1. ส่วนประกอบของไฟล์วอลล์มีอะไรบ้าง อธิบายโดยละเอียด

-ตัวแทนเชื่อมต่อกับบริการเกตเวย์และส่งคำสั่งเพื่อเชื่อมต่อกับ Agent Manager บนเซิร์ฟเวอร์สำรอง

-บริการเกตเวย์ส่งคำสั่งไปยังผู้จัดการประตู

-ผู้จัดการเกตเวย์สร้างการเชื่อมต่อไปยังผู้จัดการ

-เกตเวย์สร้างการเชื่อมต่อกับบริการเกตเวย์โดยใช้รีเลย์พร็อกซี่

-เกตเวย์ผู้จัดการ 3 การเชื่อมต่อความสัมพันธ์และ 4 ถึงรูปแบบการเชื่อมต่อเสมือนจริงจากผู้จัดการกับบริการเกตเวย์

-ประตูสู่บริการการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ที่ 4 และ 6 ในรูปแบบการเชื่อมต่อเสมือนจริงจากผู้จัดการให้ตัวแทน

 

2.จงบอกถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งบวกและลบ

ผลกระทบด้านบวก

1. การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น

2. เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส   เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร

3. สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน   การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน โรงเรียนมากขึ้น

4. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม   การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่า โทรมาตร เป็นต้น

5. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ   กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงาน

6.การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม   การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็น ต้องหาวิธีการ ในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น

7. เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน   บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป

ผลกระทบด้านลบ

1. ก่อให้เกิดความเครียดในสังคมมากขึ้น  เนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เคยทำอะไรแบบใด มักจะชอบทำแบบนั้น ไม่ชอบการ เปลี่ยนแปลง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเปลี่ยนแปลง บุคคลที่รับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงเกิดความวิตกกังวล จนกลาย เป็นความเครียด กลัวว่าคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้คนตกงาน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนมนุษย์

2. ก่อให้เกิดการรับวัฒนธรรม  หรือการแลกเปลี่ยนวัฒนรรมของคนในสังคมโลก ทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกด้านการแต่งกาย และการบริโภคเปลี่ยนแปลงไป การมอมเมาเยาวชนในรูปของเกมส์อิเล็คทรอนิคส์ ส่งผลกระทบ ต่อการพัฒนาอารมณ์และจิตใจของเยาวชน เกิดการกลืนวัฒนธรรมดั้งเดิมซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ของสังคมนั้น

3. ก่อให้เกิดผลด้านศีลธรรม   บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้า และเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป

4. การมีส่วนร่วมของคนในสังคมลดน้อยลง   การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ในการสื่อสารและการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งการมีส่วนร่วมของกิจกรรมทางสังคมที่มีการพบปะสังสรรค์กันจะน้อยลง ผู้คนมักอยู่แต่ที่บ้านหรือที่ทำงานของตนเองมากขึ้น

5. การละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยการเพยแพร่ข้อมูลหรือรูปภาพต่อสาธารณชน
ซึ่งข้อมูลบางอย่างอาจไม่เป็นความจริงหรือยังไม่ได้พิสูจน์ความถูกต้องออกสู่สาธารณะชน ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคลโดยไม่สามารถป้องกันตนเองได้ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเช่นนี้

ต้องมีกฎหมายออกมาคุ้มครองเพื่อให้นำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ในทางที่ถูกต้อง

6. เกิดช่องว่างทางสังคม  การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับการลงทุน ผู้ใช้จึงเป็นชนชั้นในอีกระดับหนึ่งของสังคม ในขณะที่ชนชั้นระดับรองลงมามีจำนวนมากกลับไม่มีโอกาสใช้และผู้ยากจนก็ไม่มีโอกาสรู้จักกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

7. อาชญากรรมบนเครือข่าย   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้น เช่น ปัญหาอาชญากรรม ตัวอย่างเช่น อาชญากรรมในรูปของการขโมยความลับ การขโมยข้อมูลสารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศที่มีการหลอกลวง รวมถึงการบ่อนทำลายข้อมูลและไวรัส

8. ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ   นับตั้งแต่คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการทำงาน การศึกษา บันเทิง ฯลฯ การจ้องมอง คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มีผลเสียต่อสายตา ซึ่งทำให้สายตาผิดปกติ มีอาการแสบตา เวียนศรีษะ นอกจากนั้นยังมีผลต่อสุขภาพจิต เกิดโรคทางจิตประสาท  

 

 

3.โปรแกรมประมวลคำคือ?ประโยชน์

โปรแกรมประมวลคำ (อังกฤษ: word processor) หรือระบบจัดเตรียมเอกสาร (document preparation system) เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ ใช้ในการผลิตเอกสารที่พิมพ์ออกมาได้ ซึ่งรวมถึงกระบวนการเขียน แก้ไข จัดรูปแบบ และพิมพ์ การประมวลคำอยู่ในการทำงานยุคแรกๆของคอมพิวเตอร์สำนักงาน

โปรแกรมประมวลคำเชิงพานิชย์ที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไมโครซอฟท์ เวิร์ด เวิร์ดเพอร์เฟกต์ โปรแกรมโอเพนซอร์ส เช่นโอเพนออฟฟิศดอตอ็อก ไรเตอร์ และเคเวิร์ด และโปรแกรมประมวลคำออนไลน์เช่น กูเกิลดอกส์

ประโยชน์ของโปรแกรมประมวลผลคำ

1. การจัดเก็บเอกสาร

การจัดเก็บเอกสารที่พิมพ์ขึ้นด้วยกระดาษนั้นอาจจะเกิดการสูญหาย  หรือฉีกขาดได้ง่าย  แต่การจัดเก็บเอกสารในรูปของไฟล์ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นข้อมูลต่าง ๆ จะอยู่ครบถ้วน  ตราบเท่าที่สื่อที่ใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูล  เช่น  ดิสก์เกตต์  ฮาร์ดดิสก์  แผ่นซีดี  ฯลฯ  อยู่ในสภาพที่ดีและสมบูรณ์

2. การค้นหาและเรียกใช้ข้อมูล

โปรแกรมประมวลผลคำจะมีความสามารถในการค้นหาข้อ ความ  หรือคำ  ที่เราต้องการได้อย่างรวดเร็ว  และยังสามารถค้นหาข้อความหรือคำและแทนที่ด้วยข้อความหรือคำใหม่ได้โดย อัตโนมัติ  ตลอดจนการเรียกใช้แฟ้มข้อมูลก็ทำได้โดยง่ายและสะดวก  เพียงแต่ทราบชื่อไฟล์และ

ตำแหน่งที่จัดเก็บก็สามารถเรียกใช้ไฟล์ได้โดยสะดวก รวดเร็วไม่ยุ่งยากเหมือนกับการค้นหาและเรียกใช้งานเอกสารธรรมดา  ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

3. การทำสำเนา

การทำสำเนาเอกสารด้วยเครื่องพิมพ์ดีดจะต้องใช้กระดาษคาร์บอน  และสามารถทำสำเนาได้เพียงครั้งละ  3 – 4 แผ่นเท่านั้น  ในขณะที่การทำสำเนาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำได้อย่างไม่จำกัด  และทุกสำเนามีความชัดเจนเท่าเทียมกัน

4. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร

การ พิมพ์เอกสารด้วยเครื่องพิมพ์ดีด  มักจะมีการพิมพ์ผิดอยู่เสมอ ๆ ทำให้เสียเวลาในการแก้ไขเอกสาร  ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก  นอกจากนี้เอกสารที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดก็ไม่สวยงามเท่าที่ควร  เพราะอาจปรากฏร่องรอยของการขูดลบ  แต่ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ในการพิมพ์เอกสาร  ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะหมดไป  ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

