ความหมายของตัวแบบการประเมินโครงการ

       ตัวแบบของการประเมินโครงการ หมายถึง กรอบหรือแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการและวิธีการประเมิน แนวคิดของการประเมินเหล่านี้เกิดจากการศึกษาค้นคว้า และการคิดค้นของนักการศึกษานักประเมินและได้พัฒนามาตามลำดับ

       การประเมินโครงการนับว่ายังเป็นแนวคิดและเทคนิควิธีที่ใหม่สำหรับเมืองไทยและสาขาการศึกษา  การประเมินโครงการได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการศึกษาประมาณ  15  ปี  ที่ผ่านมา  โดยเริ่มจากแนวคิดที่เสนอในรูปของบทความของราฟ  ไทเลอร์(Ralph Tyler) ลี เจ ครอนบาซ (Lee J. Cronbach)  และไมเคิล สคริฟเวน (M. Scriven) ในประเทศไทยการเรียนการสอนวิชา การประเมนิผลโครงการส่วนมากจะสอดแทรกอยู่ในสาขาต่าง ๆ เช่น ทางด้านการบริหาร เป็นต้น เมื่อเทคนิคการประเมินได้ขยายตัวพัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบของความรู้ทั้งในเชิงแนวคิดและเทคนิควิธีการประเมิน จึงได้มีการจัดสอนเป็นรายวิชาต่างหากในหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สอดแทรกอยู่ในวิชาหลักการวัดและประเมินผลการศึกษา

         ปัจจุบันการประเมินโครงการมิได้จำกัดอยู่แต่ในทางการศึกษาเท่านั้น  แต่ขยายวงกว้างไปสู่โครงการในสาขาต่าง ๆ อย่างกว้างขวางจนการประเมินเป็นธุรกิจอีกอาชีพหนึ่งขึ้นมา เพราะใน การประเมินโครงการต่าง ๆ ขององค์กรหน่วยงานหรือสถาบันหนึ่ง ๆ ต้องใช้งบประมาณมหาศาล จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมาเป็นนักประเมินเพื่อนำผลนั้นมาใช้อย่างคุ้มค่าต่อไป

ตัวแบบของการประเมินโครงการ

ตัวแบบของการประเมินส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญที่ผลผลิตของโครงการเป็นสำคัญ                การเลือกใช้ตัวแบบในการประเมิน ผู้ประเมินสามารถเลือกใช้ตัวแบบประเมินตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับแผนโครงการที่ตนรับผิดชอบ ซึ่งสามารถจัดตัวแบบการประเมินเป็นกลุ่มโดยอาศัยลักษณะพฤติกรรมการประเมินเป็นหลัก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. ตัวแบบการประเมินที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal-Attainment Model หรือ Objective Base Model) ตัวแบบของการประเมินประเภทนี้เน้นจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์เป็นหลัก ได้แก่ ตัวแบบประเมินของไทเลอร์ (Ralph W. Tyler) แต่ก็มีบางกลุ่มที่ยึดทั้งจุดหมายและผลข้างเคียง (Side Effects) เป็นหลัก เช่น แบบจำลองตามแนวความคิดของครอนบาค (Cronbach) และ สคริพเวน (Scriven) เป็นต้น

2. ตัวแบบการประเมินที่ยึดการตัดสินคุณค่า (Judgment Model) เป็นตัวแบบการประเมินที่ต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่า โดยอาศัยเกณฑ์ภายในและเกณฑ์ภายนอก ซึ่งเกณฑ์ภายในได้แก่ กระบวนการต่างๆ ที่จะช่วยให้วัตถุประสงค์บรรลุ ส่วนเกณฑ์ภายนอก ได้แก่ ผลของการบรรลุวัตถุประสงค์ ตัวแบบการประเมินในกลุ่มนี้ ได้แก่ ตัวแบบการประเมินของสเตก (Robert E.Stake) และตัวแบบการประเมินของโปรวัส (Provus)

3. ตัวแบบการประเมินที่ช่วยการตัดสินใจ (Decision Model) เป็นตัวแบบการประเมินที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร ตัวแบบการประเมินที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ ตัวแบบการประเมินของเวสซ์ (Wayne W. Welch) ตัวแบบการประเมินชิป (CIPP Model) ของ แดเนียล แอล สตัฟเฟลบีม (Danial L. Stufflebeam) ตัวแบบการประเมินของแฮมมอนด์ (Hammond) เป็นต้น

รายละเอียดของตัวแบบการประเมินแบบต่างๆ มี ดังนี้

1. ตัวแบบการประเมินของไทเลอร์ (R.W.Tyler)

                ศาสตราจารย์ไทเลอร์ เป็นนักประเมินรุ่นแรกๆ ในปี ค.ศ. 1930 และเป็นผู้เริ่มต้นบุกเบิกแนวความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการประเมินโครงการ เขามีความเห็นว่า การประเมิน คือ การเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง (Performance) กับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่วางไว้ โดยมีความเชื่อว่า จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน รัดกุม และจำเพาะเจาะจงแล้ว จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมินได้เป็นอย่างดีในภายหลัง

จากคำจำกัดความของการประเมินดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มีแนวความคิดเห็นว่าโครงการจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ดูได้จากผลผลิตของโครงการว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่เท่านั้น แนวความคิดในลักษณะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ตัวแบบการประเมินที่ยึดความสำเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment Model or Objective Base Model)

