กระบี่กระบอง

 

                วิชากระบี่กระบองเป็นศิลปะการใช้อาวุธเพื่อการต่อสู้ป้องกันตัวที่เก่าแก่ของบรรพบุรุษไทย เป็นการต่อสู้แบบประชิด  อาวุธโบราณที่คนไทยใช้ต่อสู้ป้องกันตัวในสมัยก่อน ได้แก่  กระบี่  ดาบสองมือ  ง้าว  ไม้สั้นและกระบองหรือพลอง   ดาบ-โล่   ดาบ-เขน   ดาบ-ดั้ง  เป็นต้น    สำหรับในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกระบี่เท่านั้น

 

ประวัติความเป็นมา

                กระบี่เป็นอาวุธหลักชนิดหนึ่งของทหารไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งใช้สำหรับฟันและแทงศัตรูในการต่อสู้ระยะประชิดตัวในสมัยก่อน เช่น ในสมัยกรุงสุโขทัย  กรุงศรีอยุธยา  หรือแม้แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น การรบกันแต่ละครั้งจะยกพวกเข้าตะลุมบอนกัน อาวุธที่ใช้จึงเป็นอาวุธที่ใช้ในระยะประชิดตัว

                คนไทยสมัยก่อนรู้จักใช้กระบี่กระบองเป็นอาวุธในการสู้รบ  และในยามสงบก็ใช้การร่ายรำและการต่อสู้ด้วยกระบี่กระบองเป็นการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแกร่งและเป็นการกีฬาเพื่อการต่อสู้แข่งขัน คล้ายกับเป็นการจำลองการรบ  วัสดุที่ใช้ทำกระบี้ก็หาได้ง่าย ส่วนใหญ่นิยมใช้หวายมาทำเป็นกระบี่ ดาบ ง้าว พลอง  ส่วนเครื่องป้องกันก็จะใช้หนังสัตว์เช่น หนังวัว หนังควาย มาทำเป็นโล่ เขน ดั้ง  นิยมเรียกการต้อสู้ด้วยกระบี่ว่า “การตีกระบี่”  การแข่งขันตีกระบี่ก็จะตีกันเป็นคู่ๆ ดุจการสู้รบกันในสนามรบแบบตัวต่อตัว มีทั้งการรุกและการรับไปในตัว  ฝ่ายใดพลาดท่าเสียทีก็จะเจ็บตัวไป  นอกจากโล่ เขน ดั้ง เป็นเครื่องหรือเกราะป้องกันตัวแล้ว  ตามลำตัว แขน ขา หรือศีรษะจะไม่มีเครื่องป้องกันใดๆ เสื้อผ้าที่สวมใส่มักเป็นผ้าด้ายดิบย้อมสีเข้ม (มักนิยมสีแดง) ตัดเป็นกางเกงขาสามส่วน เสื้อกั๊กลงอาคมหรือลงยันตร์ แม้แต่ตามเนื้อตัวหรือแขนจะสักรอยสักเป็นรูปต่างๆ เพื่อความสวยงามและคงกระพัน  อาจมีปลอกรัดต้นแขนลงอาคมอีกก็ได้ ตามหลักฐานไม่ปรากฏชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่มการเล่นกระบี่กระบอง หรือมีการถ่ายทอดการเล่นในสมัยใด  แต่จากประวัติศาสตร์ของชาติไทยจะเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในการใช้อาวุธแบบไทยๆ  เช่น สมเด็จพระนเรศารมหาราชมิใช่แต่จะทรงพระปรีชาสามารถในการใช้พระแสงของ้าวรบ และฆ่าพระมหาอุปราชาบนหลังช้างแต่อย่างเดียวไม่  ในเชิงดาบพระองค์ยังทรงชำนาญมิใช่น้อย ได้เคยต่อสู้และฆ่ามังกะยอดินด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองด้วย

                ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์เป็นชาตินักรบมาช้านานแล้ว  ความเก่งกล้าสามารถของพระมหากษัตริย์มักจะสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งกล้าของพสกนิกรด้วย ประกอบกับในสมัยก่อนไทยเรามักมีการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่เนืองๆ หน้าที่รบเป็นหน้าที่ประจำอันสำคัญ ชายทุกคนจะต้องเป็นทหาร แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงถือว่าเป็นพระราชกิจที่จะต้องปฏิบัติดุจทหารของพระองค์ด้วยเหมือนกัน เช่น พระเจ้ารามคำแหงมหาราช  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นต้น

                เนื่องจากผู้ชายทุกคนต้องรบเป็น คือ มีความสามารถที่จะใช้อาวุธประชิดที่ตนถนัดเข้าทำการประหัตประหารข้าศึกได้ทุกเมื่อ  ดังนั้น เมื่อชาติเรียกร้องให้ไปทำการรบ ณ ที่ใด เมื่อใดแล้ว ทุกคนต้องพร้อมที่จะรับใช้ชาติด้วยความเต็มใจเสมอ  แม้การส่งหมายเกณฑ์จะเป็นการลำบาก การคมนาคมไม่สะดวก