5. การจัดรูปแบบเอกสาร

โปรแกรม ประมวลผลคำ  มีความสามารถในการจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น  การกั้นระยะหน้า – ระยะหลัง  การใส่ข้อความหัวกระดาษท้ายกระดาษ การจัดเอกสารแบบหลายคอลัมน์ การจัดรูปแบบอัตโนมัติ  (Auto Format) ฯลฯ  ช่วยให้เกิดความสะดวกในการทำงานเหนือกว่าการทำงานบนเอกสารธรรมดา

 

 

4.หนังสือเวียนมีขั้นตอนการทำอย่างไร อธิบาย

โดยมีขั้นตอนดังนี้

1. เตรียมแฟ้มรายชื่อที่จะส่งหนังสือถึง โดยการคลิกที่เมนูคำ สั่ง ตาราง แล้วคลิกที่คำ สั่ง วาดตาราง หรือจะคลิกที่ปุ่มแทรกตาราง  ก็ได้เช่นเดียวกัน

2. วาดตาราง จำนวน 2 คอลัมน์ 4 แถว หรือระบายตาราง จำนวน 2 คอลัมน์ 4 แถว แล้วคลิกเมาส์ก็ได้

3. พิมพ์หัวตารางช่องแรก ที่ ช่องที่สอง ชื่อ-นามสกุล

4. พิมพ์รายชื่อทุกคนที่จะติดต่อลงไป

โดยมีข้อแม้ว่า เวลาพิมพ์ตารางฐานข้อมูล ให้หัวตารางชิดเส้นขอบเขตข้อความด้านบนเป็นใช้ได้

5. บันทึกแฟ้มชื่อ รายชื่อ

6. พิมพ์จดหมายที่ต้องการส่งขึ้นมา 1 ฉบับ

7. บันทึกแฟ้มจดหมาย ชื่อ จดหมาย (ขณะนี้ยังเปิดแฟ้มนี้อยู่)

8. ใช้เมาส์คลิกที่คำ สั่ง เครื่องมือ ที่แถบคำ สั่ง แล้วเลือกคำ สั่ง จดหมายเวียน

9. คลิกที่ปุ่ม สร้างเอกสารหลัก  แล้วเลือกคำ สั่งจากจดหมาย

10. คลิกที่ปุ่มหน้าต่างที่ใช้งานอยู่ 

11. คลิกที่ปุ่ม แหล่งรับข้อมูล  แล้วเลือกคำ สั่ง เปิดแหล่งข้อมูล

12. เลือกแฟ้ม รายชื่อ แล้วตอบตกลง  คลิกปุ่มแก้ไขเอกสารหลัก ที่แถบเครื่องมือด้านบนจะปรากฏแถบเครื่องมืออีกแถบหนึ่ง

13. ใช้เมาส์คลิกที่จดหมาย หลังคำ ว่าเรียน เคาะคานเว้นวรรค 2 ครั้ง คลิกปุ่มแทรกเขตข้อมูลผสาน

เลือกฟิลด์ ชื่อ-สกุล

14. ใช้เมาส์คลิกที่ปุ่ม แสดงข้อมูลผสาน ก็จะปรากฏรายชื่อจากฐานข้อมูลทันที

15. เมื่อต้องการพิมพ์จดหมายเวียนออกทางเครื่องพิมพ์ (แนะนำ ว่าควรใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจต) ก็ให้ใช้เมาส์

กดปุ่ม ผสานลงเครื่องพิมพ์โปรแกรมก็จะทำ การผนวกรายชื่อเข้ากับจดหมาย แล้วพิมพ์ออกมาทางกระดาษ

จนครบทุกคน

16. หลังจากใช้งานเสร็จแล้ว เมื่อปิดแฟ้ม กรอบโต้ตอบจะถามว่า จะบันทึกหรือไม่ ตรงนี้ไม่ต้องบันทึก

เพื่อที่จะเก็บจดหมายที่เป็นเนื้อความไว้เพียงเท่านั้น

 

 

5.ถ้าหากเราต้องการที่จะทำแบบฟอร์มการเสียภาษี ภงด.91 โดยใช้ไมโครซอฟต์เอ็กเซล น.ศ. มีขั้นตอนอย่างไร

