เรื่องย่อ (This content contains HUGE spoiler!!)


ก่อนที่จะนำเข้าสู่ประเด็นที่ภาพยนต์เรื่องนี้พยายามจะสื่อ และสามารถทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมซะด้วย ฉันขอเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องย่อของภาพยนต์ โดยฉันได้พยายามเก็บรายละเอียดต่างๆที่เห็นว่ามีความสำคัญ เพื่อที่จะทำให้ทุนคนได้เห็นภาพ และนำเข้าสู่ประเด็นในการวิจารณ์ต่อไป

American History X ดำเนินเรื่องโดยการย้อนกลับไปให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเดเรค ว่าทำอย่างไร จากเด็กหนุ่มธรรมดาที่มีจิตใจอ่อนโยน และมีผลการเรียนเป็นเลิศ กลับกลายเป็นหัวหน้าใหญ่แห่งแก็ง neo-Nazi ใน Venice Beach, California   

เดเรค และ แดนนี่(น้องชาย) เติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อ หัวหน้าครอบครัวเป็นคนปลูกฝังให้ทั้งสองเกลียจชังชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวผิวดำและเอเชียที่เข้ามาเป็น ปรสิต สร้างปัญหา ทำให้ประเทศอเมริกาต้องเสียงบประมาณไปมากมาย และคนต่างชาติพวกนี้ยังแย่งอาชีพจากชาวอเมริกันไปหมด ทำให้คนอเมริกันที่แท้จริงต้องประสบปัญหา  แต่เหตุการณ์ผลิกผันที่แท้จริงที่ทำให้เดเรคหันหน้าเข้าหาลัทธินาซีอย่างเต็มตัวนั้น เกิดขึ้นเมื่อพ่อของเขาถูกฆ่าตายโดยแก๊งค้ายาชาว African-American

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เดเรคในเข้าร่วม neo-Nazi street gang ที่มีชื่อว่า The Disciples of Christ ก่อตั้งโดยคาเมรอน อเล็กซานเดอร์ รวบรวมเด็กวัยรุ่นผิวขาวเข้าแก๊ง มีจุดมุ่งหมายคือต่อต้านคนผิวสี พวกเขาบุกทำลายร้านค้าของคนเกาหลีที่ว่าจ้างพวกเม็กซิกันเข้าทำงาน ท้าแข่งบาสกับคนผิวดำเพื่อยึดสนามบาสเป็นของพวกตนเอง และแล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเดเรคตลอดไปได้เกิดขึ้น เมื่อคืนหนึ่ง มีชาวผิวดำสามคน พยายามขโมยรถของพ่อ ผู้จากไปของเดเรค เมื่อเดเรคทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจากแดนนี่ ที่มองเห็นจากหน้าต่างห้องของตนเอง เดเรคจึงได้ตัดสินใจใช้ปืนยิงชาวผิวดำคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตลงทันที แต่เท่านั้นยังไม่พอ เดเรคได้ทำการฆ่าขโมยชาวผิวดำอีกคนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม โดยเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของแดนนี่ น้องชาย ที่มองดูสิ่งที่พี่ชายของเขาได้กระทำด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หลังจากที่เดเรคได้ฆ่าคนทั้งสองอย่างเลือดเย็น ตำรวจได้เข้ามาจับกุมตัวเดเรคทันที แต่เดเรคกลับคุกเข่าพร้อมรับการจับกุม และยังยิ้มอย่างอำมหิตไปที่แดนนี่

เดเรคนั้นถูกศาลพิพากษาให้รับโทษในคุกเป็นเวลาสามปี ฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา … เวลา 3 ปีนั้น สำหรับบางคนอาจจะเป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างเรื่อยเปื่อย แค่พยายามผ่านพ้นไปให้ได้ในแต่ละวันก็พอแล้ว … แต่เวลา 3 ปีในเรือนจำของเดเรค เป็นเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาตลอดไป …

              ใน คุก เดเรคเข้ากลุ่มกับพวกนักโทษผิวขาวได้อย่างรวดเร็ว เขาเข้าร่วมแก๊ง Aryan Brotherhood  แต่แล้วเขาได้เจอเพื่อนร่วมงาน(ซักรีด)ผิวดำผู้หนึ่ง ชื่อลามอนต์  ทีแรกเดเรคไม่ยอมคบหาสมาคมกับลามอนต์