แต่ถ้าเพื่อชาติแล้วทุกคนจะพร้อมทำศึกได้ทันที  เมื่อเข้าสู่กองทัพ ทหารใหม่เหล่านี้มีความรู้ความชำนาญในการสู้รบแบบตะลุมบอนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งยังมีอาวุธที่ตนถนัดนำติดตัวมาด้วย ทางบ้านเมืองก็ไม่ต้องเสียเวลาฝึกหัดมากนัก อีกทั้งไม่สิ้นเปลืองอาวุธยุทธภัณฑ์  เพียงแต่จัดหมวดหมู่ตามชนิดของอาวุธ แต่ละหมวดหมู่ก็จะมีนายหมวดนายหมู่ซึ่งส่วนมากเป็นคนสังกัดในพระตำรวจหลวงเป็นผู้ควบคุม

                การที่บ้านเมืองไว้วางใจในฝีไม้ลายมือเกี่ยวกับการรบของทหารไทยในครั้งนั้นอย่างเต็มที่โดยไม่ห่วงการฝึกก่อนการรบนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นว่าทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมมาจากครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธประชิดเป็นอย่างดี  สามารถเอาชัยชนะแก่ข้าศึกได้  นอกจากนี้ยังเชื่อใจในอาวุธยุทธภัณฑ์ประจำตัวว่าดีสมเป็นอาวุธคู่มือ เช่น ดาบก็ทำด้วยเหล็กอย่างดี มั่นคงแข็งแรง ไม่หักหรือหลุดมือง่าย  ครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนวิชานี้คงมีอยู่ทั่วไป ศิษย์จึงมีอย่างแพร่หลาย สามารถระดมทหารได้ทันที ครูบาอาจารย์ดังกล่าวมักจะเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถในสมัยที่ยังเป็นหนุ่ม  เมื่ออายุมากเข้าจึงไม่อยากให้วิชาที่ตัวเองเชี่ยวชาญสูญหายไป จึงได้มีการตั้งสำนักดาบและถ่ายทอดวิชาดังกล่าวให้กับคนรุ่นหลังเพื่อให้เป็นมรดกของคนไทยสืบทอดต่อๆ กันไป

                ครั้งโบราณการสงครามเกิดขึ้นบ่อยๆ จนกระทั่งผู้ชายต้องเป็นทหารกันตลอดชีวิต อุทิศชีวิตให้เป็นชาติพลี เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเป็นนักรบที่ดี มีสมรรถภาพที่เข้มแข็ง จนเป็นที่ไว้วางใจของชาติได้ และเพื่อรักษาความเข้มแข็งแห่งกองทัพอันเป็นหน้าที่ประจำของเขา จึงจำเป็นที่เขาจะต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ  แต่เมื่อถึงคราวรบก็สามารถรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ฉะนั้นเขาจึงยึดคติพจน์ที่ว่า  “ยามศึกเรารบ ยามสงบเราเตรียมพร้อม” การเตรียมพร้อมก็คือการฝึกฝนการใช้อาวุธต่างๆ ให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการอบรมยุทธศาสตร์ในการรบเพื่อให้ได้เปรียบเหนือคู่ต่อสู้ อันจะนำมาซึ่งชัยชนะการการศึกนั่นเอง

                วิชากระบี่กระบองได้เฟื่องฟูมากในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงโปรดปรานวิชากระบี่กระบองมากเป็นพิเศษ ถึงกับให้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ทรงฝึกหัดวิชากระบี่กระบอง  และได้แสดงการต่อสู้ด้วยกระบี่ พลอง ง้าว และ ดาบสองมือในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเป็นสามเณรตามพระราชประเพณี

                การเล่นกระบี่กระบองได้แพร่กระจายไปสู่หมู่ประชาชน มีการฝึกฝนฝีมือกันอย่างกว้างขวาง โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมไว้ในยามศึกสงคราม และเพื่อการแสดง  ในสมัยรัชกาลที่ 4 นี้ ในหมู่ประชาชนมักจะจัดให้มีการแสดงกระบี่กระบองในงานประเพณีต่างๆ เช่น พิธีโกนจุก  งานบวช หรือแม้แต่งานทอดกฐิน เป็นต้น

                ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5  พระองค์ทรงโปรดปรานการเล่นกระบี่กระบองมาก  ได้ฝึกฝนการฟันดาบกับหลวงพลโยธานุโยค  รวมทั้งทรงฝึกฝนวิชามวยไทยด้วย  พระองค์ทรงโปรดฯ ให้มีการตีกระบี่กระบอง และชกมวยไทยต่อหน้าพระที่นั่งในงานสมโภชต่างๆ อยู่เนืองๆ พร้อมทั้งพระราชทานรางวัลให้แก่ผู้แสดง  ในสมัยนี้เองได้เกิดสำนักดาบขึ้นหลายแห่ง รวมทั้งค่ายฝึกฝนมวยไทยด้วย