ส่วนที่ 1 เงินได้พึงประเมิน

ในส่วนนี้จะมีเพียง 4 ข้อใหญ่ๆ เท่านั้นตามที่ผมออกแบบชีตเอาไว้ ผู้ใช้จะกรอกข้อมูลลงในคอลัมน์ ข้อมูล เท่านั้น และจะส่งผลต่อคอลัมน์ ผู้มีเงินได้ ต่อไป ในข้อแรกเป็นรายได้เงินเดือนทั้งหมดตลอดปี ให้กรอกรายได้ลงไปเซลล์ J2 จะถูกกำหนดให้ =D2 ดังนั้นจึงเปลี่ยนแปลงตามโดยอัตโนมัติ ส่วนในข้อ 2 ซึ่งเริ่มจะเป็นปัญหานั้นคือเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีเงื่อนไขอยู่ว่าต้องเป็นส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ต้องไม่เกิน 290,000 บาทเท่านั้น ผมจึงใช้เซลล์ช่วย F3 เพื่อลดค่าที่กรอกเข้ามา 10,000 บาทตามเงื่อนไขแรกเสียก่อน จากนั้นจึงนำผลลัพธ์ที่ได้มาเปรียบเทียบกับค่าสูงสุดคือ 290,000 ที่กำหนดไว้ในเซลล์ E3 หากไม่เกินก็จะใช้ค่าที่จ่ายจริงแต่ถ้าเกินจะบังคับให้กำหนดเป็น 290,000 เท่านั้น ดังนั้นในเซลล์ J3 จึงกำหนดสูตรว่า =IF((F3

ส่วนที่ 2 ค่าใช้จ่าย

ในส่วนนี้มีแค่ 2 ข้อเท่านั้น แต่เริ่มเป็น 2 ข้อที่สร้างปัญหาให้กับการคำนวณเสียแล้ว ค่าสูงสุดสำหรับข้อ 5 คือ 60,000 บาทซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักได้ แต่ว่าเงื่อนไขกลับบอกว่าร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 นั่นหมายความว่าให้คิดค่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผลรวมในข้อ 4 จากส่วนที่ 1 ถ้าไม่เกิน 60,000 ก็ใส่ค่านั้นลงไป แต่ถ้าเกินก็ใส่ค่า 60,000 ลงไปแทน สูตรในเซลล์ J6 จึงเป็น =IF((J5*0.4 >E6),E6,J5*0.4) ซึ่งจะเปรียบเทียบ 40 เปอร์เซ็นต์ของผลรวมข้อที่ 4 (ในเซลล์ J5) กับค่าสูงสุดที่ใส่เอาไว้ในเซลล์ E6 ถ้าหากมากกว่าก็ให้ใช้ค่าในเซลล์ E6 แต่ถ้าน้อยกว่าก็ให้ใช้ค่า J5*0.4 เพราะว่ารูปแบบการใช้ฟังก์ชัน IF นั้นเป็นดังนี้

IF(logical test, true, false) ในส่วนแรกจะเป็นการตรวจสอบทางลอจิก ถ้าเป็นจริงจะทำในส่วนที่ 2 ต่อ ถ้าเป็นเท็จจะทำในส่วนที่ 3 แทน

หลังจากหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวแล้วในแบบจะมีช่องสำหรับหักค่าใช้จ่ายคู่สมรสอีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมักจะกรอกแบบ ภงด.91 แยกกัน หรือไม่เช่นนั้นจะกรอกไว้ในช่องคู่สมรส จะมีเพียงกรณีเดียวก็คือการรวมคำนวณภาษีซึ่งโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก ผมจึงกำหนดค่าใช้จ่ายเป็น 0 ไว้ก่อน สุดท้ายในข้อต่อมาจะเป็นการหักลบค่าธรรมดา

