ความหมายของเทคโนโลยี
          คำว่า เทคโนโลยี ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า "Technology" ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า "Technologia" แปลว่า การกระทำที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคำว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียกรวม ๆ ว่า "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"

           พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยี คือ "วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม"
นอกจากนั้นยังมีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย ดังนี้ คือ
            ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 16) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่าปัจจุบันมีความหมายกว้างกว่ารากศัพท์เดิม คือ หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทาง อุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม
             สิปปนนท์ เกตุทัต (ม.ป.ป. 81) อธิบายว่า เทคโนโลยี คือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ มาผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ด้วยการนำทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการผลิตและจำหน่ายให้ต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลาและสถานที่ และหากเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีนั้นจะเกื้อกูลเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและส่วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล
ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้วิชาการรวมกับความรู้วิธีการ และความชำนาญที่สามารถนำไปปฏิบัติภารกิจให้ประสิทธิภาพสูง โดยปกติเทคโนโลยีนั้นมีความรู้วิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย นั้นคือวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ เทคโนโลยีเป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติ จึงมักนิยมใช้สองคำด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ต้องควบคู่กันไปจึงจะมีประสิทธิภาพสูง
          ส่วน ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์ (2534 : 5) ได้ให้ความหมายสั้น ๆ ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการประกอบวัตถุเป็นอุตสาหกรรม หรือวิชาช่างอุตสาหกรรม หรือการนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางปฏิบัติ
จาก การที่มีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย สรุปได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่นำเอาวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า หมายถึง การรู้จักนำมาทำให้เป็นประโยชน์นั่นเอง

 (เย็นใจ เลาหวณิช. 2530 : 67)

ที่มา : http://arc.rint.ac.th/center/pongsak/e_ ... it4_2.html

เหตุใดมนุษย์ถึงมีเทคโนโลยีเป็นวิธีการในการเพิ่มและพัฒนาคุณภาพ
          มนุษย์ต้องการความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ในเรื่องวิถีการใช้ชีวิต  การทำงาน รวมไปถึงสังคมเพราะมนุษย์เรามีสมอง  มีการจดบันทึก  มีวิธีคิด  วิธีทดลองและการสร้างสรรค์ ทำให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีไปได้เรื่อย ๆ

เทคโนโลยีกับวัยรุ่นไทย วัตถุนิยมเป็นพิษ
          ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งรถไฟฟ้าในตอนเช้า (ช่วงคนไปทำงาน เด็กไปโรงเรียน) วันนี้รถไฟฟ้าเต็มไปด้วยคนทำงานและเด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางในเวลาอันเร่งรีบเพื่อไปเรียนและทำงาน เนื่องจากผมต้องไปทำธุระทางสายสีลม ผมจึงได้เห็นเด็กนักเรียนหลายคนที่ขึ้นมาบนรถไฟฟ้าส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนเอกชนตามแถบสีลม สาธร ที่ถือว่าเป็นย่านคนรวยนั่นเอง
          เด็ก ๆ ส่วนใหญ่เป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน (ก็อาตี๋-อาหมวยทั้งหลาย) ตอนแรกผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอสังเกตไปสังเกต เอ๊ะ!!! ทำไมเด็กพวกนี้เกือบทุกคน (80-90%) จะใส่หูฟัง ไม่ก็เล่นเกมส์ โดยสิ่งที่พวกเค้าถืออยู่นั้น ก็เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค ราคามากกว่าหมื่นทั้งสิ้น คงไม่ต้องให้ผมบอกญี่ห้อหรอกนะครับ ท่านผู้อ่านก็คงจะรู้จักดีอยู่แล้ว หากใครนึกไม่ออก ก็ลองเปิดดูทีวีเอานะครับ ที่ดารา หรือสินค้าชอบแจกกัน มีไม่กี่อย่างหรอกครับที่กำลังติดเทรนเมื่อเห็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิคของเด็กๆเหล่านี้ เลยกลับมาคิดว่า ราคาเป็นหมื่น ๆ พวกเด็กเหล่านี้ก็คงไม่มี "ปัญญา" ซื้อเองเป็นแน่ แต่พ่อ-แม่ พวกเขาคงมี "ปัญญา" เลือกซื้อให้มากมายพอที่เด็กพวกนี้ ต้องการ  ผมมองการใช้ชีวิตบนเทคโนโลยีสมัยใหม่ของวัยรุ่นไทยแล้วก็เกิดความคิดหลายอย่าง ผมเองนั้นไม่ได้อิจฉาพวกเขาที่มีเงินซื้อของแพงๆหรอกนะครับ แต่สิ่งที่ผมมองเห็นมากไปกว่าของต่าง ๆ ที่พวกเค้าใช้กันนั้น
1. การหลงไหลในวัตถุนิยม การเห็นดารา สื่อ หรือเพื่อน ๆ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคไฮโซ ดีๆ ก็อยากมีมั่ง ก็ไปรบเร้าขอพ่อแม่ ใครพ่อแม่รวยก็โชคดีไป ก็คงจะได้ไปตามต้องการ แต่ถ้าคนที่ไม่ได้มีฐานะดีพอที่จะเอาเงินมาให้ลูก "ถลุงเล่น" ล่ะครับ?? จะทำอย่างไร ในเมื่อเพื่อนมี แต่เราไม่มี (คิดกันต่อเองนะครับ)

