เกษตรแบบผสมผสาน

ความพอเพียง” คือคำตอบของการอยู่รอดของมนุษย์และอยู่ร่วมกับสิ่งแวด ล้อมอย่างเกื้อกูลกัน ความพอเพียงคงเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับมวลมนุษย์ผู้ที่มุ่งเสาะแสวงหาความอุดม สมบูรณ์บนพื้นฐานของความขาดดุลและถูกกระแสความรุนแรงของระบบทุนนิยมทำลาย ล้างจนไม่เหลือสิ่งใดแม้กระทั่งจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ทำไมเรามวลมนุษย์ทั้งหลายถึงหลงวนเวียนในวัฏจักรแห่งความมั่งคั่งด้วยกิเลส ที่ขาดการยั้งคิดถึงผลกระทบที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม คงมีหลายคนที่เพียรพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสภาวะ ปัจจุบัน เช่น สภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นการเกิดโรคระบาด การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดทำให้เกิดปัญหาใหม่ๆตามมา จนไม่สามารถหาสาเหตุอันแท้จริงได้ว่า ต้นเหตุของปัญหาในสังคมโลกในปัจจุบันนั้นมาจากสิ่งใด ใครบ้างที่รู้คำตอบ? ใครบ้างที่รู้วิถีทางแก้ไข?
เคยมีใครคนหนึ่งถามผู้เขียนว่าหากวันหนึ่งไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาเราจะยู่ได้ไหม? ผู้เขียนรีบตอบอย่างไม่คิดว่าทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อบรรพบุรุษของเราแต่เก่าก่อนก็ไม่เห็นจะต้องมีไฟฟ้าเลย แต่ก็ยังคงมีชีวิตสืบทอดมาจนมีชนรุ่นหลังอย่างพวกเราในทุกวันนี้ ที่ผู้เขียนพูดในประโยคนี้ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ๆแต่อย่างใด เพียงแต่อยากให้ฉุกคิดสักนิดว่าเราใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและสมดุลหรือไม่ ? คงเป็นประเด็นคำถามที่ต้องฝากให้ผู้อ่านได้คิด เราอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลหรือไม่? อยู่อย่างไรที่เรียกว่าเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม? ความพอเพียงคือคำตอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พัฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกรชาวไทยได้เข้าถึงทาง สายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฏีของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตซึ่งอยู่ระหว่าง สังคมระดับท้องถิ่นและตลาดระดับสากล จุดเด่นของแนวปรัชญานี้คือ แนวทางที่สมดุล โดยชาติสามารถทันสมัย และก้าวสู่ความเป็นสากลได้ โดยปราศจากการต่อต้านกระแสโลกาภิวัฒน์
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 เมื่อปีที่ประเทศไทยต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพเพื่อที่จะยืนหยัดใน การพึ่งตนเองและพัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการสร้างแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ ซึ่งคนไทยจะสามารถเลี้ยงชีพโดยอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า มันไม่ได้มีความจำเป็นที่เราจะกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) พระองค์ได้ทรงอธิบายว่า ความพอเพียงและการพึ่งตนเอง คือ ทางสายกลางที่จะป้องกันการเปลี่ยนแปลงความไม่มั่นคงของประเทศได้
เศรษฐกิจพอเพียงเชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของชมชุนให้ดีขึ้นโดยมีปัจจัย 2 อย่างคือ
  • การผลิตจะต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณผลผลิตและการบริโภค
  • ชุมชนจะต้องมีความสามารถในการจัดการทรัพยากรของตนเอง
...ผลที่เกิดขึ้นคือ...
  • เศรษฐกิจพอเพียงสามารถที่จะคงไว้ซึ่งขนาดของประชากรที่ได้สัดส่วน
  • ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
  • รักษาสมดุลของระบบนิเวศและปราศจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอก
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงการประหยัด แต่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง

ระบบเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้บุคคลสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน และใช้จ่ายเงินให้ได้มาอย่างพอเพียงและประหยัด ตามกำลังของเงินของบุคคลนั้น โดยปราศจากการกู้หนี้ยืมสิน และถ้ามีเงินเหลือ ก็แบ่งเก็บออมไว้บางส่วน ช่วยเหลือผู้อื่นบางส่วน และอาจจะใช้จ่ายมาเพื่อปัจจัยเสริมอีกบางส่วน (ปัจจัยเสริมในที่นี้เช่น ท่องเที่ยว ความบันเทิง เป็นต้น) สาเหตุที่แนวทางการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ได้ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เพราะสภาพการดำรงชีวิตของสังคมทุนนิยมในปัจจุบันได้ถูกปลูกฝัง สร้าง หรือกระตุ้น ให้เกิดการใช้จ่ายอย่างเกินตัว ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินกว่าปัจจัยในการดำรงชีวิต เช่น การบริโภคเกินตัว ความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ความสวยความงาม การแต่งตัวตามแฟชั่น การพนันหรือเสี่ยงโชค เป็นต้น จนทำให้ไม่มีเงินเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ส่งผลให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน เกิดเป็นวัฏจักรที่บุคคลหนึ่งไม่สามารถหลุดออกมาได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแนวทางในการดำรงชีวิต

การมุ่งเป้าหมายในชีวิตเพื่อเกิดความเกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมนั้นคงหนีไม่พ้น การใช้ชีวิตแบบพอเพียง การเกษตรแบบผสมผสานจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับหลาย คนที่ต้องการกลับสู่ธรรมชาติ ปลูกผัก ปลูกหญ้า กินตามประสาคนสูงด้วยประสบการณ์ชีวิตหรือคนแก่ที่ใครๆไม่อยากถูกเรียก ผู้เขียนเคยสอบถามเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคน ว่าชีวิตตอนเกษียน อยากทำอะไร คำตอบมากกว่าครึ่งบอกว่าอยากทำสวนปลูกผัก ปลูกหญ้า กินตามแนวทางความพอเพียง เคยมีคำถามในใจผู้เขียนว่าทำไมเราต้องรอให้เป็นช่วงบั้นปลายชีวิต เราจะเริ่มใช้ชีวิตแบบพอเพียงเลยได้หรือไม่? คงไม่ยาก หากเราไม่ลุ่มหลงในการบริโภคเกินตัว จริงไหม?

การเกษตรแบบผสมผสานคืออะไร?
การเกษตรแบบผสมผสานคือระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชและมีการเลี้ยงสัตว์หลากหลาย ชนิดใน พื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมการผลิตแต่ละชนิด เกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นาอย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ การเกื้อกูลกันระหว่างพืชและสัตว์ เศษซากและผลพลอยได้จากการปลูกพืชจะเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ ในทางตรงกันข้าม ผลที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืชด้วยเช่นกัน

หลักการของ "เกษตรผสมผสาน"
หลักการพื้นฐานของระบบเกษตรกรรมแบบผสมผสานมีอยู่อย่างน้อย 2 ประการสำคัญๆ คือ
  1. ต้องมีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 กิจกรรมเป็นต้นไป โดยการทำการเกษตรทั้งสองกิจกรรมนั้น ต้องทำในพื้นที่และระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นควรประกอบไปด้วยการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ และสามารถผสมผสานระหว่างการปลูกพืชต่างชนิด หรือการเลี้ยงสัตว์ต่างชนิดกันได้
  2. การเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมเกษตรต่างๆ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในระบบเกษตรแบบผสมผสานนั้น เกิดขึ้นทั้งจากวงจรการใช้แร่ธาตุอาหารรวมทั้งอากาศ และพลังงาน เช่น การหมุนเวียนใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์ให้เป็นประโยชน์กับพืช และให้เศษพืชเป็นอาหารสัตว์ โดยที่กระบวนการใช้ประโยชน์จะเป็นไปทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น ผ่านการหมักของจุลินทรีย์เสียก่อน

