ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

                                                

นางสาวสุภาวดี    พริกเล็ก

 วิชาเอกการพัฒนาชุมชน

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 

 

บทนำ

         แนวทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หรือการพัฒนากระแสหลักในแบบทุนนิยมจะ “ถูกเลือก” ว่าเป็นหนทางการพัฒนาที่ดีที่สุด จนสามารถครองความคิดจิตใจของคนส่วนใหญ่ได้อย่างเหนียวแน่น  จนมีผลทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายในสังคมชนบทของไทย เป็นต้นเหตุให้มีผู้คนจำนวนมากมายในหลายประเทศออกมาเคลื่อนไหวประท้วง และต่อต้านแนวทางการพัฒนากระแสหลัก เนื่องจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว สร้างผลกระทบมากมายต่อชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม  ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร  ปัญหาความยากจน ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนและคนรวย ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ล้วนเป็นผลพวงมาจากทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมา   ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากชาวบ้านขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ จัดสรรทรัพยากร โดยการแบ่งปันอำนาจแก่ชาวบ้าน จึงจะเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน  อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งการปะทะกันระหว่าง การพัฒนากระแสหลักของโลกกับกระแสรอง  หรือแนวทางการพัฒนาของท้องถิ่น  ซึ่งหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือกระแสสังคมได้ตระหนักและหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาแบบทางเลือก (Alternative Development) หรือการพัฒนากระแสรองมากขึ้น โดยให้ความสนใจกับภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือทุนทางสังคมที่มีอยู่ในสังคมชนบท ดังนั้นประเด็นของการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาท้องถิ่นดังกล่าวข้างต้น  จึงถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาสังคม นำมาเพื่อใช้ในการจัดการแก้ไขกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น อย่างสอดคล้องกับบริบททางสังคม และฐานทรัพยากรของชุมชนด้วย  

         บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาปัญหาที่เกิดจากการพัฒนากระแสหลักส่งผลกระทบต่อชุมชน  อันนำมาซึ่งปัญหาต่างๆมากมาย  ตลอดจนการแก้ไขปัญหาโดยการพัฒนาทางเลือกบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนเอง

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่น : รากฐานของชุมชน

         ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่สืบทอดกันมานานนับพันปี โดยบรรพบุรุษของเราได้นำความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ถ่ายทอดให้คนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัย เพื่อนำความรู้นั้น ๆ มาใช้ในการดำรงชีวิตให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยความรู้ความสามารถเหล่านี้จะรวมเรียกว่า " ภูมิปัญญา " ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Wisdom” ซึ่งมีความหมายว่า ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรม สามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ 

        ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านในท้องถิ่นจากประสบการณ์และความเชื่อ กลายเป็นความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยมีการปรับปรุง ประยุกต์และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้ที่สอดคล้องตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน

        ดังนั้นภูมิปัญญาจึงเป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมนั้น ชีวิตของชาวบ้านไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ หากแต่ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันทำมาหากิน การร่วมกันในชุมชน การปฏิบัติศาสนา พิธีกรรมและประเพณี  เมื่อผู้คนใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง คนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นความสัมพันธ์ที่มีความสมดุล ที่เคารพกันและกัน ไม่ทำร้ายทำลายกัน ทำให้ทุกฝ่ายทุกส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาที่ผ่านมา