ส่วนที่ 3 รายการลดหย่อน

เริ่มที่ข้อ 7 ซึ่งเป็นค่าลดหย่อนที่ตาม ภงด. นั้นจะลดให้จำนวน 30,000 บาทอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรนอกจากใส่ค่า 30,000 ลงไป(อย่าลืมว่าใส่ลงในคอลัมน์ข้อมูลเสมอนะครับ แล้วข้อมูลนี้จะส่งผลต่อไปยังคอลัมน์ ผู้มีเงินได้ อีกทีหนึ่ง โดยการกำหนดให้เซลล์ทั้งสองมีค่าเท่ากัน เพื่อป้องกันความสับสนในการทำงาน) ส่วนคู่สมรสนั้นก็จะเป็นเงื่อนไขคล้ายๆ กับที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งในรายละเอียดนั้นผมแนะนำให้ผู้อ่านลองดูจากคำแนะนำในการกรอกแบบ ภงด.91 ที่แนบมาด้วยกัน

ต่อมาหลังจากที่เราหักค่าลดหย่อนส่วนตัวไปแล้วก็ถึงรายการบุตร ซึ่งจะแยกอีกด้วยว่าศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศ จะมีค่าลดหย่อนต่างกันและจำนวนบุตรที่หักลดหน่อยได้ก็แตกต่างกันอีกด้วย การคำนวณใน Row นี้ก็เพียงแค่เอาจำนวนบุตรคูณกับค่าลดหย่อนเท่านั้น ซึ่งจะได้ค่าลดหย่อนทั้งหมดออกมาเอง ส่วนในข้อ 9 ถึง 11 นั้นมีวิธีการคิดคล้ายๆ กับการคำนวณทางด้านบนที่กล่าวไปแล้ว คือทั้ง 3 ข้อจะมีค่าสูงสุดที่ยอมให้หักได้อยู่ ดังนั้นจำต้องนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปจริงมาเปรียบเทียบกับค่าสูงสุดก่อนว่าสูงกว่าหรือไม่ หากไม่เกินก็จะจ่ายตามจริง แต่ถ้าเกินก็จะยอมให้หักเท่าค่าสูงสุด สำหรับรายละเอียดนั้นผมอธิบายไปแล้วในการกรอกแบบในส่วนแรก ตรงนี้ผมจึงไม่ขออธิบายซ้ำเดี๋ยวโดน บก เหล่เอาครับ มาถึงที่รวมค่าลดหย่อนทั้งหมดนั้นให้คลิ้กในเซลล์ J17 เพื่อเลือกเซลล์นั้น แล้วจึงคลิ้กที่ปุ่ม Sum บนทูลบาร์จะเห็นว่าเอ็กเซลฉลาดพอที่จะเลือกทั้งคอลัมน์ แต่เราไม่ต้องการเช่นนั้น ให้คลิ้กเลือกเซลล์ตั้งแต่ J9 ถึง J16 เท่านั้น

สำหรับในส่วนสุดท้ายของส่วนที่ 3 นี้คือการคิดเงินบริจาค ซึ่งมีเงื่อนไขว่าหักตามจริงแต่ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ก่อนลดหย่อนค่าบริจาค ซึ่งเมื่อเราคิดค่าลดหย่อนทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้วได้ผลรวมในเซลล์ J17 เงินได้คงเหลือในข้อ 14 ตามแบบ ภงด.91 จึงได้จากเซลล์ J8 ลบด้วย J17 นั่นเอง ซึ่งเซลล์ J8 นั้นเป็นเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย แต่ปัญหากลับมาอยู่ที่ว่าบางครั้งค่าลดหย่อนมากกว่ารายได้ที่อยู่ในเซลล์ J8 ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม(ผู้ที่เขียน ภงด. แล้วได้ผลดังกล่าวคงทราบดี)