                ในสมัยรัชกาลที่  6  การเล่นกระบี่กระบองลดน้อยลงมาก แต่ก็พอยังมีการแสดงบ้างในบางโอกาส โดยเฉพาะในงานสมโภชหรืองานประเพณีต่างๆ  ถึงแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดวิชานาฏศิลป์ และทรงเข้าพระทัยในวิชากระบี่กระบองก็ตาม แต่ก็ไม่โปรดปรานเท่ากับพระราชบิดาของพระองค์  ถึงกระนั้นก็ยังมีการจัดแสดงกระบี่กระบองถวายทอดพระเนตรเป็นครั้งคราว  อย่างเช่นในปีพุทธศักราช 2460 และปี 2462  กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน) ได้จัดให้มีการแข่งขันกรีฑานักเรียนประจำปี  ได้จัดให้มีการแสดงกระบี่กระบองขึ้นถวายทอดพระเนตรที่สนามหน้าสามัคยาจารย์สมาคม  ในการแสดงทั้งสองครั้งนี้ ท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้แสดงถวายทอดพระเนตรทั้งสองครั้ง โดยครั้งแรกแสดงง้าว  ครั้งหลังแสดงพลอง  ในสมัยนี้ความนิยมในการเล่นกระบี่กระบองลดน้อยลง แต่ประชาชนได้หันไปนิยมในกีฬามวยไทยมากขึ้น เช่น สมัยที่มีการจัดการแข่งขันมวยไทยเก็บเงินค่าผ่านประตูขึ้นที่สนามสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อนำรายได้ซื้ออาวุธให้กับกองเสือป่า ก็เป็นที่สนุกสนานและครึกครื้นอยู่พักหนึ่ง

                ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7  การเล่นกระบี่กระบองแทบจะสูญหายไป นับเป็นช่วงที่วิชากระบี่กระบองตกต่ำที่สุด แต่ก็ยังมีการฝึกฝนอยู่บ้างบางสำนัก ส่วนใหญ่เป็นการฝึกฝนเพื่อการอนุรักษ์  เพื่อสุขภาพ และเพื่อการแสดงบ้างตามโอกาส

                ท่านอาจารย์นาค เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นผู้หนึ่งที่ได้เล่าเรียนวิชากระบี่กระบองมาตั้งแต่เด็กและเป็นผู้ที่รักในศิลปะของวิชากระบี่กระบองอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้แลเห็นต่างชาติภูมิใจในศิลปะประจำชาติของเขา เช่น เยอรมันภูมิใจในวิชาฟันดาบ  ญี่ปุ่นภูมิใจในวิชายูโด  ยิ่งทำให้ท่านรักบูชาในวิชากระบี่กระบองมากยิ่งขึ้น  ในโอกาสที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนพลศึกษากลาง ท่านได้ทดลองสอนวิชากระบี่กระบองเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2478 ทดลองอยู่หนึ่งปี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจของผู้ใหญ่ในวงการศึกษา จึงได้บรรจุวิชากระบี่กระบองเข้าไว้ในหลักสูตรประโยคครูผู้สอนพลศึกษาเมื่อปี 2479  นับตั้งแต่นั้นมาก็ได้มีการเล่าเรียนและสำเร็จมากขึ้นตามลำดับจนกระทั่งในปี 2486 มีผู้สำเร็จหลักสูตรครูผู้สอนพลศึกษาและสอบไล่ได้จำนวน 117 คน

                เมื่อผู้ที่สำเร็จการศึกษาออกไปรับราชการเป็นครูผู้สอนพลศึกษาตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้พยายามนำวิชากระบี่กระบองไปเผยแพร่ และเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก  จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ได้มีการบรรจุเข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วไป  จึงนับได้ว่าวิชากระบี่กระบองได้รับการอนุรักษ์ ไม่สูญหายไปจากโลกนี้แล้ว คงจะเจริญก้าวหน้าเอาไว้อวดหรือแสดงความเป็นเจ้าของในวิชาการแขนงนี้ได้ในอนาคต

 