        เมื่อนึกย้อนถึงอดีตประมาณ 40-50 ปีก่อน ความสนใจเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นยังไม่ขยายวงกว้าง เหมือนเช่นในสมัยนี้  ปัจจุบันมีการศึกษากว้างไกลมากขึ้น  เนื่องจากในห้วงเวลาตั้งแต่ราว 20-30 ปีที่ผ่านมา โลกพัฒนาไปตามความคิดกระแสหลัก  ซึ่งแม้ว่าต้องการจะแก้ไขปัญหาความยากจน  แต่พบว่าทำให้คนยิ่งยากจนมากขึ้น  ประเทศต่างๆต้องการจะเร่งรัดการพัฒนา  สิ่งที่ได้มาคือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบจากการพัฒนากระแสหลัก ที่ทำให้สังคมหรือชุมชนเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับสังคมสมัยใหม่ ภูมิปัญญาชาวบ้านก็มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน ความรู้จำนวนมากได้สูญหายไปเพราะไม่มีการปฏิบัติสืบทอด เช่น การรักษาพื้นบ้านบางอย่าง การใช้ยาสมุนไพรบางชนิด เพราะหมอยาเก่ง ๆ ได้เสียชีวิตโดยไม่ได้ถ่ายทอดให้กับคนอื่น หรือถ่ายทอดแต่คนต่อมาไม่ได้ปฏิบัติเพราะชาวบ้านไม่นิยมเหมือนสมัยก่อน ใช้ยาสมัยใหม่และไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรือคลินิกง่ายกว่า งานหัตถกรรมทอผ้าหรือเครื่องเงิน เครื่องเขิน แม้จะยังเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ก็ได้ถูกพัฒนาไปเป็นการค้า ไม่สามารถรักษาคุณภาพและผีมือแบบดั้งเดิมไว้ได้ ในการทำมาหากินมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ใช้รถไถนาแทนควาย รถอีแต๋นแทนเกวียน การลงแขกทำนาปลูกข้าวและปลูกสร้างบ้านเรือนก็เกือบจะหมดไป มีการจ้างงานมากขึ้น แรงงานก็หายากกว่าแต่ก่อน ผู้คนอพยพย้ายถิ่น บ้างก็เข้าเมือง บ้างก็ไปทำงานที่อื่น สังคมสมัยใหม่มีระบบการศึกษาในโรงเรียนมีอนามัยและโรงพยาบาล  มีโรงหนัง วิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องบันเทิงต่างๆ ทำให้ชีวิตทางสังคมของชุมชนหมู่บ้านเปลี่ยนไป มีตำรวจ มีโรงศาล มีเจ้าหน้าที่ราชการฝ่ายปกครอง ฝ่ายพัฒนา และอื่นๆเข้าไปในหมู่บ้าน บทบาทของวัด พระสงฆ์ คนเฒ่าคนแก่เริ่มลดน้อยลง  การทำมาหากินก็เปลี่ยนจากการทำเพื่อยังชีพไปเป็นการผลิตเพื่อการขาย ผู้คนต้องการเงินเพื่อซื้อเครื่องบริโภคต่าง ๆ ทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป 

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

      เมื่อกล่าวถึงความรู้ท้องถิ่น ซึ่งเป็นความรู้ที่คนท้องถิ่นพัฒนาขึ้นมา เกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การลองผิดลองถูกมาเป็นเวลานาน จนเกิดการตกผลึกเป็นความรู้ชุดหนึ่ง ซึ่งอยู่บนรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ผสมผสานกับความเชื่อ ประเพณีดั้งเดิมต่าง ๆ 

       โดยความรู้ท้องถิ่นนั้นเกิดจาก  ความรู้เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ ภูมิทัศน์ ที่สามารถระบุได้ว่าเป็นอย่างไร พืชพันธุ์ สัตว์ สิ่งมีชีวิตมีอะไรบ้างในท้องถิ่น สามารถแยกประเภท คุณสมบัติ บอกเล่าถึงพฤติกรรมได้

        ความรู้ในการจัดการทรัพยากร ว่าต้องปฏิบัติ จัดการอย่างไร สร้างระบบแบบใดจึงจะสอดคล้องกับธรรมชาติ

        ความรู้ในการจัดตั้งสถาบัน องค์กรที่มีการวางระบบระเบียบ แบ่งหน้าที่ว่าใครจะเป็นคนเข้ามาดูแลจัดการ ซึ่งมีการบังคับใช้ การลงโทษเมื่อมีคนทำผิด เป็นไปตามความเชื่อทางพิธีกรรมในท้องถิ่น

         และสุดท้ายความรู้ในเชิงมโนทัศน์ โลกทัศน์ ซึ่งคนในชุมชนได้มีการสังเกต และรับรู้อย่างไร ตลอดจนให้ความหมายต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เช่น ชาวบ้านจะเคารพในธรรมชาติ (ต้นไม้ ต้นข้าวฯลฯ) เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผีเป็นเจ้าของทรัพยากร ต้องใช้ด้วยความเคารพ ถนอมรักษา หากใช้ไม่ดีก็จะถูกทำโทษ เกิดเหตุเภทภัยในหมู่บ้าน เป็นต้น ซึ่งเป็นความรู้ท้องถิ่นระดับที่ลึกซึ้งมากที่สุด

         ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถทำให้ความรู้เกิดประโยชน์แก่สังคมปัจจุบันได้ประการแรกคือการอนุรักษ์ เป็นการบำรุงรักษาสิ่งที่ดีงามไว้เช่น ประเพณีต่าง ๆ หัตถกรรม และคุณค่าหรือการปฏิบัติตนเพื่อความสัมพันธ์อันดีกับคนและสิ่งแวดล้อม  ประการที่สองคือการฟื้นฟู เป็นการรื้อฟื้นสิ่งที่ดีงามที่หายไป เลิกไป หรือกำลังจะเลิก ให้กลับมาเป็นประโยชน์ เช่นการรื้อฟื้นดนตรีไทย  และประการที่สามคือการประยุกต์ เป็นการปรับหรือการผสมผสานความรู้เก่ากับความรู้ใหม่เข้าด้วยกัน ให้เหมาะสมกับสมัยใหม่  เช่น การใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาล ประสานกับการรักษาสมัยใหม่ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน เหล่านี้ล้วนแต่เป็น ความรู้ของชาวบ้าน ซึ่งได้มาจากประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดของชาวบ้าน รวมทั้งความรู้ที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษ สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ระหว่างการสืบทอดมีการปรับ ประยุกต์และเปลี่ยนแปลง จนอาจเกิดเป็นความรู้ใหม่ตามสภาพการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

         ในปัจจุบันมีการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นกันค่อนข้างมาก แต่มักมองเป็นภาพรวมว่าการศึกษาเช่นนั้นห่างไกลจากความจริง เพราะความรู้มันกระจัดกระจายเป็นส่วนเสี้ยวไปตามปัจเจกชน ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน  สมบูรณ์แบบ  บางคนรู้เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องนั้น  มีความรู้แตกต่างกันไปตามแต่วัย  และเพศสภาพ หญิง-ชายต่างกัน เพราะมีการแบ่งงานกันทำ มีลักษณะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ชายทำงานแต่ในไร่นา ผู้หญิงกลับมีหน้าที่คัดเลือกพันธุ์พืชจึงมีความรู้ดีกว่า

         มีแต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การถกเถียงว่าความรู้ของใครถูก และดีกว่ากันอีกด้วย ส่วนใหญ่คนมักเชิดชูความรู้ของผู้มีอำนาจ – ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ว่าดีกว่ามีเหตุผลมากกว่า เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีอารมณ์ ไม่มีการลำเอียง อารมณ์ความรู้สึกถูกตัดออกไปจึงเสมือนว่าดูดี มีเหตุผล

         ฉะนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงดูมีศักดิ์ศรีมากกว่า ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีความสำคัญ ถูกเหยียดหยาม ทั้งๆที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการพัฒนากระแสหลักกลับมองทรัพยากรเป็นเพียงสินค้า ที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า  ซึ่งแท้จริงแล้วนักวิทยาศาสตร์ก็นำความรู้ของชาวบ้านไปต่อยอด  นำสะเดา  กวาวเครือ  เปล้าน้อย  ไปทำเป็นยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

 

สรุป

        การพัฒนาทางเลือกบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น  เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการพัฒนากระแสหลักที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความทันสมัย  สร้างผลกระทบมากมายต่อชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม  ความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร  ปัญหาความยากจน ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจนและคนรวย ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปจากเดิม  คนต้องแสวงหาทางเลือกเพื่อความอยู่รอด   จึงเกิด “การพัฒนาทางเลือก” ขึ้น  โดยใช้ความรู้พื้นบ้าน หรือที่เรียกกันว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยคนในชุมชนเอง  เพื่อนำเสนอให้สังคมโลกได้รับรู้ว่า  การพัฒนากระแสหลักไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป   แต่ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือการพัฒนาทางเลือกต่างหากที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนย่อมเกิดมาจากการจัดการทรัพยากรของคนท้องถิ่น ด้วยความรู้ของคนในท้องถิ่นนั้นๆเอง   เพราะการพัฒนาทางเลือกนั้นเกิดขึ้นจากความต้องการของชุมชนเองมาจัดการแก้ไขโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  จึงเป็นการพัฒนาที่ตรงจุดและทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด      

 

บรรณานุกรม

ปรีชา อุยตระกูล และนฤมล ปิยวิทย์. (2535). ภูมิปัญญาชาวบ้าน. นครราชสีมา: ศูนย์

         ข้อมูลท้องถิ่นเพื่อการพัฒนา วิทยาลัยครูนครราชสีมา.

ประเวศ วะสี (2536) “การสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยเพื่อการพัฒนา” ใน เสรี พงศ์พิศ

        (บก.) ภูมิปัญญาชาวบ้านกับการพัฒนาชนบท. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิภูมิปัญญา.

สามารถ จันทร์สูรย์ (2536) “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ใน เสรี พงศ์พิศ (บก.) ภูมิปัญญาชาว

         บ้านกับการพัฒนาชนบท. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิภูมิปัญญา.

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จประเจ้าอยู่หัว,เล่ม

        ที่21.2545.