เมื่อนำค่ามาลบกันแล้วเงินคงเหลือจะติดลบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน จึงต้องใส่เงื่อนไขลงไปอีกด้วยว่า =IF((J8-J17)<0,0,J8-J17) เพื่อป้องกันค่าติดลบ ในกรณีที่ค่าติดลบจะบังคับให้ค่าที่พิมพ์ออกมานั้นเป็น 0 อย่างเดียว จากนั้นในการคิดเงินบริจาค ก็จะคิดเทียบกับ 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินได้ข้อ 14 ซึ่งมีวิธีการคิดคล้ายๆ กับในส่วนที่ 2 โดยที่เราจะหาค่าสูงสุดเสียก่อนแล้วนำมาใส่ไว้ในเซลล์ E19 ซึ่งก็คือ =J18*0.1 นั่นเอง จากนั้นนำค่าในเซลล์ D19 และ E19 ซึ่งเป็นเงินบริจาคจริง กับเงินบริจาคที่ยอมรับได้มาเปรียบเทียบกัน เป็นอันว่าในส่วนนี้เราก็คำนวณเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อสุดท้ายของส่วนนี้ก็เพียงแค่เอาเซลล์ J18 ลบ J19 เท่านั้น หากดูจากรูปจะเห็นว่าผมเน้นเซลล์บางเซลล์เอาไว้ด้วยสีฟ้า นั่นคือเซลล์ที่เราต้องการให้ผู้ใช้ใส่ค่าลงไปเพื่อความสะดวกในการใช้งาน

ส่วนที่ 4 การคำนวณภาษี

ตรงนี้ล่ะครับที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดเพราะวิธีการคิดภาษีใช้ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด โดยที่จะคิดตามอัตรารายได้ที่เรามี และคิดด้วยอัตราที่ไม่เท่ากันอีกด้วย ซึ่งรายละเอียดอัตราภาษีนั้นสามารถดูได้จากคำแนะนำในการกรอกแบบ ภงด.91 ซึ่งจะมีระดับขั้นหลายๆ ระดับ คือ 50,000 บาทแรกไม่เสียภาษี 50,001-100,000 บาท หรือว่า 50,000 ถัดมาเสีย 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาอีก 400,000 บาท (100,001-500,000)เสียภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ วิธีการคิดจึงเอาจำนวนเงินในแต่ละระดับมาใส่ในเซลล์ F22 ถึง F27 (F27 เป็นส่วนที่เกินจาก 4 ล้านบาท) ในเซลล์ G22 ผมใส่สูตร =IF((J20>F22),F22,J20) เอาไว้ เพื่อเทียบดูว่าเงินได้ทั้งหมดนั้นเกินช่วงเงินในระดับแรกหรือไม่ ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าเกินจึงได้ค่าสูงสุดออกมา ในเซลล์ H22 ได้จากการเอาเงินได้ทั้งหมดมาลบเงินที่หักไว้คิดภาษีในระดับแรก ส่วน I22 นั้นเอาเงินได้มาคูณอัตราภาษีที่ระดับนั้นๆ โดยในระดับแรกจะไม่เสียภาษี
ต่อมาในระดับต่อไป จะนำเงินที่เหลือจากการหักระดับแรกจากเซลล์ H22 มาเทียบดูว่าเกินอัตราภาษีในระดับนี้หรือไม่แล้วใส่ค่าตามความเป็นจริงซึ่งจากตัวอย่างจะเห็นว่าเกินจึงยังมีเงินเหลือเป็น 50,000 เท่ากับขั้นภาษีระดับนั้น และเมื่อลบเงินได้ออกอีก 50,000 จึงนำมาใส่ในเซลล์ H23 เพื่อคำนวณในระดับต่อไป ต่อจากนั้นจะนำเงินได้ในขั้นนี้ไปคิดภาษีที่อัตราที่กำหนดคือ 5 เปอร์เซ็นต์
เมื่อลองดูไล่ลงมาเรื่อยๆ จะเห็นว่าในขั้นภาษีต่อไปนั้นเรามีเงินได้ไม่เกินขั้นภาษีแล้วเอ็กเซลจะใส่เงินสูงสุดที่ยังเหลือลงไปแทน จากนั้นจึงนำมาคิดภาษี และเมื่อหักลบจากเงินในขั้นก่อนหน้าจะทำให้เงินได้กลายเป็น 0 ซึ่งถือว่าจบการคิดภาษี เพราะเมื่อคิดต่อไปก็จะยังมีค่าเป็น 0 ไปตลอด
หลังจากได้ภาษีในแต่ละขั้นแล้วให้นำมารวมกันแล้ววางไว้ในเซลล์ J21 ด้วยคำสั่ง =SUM(I22:I27) นั่นคือภาษีที่เราต้องจ่ายจริงในแต่ละปี แต่ยังไม่ต้องตกใจครับเรายังไม่ต้องจ่ายเงินมากขนาดนั้น เพราะว่าในข้อ 18 ถึง 21 นั้นจะเป็นภาษีที่เราได้จ่ายไว้แล้วหรือว่ายังจ่ายขาดไปรวมทั้งหัก ณ ที่จ่ายอีกด้วย สำหรับในข้อ 18 และ 19 นั้นจะมีค่าได้เพียงข้อเดียวเท่านั้นขึ้นอยู่กับว่าการจ่ายภาษีในครั้งก่อนของปีนั้นเป็นอย่างไร แต่โดยปกติแล้วเราจะเขียนแบบฟอร์มกันปีละครั้ง ข้อนี้จึงมักมีค่าเป็น 0 ส่วนข้อ 20 หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยปกติแล้วเงินเดือนทุกเดือนที่เราได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ก่อนแล้วโดยจะมีใบแนบมาให้จากบริษัทหรือหน่วยงานที่เราทำงาน ช่องนี้ให้กรอกภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ได้จ่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว (บางคนอาจจะไม่เคยทราบว่าเราจ่ายภาษีเอาไว้ล่วงหน้าทุกเดือนอยู่แล้ว)