ประโยชน์ของวิชากระบี่กระบอง

                กระบี่กระบองย่อมมีคุณประโยชน์แก่ผู้เล่นเป็นอเนกประการ  พอจะสรุปได้ดังนี้

                1.     กระบี่กระบองเป็นวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว   เพราะในสมัยโบราณกระบี่กระบองเป็นวิชาของนักรบหรือของทหารโดยตรง เช่น ตอนหนึ่งในหนังสือเรื่องนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีปรากฏว่า “หมู่มนุษย์ก็ประกอบไปด้วยสติปัญญาโดยมาก ต่างร่ำเรียนสรรพวิชาต่างๆ  ฝ่ายทหารก็เรียนศิลปศาสตร์เพลงอาวุธ คือ วิชาช้างม้า กระบี่กระบอง โล่ ดาบสั้น ดาบยาว กริช กั้นหยั่น โตมร ศรกำซาบ ปืนไฟใหญ่น้อย มวยปล้ำ ตำรับตำราพิชัยยุทธ เวทมนต์ คงกระพัน ชำนิชำนาญเป็นการดี”  หรือตอนนึ่งในหนังสือเรื่องพระอภัยมณี ตอนที่ท้าวสุทัศน์ไต่ถามพระโอรสทั้งสองว่า ได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์อะไรมาบ้าง พระอภัยมณีทูลว่า ได้เรียนวิชาดนตรี  ส่วนศรีสุวรรณนั้นได้เรียนวิชาการใช้อาวุธมาเป็นอย่างดี ซึ่งท้าวสุทัศน์ก็รับรองในวิชาประเภทหลังว่า “อันวิชาอาวุธและโล่เขน ชอบแต่เกณฑ์ศึกเสือเชื้อทหาร” ข้อความดังกล่าวนี้ย่อมชี้ให้เห็นเด่นชัดแล้วว่า กระบี่กระบองเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการรบในสมัยโบราณ คือการใช้อาวุธประชิดเข้าตะลุมบอนได้ดีที่สุด  แต่การรบอย่างตะลุมบอนนี้ก็หาได้เลิกล้มไปอย่างเด็ดขาดทีเดียวไม่ ถึงแม้ว่าการรบอย่างสมัยใหม่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปไกลแล้วก็ตาม แต่เมื่อถึงขั้นที่จะทำการแตกหัก เอาแพ้เอาชนะกันด้วยกำลังทหารราบแล้ว ก็ยังมีการต่อสู้แบบตะลุมบอนกันด้วยเหมือนกัน ดังปรากฏในหลายครั้งหลายคราวในการทำสงคราม

                2.     กระบี่กระบองเป็นวิชาพลศึกษาที่ดียิ่งอย่างหนึ่ง  กล่าวคือเป็นการออกกำลังกายได้ทุกส่วนของร่างกาย นับเป็นการบริหารกายด้วยเครื่องมือเป็นอย่างดี  นับเป็นวิชาพลศึกษาที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย

                ในแง่ของกีฬา กระบี่กระบองเป็นการเล่นที่สนุกสนาน ยังความตื่นเต้นให้กับผู้เล่นและผู้ดูเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเล่นที่เสี่ยงต่ออันตรายมิใช่น้อย  การต่อสู้ถ้าใครพลาดท่าเสียที อันตรายย่อเกิดขึ้นเป็นแน่แท้  การเล่นที่อันตรายเหล่านี้ย่อมเป็นที่ถูกใจของชนชาตินักรบ คือ มีความอยากดู อยากรู้ อยากเห็นว่าใครมีความสามารถเก่งกล้ากว่าใคร ใครจะเป็นผู้ชนะ  นอกจากนี้กีฬากระบี่กระบองควรจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้มากเพราะ ใช้อุปกรณ์น้อยและทนทาน  สถานที่เล่นก็ไม่เปลืองเนื้อที่นัก

                3.     กีฬากระบี่กระบองเป็นกีฬาที่ฝึกน้ำใจอย่างดีเลิศ   ที่จะก่อให้เกิดความทรหดอดทน ไม่หวาดกลัวอันตรายซึ่งจะต้องต่อสู้กันซึ่งๆ หน้า  เพราะนักกระบี่กระบองทุกคนเวลาฝึกซ้อม เล่นหรือแข่งขันก็ตาม มักจะไม่มีการสวมใส่เครื่องป้องกัน ร่างกายท่อนบนมักจะเปลือยหรือไม่ก็ใส่เพียงเสื้อกั๊กบางๆ  การตีกันก็ไม่มีข้อห้ามว่าห้ามตีที่ส่วนใดๆ สามารถตีได้ทุกส่วนของร่างกาย ฉะนั้นถ้าผู้รับรับไม่ดี ก็มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้  จึงเป็นหน้าที่ของผู้เล่นที่จะต้องป้องกันตัวเอง และต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬา จะถือโทษโกรธเคืองกันไม่ได้ในกรณีที่เกิดพลาดพลั้งหรือได้รับบาดเจ็บ การที่มีจิตใจทรหดอดทนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง อีกอย่างหนึ่งผู้เล่นจะต้องมีใจยุติธรรมและมีความรับผิดชอบ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช้วิชากระบี่กระบอง

ไปในทางที่ผิด

                4.     กีฬากระบี่กระบองช่วยฝึกประสาท ปฏิภาณและไหวพริบ   การเล่นกระบี่กระบองเป็นการฝึกสมรรถภาพของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายในอันที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การฝึกสมองให้คิดโดยเร็วไว ตัดสินใจได้โดยเร็ว  ประสาทสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาต้องทำงานได้เป็นอย่างดีสัมพันธ์การการสั่งการให้กล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าตีหรือการหลบหลีก เป็นไปอย่างคล่องแคล่วว่องไวดี

