สามเหลี่ยมฤดูร้อน

สามเหลี่ยมฤดูร้อน เป็น ชื่อไว้เรียก กลุ่มดาวเรียงเด่นๆ สามดวง ที่เห็นได้ชัดในฤดูร้อน คือ อัลแตร์, เดเนบ, และ เวก้า ซึ่งจริงๆแล้ว แต่ละดวงถูกจัดอยู่ในกลุ่มดาวต่างๆกัน
อัลแตร์ ถูกจัดอยู่กับกลุ่มดาวอกีล่า หรือ เหยี่ยว
เดเนบ ถูกจัดอยู่กับกลุ่มดาวซิกนัส หรือ หงษ์
เวก้า ถูกจัดอยู่กับกลุ่มไลร่า หรือ พิณไลเรอ (พิณของกรีกโบราณ ผมไม่เคยเห็น ของจริงเหมือนกันครับ)

ดาวสามดวงนี้ สว่างและเห็นชัดที่สุดในรูปนี้แล้ว
หรือ ดูรูปชัดๆได้ที่รูป Summer Triangle ในแฟ้มรูป Dinosaur NM นะครับ

ถ้ายังหา ไม่เจอนะครับลองดูรูปข้างล่างนี้ ซึ่งเป็นรูปเดียวกัน แต่ผม ใส่ ลูกศร แล้วก็กรอบ เข้าไป
ลูกศรสีแดงชี้ อัลแตร์ เดเนบ และ เวก้า
กรอบสีเขียว ที่เป็นเหมือนรูปไม้กางเขนอันนั้นคือ กางเขนเหนือ ซึ่งถ้าต่อ ดาวในกรอบสีมรกตสองอันข้างๆเข้าไปก็จะครบเป็นปีกหงษ์
กรอบสีเขียว สี่เหลี่ยม แสดงบริเวณของพิณไลเรอ
วงสีชมพู เป็นดาวที่จะเกี่ยวกับ ตำนานที่กำลังจะเล่าครับ


ผมไม่ได้ภาพของกลุ่มดาวเหยี่ยวเต็มๆ เพราะตอนถ่ายก็ใช้เล็งๆเอาครับ มองอะไรก็ไม่เห็น
แต่ก็ยังดีที่ได้มาครบ สามเหลี่ยม

กลุ่มดาวหงษ์ ที่ส่วนกลางที่เด่นกว่า ดูเป็นไม้กางเขนนี่นะครับ
ตรงหัวไม้กางเขน คือ หางหงษ์ ตรงนั้น คือ เดเนบ (ตรงลูกศรแดงชี้)
ส่วนปลายไม้กางเขนนั่นคือ หัวหงษ์
กลุ่มนี้แรกๆผมก็สับสน เพราะว่า คอ มันยาวกว่าหาง แต่อย่าลืมนะครับว่ามันเป็นหงษ์
หงษ์คอยาวกว่าหางครับ หงษ์หุ่นเดียวกับห่าน คือ คอยาว หางสั้น

สั้นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เวก้า คือ อีกราวๆ 12,000 ปี (หรือ ที่ ปี 14,000 CE; ตอนนี้ เราอยู่ที่ปี 2008 CE) ถ้ามนุษย์ ยังอยู่กันได้ถึงวันนั้น แกนของโลกจะแกว่ง และ จะไปชี้ เวก้า ให้เป็นตำแหน่งดาวเหนือ

ไอ้พื้นฟ้า บริเวณนี้ ตำนานของจีนมีว่า ...

(เนื่องจาก ผมหาข้อมูล ภาษาไทยไม่ได้ ผมใช้ข้อมูลจาก wikipedia ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นการแปลและชื่อจีน อาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ขออภัยนะครับ ... ถือว่าอ่านเพื่อความบังเทิงแล้วกันครับ)