2. ของพวกนี้แน่นอนสามารถเล่น อินเตอร์เน็ตได้ ผมไม่ได้บอกว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งไม่ดี แต่สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ก็ย่อมมีโทษมหันต์อย่างแน่นอน ทุกวันนี้ ข่าวอาชญากรรมจากภัยทางอินเตอร์เน็ตมีไม่เว้นแต่ละวัน แต่พ่อแม่ก็ยังพร้อมที่จะหยิบยื่นเครื่องมือแห่งความเสี่ยงเหล่านี้ให้กับลูก ๆ เพียงเพื่อสนองความต้องการของการบริโภคนิยม


3. บางทีอาจจะไม่ต้องถึงขั้นอาชญากรรมจากภัยอินเตอร์เน็ตก็เป็นได้นะครับ แต่เนื่องจากทรัพย์สินของเด็ก ๆ พวกนี้มันแพงซะจนล่อตาล่อใจ พวกมิจฉาชีพ (แน่ละ ก็เหยื่อมันเป็นแค่เด็กหวานหมูล่ะเน้อ) ภัยใกล้ตัวจากการถูกโจรกรรมอาจจะมาโดยไม่ได้พร้อมรับมือก็ได้นะครับ
อย่างไรก็ดี ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้ามให้พวกเด็ก ๆ เหล่านี้ซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคได้ เพราะพวกเขามีกำลังที่จะซื้อ แต่ผมอยากให้พวกเขารวมไปถึงผู้ปกครอง ฉุกคิดซักนิดนึงว่า สิ่งต่าง ๆ ที่อำนวยปลนเปลอความสุขเหล่านี้มันคุ้มมั้ยกับความเสี่ยงจากภัยสังคมในทุกวันนี้ แล้วมันคุ้มค่าพอกับการที่จะต้องสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตเฉกเช่นนักธุรกิจที่ควรจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้แล้วหรือยัง?  ภัยอันตรายผมว่าทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเจอได้เท่า ๆ กันนะครับ แต่ว่าตัวเราเองหรือเปล่า? ที่เอาตัวเราเข้าไปหาความเสี่ยงเหล่านั้นมากกว่าคนอื่น ๆ
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=criticize-thailand&month=24-01-2010&group=1&gblog=1

สไตล์ทันสมัยของวัยรุ่นสำหรับชีวิตทันสมัยในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในแต่ละวันที่เราตื่นขึ้นมา ถ้าวันนั้นไม่ได้เล่น Internet หรือ On M (MSN) ชีวิตคงจะดูเฉา ๆ หรือขาดอะไรบางอย่างไป ขณะที่เรานั่งรถมาโรงเรียนก็ต้องส่ง SMS หาเพื่อน(เดี๋ยวนี้ต้อง MMS แล้วด้วย) หรือไม่ก็ต้องนั่งฟังเพลงหรือเล่นเกมส์จาก IPod Nanoที่โหลดเก็บไว้พอไปถึงโรงเรียนต้องโทรหาเพื่อนก่อนเข้าห้องเรียน ถ้าวันนั้นมีเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการวันนั้นดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าการเรียนในห้องเรียนธรรมดา ตกเย็นนั่งรถกลับบ้านก็นั่งดูหนังในเครื่อง MP4 กลับถึงบ้านก็ต้องรีบเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และนั่งเล่นเกมส์ Online จนกว่าจะมีเสียงเรียกให้ทานอาหารเย็น ไม่งั้นไม่ยอมเลิก หลังจากทานข้าวเสร็จต้องกลับมา check mail และพร้อมที่จะเล่นเกมส์ต่อจนดึกดื่น ถ้าน้อง ๆ มีพฤติกรรมบางอย่างหรือครบทุกอย่างอย่างที่ว่านี้ แสดงว่าเรากำลังเป็น “ โรคติดเทคโนโลยี ” เกินไปหรือเปล่า สำหรับวัยรุ่นวัยเรียน หากเราต้องการทำตัวให้ดูทันสมัยตลอดเวลา อาจต้องอาศัยเทคโนโลยีต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว เทคโนโลยีเป็นเครื่องหมายแสดงความก้าวหน้าของโลกยุคใหม่ ทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมบางอย่างของวัยรุ่นหรือวัยเรียนเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดทางด้านจิตใจที่อาจดูตกต่ำลงบ้างในบางครั้ง อีกทั้งยังอาจเกิดผลกระทบบางอย่างที่เราอาจไม่เคยนึกถึงซึ่งบางครั้งร้ายแรงมากยิ่งกว่าการมีพฤติกรรมแบบเดิมที่ดูเฉยและล้าสมัย การรู้จักที่จะใช้เทคโนโลยีและใช้อย่างชาญฉลาดจะทำให้วัยรุ่นวัยเรียนเป็นวัยสดใสที่ดูมีชีวิตชีวาได้อย่างสมวัยของน้อง ๆ เช่น การเล่น MSN กับเพื่อนต่างชาติเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ หรือการส่ง E-mail หากันแทนการโทรศัพท์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า และยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของการใช้ชีวิตวัยรุ่นในโลกยุคใหม่สามารถก้าวไปพร้อมเทคโนโลยีได้อย่างไม่มีผู้ใหญ่ท่านใดสามารถตำหนิได้แม้แต่นิดเดียว

อ.ระวีวรรณ แก้ววิทย์    ภาควิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจhttp://ba.bu.ac.th/ejournal/BC/BC7/BC7.htm

โทรศัพท์มือถือ “ออกซิเจนของวัยรุ่น”มีให้ถูก ใช้ให้เป็น

กลายเป็น talk of the town ไปแล้วค่ะ สำหรับคลิปอาจารย์ขว้างโทรศัพท์มือถือของนักศึกษากระจายเกลื่อนพื้น เหตุเพราะนักศึกษาคุยโทรศัพท์ในระหว่างการเรียนการสอนจนไปทำให้สมาธิของอาจารย์แตกซ่าน    หลังจากนั้นยังตามมาด้วยคลิปของต่างประเทศในลักษณะคล้ายกันอีกนับไม่ถ้วนที่คนดูอย่างเราก็ได้แต่ร้อง “โอ้โห” แต่เจ้าของโทรศัพท์นอกจากจะร้องไม่ออกเพราะเสียโทรศัพท์แล้ว ยังต้องมึนด้วยว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็แค่รับโทรศัพท์ในห้องเรียนเท่านั้นเอง     ก่อนจะพูดถึงประเด็นคลิป   เรามาดูพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของวัยรุ่นไทยกันก่อน คุณทราบไหมว่าผลการสำรวจกลุ่มวัยรุ่นในแถบเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด 11 ประเทศ    พบว่าวัยรุ่นไทยทั้งคลั่งและครองโทรศัพท์มือถือมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยใช้เกณฑ์อายุตั้งแต่ 8-24 ปี และพบว่า 72 ใน 100 คนของวัยรุ่นไทยจะต้องมีโทรศัพท์มือถือ จึงไม่แปลกค่ะถ้าโทรศัพท์มือถือจะเป็นเหมือนถังออกซิเจนของวัยรุ่น ถ้าวันไหนลืมถือมาหรือทำหาย ก็จะมีอาการเหม่อลอย เซื่องซึม วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม เหมือนอาการของคนที่รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
        ภาพที่เราเห็นกันจนตาแฉะไม่แพ้การดูละครหลังข่าวคือ บรรดาวัยรุ่นที่ต้องยกโทรศัพท์แนบหูไว้ตลอดเวลา หรือไม่ก็ก้มหน้าแชทบนมือถือกันสู้ตาย ขอแค่มีพื้นที่เล็กๆ ให้ควักมือถือขึ้นมาได้เป็นพอ ที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของการรัวนิ้วและสายตาที่ดีขั้นเทพเพื่อจ้องตัวหนังสือขนาดเล็กเท่าหัวมดบนหน้าจอมือถือ
         พฤติกรรมการใช้มือถือของวัยรุ่นไทยในตอนนี้ถูกมองว่าเป็นแฟชั่น นั่นเป็นเพราะโทรศัพท์มือถือกลายมาเป็น “Item Must Have” ที่จะต้องมีไว้เพื่อระบุฐานะและความทันสมัยให้คนรอบข้างได้รับรู้ ในขณะที่การใช้งานส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่การคุยเล่นมากกว่าการติดต่อธุระหรือโทรถามสารทุกข์สุขดิบของพ่อแม่ตัวเอง จากการสำรวจยังพบว่าวัยรุ่นไทยใช้โทรศัพท์คุยเล่นประมาณวันละ 102 นาที ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้ง 11 ประเทศอยู่ที่ 49 นาทีเท่านั้นเอาเรื่องการใช้มือถือแบบผิดที่ผิดเวลาของวัยรุ่นก็กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก เพราะปัจจุบันดูเหมือนว่าวัยรุ่นจะสามารถใช้มือถือได้อย่างไร้ขอบเขตของช่วงเวลาและสถานที่ ไม่ว่าจะตอนกินข้าว ดูหนัง บนรถเมล์ หรือบางคนเก่งถึงขั้นแชทมือถือได้ทั้งที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างกันเลยทีเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกๆ วันเราจะเห็นวัยรุ่นก้มหน้าดูแต่โทรศัพท์แทนที่จะก้มหน้าอ่านหนังสือเหมือนวัยรุ่นในประเทศอื่นๆ และก็ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะหงุดหงิดถ้าต้องเดินตามหลังเด็กที่มัวแต่เดินกดมือถือ หรือถ้าต้องเดินชนเด็กที่ก้มหน้าแชทจนลืมมองทาง

 ภาพจาก:www.debaird.net

กรณีของคลิปอาจารย์ขว้างโทรศัพท์มือถือของนักศึกษาก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากถึงพฤติกรรมการใช้มือถือผิดที่ผิดเวลาของวัยรุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วในบางสถาบันการศึกษาหรือในบางชั้นเรียน จะมีกฎข้อบังคับว่าให้ปิดโทรศัพท์มือถือขณะทำการเรียนการสอน หรือแม้แต่ห้ามพกมือถือเข้าห้องเรียนเลยก็มี แต่เพราะความหย่อนยานของกฎบวกกับความไม่ใส่ใจของนักศึกษาที่ยังมองว่ามือถือเป็นทรัพย์สินบุคคล สามารถพกพาเอาไปไหนด้วยก็ได้ แต่ลืมคิดว่าถึงจะพกไปไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะใช้เมื่อไหร่ก็ได้   จริงๆ แล้วการกระทำของอาจารย์นั้นถูกมองว่าไม่สมควร และรุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงมีหลายคนออกมาแสดงความเห็นกับกรณีนี้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือน่าจะเป็นการตักเตือนและออกกฎเฉพาะเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในสถาบันการศึกษาอย่างเข้มงวด และอีกหลายคนมองว่าอาจจะดีกว่าถ้าอาจารย์ไล่นักศึกษาออกจากชั้นเรียน หรือยึดโทรศัพท์ไว้ก่อนแล้วคืนหลังเลิกเรียน ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เหมาะสมกว่า
 เรามามองด้านนักศึกษากันบ้างค่ะ แน่นอนว่าทุกคนต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและไม่ถูกต้องเลยสักนิดที่คุยโทรศัพท์ในชั้นเรียน (ที่สำคัญคือต่อหน้าอาจารย์เลยล่ะ) เพราะรู้อยู่แล้วว่าในห้องเรียนเป็นที่เรียนหนังสือ ฉะนั้นการทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเรียนการสอน ไม่ว่าจะคุยกัน กินขนม หลับ หรือคุยโทรศัพท์มือถืออย่างในกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการแสดงถึงการไม่เคารพครูอาจารย์ ไม่เคารพในสิ่งที่ตัวเองกำลังศึกษา และไม่เคารพต่อเวลาและสถานที่ ถ้าเรื่องการใช้โทรศัพท์กลายมาเป็นอีกปัญหาของระบบการศึกษา แนวทางที่มีความเป็นไปได้คือการออกกฎข้อบังคับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานศึกษา เช่น ห้ามเปิดเสียงในระหว่างการเรียนสอน ให้ใช้ได้ในเวลาพักหรือเลิกเรียนเท่านั้น หรือกำหนดช่วงอายุของนักเรียนนักศึกษาที่สามารถพกโทรศัพท์มาสถานศึกษาได้ ซึ่งในส่วนนี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากบรรดาผู้ปกครองด้วย เพื่อทำความเข้าใจกับเด็กในเรื่องของกาลเทศะในการใช้ และความจำเป็นในการใช้ เพราะถ้าผู้ปกครองยังคิดแค่ว่าโทรศัพท์มือถือคือเครื่องมือสื่อสารในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ววัยรุ่นเข้าใจคำว่ากรณีฉุกเฉินเป็น “ทุกกรณี” นั่นก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้
คลิปแบบนี้แม้จะยังมีข้อถกเถียงว่าเป็นเหตุการณ์จริงหรือจัดฉาก แต่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ทั้งผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และวัยรุ่น หาวิธีที่เหมาะสมในการปรับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกที่ถูกเวลา และไม่ใช่แค่วัยรุ่นเท่านั้น ทุกคนควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อเหลือเกินค่ะว่าเทคโนโลยีควรเป็นสิ่งที่รับใช้เรา ไม่ใช่ให้มันมีอำนาจเหนือเรา

 ที่มา:   http://www.momypedia.com/knowledge/teen/detail.aspx?no=29948&title=ใช้มือถือในห้องเรียน ปรับแก้ยังไงให้ได้ผล

 ประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี
        สิปปนนท์    เกตุทัต (ม.ป.ป. : 80) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจำเป็นและเพิ่มความสำคัญเป็นลำดับมากขึ้นต่อ การดำรงชีวิตของมนุษย์แม้ว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเอื้ออำนวยใน ด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายและอายุยืนนานขึ้น หากการการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ โดยมิได้พิจารณาอย่างสุขุมรอบคอบและกว้างไกลแล้ว ย่อมเกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อมและสมดุลทางธรรมชาติอย่างมหันต์ เมื่อมองไปข้างหน้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรช่วยเตรียมให้มนุษย์มีความพร้อมที่จะเผชิญกับ ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ข้อที่พึงตระหนัก คือ การดำรงชีวิตของมนุษย์มิใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติ หรือการทำตนอยู่เหนือธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ต้องเรียนรู้ธรรมชาติที่จะดำรงชีวิตอย่างสันติร่วมกับผู้อื่น กับสังคมวัฒนธรรม และกับธรรมชาติ
        ดังนั้นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน จะต้องเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางด้านความรู้   ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคคลในสังคม รู้จักวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล มีวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีระบบ อันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญาซึ่งวิธีการคิดนั้นเป็นวิธีเดียวกัน กับที่ใช้อยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหาเพิ่มเติมที่ : http://arc.rint.ac.th/center/pongsak/e_ ... it4_7.html