  1. 5.              วิชากระบี่กระบองเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย  กระบี่กระบองนับเป็นศาสตร์

ที่เป็นมรดกอันล้ำค่าของบรรพบุรุษไทย จึงสมควรช่วยกันธำรงรักษาไว้  ที่ว่าเป็นศิลปะนั้นก็เพราะวิชากระบี่กระบองมิใช่มีเพียงการรุกการรับเท่านั้น แต่ยังมีการร่ายรำไหว้ครูและไม้รำต่างๆ อันสวยงาม  นอกจากนี้ในการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ยังเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งทุกคนก็ถือปฏิบัติเป็นระเบียบปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเท่าทุกวันนี้  เป็นศิลปะการแสดงที่เชิดหน้าชูตาของไทย สามารถอวดชาวต่างชาติได้  จึงนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่ควรจะได้รับการสนับสนุน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ไว้ตราบนานเท่านาน

 

คุณธรรมและมารยาทของการเล่นกระบี่กระบอง

                ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ครูบาอาจารย์ทุกคน มักจะอบรมสั่งสอนลูกศิษย์หรือนักกระบี่กระบองของตนให้เป็นผู้มีคุณธรรมประจำใจ  มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา  ต้องเป็นผู้มีสัมมาคารวะ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ดังจะเห็นได้จากการถวายบังคม  การขึ้นพรหม เป็นต้น  การแสดงกระบี่กระบองมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่สามารถส่งเสริมให้ผู้เล่นและผู้ดูมีน้ำใจเป็นนักกีฬา

                ข้อควรปฏิบัติของผู้เล่น

  1. แต่งกายให้เหมาะสม ตามประเพณีของการเล่นกระบี่กระบอง
  2. ต้องแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ผู้เป็นประธาน และผู้ชม
  3. การเดินเข้าออก จะต้องมีอาการสำรวมสมกับเป็นศิลปะประจำชาติ
  4. ต้องแสดงความคารวะต่อคู่ต่อสู้ด้วยกันก่อนต่อสู้และขอขมาเมื่อจบการต่อสู้
  5. ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการแสดงตามประเพณีนิยม
  6. ต้องหันหน้าเข้าหาประธานในพิธี ในขณะถวายบังคม
  7. ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด
  8. ต้องแสดงความคารวะต่อผู้ตัดสินทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังแสดง
  9. เมื่อแสดงจบ ก่อนออกจากสนามต้องทำความเคารพประธาน  กรรมการผู้ตัดสิน และผู้ชม
  10. ถืออาวุธในการเข้าและออกจากสนามเหมาะสม
  11. ก่อนออกไปแสดงควรให้ครูบาอาจารย์สวมมงคลให้เรียบร้อย โดยนั่งคุกเข่าพนมมือขึ้นเพื่อ

แสดงถึงความเคารพ (การถอดมงคลเมื่อแสดงเสร็จก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน)

  1. เมื่อแสดงเสร็จ ทั้งคู่จะมานั่งคุกเข่าหน้าครูบาอาจารย์ เพื่อมอบอาวุธคืนให้ครูบาอาจารย์
  2. ก่อนทำการต่อสู้ต้องเปลี่ยนอาวุธจากเครื่องไม้รำมาเป็นเครื่องไม้ตี  ให้เปลี่ยนตอนรำเสร็จ โดย

มีผู้นำเครื่องไม้ตีไปเปลี่ยนให้ (ควรมีสองคน)  โดยนำอาวุธใส่พานไปให้ เมื่อเปลี่ยนแล้วก็เอาอาวุธที่ใช้รำวางในพานแทน

  1. ขณะเปลี่ยนอาวุธ ควรแสดงความเคารพอาวุธโดยยกมือขึ้นไหว้ก่อนหยิบหรือวาง
  2. ถ้าเป็นการแข่งขัน ต้องแสดงความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม

 

 

                ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ดู

  1. มีวัฒนธรรมในการดู ให้เกียรติผู้ตัดสิน และผู้แสดงทั้งสองฝ่าย
  2. ปรบมือแสดงความยินดี ต้อนรับผู้ตัดสินและนักกีฬาทั้งสองฝ่ายที่ลงสู่สนาม
  3. ไม่ส่อแสดงกิริยาที่ไม่สุภาพต่อผู้ตัดสินหรือนักกีฬาทั้งสองฝ่าย
  4. ไม่สร้างสถานการณ์อันก่อให้เกิดการแตกแยกความสามัคคี
  5. เมื่อชื่นชมหรือพอใจในการแสดงตอนใด ก็ปรบมือ
  6. ควรให้การสนับสนุนและกำลังใจแก่นักกีฬาทุกแห่งหน

 

เครื่องกระบี่กระบอง

                เครื่องกระบี่กระบอง หมายถึง อาวุธต่างๆ รวมทั้งเครื่องป้องกันที่จำลองมาจากศาสตราวุธของไทยในสมัยโบราณ และของจริงที่นำมาใช้ในการเล่นกระบี่กระบอง  ได้แก่  กระบี่  ดาบ  กั้นหยั่น  หอก  ทวน  ง้าว  โตมร  แหลน  หลาว  ตะบอง  พลอง  มีด และ กริช   ส่วนเครื่องป้องกันอาวุธ ได้แก่ โล่  เขน และ ดั้ง

                สำหรับเครื่องกระบี่กระบองที่จำลองมาจากของจริงมี กระบี่  ดาบ  ง้าว และ พลองเท่านั้น  ส่วนเครื่องป้องกันอาวุธ ได้แก่ โล่  เขน และ ดั้ง มักจะเอาของจริงมาใช้ในการเล่นเลย  เครื่องกระบี่กระบองดังกล่าวนี้ นักกระบี่กระบองมักเรียกว่า “เครื่องไม้”  ซึ่งเครื่องกระบี่กระบองนั้น มีอยู่ 2 ประเภทคือ เครื่องไม้รำ และ เครื่องไม้ตี

                1.     เครื่องไม้รำ  เครื่องไม้รำ ได้แก่ เครื่องกระบี่กระบองที่จำลองจากอาวุธจริงแต่ไม่ค่อยจะเหมือนทีเดียวเพราะมุ่งไปในแง่ความสวยงามมากกว่าอย่างอื่น  หากเครื่องไม้รำงดงามด้วยแล้วยิ่งเพิ่มความสวยงามของท่ารำด้วย  แต่ถ้าไม่สามารถสร้างเครื่องไม้รำใช้แทนอาวุธบางชนิดได้ ก็มักจะนำเอาอาวุธจริงมาใช้รำแทน ซึ่งก็นับว่างดงามและเหมาะสมดีไม่น้อย

                2.     เครื่องไม้ตี  เครื่องไม้ตี ได้แก่ เครื่องกระบี่กระบองที่จำลองมาจากอาวุธจริง  ความมุ่งหมายของการสร้างเครื่องไม้ตีก็คือต้องการให้เบา เหนียว และแข็งแรงทนทาน จึงนิยมทำด้วยไม้หวายซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าว

                อาวุธแท้และอาวุธจำลองทุกชนิด ที่ใช้ในการเล่นกระบี่กระบองนั้น มี 3 ลักษณะ คือ

  1. ลักษณะที่เป็นอาวุธแท้
  2. ลักษณะที่จำลองมาเป็นเครื่องไม้รำ
  3. ลักษณะที่จำลองมาเป็นเครื่องไม้ตี

                สำหรับกระบี่กระบองที่เรียนในชั้นเรียน จะเรียนเกี่ยวกับอาวุธกระบี่  จึงขอกล่าวถึงแต่เฉพาะอาวุธกระบี่เท่านั้น

กระบี่จริง

                กระบี่ เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่ใช้ฟันและแทง ฉะนั้นตัวกระบี่จึงทำด้วยเหล็กเนื้อดี มีรูปแบน ตรง ปลายแหลม  ยาวประมาณ 90 เซนติเมตร มีน้ำหนักไม่มากนัก พอเหมาะสำหรับถือมือเดียว และใช้ฟันแทงได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว  ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้

  1. ตัวกระบี่
  2. ด้ามกระบี่
  3. โกร่งกระบี่
  4. ฝักกระบี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะส่วนประกอบต่างๆ ของกระบี่จริง

 

                ตัวกระบี่        จะทำด้วยเหล็กอย่างดี มีรูปแบนยาว ตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 90 เซนติเมตร น้ำหนักส่วนใหญ่จะอยู่ที่ด้ามเพื่อให้ส่วนตรงกลางและปลายมีน้ำหนักน้อย  ดังนั้นในส่วนระหว่างคมและสันจึงทำเป็นร่องยาวตามแนวยาวของกระบี่ ริมร่องตนบนจะทำนูนขึ้นเป็นสัน  ตอนท้ายของตัวกระบี่จะบากเนื้อเหล็กให้เรียวเล็กลงเพื่อทำกั่นสำหรับติดกับด้าม

                ด้ามกระบี่      จะสวมติดกับกั่นของกระบี่อย่างแน่นหนา ยาวประมาณ 12 เซนติเมตร โตพอมือจับได้อย่างถนัดและมั่นคง

                โกร่งกระบี่     มีรูปร่างคล้ายตะกร้อสอยผลไม้  ทำด้วยแผ่นเหล็กโปร่ง ติดแน่นอยู่กับหัวและท้ายของด้ามกระบี่ มีไว้สำหรับป้องกันมิให้คู่ต่อสู้ฟันถูกมือผู้ถือกระบี่นั้น

                ฝักกระบี่        มีลักษณะเป็นปลอกสำหรับสวมกระบี่เอาไว้เมื่อยังไม่ถึงคราวที่จะใช้กระบี่นั้น มีรูปร่างลักษณะคล้ายตัวกระบี่ ทำด้วยโลหะ หนัง หรือไม้ก็ได้  ข้างในฝุกม่หนังอ่อนหรือสักหลาดเพื่อป้องกันการเสียดสีระหว่างตัวกระบี่กับฝักกระบี่

 

กระบี่รำ

                กระบี่รำ มีรูปร่างลักษณะเหมือนกับกระบี่จริง ยาวประมาณ 1 เมตร โดยมากตัวกระบี่ทำด้วยหวายเทศ ขนาดใหญ่กว่าหัวแม่มือเล็กน้อย  ส่วนปลายเล็กเรียวและถักด้วยเชือกเส้นเล็กๆ โดยรอบ  แล้วลงรักปิดทอง  ด้ามถักและหุ้มด้วยกำมะหยี่  โกร่งทำด้วยหนังทึบทั้งแผ่น ลงรักปิดทองเขียนลายไทย เช่น ลายเทพนม หรือลายรดน้ำ  กระบี่รำบางทีอาจทำด้วยไม้และประดับด้วยกระจกเงาชิ้นเล็กๆ ลงไปเป็นลวดลายตลอดอัน

 

 

 

 

 

 

รูปกระบี่รำ

 

กระบี่ตี

                กระบี่ตี มีลักษณะเช่นเดียวกับกระบี่รำทุกประการ  ส่วนตอนด้ามถักด้วยด้ายและลงรัก ตัวกระบี่มักทำด้วยหวายเทศซึ่งมีคุณลักษณะเบาและเหนียวทนทานดี  แต่บางครั้งอาจใช้หวายโป่งแทนก็ได้   เพื่อให้กีฬาชนิดนี้สนุกสนานและเผ็ดร้อนยิ่งขึ้น คณะกระบี่กระบองหลายคณะได้จัดทำกระบี่ตีขึ้นมาเป็นพิเศษ คือ ตัวด้ามและโกร่งยังคงเป็นรูปเดิม แต่ส่วนปลายของตัวกระบี่จะต่อด้วยหนังควายซึ่งควั่นเป็นเกลียว ถักหุ้มด้วยเชือกเส้นเล็กๆ แล้วลงรักทับ ปลายกระบี่นี้จะโอนอ่อนไปมาดุจแส้  การที่ทำให้ปลายอ่อนเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการฝึกหัดให้นักกระบี่กระบองรู้จักอดทนต่อความเจ็บปวดเป็นอย่างดี เพราะเหตุว่าผู้เล่นกระบี่จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดไม่ได้เลย  ถึงแม้ระรับการตีของอีกฝ่ายหนึ่งได้ดีสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่วายที่จะเจ็บตัว คือ ถ้าผู้รับรับลึกไปถูกตรงตัวหวายเข้า ปลายแส้ก็จะตวัดไปถูกตัว แต่ถ้ารับตรงปลายแส้ ก็จะรับไว้ไม่อยู่ หลุดเลื่อนไปโดนหัวจนได้ ฉะนั้นเมื่อเลิกเล่นแล้ว ย่อมได้แนวคนละหลายๆ แนวเสมอ

 

 

 

 

รูปกระบี่ตี

 

การดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องกระบี่กระบอง

                เครื่องกระบี่กระบอง ควรได้รับการดูแลรักษาให้มีสภาพคงทนใช้การได้ตลอดเวลา  สะอาด  เครื่องอุปกรณ์หรืออาวุธที่เป็นโลหะไม่ให้เป็นสนิม  อยู่ในที่ที่มีความปลอดภัย  จัดวางหรือตั้งไว้เป็นหมวดหมู่และมีระบบระเบียบ สวยงาม  จึงขอแนะนำการเก็บรักษาอุปกรณ์ ดังนี้

  1. เมื่อใช้เสร็จ ควรทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเก็บเข้าที่
  2. เก็บในที่ที่เหมาะสมซึ่งจัดทำไว้สำหรับเก็บอาวุธแต่ละชนิด อาวุธที่สวยงามควรเก็บในตู้กระจก
  3. ใช้ความระมัดระวังในการหยิบวาง หรือการใช้อาวุธนั้นๆ
  4. อาวุธที่เป็นโลหะ ควรชะโลมน้ำมันก่อนเก็บเพื่อป้องกันการเป็นสนิม
  5. ควรทำที่เก็บโดยเฉพาะเช่น ถุงผ้า หนัง เพื่อป้องกันการถลอก รอยขูดขีด
  6. ไม่ควรใช้กระบี่ค้ำยันเพื่อรับน้ำหนักตัวผู้แสดง

 

เครื่องดนตรีประกอบการเล่นกระบี่กระบอง

                ตามประเพณีโบราณ การที่จะแสดงกระบี่กระบองและมวยไทย หากจะให้ถูกต้องตามแบบแผนอย่างแท้จริงแล้ว จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบการแสดงด้วย  เครื่องคนตรีชนิดนี้เราเรียกกันว่า “ปี่ชวา-กลองแขก”  เครื่องคนตรีที่ครบถ้วนจะต้องประกอบด้วย

  1. ปี่ชวา
  2. กลองแขกตัวผู้ (เสียงสูง)
  3. กลองแขกตัวเมีย (เสียงต่ำ)
  4. ฉิ่งกำกับจังหวะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รูปเครื่องดนตรี “ปี่ชวา-กลองแขก” ที่ครบชุด

 

                การเล่นกระบี่กระบองและมวยไทยในสมัยก่อน  สันนิษฐานว่าคงไม่มีดนตรีประกอบการเล่นมาก่อน คงมาคิดผสมขึ้นเองภายหลัง เพราะชื่อเครื่องดนตรีก็เป็นชื่อเครื่องดนตรีต่างชาติ คงมีเพียงฉิ่งกำกับจังหวะเท่านั้นที่เป็นของไทย  ปี่กลองนี้พวกแขกชวาชอบนำมาบรรเลงประกอบการเล่นกริช หอกซัด  เราเห็นว่าเหมาะสมเร้าใจดีจึงนำมาใช้บ้าง

                เนื่องจากในการแสดงและมีคนตรีนี้มาช้านานแล้ว ทำให้ผู้เล่นและผู้ดูติดจนชินหู  หากการแสดงแต่ละครั้งขาดดนตรีประกอบจะทำให้เงียบเหงาขาดความสนุกสนานไปด้วย  เครื่องดนตรีที่นำมาประกอบการแสดงกระบี่กระบองและมวยไทยนั้น มีประโยชน์คือ

  1. ทำให้เกิดความสนุกสนานครึกครื้น
  2. ช่วยปลุกเร้าให้ผู้เล่นเกิดความคึกคักฮึกเหิมในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น
  3. เป็นการเพิ่มความงดงามให้แก่ศิลปะของการร่ายรำ ซึ่งผู้แสดงจะร่ายรำไปตามท่วงทำนองและ

จังหวะของดนตรี

  1. ในการต่อสู้กันนั้น เสียงปี่เสียงกลอง จะช่วยยุหรือหนุนให้ผู้เล่นคิดสู้กันเรื่อยไป เพราะตาม

ธรรมดาเมื่อเข้าตีกัน ปี่กลองจะเร่งเสียงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเร่งขึ้นมากเพียงใดก็ยิ่งหนุนให้เกิดความกล้ามากขึ้นเพียงนั้น

                ในการแสดงกระบี่กระบองครั้งหนึ่งๆ “ปี่ชวา-กลองแขก” จะต้องบรรเลงเพลงเป็น 3 ช่วง ดังนี้

                1.    ตามปกติ ก่อนที่จะเริ่มการแสดงกระบี่กระบอง เป็นประเพณีนิยมที่ถือปฏิบัติกันมาว่า จะต้องกระทำพิธีแสดงความเคารพครูบาอาจารย์เสียก่อน เรียกว่า “พิธีไหว้ครู” ผู้ที่เป็นหัวหน้าสำนักหรือคณะจะนำดอกไม้ธูปเทียนขึ้นทำการสักการะครูบาอาจารย์กระบี่กระบอง โดยกระทำที่หน้าแท่นที่ตั้งเครื่องไม้รำและเครื่องไม้ตี หรือที่ตั้งอาวุธกระบี่กระบองทุกชนิด  บรรดาศิษย์และผู้แสดงจะห้อมล้อมอยู่ด้วยอาการเคารพ  ในขณะนี้เครื่องดนตรีจะบรรเลงเพลงไปเรื่อยๆ จนเสร็จพิธี  เพลงที่ใช้บรรเลงในช่วงนี้จะใช้เพลงชมสมุทร  เพลงโฉลก  เพลงเกาะ หรือเพลงระกำ ก็ได้

                2.    เมื่อเสร็จพิธีไหว้ครูแล้ว  ก่อนที่จะเริ่มการแสดงสักเล็กน้อย  จำต้องมีการโหมโรงก่อน  เพลงที่ใช้โหมโรง จะใช้เพลงใดก็ได้ เช่น แขกโอด  สารถี  เยี่ยมวิมาน  แขกไทร หรือเพลงสองชั้นอื่นๆ ก็ได้

                3.    เพื่อความเหมาะสมสอดคล้องกันระหว่างเพลงที่บรรเลงกับอาวุธที่ใช้ต่อสู้กัน ปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจึงจัดเพลงกำกับไว้ ดังนี้

                        3.1  กระบี่     ใช้เพลงกระบี่ลีลา

                        3.2  ดาบสองมือ   ใช้เพลงจำปาทองเทศหรือขอมทรงเครื่อง

                        3.3  ง้าว ใช้เพลงขึ้นม้า

                        3.4  พลอง     ใช้เพลงลงสรงหรือขึ้นพลับ