลงมาจากเขตภูเขา มีขนาดพื้นที่กว้างประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร และยาวประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากระบบแม่น้ำที่สำคัญ สามสายคือ แม่น้ำสินธุ   แม่น้ำคงคา และแม่น้ำพรหมบุตร บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งรกรากอยู่อาศัยของประชากร ที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นบริเวณที่พื้นที่ส่วนใหญ่ ราบลุ่มเสมอกันมาก จนเกือบจะไม่มีความสูงต่ำแตกต่างกันเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากบริเวณลุ่มแม่น้ำยมนา ที่กรุงเดลฮี ไปจนถึงปากอ่าวเบงกอล ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ ๑,๖๐๐ กิโลเมตร แต่มีระดับความสูงต่างกันเพียง ๒๐๐ เมตร เท่านั้น
            เขตทะเลทราย  แบ่งออกได้เป็นพื้นที่สองส่วนย่อยคือ ส่วนทะเลทรายใหญ่ และส่วนทะเลทรายเล็ก
                ส่วนทะเลทรายใหญ่  อยู่ตามแนวชายแดนของอินเดียกับปากีสถาน บริเวณรัฐราชสถาน ของอินเดีย กับจังหวัดสินธุ ของปากีสถาน
                ส่วนทะเลทรายเล็ก  อยู่ทางตอนเหนือของส่วนทะเลทรายใหญ่ ขึ้นไปทางเหนือคือ จากบริเวณแม่น้ำลูนิ (Luni)  ระหว่างเมืองชัยซาลเมด์ (Jaisalmer )  และเมืองจอดห์ปุระ (Jodhpur)
            ส่วนของทะเลทรายทั้งสองนี้ มีส่วนที่ไม่ได้เป็นทะเลทรายคั่นอยู่ ซึ่งเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยโขดหิน ขาดแหล่งน้ำและฝนแล้ง ทำให้บริเวณแห้งแล้งไม่แพ้เขตทะเลทรายแท้ ๆ
            เขตที่ราบสูงคาบสมุทรภาคใต้ คือ เขตคาบสมุทรเดคคาน (Deccan)  มีอาณาเขตเริ่มจากตอนใต้ของเขตที่ราบลุ่มน้ำ โดยเริ่มจากแนวเทือกเขาใหญ่น้อยที่คั่นอยู่ เช่น เทือกเขาวินไชย (Vindhya)  เทือกเขาสัตปุระ (Satpura)  เทือกเขาไมคาลา (Maikala) และเทือกเขาอชันตา (Ajanta)  เทือกเขาเหล่านี้มีความสูงต่างกัน ตั้งแต่ ๔๖๐ - ๑,๒๒๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล
            สองฝั่งของเขตคาบสมุทรเดคคาน ก่อนถึงชายฝั่งทะเลมีเทือกเขากัทส์ (Ghats)  ตะวันออก และเทือกเขากัทส์ตะวันตกขนาบอยู่ เทือกเขาดังกล่าวทางภาคตะวันออก อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลมากกว่าทางฝั่งตะวันตก ทำให้หาดชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ฝั่งอ่าวเบงกอลกว้างขวาง หาดชายทะเลในฝั่งตะวันตกด้านทะเลอาหรับ
            ฝั่งทะเลด้านตะวันตกมีภูเขาสูงชันตามชายฝั่ง ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมจะพัดเกือบตั้งฉากกับชายฝั่ง ทำให้เกิดคลื่นลมแรง และไม่มีเกาะเป็นที่กำบังคลื่นลม มีท่าเรือตามธรรมชาติที่สะดวกต่อการจอดเรืออยู่สามแห่งคือ บอมเบย์  กัว และโคชิน
            ฝั่งทะเลด้านตะวันออก ไม่ได้รับคลื่นลมเต็มที่ ฝั่งทะเลลาดตื้นเรือใหญ่ไม่สามารถเข้าออกใกล้ฝั่งได้ ท่าเรือที่สร้างขึ้นทางฝั่งนี้ได้แก่ กัลกัตตา มัทราส และวิสาขาปัตนัม
            เทือกเขากัทส์ ทั้งสองฝั่งมาบรรจบกันตรงปลายคาบสมุทรในตอนใต้ บริเวณนี้เรียกว่า เขตเนินเขานิลคีรี (Nilgiri)
            ระบบแม่น้ำ  แม่น้ำในอินเดียแบ่งออกได้เป็นสี่ประเภทคือ แม่น้ำหิมาลัย แม่น้ำคาบสมุทรเดคคาน แม่น้ำชายฝั่ง และแม่น้ำในดินแดนภายใน
                แม่น้ำหิมาลัย  ปกติจะเกิดจากน้ำที่ละลายมาจากหิมะ ในภาคเหนือของอินเดีย ดังนั้น แม่น้ำเหล่านี้จะมีน้ำไหลเต็มที่อยู่ตลอดเวลา ในฤดูมรสุมเมื่อฝนตกมาก แม่น้ำเหล่านี้จะรับน้ำไว้ได้ไม่หมด จึงทำให้เกิดน้ำท่วมอยู่เสมอ
                ส่วนแม่น้ำในคาบสมุทรเดคคาน โดยปกติได้น้ำจากน้ำฝน ดังนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำดังกล่าว จึงมักจะมากน้อยไม่แน่นอน นอกจากนี้แม่น้ำย่อย ๆ ซึ่งไม่มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำทั้งสองประเภทดังกล่าว และอยู่ตามชายฝั่งโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก จะมีเส้นทางสั้น ๆ และมีขนาดแคบ จึงรับน้ไดได้ในปริมาณจำกัด
                สำหรับแม่น้ำในดินแดนภายใน เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ไม่มีทางออกทะเล ปลายทางของแม่น้ำหากไม่ไหลลงแอ่งน้ำ ทะเลสาป  ก็จะเหือดแห้งไปในทะเลทราย
                ระบบแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียคือ แม่น้ำคงคา ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำสาขาในระบบแม่น้ำคงคาคือ แม่น้ำยมนา แม่น้ำกากรา แม่น้ำกันดัค และแม่น้ำโคสิ
                ที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา จัดได้ว่ามีความอุดสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด เป็นบริเวณกว้างถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ ส่วนลุ่มน้ำของระบบแม่น้ำอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ รองลงมาได้แก่ ลุ่มแม่น้ำโคธาวารี (Godavari) ในเขตที่ราบสูงเดคคาน ระบบน้ำตาปี (Tapi) ในภาคเหนือ และระบบน้ำเพนเนอร์ (Penner) ในภาคใต้
                การที่อินเดียถูกแวดล้อมด้วยพรมแดนธรรมชาติรอบด้าน คือมีทั้งภูเขาและฝั่งทะเลเป็นพรมแดน ได้แยกอินเดียออกจากส่วนอื่น ๆ ของทวีปเอเชีย ทำให้อินเดียตั้งอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียมีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่มีลักษณะของตนเองโดยเฉพาะ และในโอกาสเดียวกัน พรมแดนธรรมชาติดังกล่าว ช่วยให้สามารถรักษาวัฒนธรรมของตนให้สืบเนื่องตลอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน