การศึกษาพิเศษ (Special Educational)

 

 การศึกษาพิเศษหมายถึงอะไร

การศึกษาพิเศษ หมายถึง การจัดการศึกษาให้สำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสายตา เด็กที่มีความบกพร่องด้านการได้ยิน เด็กที่มีปัญหาด้านอารมณ์ และสังคม หรือเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม ซึ่งเด็กกลุ่มพิเศษเหล่านี้จะไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการ จัดการศึกษาแบบเดียวกันกับเด็กปกติ

 

ดังนั้น การศึกษาพิเศษจึงมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาแก่เด็กกลุ่มพิเศษดังกล่าว ซึ่งการจัดการศึกษาพิเศษได้รวมถึงด้านกระบวนการสอน วิธีการสอน เนื้อหาวิชา (หลักสูตร) เครื่องมือและอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนที่สนองตอบต่อความสามารถ และความต้องการของเด็กพิเศษเป็นรายบุคคล

 

 กระบวนการและองค์ประกอบของการสอนเด็กพิเศษ

 

 เริ่มจากสังเกตพฤติกรรมทั่วไป และทำการประเมินความสามารถพื้นฐานของเด็ก เพื่อจัดวางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP : Individual Education Program) โดยเน้นการใช้เทคนิคการสอนทางการศึกษาพิเศษที่เหมาะสมกับปัญหา และความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล

 

 ในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ต้องมีการวางแผนการสอนด้วยความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครอง นักการศึกษาพิเศษ นักกิจกรรมบำบัด และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษ

 

 เทคนิคการสอนเด็กพิเศษควรผสมผสานความเข้าใจด้านจิตวิทยาเด็กที่เหมาะสมต่อ สภาพแวดล้อม ภาวะอาการ และความต้องการพิเศษของเด็ก ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนการสอนเด็กพิเศษได้อย่างมี ประสิทธิผล

 

 หลังจากผ่านการประเมินจากแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แล้ว จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักสูตร และวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา โดยนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเป็นแผนการสอนรายบุคคล (IIP : Individual Implementation Program) ซึ่งเน้นวิธีการสอน และกระบวนการสอนอย่างเป็นระบบ มีลำดับขั้นตอนการสอนในเนื้อหาสาระของแต่ละรายวิชา

 

 การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัลอย่างมีเงื่อนไข

 

 ทำการประเมินผลการเรียนไปพร้อม ๆ กันกับการปรับเปลี่ยนแผนการสอนหากพบข้อบกพร่องในการเรียนการสอน นอกจากนี้ ควรสนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงการเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความรู้ และแสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ

 

 ขอบข่าย และกระบวนการจัดการเรียนการสอนเด็กพิเศษ

 

 ทำการคัดกรองและประเมินความสามารถพื้นฐานของเด็ก เพื่อให้ทราบถึงระดับความสามารถ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน

 

 ให้การส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมแก่เด็กตามพัฒนาการที่พึงประสงค์ในแต่ละ ช่วงวัย

 

 มีการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมต่อ พัฒนาการ และความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละคน

 

 ให้คำแนะนำและทำความเข้าใจแก่ผู้ปกครองหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็ก ว่าควรให้การส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กในด้านใดบ้าง เช่น ทักษะด้านการคิด ทักษะด้านวิชาการ ทักษะด้านการสื่อความหมาย และการใช้ภาษา เป็นต้น

 

 ให้การฝึกฝนและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และถูกต้องเหมาะสมต่อ สภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์

 

 มีการเสริมประสบการณ์พิเศษแก่เด็กเพื่อให้เด็กมี โลกทัศน์ที่กว้างขึ้นรวมถึงความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

 

 กรณีตัวอย่าง

 

การจัดการเรียนการสอน "เรื่องวงรี" มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กสามารถ ชี้ หยิบ บอก วัตถุต่าง ๆ ที่เป็นรูปวงรีได้ โดยนักการศึกษาพิเศษจะเริ่มสอนโดยการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กก่อน เช่น ให้ร้องเพลงเกี่ยวกับไข่ จากนั้นให้เด็กได้สัมผัสกับวัตถุจริงเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่าลักษณะของ ไข่เป็นรูปวงรี เมื่อเด็กเห็นวัตถุต่างๆ รอบตัวที่มีลักษณะเหมือนไข่ เด็กจะสามารถสรุปได้ว่าเป็นรูปวงรี นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อต่างๆ ประกอบในการสอน เช่น ให้เด็กตัดกระดาษ หรือให้เด็กใช้นิ้วระบายสีเป็นรูปวงรีร่วมด้วย

 

การจัดการเรียนการสอนเรื่องตัวเลข "0 - 9" มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กสามารถ ชี้ หยิบ บอก ตัวเลข 0 - 9 ได้ โดยนักการศึกษาพิเศษจะเริ่มสอนโดยการเตรียมความพร้อมของเด็กก่อน เช่น ท่อง 1 - 10 พร้อมกัน ช่วยกันหาตัวเลขที่มีอยู่รอบๆ ห้องเรียน จากนั้นนำตัวเลขจำลองให้เด็กสัมผัสและใช้นิ้วมือลากตามตัวเลข พร้อมทั้งออกเสียงตามครูซ้ำ ๆ 5 - 7 ครั้ง ต่อ 1 ตัวเลข นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อต่างๆ ในการสอน ตัวอย่างเช่น โรยทรายลงบนตัวเลขที่กำหนดให้ เป็นต้น

 

ในกรณีที่เด็กมีภาวะไม่อยู่นิ่ง บทบาทของนักการศึกษาพิเศษจะช่วยจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับภาวะอาการ ของเด็ก โดยจัดให้เด็กเรียนรู้ผ่าน กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหว เช่น เมื่อเด็กเรียนเรื่องวงรี อาจจะจัดวางรูปวงรีตามมุมต่าง ๆ ของห้องเรียน หรือ จัดการแข่งขันหาตัวเลขต่าง ๆ ตามคำสั่งของครู เพื่อให้เด็กสามารถเรียนร่วมกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนได้ และเมื่อเด็กทำได้สำเร็จจะก่อให้เกิดความภาคภูมิในใจตนเอง และมีความสนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป 

……………………………..

เด็กที่บกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ

 

 

--------------------------------------------------------------------------------

 

บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือสุขภาพ

นิยาม / ความหมาย/ คำจำกัดความ ทั่วไป

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ หมายถึง บุคคลที่มีปัญหาทางการเคลื่อนไหวอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือหลายส่วนขาดหายไป กระดูกและกล้ามเนื้อพิการ เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง มีความพิการของระบบประสาท มีความลำบากในการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการ จัดการศึกษาในสภาพปกติ และต้องอาศัยการฝึกฝน การใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ หรือต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกเข้าช่วย

 

สาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว

ความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหวแต่กำเนิด มักมีสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. สาเหตุระหว่างมารดาตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังมีการพัฒนาโครงสร้าง

ของร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ช่วง 3 เดือนแรก ถ้ามีความผิดปกติของการตั้งครรภ์ระยะนี้อาจทำให้ทารกที่คลอดออกมามีความพิการได้ ตัวอย่างได้แก่ มารดาเป็นหัดเยอรมัน หรือมีประวัติใช้ยาหรือรักษาด้วยยา สูบบุหรี่ หือติดเหล้า มารดาเป็นโรคเบาหวาน มารดาได้รับบาดเจ็บ หรือการกระทบกระแทกที่หน้าท้อง มารดาได้รับแสงกัมมันตรังสี หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อการ

เจริญเติบโตของเด็กหรือภาวะทุโภชนาการทำให้ขาดสารอาหาร

2. สาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม มีการถ่ายทอดความผิดปกติมาทางสายเลือด เด็กใน

ครรภ์อาจดิ้นไม่แรง หรือไม่ดิ้น เนื่องจากมีความผิดปกติของร่างกาย เช่นมีภาวะไขสันหลังฝ่อ (Spinal Muscular Atrophy) หรือเป็นโรคข้อยึดติด (Arthrogryposis) หรือเป็นอัมพาตของขาเนื่องจากมีความผิดปกติของการสร้างกระดูกสันหลังที่มาห่อหุ้มไขสันหลังในระดับสูง (Myelodysplasia) เด็กอาจเป็นโรคกระดูกอ่อนหักง่าย(Osteogenesis Imperfecta) หรือโรคกล้ามเนื้อพิการ (Muscular Dystrophy)

3. ความผิดปกติระหว่างคลอดหรือหลังคลอด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่น

คลอดยาก คลอดโดยการใช้เครื่องมือหรือผ่าตัดคลอด คลอดท่าก้น คลอดก่อนกำหนด หรือหลังกำหนด เด็กมีปัญหาเรื่องการหายใจหลังคลอดหรืออาจมีเลือดออกในสมอง ทำให้มีความผิดปกติของสมอง เด็กอาจแสดงอาการหายใจลำบาก ตัวอ่อนปวกเปียก ไม่กลืนนม มีอาการชัก หรือซึม เด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักตัวน้อย เป็นสาเหตุของสมองพิการชนิดเกร็งได้ (Cerebral Palsy) ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากอาจได้รับอันตรายระหว่างคลอด ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อสมองและไขสันหลัง หรือกลุ่มเส้นประสาทเบรเคียล (Brachial Plexus Injury) เด็กที่มีอาการตัวเหลืองหลังคลอด อาจทำให้พิการชนิด

เคลื่อนไหวผิดปกติ

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการทางกายและการเคลื่อนไหวภายหลัง

สาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการทางกายและการเคลื่อนไหวภายหลัง ได้แก่ อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง ไขสันหลังและแขนขา เช่น อุบัติเหตุจากการจราจร การตกจากที่สูง การถูกทำร้าย ภาวะถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ภาวะการอักเสบหรือติดเชื้อของสมอง เยื่อหุ้มสมอง ไขสันหลัง เนื้องอกของสมองและไขสันหลัง หรือกระดูก โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ (Juvinile Rheumatoid Arthritis) โรค Ankylosing spondylitis โรคเลือด (Haemoplelia) ทำให้มีเลือดออกในข้อใหญ่ ๆ ก่อให้เกิดความพิการได้

 

การจัดการศึกษาสำหรับคนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

การจัดการศึกษาสำหรับคนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ ควรใช้หลักการทั่วไปที่ใช้ในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการประเภทต่างๆ ดังนี้

1. จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละคน โดยจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program = IEP )

2. จัดให้คนพิการได้รับสื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลือตามความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละคนอย่างครบถ้วน และมีประสิทธิภาพ

3. จัดทำแผนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

การจัดหลักสูตรในแต่ละระดับ

ระดับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร มี 3 ระดับ คือ

1. ระดับวัยก่อนเรียน หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายในระดับนี้ ควรเน้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการสื่อสาร (การสื่อความหมาย) การเคลื่อนไหวรวมไปถึงการพัฒนา กล้ามเนื้อใหญ่ (แขน ขา) และกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้วมือ) จุดมุ่งหมายสำคัญของการเตรียมความพร้อมในระดับนี้คือให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากนัก

ปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งของเด็กประเภทนี้ คือการพูดและภาษา ซึ่งในบางรายอาจช้ากว่าเด็กปกติ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร คือ การพัฒนาทักษะด้านการพูดและภาษาของเด็กให้สามารถสื่อสารกับ ผู้อื่นได้

2. ระดับประถมศึกษา หลักสูตรในระดับประถมศึกษาอาจเป็นหลักสูตรเดียวกันกับที่ใช้สำหรับเด็กปกติ แต่ความแตดต่างที่สำคัญในระดับประถมศึกษา คือ หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ควรเน้นทักษะทางสังคม ทั้งนี้บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพยังขาดทักษะในการติดต่อ ผูกมิตรกับเด็กปกติ อาจเป็นเพราะเด็กหลายคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความพิการของตนเอง ดังนั้นหลักสูตรในระดับนี้ ควรเน้นทักษะในทางสังคมเพิ่มเติมในหลักสูตรสำหรับเด็กปกติ

3. ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ควรมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากเด็กปกติมากนัก เพราะเด็กประเภทนี้ส่วนมากต้องการได้รับการรับรองว่ามีความสามารถด้านการเรียนเท่าเทียมกับเด็กปกติ จุดเน้นของหลักสูตรในระดับนี้อยู่ที่หมวดสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและการเตรียมความพร้องทางด้านอาชีพ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เมื่อจบจากโรงเรียนไปแล้ว ทักษะที่นักเรียนจำเป็นต้องมี อาจได้แก่ การใช้บริการรถสาธารณะ การดูแลรักษาบ้านเรือนของตนเอง การดูแลรักษาสุขภาพของตน การดูแลรักษาอุปกรณ์และเครื่องมือในการบำบัด การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และการหางานทำ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนแก่เด็กประเภทนี้ ยังต้องใช้แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้

1. เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายให้มีโอกาสเรียนร่วมในชั้นปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. ให้โอกาสกับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ให้มีความรู้ทักษะในด้านวิชาการ สังคม และวิชาชีพเพื่อให้มีพัฒนาการสูงสุด

3. ให้โอกาสกับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ให้มีความรู้และทักษะในด้านวิชาการ การสื่อความหมาย การคำนวณ การรู้จักคิด การวิเคราะห์ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

4. การฝึกทักษะชดเชยกับทักษะด้านที่สูญเสียไป เพื่อให้เด็กได้พัฒนาสูงสุดตามศักยภาพของตน

5. เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเอง

แนวการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

1. ในชั่วโมงเรียนฝึกให้เด็กนั่งตัวให้ตรงแม้ว่าจะมีปัญหาก็ตามแต่เด็กต้องใช้ความพยายาม

2. ครูจะต้องทำความเข้าใจกับกลไกการทำงานของเครื่องมือต่างๆที่ติดมากับตัวเด็กเพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการสอนของครู

3. ฝึกให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์เพื่อใช้พิมพ์แทนการเขียน

4. การให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพของเด็ก

5. ครูควรให้เวลาในการทำงาน หรือทำกิจกรรมให้มากขึ้น

6. เน้นการพัฒนาทางจิตใจเพื่อให้เด็กมีภาพพจน์ที่ดีเกี่ยวกับตนเองและยอมรับความเป็นจริง

7. เน้นการสื่อสารเพื่อให้สื่อความหมายกับผู้อื่นโดยสื่อหลากหลาย

8. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุด

9. ควรจัดการศึกษาพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาล

10. จัดเด็กพิการที่ไม่มีปัญหาด้านอื่นเข้าเรียนร่วมกับเด็กทั่วไป

11. ครูควรขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัดเพื่อช่วยให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของเด็กมากยิ่งขึ้น

12. ให้เด็กใช้ปากกาหรือดินสอที่เขียนออกง่ายโดยไม่ต้องใช้แรงกดมาก

13. อัดเทปให้เด็กฟังแทนการโน้ตย่อกรณีที่เป็นข้อความยาวหลายหน้ากระดาษ

14. สอนเป็นรายบุคคล การจัดประสบการณ์ให้เด็กเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเด็กเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับประสบการณ์ตรง การให้ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ การออกศึกษานอกสถานที่จึงเป็นสิ่งจำเป็น ครูจะต้องมีทักษะในการกระตุ้นเด็กที่มีความคับข้องใจ และเด็กที่มักแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวให้เรียนรู้และทำกิจกรรม รวมทั้งมีทักษะในการจัดการกับอารมณ์รุนแรงของเด็ก อย่างไรก็ตามกิจกรรมการสอนบางอย่างการสอนเป็นกลุ่มก็ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

15. เด็กพิการทางร่างกายและสุขภาพ ถ้าร่างกายพิการอย่างเดียวไม่มีความพิการซ้อน จะสามารถเรียนร่วมชั้นปกติได้ เพราะไม่มีความผิดปกติด้านอื่นๆ เช่น สมอง ในเด็กที่ความพิการซ้อนอยู่นั้น จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

16. การใช้วิธีการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เราไม่ต้องการให้เป็นพฤติกรรมที่สังคมยอมรับ โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การให้รางวัล การทำสัญญา ฯลฯ

17. การใช้วิธีการต่างๆ ในการสอนการรับรู้ทั้งการเห็นและการได้ยิน โดยนำเอา เกม นิทาน รูปภาพ บทกลอน โคลง แบบฝึกหัด ฯลฯ มาใช้ฝึกเด็กให้สามารถบอกความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็นหรือได้ยิน มีความประสานสัมพันธ์ของตาและการเคลื่อนไหวของร่างกาย สามารถมองเห็นความคงที่ขอรูปทรง เช่น วิธีสอนการอ่านแบบให้ดูแล้วพูดตาม การให้ฟังคำหรือประโยคแล้วหาเสียงสระหรือพยัญชนะ การให้หาสิ่งของจากรูปภาพเป็นต้น

18. การใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เช่น เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า แผ่นพลาสติก ครอบแป้นพิมพ์โต๊ะคอกสำหรับยืน ที่เปิดหน้าหนังสือ ฯลฯ

19. การเพิ่มเติมหลักสูตร อันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับเด็กร่างกายพิการเหล่านี้ เช่น การฝึกการเคลื่อนไหว โดยการสอนให้วางแผนการเดินทางในบริเวณโรงเรียน อาจช่วยให้บางคนประหยัดแรงงานที่เด็กพิการร่างกายมีจำกัด

เด็กในระดับชั้นมัธยม การสอนทักษะการเขียนเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำต่อเนื่องทั้งการเขียนด้วยมือและพิมพ์ดีด หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอาจจะสอนเพิ่มเติมในเรื่องของการขับรถ นันทนาการ การใช้เวลาว่าง การบริหารร่างกายต่างๆ เท่าที่จะทำได้ เช่น ว่ายน้ำ รวมทั้งเพศศึกษาด้วย

20. การให้ความช่วยเหลือการเรียน อาจทำได้ ดังนี้

- ใช้การติดกระดาษบนโต๊ะ เพื่อเขียนหนังสือ

- ผูกดินสอกับโต๊ะ จะได้หมดปัญหาในการก้มเก็บเวลาดินสอตก

- อนุญาตให้เด็กตอบคำถามปากเปล่า หรืออัดเทปส่งงานแทนการเขียน

- ให้สมุดจดบันทึกของครูแก่เด็กพิการที่เขียนช้าหรืออาจให้เพื่อนใช้กระดาษคาร์บอนจดให้

- ให้เด็กใช้สะพายกระเป๋าสำหรับขนหนังสือและอุปกรณ์การเรียนจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งเมื่อเด็กต้องใช้ไม้ค้ำยัน

- ให้เวลาสอนเด็กพิการที่เขียนช้ามากกว่าคนอื่นๆ

- ให้เวลาเด็กพิการมากขึ้นหรือให้งานให้น้อยลง

- ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว เช่น จัดสถานที่เรียนให้สะดวกแก่เด็ก

- บริการด้านอุปกรณ์จำเป็น เช่น เครื่องพิมพ์ดีด โต๊ะคอกสำหรับยืน

การประเมินผล

การประเมินผลตามหลักสูตร เป็นการประเมินทักษะเพื่อสำรวจความสามารถขั้นพื้นฐานของผู้เรียน เพื่อวัตถุประสงค์ในการวางแผนการเรียนการสอนและเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการประเมินผลควรยืดหยุ่นตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งควรจะมีการประเมินผลจากการใช้แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นส่วนสำคัญอีกทางหนึ่ง

3. สิ่งอำนวยความสะดวก

3.1 กายอุปกรณ์ และเครื่องช่วยคนพิการ มีความต้องการกายอุปกรณ์ และเครื่องช่วย คนพิการที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน เช่น เหล็กประคองขา แขนเทียม เฝือกดามมือ รองเท้าพิเศษ เครื่องช่วยเดิน ไม้ค้ำยัน และเก้าอี้ล้อ เป็นต้น ซึ่งกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยคนพิการ อาจต้องปรับหรือเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายหรือการเจริญเติบโต

3.2 การปรับสภาพสิ่งแวดล้อม แม้จะมีความสามารถเคลื่อนไหว เดินทาง หรือประกอบกิจกรรมได้โดยใช้กายอุปกรณ์หรือเครื่องช่วยคนพิการ แต่บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและ สุขภาพยังต้องการการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหว เช่น พื้นทางเดิน ห้องน้ำ ประตู โต๊ะ เก้าอี้

4. สื่อ และอุปกรณ์พิเศษ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น แขนขา นิ้ว มือ และลำตัว ดังนั้นจึงต้องการสื่อ และอุปกรณ์ ที่ช่วยในการหยิบจับ ใช้สิ่งของ และขีดเขียน อาทิ หนังสือที่มีแผ่นกระดาษหน้าเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้ เปิดได้ง่าย ดินสอแท่งใหญ่ ช้อนด้ามยาวพิเศษ สวิทช์ที่เปิด - ปิด โดยการใช้ฝ่ามือ เครื่องช่วยพูด (สำหรับคนพิการทางร่างกายที่ไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยการพูด) สายรัดมือ

การช่วยเหลือ แม้มีสิ่งอำนวยความสะดวก กายอุปกรณ์ เครื่องช่วยคนพิการ สื่อ และอุปกรณ์พิเศษ แต่ตนพิการที่มีข้อจำกัดมาก ยังจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือในลักษณะต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ช่วยป้อนอาหาร ช่วยเคลื่อนย้ายขึ้นหรือลงจากรถเข็น ช่วยเข็นรถเข็นคนพิการ และอุ้มขึ้นบันไดในอาคาร ที่ไม่มีทางลาดให้กับรถเข็น

 

 

การช่วยเหลือเบื้องต้นบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

แนวการเลี้ยงดู

1. เด็กเหล่านี้ เป็นเด็กที่ต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่นเดียวกับเด็กปกติ เช่น การดูแลเอา- ใจใส่ ความรัก ความเมตตา การเลี้ยงดูอย่างเด็กปกติ จะทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ

ภายหลัง

2. การเรียนรู้เกี่ยวกับความผิดปกติ หรือความบกพร่องของเด็กเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเข้าใจ และยอมรับสภาพของเด็ก รวมถึงหาทางช่วยเหลือเด็กได้ถูกต้อง ซึ่งทำได้โดยการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ

3. พาเด็ก ออกสู่สังคม แนะนำพี่น้อง ญาติ เพื่อน ๆ ให้รู้จักเด็กและความพิการของเขาเสียแต่ เนิ่น ๆ และควรพาออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักช่วยตนเอง และเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง

4. การฝึกหัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรเริ่มจากกิจกรรมที่ง่าย ๆ ก่อนเพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจและเป็นแรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ยากขึ้น

5. เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง เพราะเด็กเหล่านี้จะทำ ด้วยความเชื่องช้าเสียเวลาในการทำมาก หรือเลอะเทอะ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจ ให้เขาได้ฝึกฝนทำเอง ทำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้

6. พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรให้ความร่วมมือกับทีมผู้รักษา เมื่อได้รับคำแนะนำ วิธีการบำบัดอย่างง่าย ๆ ควรนำไปปฏิบัติกับเด็กที่บ้าน เวลาของเด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับบ้านมากกว่าสถานพยาบาล การเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ผู้ปกครองจะช่วยเหลือเด็กได้มาก

7. การฝึกหัดเด็ก จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและด้วยอารมณ์มั่นคง มีเหตุผลเมื่อเด็กทำผิด จะถูกทำโทษทันที เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายไม่สับสน

8. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเมื่อมีปัญหาหรืออาจมีปัญหาเกิดขึ้นให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การแก้ไขได้อย่างทันเหตุการณ์และถูกต้องต่อไป

9. การให้กำลังใจ บุคคลที่มีเกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง ควรให้กำลังใจแก่แม่ ตลอดจนช่วยในการเลี้ยงดูและอบรมเด็กด้วย

 

 

 

 

กิจกรรมการช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

1. ฝึกการใช้สายตาและมือทั่วไป เช่น การต่อก้อนไม้ การปั้นดินน้ำมัน การวาดภาพระบายสี การตัดด้วยกรรไกร ฯลฯ

2. ฝึกการเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ เช่น การใช้มือและสายตาในท่าการนอนหงาย การเคลื่อนไหวในท่านอนคว่ำ ท่านั่งและท่ายืน การเดิน การวิ่ง การกระโดด การใช้กระดานทรงตัว การรับและส่ง ลูกบอล การลากของเล่นที่มีล้อ

3. ฝึกการช่วยเหลือตนเอง เช่น การรับประทานอาหารและดื่มน้ำ การแต่งตัว การขับถ่าย การ อาบน้ำ การสวมเสื้อผ้า ฯลฯ

4. ฝึกการรับรู้เสียงและการแสดงสีหน้าท่าทางและคำพูด พยายามพูดกับลูกของตนเองให้มาก ที่สุด และพยายามสร้างคำพูดให้เป็นประโยคฝึกการรับรู้เรื่อง รูปทรง ขนาด ทิศทาง เวลา เรื่องสี และการแก้ปัญหาฝึกการปฏิบัติตามคำสั่ง การฝึกลีลามือ การเขียนตัวอักษรและ การอ่าน การทำกายภาพบำบัดกิจกรรมบำบัด ฯลฯ

แนวทางการรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

(กองการศึกษาเพื่อคนพิการ, 2543 : 14)

1. ตรวจพบและให้การรักษาฟื้นฟูแต่เนิ่น ๆ ยิ่งพบความผิดปกติได้เร็ว และให้การรักษาได้เร็ว ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น

2. ป้องกันไม่ให้เกิดความพิการเพิ่มมากขึ้น หรือทำให้เกิดพิการซ้ำซ้อน โดยให้ความรู้แก่บุคคลให้สนใจเอาใจใส่เด็กที่มีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติ คลอดผิดปกติ หรือมีความผิดปกติหลังคลอด ให้ได้รับการดูแลติดตามจากแพทย์ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ได้รับการประเมินสภาพ วินิจฉัย ให้คำแนะนำ และรักษาต่อเนื่อง

 

การรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ได้แก่

1. การให้ยา หรือรักษาอาการผิดปกติ เช่น อาการเกร็ง อาการชัก เป็นต้น

2. การทำกายภาพบำบัด เพื่อลดเกร็ง กระต้นพัฒนาการของเด็ก และฝึกการเคลื่อนไหวต่าง ๆ

3. การทำกิจกรรมบำบัด หรือฝึกการใช้มือ ฝึกกิจวัตรประจำวัน ฝึกการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่ม หน้าที่ของมือ และการฝึกการกลืน เป็นต้น

4. การฝึกพูด เพื่อให้เด็กสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ ในรายที่พูดไม่ได้อาจมีการฝึกใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการสื่อสาร

5. การฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และให้ขับถ่ายได้หมดจด โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไต สูญเสียหน้าที่ในเด็กที่มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย

6. การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ

7. ให้กายอุปกรณ์ เพื่อช่วยพยุงข้อ และกล้ามเนื้อ ให้อวัยวะเทียม เช่น แขนขาเทียม และรถเข็นนั่งที่เหมาะสมกับสภาพความพิการ

8. การฉีดยาเพื่อลดเกร็ง

9. การผ่าตัด เพื่อแก้ไข เมื่อความพิการนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ

10. ให้การฝึกพื้นฐานทางกีฬา และนันทนาการ เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพของร่างกาย ส่วนที่ไม่ พิการและปรับตัวเพื่อเข้าสังคม

 

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านสังคม

มีการฝึกพัฒนาทักษะด้านสังคมเพื่อให้คนที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ สามารถอยู่ในสังคม ร่วมกับคนทั่วไปอย่างมีความสุข สามารถมีกิจกรรมในการพักผ่อนหย่อนใจเช่นเดียวกับคนปกติ สามารถพัฒนาศักยภาพในการศึกษา เพื่อความเพลิดเพลินเพื่อการแข่งขันเช่นเดียวกับผู้ไม่พิการ

 

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ

การฝึกอาชีพให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้โดยไม่ถูกกีดกันจากระเบียบข้อบังคับ

ต่าง ๆ

 

การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ

เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่เริ่มแรกในด้านต่างๆ เช่น การเดินการยืนเพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ถูกต้อง การทำกายภาพบำบัดจะใช้วิธีการฝึกออกกำลัง เพื่อเพิ่มกำลังของ กล้ามเนื้อ และเป็นการรักษาบางส่วนร่วมด้วย เช่น การป้องกันความพิการ การใช้ความร้อนเพื่อลดปวด

 

การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ และการช่วยเหลือเด็กให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม

การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายตั้งแต่เริ่มแรกพบความผิดปกติในด้านต่างๆ เช่น การนอน การคว่ำ การนั่ง การเดิน และการยืน เพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ ถูกต้อง การทำกายภาพบำบัดจะใช้วิธีการฝึกออกกำลัง เพื่อเพิ่มกำลังของกล้ามเนื้อ และเป็นการรักษา บางส่วนร่วมด้วย

 

 

จุดมุ่งหมายของการรักษาทางกายภาพบำบัด

1. เพื่อป้องกันมิให้เกิดความพิการหรือมีความพิการเพิ่มมากขึ้น

2. เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เท่าที่จะเป็นไปได้

3. เพื่อสามารถยืนและเดินได้ โดยใช้เครื่องกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยเดินเท่าที่จำเป็น

4. เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน

 

 

การป้องกันและรักษา

1. มีการปรับเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ เช่น นอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง สลับไปมาในท่าที่นั่ง เช่น ยกก้นขึ้นบ่อยๆพยายามอยู่ในท่าที่ไม่กดบริเวณนั้น

2. ใช้วัสดุนิ่มๆ เช่น ขนสัตว์ เบาะฟองน้ำรองพื้นผิวที่นั่งหรือที่นอน

3. ให้ยกแขนขึ้นลงสลับกันซ้าย-ขวา ทำอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง/วัน

4. ให้กางและหุบแขนซ้าย-ขวา

5. ให้งอและเหยียดข้อศอกทำซ้าย-ขวา ให้คว่ำและหงายฝ่ามือและให้กระดกข้อขึ้นลง ให้นิ้วงอและเหยียดกางและหุบ

6. ให้งอและเหยียดข้อสะโพกและเข่าไปพร้อมๆกัน ทำซ้าย-ขวา

7. ให้กางและหุบขาซ้าย-ขวา

8. ให้งอและเหยียดข้อเข้าในขณะที่นอนคว่ำ

9. การฝึกเดิน ให้เริ่มก้าวขาข้างที่ดีไปก่อนแล้วผู้ฝึกอยู่ข้างหลัง ช่วงแรกพักเดินบ่อยๆแล้วค่อยๆลด

การช่วยเหลือจนสามารถเดินได้เอง

9.1 การฝึกเดินโดยใช้ราวคู่ขนาน ราวควรอยู่ในระดับเอว ควรกว้างประมาณ1ช่วงแขนของ

ผู้ พิการ

9.2 ลักษณะการฝึก ให้ขยับมือทีละข้างมาด้านหน้าก่อน แล้วจึงก้าวทีละข้างตามโดยขยับขาข้างอ่อนแรงมาก่อน ช่วงแรกผู้ฝึกช่วยพยุงเอวจนกว่าเขาเริ่มทำได้เองแล้วควรให้มีการฝึกก้าวเดินถอยหลังโดยใช้มือข้างเดียวจับราว

9.3 การฝึกเดินโดยโครงไม้ ความสูงพอจะใช้ช่วงศอกพยุงลำตัวได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงไหล่ของ แต่ละคน ขณะฝึกให้ผู้ฝึกยืนกลางแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้โครงไม้ช่วยพยุงน้ำหนักตัว บางส่วนและเท้าต้องเหยียบแนบพื้นเริ่มเดินโดยการยกหรือขยับโครงไม่ไปข้างหน้าแล้วขยับขาที่อ่อนแรงไปก่อนให้ฝึกบ่อยๆจนคล่องและเดินได้เอง

10. การฝึกเดินโดยใช้ไม่ค้ำยัน ระดับของไม้ค้ำยันควรต่ำกว่ารักแร้ประมาณ 2 นิ้ว ส่วนมือควรจับไม้ระดับเอว ท่างอศอกเล็กน้อย ขณะเดินส่งตัวโน้มไปข้างหน้า การกดน้ำหนักอยู่ที่มือ ห้ามกดที่รักแร้เพราะจะถูกกดเส้นประสาทของแขนได้ และควรมีการปรับเปลี่ยนระดับของไม้ให้เหมาะสมกับความสูงของเด็ก

 

ลักษณะความผิดปกติของเด็กที่ต้องช่วยเหลือให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม

1. เนื่องจากกล้ามเนื้อมีการตึงที่ผิดปกติ เด็กที่เป็น ซี.พี. จึงมักจะใช้เวลามากมายในท่าที่ผิดปกติ ท่าที่ผิดปกติของแขนขา(limbs) และร่างกายจึงควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิฉะนั้นเด็กจะกลายเป็นคนร่างกายที่ผิดปกติไป

2. ข้อมือหรือข้อศอกที่งอตลอดเวลา จะทำให้เกิดแข็งยึด(กล้ามเนื้อสั้นลง) ทำให้ยืดมือแขนไม่ได้

สะโพกงอไปข้างหน้าตลอดเวลาหรือไปด้านใดด้านหนึ่ง

3. เข่าพับเข้าหากันตลอด หรือไม่เหยียดตรงอย่างสมบูรณ์

4. เท้าอยู่ในท่าเขย่งเสมอ(tiptoe) สามารถนำไปสู่อาการแข็งยึด(contractures) ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวที่ปกติไม