 "ระวังตัวให้ดีเถอะ ไม่มีใครเรียกฉันว่านิกเกอร์(นิโกร)หรอก นายต่างหากที่เป็นนิกเกอร์ในคุกนี่" นี่เป็นความจริงที่ลามอนต์บอกเขา นักโทษผิวขาวมีจำนวนน้อยกว่านักโทษผิวดำมาก พวกเขาต้องอยู่รวมกลุ่ม และพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับแก๊งนักโทษผิวสี เมื่อเดเรครู้เข้าก็รับไม่ได้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนผิวขาวต้องนอบน้อมให้พวกผิวสี เพื่อนร่วมแก๊งคนหนึ่งบอกเขาว่า ถ้าไม่ทำแบบนั้น ชีวิตในเรือนจำก็จะกลายเป็นนรก แต่เดเรคผู้ซึ่งยึดมั่นในลัทธินาซีอย่างแรงกล้า ไม่เห็นด้วย เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากแก๊งชาวผิวขาว . . . นรกในคุกของเดเรคกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว



                  ลามอนต์เป็นคนคุย เก่ง ถึงเดเรคไม่ยอมพูดกับเขาเลย ไม่มองหน้า และทำท่ากระฟัดกระเฟียดใส่ แต่ลามอนต์ไม่เคยถือสาหาความ ไม่นาน เดเรคเองก็เริ่มเปิดใจและสนิทสนมกับลามอนต์ ด้วยเหตุนี้ นักโทษผิวขาวจึงไม่พอใจ … พวกนั้นทำร้ายร่างกาย และ … ข่มขืนเดเรค

          ระหว่างที่เดเรคเข้ารับการรักษาตัว ด็อคเตอร์ สวีนี่ อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนเก่าของเดเรคได้มาเยี่ยม พร้อมเล่าเรื่องที่แดนนี่ น้องชายของเดเรค กำลังเจริญรอยตามเขาไปสู่การเป็นนีโอนาซีเหมือนที่เดเรคเป็น ด็อคเตอร์สวีนี่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เดเรคเห็นว่า “Racism is Pointless” พร้อมกับถามคำถามจุดประกายกับเดเรคว่า

"Has anything you've done made your life better?"

ในเวลาเดียวกันลามอนต์บอกเขาว่าไม่มีใครรอดอยู่ในคุกได้โดยไม่มีพรรคพวกหรอก แต่เดเรคไม่สนใจ ไม่มีอะไรจะเสียมากกว่านี้อีกแล้ว ถ้าใครคุกคามเขาอีก เขาก็พร้อมจะแลก เดเรคคอยระวังตัวจากทั้งคนผิวขาวและคนผิวดำ เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะได้ออกจากคุกเสียที และแล้ว วันนั้นก็มาถึง เขาได้ออกจากคุกอย่างปลอดภัย ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น ก็ไม่มีใครหาเรื่องทำร้ายเขาอีกเลย เดเรคเชื่อว่าลามอนต์คือผู้อยู่เบื้องหลังความสงบสุขทั้งหมด รามอนต์ใช้อิทธิพลในคุกของเขาทั้งหมดป้องกันไม่ให้ใครมาทำร้ายเดเรคได้อีก


สีผิวที่เขาเกลียด

เชื้อชาติที่เขาเกลียด

หรือเจ้าของสิ่งเหล่านี้คือคนที่ช่วยปกป้องเขามาตลอด?

ในที่สุด...เดเรคก็ได้รับบทเรียนอันมีค่า

 

ในวันที่เดเรคกำลังจะได้รับการปล่อยตัว รุ่งเช้าวันนั้น แดนนี่ น้องชายของเดเรคผู้ที่เทิดทูนพี่ชายของเขามาก และหวังจะเติบโตเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกับเดเรค แดนนี่สูบบุหรี่ กล้อนผม สักรูปเครื่องหวายสวัสดิกะเช่นเดียวกับเดเรค ถูกเรียกให้ไปพบกับอาจาร์ใหญ่ (ดร.สวีนี่) เรื่องที่เขาเขียนรายงานประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Mein Kampf หนังสืออัตตชีวประวัติของฮิตเลอร์ ดร.สวีนี่ตัดสินใจให้โอกาสแก่แดนนี่อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขาจะเป็นคนสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้แก่แดนนี่เอง โดยจะเรียกวิชานี้ว่า American History X และขอให้แดนนี่เขียนรายงานส่งเขาใหม่ ในครั้งนี้ ดร.สวีนี่ขอให้แดนนี่เขียนรายงานเกี่ยวกับเดเรค และอิทธิพที่เดเรคมีต่อตัวแดนนี่

ในที่สุดเดเรคก็ได้รับการปล่อยตัว เขามุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนตนเป็นคนใหม่ พอกันทีสำหรับการเหยียดสีผิว แต่เมื่อเขากลับถึงบ้าน เดเรคก็ต้องตกใจเหมือนเห็นแดนนี่ในตอนนี้กลายเป็นเหมือนตัวเขาในอดีต .. neo-Nazi   เดเรคพยายามที่จะบอกแดนนี่ให้อย่าไปยุ่งกับแก๊งนีโอนาซีอีก แต่ความพยายามของเขากลับไม่เป็นผล

ในคืนนั้นเอง แก๊งนีโอนาซี ได้จัดปาตี้เลี้ยงต้อนรับการกลับมาของเดเรค ซึ่งทั้งเดเรค และ แดนนี่ (ซึ่งถึงแม้จะถูกห้ามโดยพี่ชายของเขา) ต่างเข้าร่วม เดเรคได้เผชิญหน้ากับ คาเมรอน อเล็กซานเดอร์ หัวหน้าผู้คอยชักใยอยู่เบื้องหลังการกระทำของแก๊งนี้ทั้งหมดอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ เดเรค ผู้ที่ต้องการเริ่มชีวิตใหม่ตัดสินใจบอกกับคาเมรอนว่า เขาจะไม่ขอยุ่งหรือมีส่วนร่วมอะไรกับแก๊งอีก พร้อมทั้งบอกคาเมรอนให้ อย่ามายุ่งกับแดนนี่น้องชายของเขา เดเรค และคาเมรอนได้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนเดเรคคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อคาเมรอนมาว่าน้องชายของตน เดเรคจึงรัวหมัดใส่คาเมรอน และเมื่อสมาชิกชาวแก๊งได้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าว เดเรคจึงกลายเป็นเป้าโจมตีจากสมาชิกแก๊งนีโอนาซีทั้งหมด แต่เดเรคและแดนนี่ก็สามารถหนีรอดมาได้ แดนนี่ผู้ซึ่งยังคงปักใจเชื่ออยู่กับลัทธินาซี กำลังสับสนกับพฤติกรรมของพี่ชายตนเอง เดเรคจึงตัดสินใจเล่าเหตุการทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเขาในคุกให้แดนนี่ฟัง และดูเหมือนว่าคำสารภาพทั้งหมดของเดเรคครั้งนี้ทำให้แดนนี่ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองเช่นเดียวกัน

ในคืนนั้นเองแดนนี่ได้ทำรายงานวิชา American History X ของเขาเสร็จ และเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เดเรคไปส่งแดนนี่ที่โรงเรียน ในห้องน้ำ แดนนี่เผชิญหน้ากับเด็กนักเรียนชาวผิวดำผู้ซึ่งแดนนี่เพิ่งมีเรื่องด้วยเมื่อวันก่อน เด็กนักเรียนคนนั้นตัดสินใจใช้ปืนยิงแดนนี่ … และกว่าที่เดเรคจะมาถึงโรงเรียน แดนนี่ก็ได้จากไปเสียแล้ว (The price for a change of heart can be, and often is, brutal)

ภาพยนต์เรื่องนี้จบลงด้วยคำพูดประโยคสุดท้ายในรายงานวิชา American History X ของแดนนี่ที่ว่า

 my conclusion, right? Well, my conclusion is:

Hate is baggage. Life's too short to be pissed off all the time. It's just not worth it.

Derek says it's always good to end a paper with a quote.

 He says someone else has already said it best. So if you can't top it, steal from them and go out strong.

So I picked a guy I thought you'd like.

“We are not enemies, but friends. We must not be enemies. Though passion may have strained, it must not break our bonds of affection. The mystic chords of memory will swell when again touched, as surely they will be, by the better angels of our nature.”[Quoting Abraham Lincoln]

 

 ---------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่เขียนสรุปเนื้อหาของภาพยนต์ทั้งหมด ฉันคิดว่าฉันได้ใช้เวลาในการสรุปภาพยนต์เรื่องนี้ มากกว่าเวลาที่ดูภาพยนต์เสียอีก - -” การเขียนอะไรซักอย่าง ไม่ใช่สิ การทำอะไรซักอย่างให้ได้ดีนั้น ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียว

ในบันทึกครั้งต่อไป หลังจากที่ได้รู้เนื้อหาของภาพยนต์โดยละเอียดแล้ว ฉันจะขอนำเนื้อหา และเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิ neo-Nazi มาวิเคราะห์ มีหลายคนบอกฉันว่า ทำไมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ มันเป็นเรื่องของพวกคนตะวันตก ไม่ใช่เรื่องของคนเอเชียตะวันออกไกล อย่างเรา ๆเลย แต่ฉันอยากจะให้ความเห็นใหม่กับทุกๆคน ว่า  จริงๆแล้ว นาซีไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราเลย …จะด้วยเพราะอะไรนั้น ขอให้ติดตามในบันทึกครั้งต่อไป

ขอบคุณแหล่งเนื้อหาต่าง ๆ จากโลกไซเบอร์ และ ขอบคุณผู้อ่านทุก ๆ คนค่ะ ^_______^

 

 

นางสาวฐิตาภา ภาตะนันท์