 เรื่องดูมีหลายเวอร์ชั่น เอาง่ายๆก็คือ
จี้นู่ เป็นนางฟ้า ทอผ้า ทอเมฆ งดงามอยู่บนสวรรค์ วันหนึ่ง ลงมาเที่ยวเล่น บนโลก
เห็น ทะเลสาบสวย น้ำใส เย็นชื่นใจ ก็ลงไปอาบน้ำเล่น
นางถอดเสื้อผ้าทุกชิ้น ... ไว้ข้างๆทะเลสาบ
บังเอิญ เหน่ยหลาง เจ้าหนุ่มเลี้ยงวัว ดันไปเห็นเข้า มองดู มองอยู่ มองแล้วก็เกิดหลงรัก
ก็เลย ลัก เสื้อผ้า ของนางไปเป็นตัวประกัน
(การกระทำแบบนี้ สมัยนี้ ต้องโดนตำหนินะครับ แต่สมัยนั้นคงไม่เป็นไรครับ ก็คงดีกว่าเอากระบองตีหัว นะครับ)
จี้นู่ เมื่ออาบน้ำเสร็จ ไม่เห็นเสื้อผ้าที่วางอยู่ ก็ตกใจ แต่ก็ต้องจำใจ
ลุกออกไปเดินหาเสื้อผ้า
แล้วก็เดิน ไปหา เหน่ยหลาง เพื่อไปขอคืนเสื้อผ้าคืน
เหน่ยหลาง ก็ต่อรอง ให้นาง แต่งงานด้วย ซึ่งนางก็ตกลง
(เฮ้อ ... อย่าว่า หนุ่มสาวสมัยนี้ เขาตัดสินใจกันรวดเร็วเลย
... มันเป็นกรรมพันธ์ ครับ สืบทอดกันมาเป็นพันปีแล้ว )
ทั้งสองแต่งงาน อยู่กินด้วยกัน เวลาผ่านไปทั้งสองก็ยิ่งรักใคร่กัน ต่างปฏิบัติต่อกันดียิ่งนัก
จี้นู่ ให้กำเนิด บุตร สองคน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ธิดาสวรรค์ มารดาของจี้นู่ รู้เรื่องราวเข้า แล้วก็โมโหอย่างมาก
 ด้วยว่า ชาติมนุษย์เดินดิน ไฉนบังอาจ ร่วมหอ กับ นางฟ้าชาวสวรรค์
นางไม่รอช้าดิ่งลงสู่โลกมนุษย์ แล้วก็พาตัว จี้นู่ กลับสู่สวรรค์
เมื่อ เหน่ยหลาง รู้ว่า จี้นู่ ถูกพากลับไปสวรรค์
ก็ จูงมือ ลูกๆสองคนขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อตามหา จี้นู่
พอธิดาวรรค์ มาเจอ ก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
... บังอาจ! มากเกินไปแล้ว เจ้ายังมาตามถึงนี่เชี่ยวเหรอ
นางจึงใช่ปิ่นปักผม ของนาง ขีดเส้นบนสวรรค์ให้เป็นแม่น้ำเพื่อ กั้นระหว่าง จี้นู่ กับ เหน่ยหลางและลูกๆ

แม่น้ำบนสวรรค์ นั้นก็ คือ ทางช้างเผือก (ในรูปผม อาจเห็นทางช้างเผือกไม่ชัดนะครับ)
จี้นู่ นั้นคือ เวก้า ที่อยู่ฝั่งหนึ่งของทางช้างเผือก
เหน่ยหลาง นั้นคือ อัลแตร์ ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทางช้างเผือก
โดยมีลูกสองคนอยู่ข้างๆ (เบต้า กับ แกมม่า ในกลุ่มดาวเหยี่ยว .. วงกลมสีชมพูในรูปครับ)

ทุกๆปีแล้ว เหล่านกสาลิกาที่ได้ยินเรื่องราวของคนทั้งสองก็จะบินมาเป็นสะพานให้ทั้งคู่ได้พบกันหนึ่งคืน
สะพานนั้นก็อยู่ ที่ เดเนบ ของกลุ่มดาวหงษ์

ดังนั้นทุกๆปี ก็จะมีเทศกาล ฉีซี่ (Qi Xi) ซึ่งจะตรงกับคืนที่เจ็ด เดือนเจ็ด ของทุกๆปี (เดือนจีนนะครับ ปีนี้ ๒๕๕๑ ตรงกับวันที่ ๗ ส.ค. ปีหน้า ๒๕๕๒ ตรงกับวันที่ ๒๖ ส.ค.)

ว่ากันว่า เทศกาลนี้ก็คล้ายๆ วาเลนไทน์ ของจีนหละครับ

http://tatpong.multiply.com/journal/item/31