สำหรับในข้อ 22 และ 23 นั้นจะเป็นการคิดภาษีคงเหลือที่เราต้องจ่ายเพิ่มหรือได้คืนโดยการนำค่าภาษีในข้อ 17 ถึง 21 ตามแบบมาบวกลบกัน แต่เมื่อคิดผลรวมตามที่ภงด. อธิบายไว้แล้ว จะเห็นว่ามีค่าหนึ่งที่เป็นค่าลบ ซึ่งเราไม่ต้องการ จึงใส่เงื่อนไขว่าถ้าเกิดมีค่าเป็นลบเมื่อใดก็ให้ใส่ตัวเลข 0 ลงไปแทน ตามสูตรดังนี้ =IF((J21+J28-J29-J30-J31)<0 , 0 , J21+J28-J29-J30-J31)
ในกรณีที่คู่สมรสยื่นแบบเดียวกัน ก็สามารถนำภาษีส่วนที่คู่สมรสจ่ายเกินหรือขาดมาหักลบกันได้ตามข้อ 24 ดังนั้นภาษีคงเหลือจริงๆ จึงเหลือตามข้อ 25 หรือเซลล์ J35 ซึ่งก็จะมีปัญหาอีกว่าจ่ายภาษีขาดหรือเกินไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยนำข้อมูลจากข้อ 23 และ 24 มาใช้อีกทีหนึ่ง สูตรที่ใช้จึงเป็น =IF((J32>0), J32+J34 , J33-J34) คือจะเช็กว่าเซลล์ J32 เป็น 0 หรือไม่ ถ้าเป็น 0 แสดงว่าชำระไว้เกิน จึงนำมาลบออกจากภาษีของคู่สมรส แต่ถ้าไม่ใช่แสดงว่ายังชำระขาดไป ต้องจ่ายเพิ่มอีก ซึ่งเมื่อดูจากเซลล์ J32 และ J33 เราจะทราบได้ทันทีว่าเป็นภาษีที่จ่ายไว้เกินหรือไม่ แต่เนื่องจากเมื่อพิมพ์ออกมาแล้วเราจะทราบเพียงตัวเลขเท่านั้น วิธีแก้คือสั่งให้เอ็กเซลพิมพ์ออกมาด้วยว่าชำระไว้เกิน หรือชำระเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบว่าเราจะได้รับเงินคืน หรือว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเท่าใด โดยจะนำไปพิมพ์เอาไว้ในเซลล์ D35 โดยใช้สูตรว่า =IF(J32>0,"ชำระเพิ่มเติม",IF(J33>0,"ชำระไว้เกิน","")) ซึ่งจะดูว่าเซลล์ J32 เป็น 0 หรือไม่ถ้าไม่ใช่แสดงว่ายังจ่ายภาษีไม่ครบ จึงพิมพ์ว่าชำระเพิ่มเติม แต่ถ้าเป็น 0 ก็จะมีดูอีกว่า เซลล์ J33 เป็น 0 หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จะพิมพ์ว่า ชำระไว้เกินออกมา แต่ถ้าเป็น 0 ทั้งคู่จะไม่พิมพ์ข้อความใดๆ ออกมา