ทั้งนี้ ลักษณะการผสมผสานในระบบเกษตร สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
การปลูกพืชแบบผสมผสานเป็นการอาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างพืช สิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศตามธรรมชาติมาจัดการและปรับใช้ในระบบการเกษตร ตัวอย่างเช่น การปลูกตาลโตนดในนาข้าว การปลูกพริกไทยร่วมกับมะพร้าว การปลูกพืชไร่ผสมกับถั่ว การปลูกทุเรียนร่วมกับสะตอ การปลูกระกำในสวนยาง เป็นต้น โดยที่ยิ่งมีความหลากหลายของพืชปลูกมากเท่าใด ก็จะสามารถเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบมากขึ้นเท่านั้น
การผสมผสานการเลี้ยงสัตว์

หลักการผสมผสานเป็นไปเช่นเดียวกับการผสมผสานระหว่างพืช เนื่องจากสัตว์ชนิดหนึ่งจะมีความสัมพันธ์กับสัตว์อีกชนิดหนึ่งและเกี่ยวข้อง กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น พืช และจุลินทรีย์ ตัวอย่างของระบบการผสมผสานการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงหมูควบคู่กับปลา การเลี้ยงเป็ดหรือไก่ร่วมกับปลา การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การผสมผสานการเลี้ยงสัตว์เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถสร้างระบบที่สมบูรณ์ ได้เหมือนกับการผสมผสานการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์

การปลูกพืชผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์เป็นรูปแบบการเกษตรที่สอดคล้องกับสมดุลของแร่ธาตุพลังงาน และมีการเกื้อกูลประโยชน์ระหว่างกิจกรรมการผลิตต่างๆ มากขึ้น ใกล้เคียงกับระบบนิเวศตามธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างของระบบการปลูกพืชผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว การเลี้ยงเป็ดในนาข้าว การเลี้ยงหมูและปลูกผัก การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชไร่ เป็นต้น

ประโยชน์ของเกษตรแบบผสมผสาน
  1. เพื่อเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง จากกิจกรรมการปลูกพืชหลายครั้งหลายชนิดหรือจากการผสมผสานกิจกรรม ทั้งพืช สัตว์ ประมง
  2. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรที่ดิน ทุน แรงงาน อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะธรรมชาติและการตลาดที่แปรปรวน และสามารถเลือกกิจกรรมการผลิตให้เหมาะสมกับพื้นที่
  4. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพตามหลักวิชาการทั้งด้านการผลิตและการ จำหน่าย โดยยึดหลักการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตต้นทุนการผลิตต่อหน่วย มีรายได้ต่อเนื่องและกำไรสูงสุด
  5. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักวางแผนและงบประมาณการผลิต

ผลที่ได้รับจากการเกษตรแบบผสมผสาน
  1. เพิ่มระดับรายได้และมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี
  2. ลดความเสี่ยงจากภาวะธรรมชาติและการตลาดที่แปรปรวน
  3. ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตภายนอกให้น้อยลง โดยพึ่งพาทรัพยากรในไร่นามากขึ้น
  4. มีกิจกรรมหลากหลายมีทั้งกิจกรรมเพิ่มรายได้ มีอาหารไว้บริโภคและใช้สอยในครัวเรือน
  5. ในระยะยาวสร้างความสมดุลทางธรรมชาติทำให้ระบบวิเวศเกษตรชุมชนดีขึ้น
สรุปคือ เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การที่อุ้มชูตนเองให้ได้มีความพอเพียงกับตัวเอง ครอบครัว และชุมชน เป็นปรัชญาซึ่งเป็นแนวทางการดำรงอยู่ในทางสายกลางมีความพอประมาณ ความมีเหตุและผล

ดังนั้นการทำไร่นาสวนผสมและเกษตรผสมผสานก็เพื่อให้เกษตรกรพัฒนาตนเองแบบ เศรษฐกิจ พอเพียง คือการให้เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการและจัดสรรพื้นที่ดิน แหล่งน้ำ ทุน แรงงาน และกิจกรรมการเกษตรให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกร เพื่อให้พออยู่พอกินในครอบครัว ผลผลิตที่เหลือจึงจำหน่ายมีรายได้ต่อเนื่อง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี สู่ครอบครัว ตลอดจนเป็นการลดความเสี่ยงในการดำเนินกิจกรรมการเกษตรและสามารถพึ่งตนเองได้