1.asynchronous
โดยทั่วไป asynchronous (ออกเสียง ay-SIHN-kro-nuhs จากภาษากรีก asyn- หมายถึง ไม่ และ chronos, หมายถึง เวลา) เป็นคุณศัพท์อธิบายวัตถุหรือเหตุการณ์ที่ไม่มีพิกัดด้านเวลา ในเทคโนโลยีสารสนเทศ ศัพท์นี้มีการใช้หลายความหมาย

1) ในสัญญาณการสื่อสารภายในเครือข่าย หรือระหว่างเครือข่าย สัญญาณ asynchronous เป็นหนึ่งที่ส่งผ่านตามอัตรานาฬิกาต่างจากอีกสัญญาณ (สัญญาณ plesiochronous เกือบทั้งหมด แต่ไม่ synchronization และวิธีนี้ได้รับการปรับปรุงตัว และสัญญาณ synchronous ทำงานในอัตรานาฬิกาเดียวกัน

2) ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปฏิบัติการ asynchronous หมายถึง กระบวนการปฏิบัติงานอย่างอิสระของอีกกระบวนการ ขณะที่ ปฏิบัติการ synchronous หมายถึง กระบวนการทำงานเฉพาะผลลัพธ์ของอีกกระบวนการที่เสร็จสิ้นหรือหยุดปฏิบัติการ กิจกรรมแบบแผนอาจจะใช้โปรโตคอล synchronous ที่จะส่งไฟล์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ละการส่งผ่านได้รับ การตอบสนองได้รับการส่งออกชี้ถึงความสำเร็จหรือต้องส่งใหม่ แต่การส่งผ่านสำเร็จของข้อมูลต้องการตอบสนองไปยังการส่งผ่านก่อนหน้านี้ก่อนอีกเริ่มต้นอีกกระบวนการ

การสื่อสารโปรแกรม synchronous ตรงข้ามกับการสื่อสารโปรแกรม asynchronous
ที่มา : http://www.widebase.net/knowledge/itterm/it_term_desc.php?term_id=asynchronous
Asynchronous Learning คือ รูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้สอน และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องพบกันตามเวลาในตาราง ที่กำหนดไว้ (Synchronous Learning) แต่ผู้สอนและผู้เรียนสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา โดยใช้เครื่องมือสื่อ สารต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน เวลาใดก็ได้ (Anywhere Anytime) เป็นการเรียนที่อาศัยวิธีการ หรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ในลักษณะที่ปฏิสัมพันธ์ และมีส่วนร่วมช่วยเหลือกันระหว่าง ผู้เรียน โดยใช้แหล่ง ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้า หรือเข้าถึงข้อมูลความรู้เหล่านั้น จากที่ไหน และเวลาใดก็ได้ ตามความต้องการและความสะดวกของผู้เรียนเอง
ที่มา : http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm
2.Synchronous การนำเสนอองค์ความรู้ รวมถึงปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน หรือผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน เกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน ณ เวลาจริง เหมือนกับการเรียนในห้องเรียนนั่นเอง
3. KIOSK kiosksiam ฝีมือคนไทย ก้าวไกลสู่ระดับสากล

ด้วยประสบการณ์ที่เข้มข้นของทีมงาน เราจึงสามารถทำให้ท่านได้พบว่า ระบบหน้าจอสัมผัส Touch Screen, Kiosk Solution และ Kiosk Information ช่วยให้งานของท่านเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น รวมถึงความสามารถในการส่งข่าวสารไปยังผู้รับสารเป็นไปโดยง่ายดาย ครบถ้วน ชัดเจน สมบูรณ์แบบ และเป็นที่น่าประทับใจ นอกจากนี้ด้วยความล้ำสมัยของหน้าจอสัมผัส Touch Screen จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ธุรกิจ และสินค้าของท่านโดดเด่น ล้ำหน้า เนื่องจากเราสามารถออกแบบให้ได้ตรง และครบถ้วนตามวัตถุประสงค์การใช้งานของท่าน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประเภท การประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ ความรู้และข้อมูลเพื่อการศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ
ตัวอย่างวิธีการนำระบบหน้าจอสัมผัส Touch Screen, Kiosk Solution และ Kiosk Information ไปใช้งาน
สถาบันการศึกษา นำระบบหน้าจอสัมผัส Touch Screen และ Kiosk มาบริการนักเรียน นักศึกษา ในด้านการตรวจสอบผลการเรียน และรับลงทะเบียนเรียน
สถานบันเทิง นำระบบหน้าจอสัมผัส Touch Screen และ Kiosk มาใช้ในการจำหน่ายบัตรเข้าขมงาน ใช้ในการประชาสัมพันธ์งาน หรือเป็นตู้เกมส์
หน่วยงานราชการ และองค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ นำระบบหน้าจอสัมผัส TouchScreen และ Kiosk มาใช้เพื่อบริการข้อมูลข่าวสารต่างๆ แก่ประชาชนที่มาติดต่อ หรือใช้ทำบัตรคิวในการมาติดต่อเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยัง นำระบบหน้าจอสัมผัส Touch Screen และ Kiosk มาใช้ร่วมกับ card reader หรือ finger print เพื่อเป็นการคัดกรองผู้ที่จะเข้าไปยังเขตหวงห้าม หรือคลังสินค้า เป็นต้น
การจำหน่ายสินค้า นำระบบหน้าจอสัมผัส TouchScreen และ Kiosk มาใช้เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ซึ่งจะดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรม ณ จุดขาย
ภัตตาคาร ร้านอาหาร นำระบบหน้าจอสัมผัส TouchScreen และ Kiosk มาใช้ในการสั่งอาหาร หรือเพื่อความบันเทิงแก่ลูกค้า ระหว่างรอ และรับประทานอาหาร
ที่มา : http://kiosksiam.blogspot.com/2009/02/kiosk.html
ที่มา : พระมหาเติม แพงคำรักษ์    พระมหาอำพร ปวงสุข
4. ปฏิสัมพันธ์ (Interactive) คือ การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนมีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียนฯ มีโอกาสเลือก ตัดสินใจ และได้รับการเสริมแรง จากการได้รับข้อมูลย้อนกลับทันที เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบการสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เนื้อหาจะถูกส่งจากเครื่องไปยังผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนทำการตอบสนอง โดยส่งคำตอบหรือข้อมูลกลับไปยังเครื่องอีกครั้งหนึ่ง การเรียนการสอนในลักษณะนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น ความฉับพลันของการให้คำตอบจากโปรแกรมบทเรียนที่วางไว้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้เรียน เป็นการทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้และทำให้การถ่ายทอดความรู้บรรลุผลด้วยดี
เนื่องจากผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากได้มีการโต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ดังนั้นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบมาอย่างดีจะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อย่างต่อเนื่องและตลอดทั้งบทเรียน
ที่มา : th.wikipedia.org
5. Web based learning เนื้อหาบทเรียน ในรูปของสื่อมัลติมีเดียทางคอมพิวเตอร์ โดยมีการออกแบบให้มีกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียนได้อย่างมีความหมาย รวมทั้งการจัดให้มีผลป้อนกลับโดยทันทีให้กับผู้เรียน เมื่อผู้เรียนตรวจสอบความเข้าใจของตนจากการทำแบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบ ผ่านทางระบบเครือข่าย
ที่มา : พระมหาเติม แพงคำรักษ์    พระมหาอำพร ปวงสุข
6. Computer-Based Training (CBT) หมายถึง การฝึกอบรมหรือการสอนโดยมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นผู้สร้างแรงจูงใจและ feedback แทนที่จะเป็นครูผู้สอนจริงๆ CBT อาจอยู่ในรูปของ CD-ROM, LAN หรืออินเทอร์เน็ต การสร้าง กระทำโดยกลุ่มบุคคลรวมถึงนักออกแบบการสอน (instructional designers) และมักจะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูง
ที่มา : http://www.thaicai.com/glossary
7.Computer-Assisted Instruction (CAI) — การสอนโดยมีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อ มักถูกใช้เพื่ออ้างอิงถึงการฝึกหัดและฝึกฝน สอนพิเศษ หรือกิจกรรมการจำลองสถานการณ์ที่นำเสนอโดยตัวมันเอง หรือนำเสนอเป็นส่วนเสริมให้กับการสอนแบบปกติที่สอนโดยครู
ที่มา : http://www.thaicai.com/glossary
8. E-Learning คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น

คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เนต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้
ที่มา : http://www.thaiedunet.com/ten_content/what_elearn.html