 

 

6. การทำโครงงานคอมกับธุรกิจด้วยการทำแบบจำลองธุรกิจของน.ศ. โดยblogนั้นมีวิธีดำเนินการอย่างไร

วิธีสร้างบล็อกกับ Blogger
¢ ขั้นที่ 1   การสมัครใช้งาน Blogger สามารถใช้ email ของระบบใดก็ได้ แต่ในระยะยาวแล้วการเชื่อมโยงกับบริการหลายๆอย่างของ google ควรจะใช้ email ของ Gmail ดีที่สุด
¢ ดังนั้นในขั้นแรกนี้ให้คุณเข้าไปที่ www.gmial.com เพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้กับ google
¢ ขั้นที่ 2   หลังจากได้บัญชีผู้ใช้แล้ว ให้ไปที่ www.blogger.com เพื่อสร้างบล็อก
โดยในการสร้างบล็อกนั้น ก็ให้ใช้ บัญชีผู้ใช้ (user name + password) ที่ได้สร้างไว้ในขั้นที่ 1
¢ ขั้นที่ 3  ในขั้นต่อมาให้กรอก emailที่ได้จากขั้นที่ 1  ชื่อผู้เขียนบล็อก วันเกิด และยอมรับข้อตกลงแล้ว Click ที่ปุ่มดำเนินการต่อ
¢ ขั้นที่ 4  การตั้งชื่อเว็บบล็อกสามารถใช้ชื่อที่ชอบได้ตามใจ  แต่การกำหนด URL จะต้องไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น ๆ ถ้าซ้ำก็ใช้วิธีเปลี่ยนเป็นคำหรือวลีที่ใกล้เคียงไปเรื่อย ๆ (การตั้งชื่อและ URL ของบล็อกควรมี keyword ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่จะเขียนด้วย)
¢ ขั้นที่ 5  ในขั้นสุดท้ายนี้เป็นการเลือกแม่แบบของบล็อก ให้เลือกแม่แบบใดก็ได้ครับ
เพราะเราจะมาทำการปรับแต่งแม่แบบได้ในภายหลัง ซึ่งผมได้เขียนบทความการเปลี่ยนแม่แบบเอาไว้รอท่านแล้ว
 ¢ เมื่อจบ 5 ขั้นตอนข้างต้นถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการสร้างบล็อกแล้ว
¢ ขั้นที่ 6 ในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกจัดการกับบล็อกที่สร้างขึ้น สามารถเข้าไปจัดการส่วนต่าง ๆ ของบล็อกได้จาก www.blogger.com  หรือ draft.blogger.com 
6.1 ถ้าอาจจะเริ่มเขียนบล็อกเลย ให้อ่านข้อแนะนำการเขียนบล็อกจากบทความ วิธีเขียนและจัดการบทความ
6.2 แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแม่แบบก่อนให้อ่านบทความ
วิธีเปลี่ยน Templates ของ Blogger หรืออ่านวิธีออกแบบแม่แบบด้วยตัวเองจากบทความ เครื่องมือสำหรับออกแบบแม่แบบด้วยตนเอง