ไทเลอร์ (R.W.Tyler) มีความเห็นว่า จุดมุ่งหมายของการประเมินนั้น คือ

                1) เพื่อตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ส่วนใดที่ประสบผลสำเร็จก็อาจเก็บไว้ใช้ต่อไป แต่ส่วนใดที่ไม่ประสบผลสำเร็จก็จะได้แก้ไข ปรับปรุงต่อไป

                2) เพื่อประเมินค่าความก้าวหน้าทางการศึกษาของกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ เพื่อให้สาธารณชนได้ข้อมูลที่น่าเชื่อได้ ในอันที่จะช่วยเข้าใจปัญหาและความต้องการทางการศึกษาได้ และเพื่อใช้ข้อมูลนั้นเป็นแนวทางในการที่จะปรับปรุงนโยบายทางการศึกษาที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วยได้

จากจุดมุ่งหมายของการประเมินโครงการดังกล่าว จะเห็นได้ว่าไทเลอร์ จะเห็นได้ว่าไทเลอร์       เห็นว่าการประเมินโครงการเป็นส่วนหนึ่งของงานการเรียนการสอน และผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรควรจะทำการประเมินผลโครงการเป็นงานส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตรได้ด้วย ไทเลอร์ได้จัดลำดับขั้นในการเรียนการสอนและการประเมินผล ดังนี้

                1) ตั้งจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมด้วยข้อความที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง โดยบ่งบอกถึงพฤติกรรมที่ต้องการวัดในภายหลังด้วย

                2) กำหนดเนื้อหา หรือประสบการณ์ทางการศึกษาที่ต้องใช้ให้บรรลุตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้

                3) เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมในการที่จะทำให้เนื้อหาที่วางไว้ประสบผลสำเร็จ

                4) ประเมินผลโครงการ โดยการตัดสินด้วยการวัดผลทางการศึกษาหรือทดสอบผลสัมฤทธิ์ในการเรียน

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าไทเลอร์ คิดว่าการประเมินผลโครงการเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน         การสอน การประเมินนั้น อาศัยแบบทดสอบสัมฤทธิผลทางการศึกษา (Achievement Tests) การประเมินและการสังเกตเป็นพื้นฐานในการประเมินผลคุณค่าของโครงการ

ในการประเมินผลโครงการนั้น ไทเลอร์ มีความเห็นว่าควรต้องยึดความสำเร็จของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินความสำเร็จของโครงการ กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กจะถือเป็นความสำเร็จของโครงการย่อมไม่ได้ และการตีความจากคะแนนที่ได้จากการทดสอบเพื่อการประเมินผลนั้น อาศัยคะแนนรวมเป็นหลักและข้อทดสอบที่ใช้นั้นควรเป็นแบบทดสอบที่มีลักษณะเป็นเอกพันธ์ (Homogeneity) จึงจะสามารถตีความของคะแนนรวมได้ถูกต้อง การประเมินตามความคิดของไทเลอร์อาศัยการวัดพฤติกรรมเฉพาะอย่างก่อนและหลังการเรียน (Pre-Post Measurement of Performance) และมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่าความสำเร็จระดับใดจึงจะถือว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ประสบผลสำเร็จ จะเห็นได้ว่าการประเมินผลตามแนวความคิดของไทเลอร์นี้ เหมาะสำหรับการประเมินผลสรุป (Summative Evaluation) มากกว่าการประเมินความก้าวหน้า

จากแนวความคิดของไทเลอร์เกี่ยวกับการประเมินผลโครงการดังกล่าวแล้วง่ายต่อการตรวจสอบความสำเร็จของโครงการ เพราะวัดและประเมินผลเฉพาะแต่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่ว่าการประเมินผลดังกล่าวนี้มีคุณค่าค่อนข้างจำกัด เพราะว่ามีประโยชน์มากสำหรับการประเมินผลสรุปมากกว่าการประเมินผลความก้าวหน้าและให้ความสำคัญของคุณค่าของจุดมุ่งหมายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเกณฑ์ในการตัดสินการบรรลุวัตถุประสงค์ยังเป็นอัตนัยมาก

จุดเน้นที่สำคัญการประเมินของไทเลอร์

                ตามตัวแบบการประเมินของไทเลอร์จะเหมาะสมกับโครงการการเรียนการสอนหรือการฝึกอบบรม หรือโครงการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ หรือที่เรียกว่า Summative Evaluation ตัวอย่างเช่น โครงการที่เกี่ยวกับการจัดหลักสูตรในบางวิชา ผู้ประเมินอาจจะใช้รูปแบบการประเมินของไทเลอร์ เพื่อตรวจดูว่าประสบการณ์สอนที่ได้จัดขึ้นมานั้น ได้ทำให้เกิดผลตามปรารถนามากน้อยเพียงใด ตลอดจนหาข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นว่าการสอนที่ใช้นั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ลำดับขั้นการประเมินของไทเลอร์ 

                การประเมินโครงการตามแนวคิดของไทเลอร์ มีขั้นตอนในการประเมิน ดังนี้

                1) ตั้งจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมด้วยข้อความที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง โดยบ่งบอกพฤติกรรมที่ต้องการวัด หือคาดหวังว่าผู้ร่วมโครงการจะแสดงพฤติกรรมอะไรบ้าง

                2) กำหนดและเลือกเนื้อหา หรือประสบการณ์ทางการศึกษาที่จะทำให้ผู้เรียน (ผู้เข้าร่วมโครงการ) ได้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้หรือบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

                3) เลือกวิธีการเรียนการสอน หรือสถานการณ์วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่     วางไว้

                4) เลือกและสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการวัดพฤติกรรมที่ได้ระบุไว้ในจุดมุ่งหมาย อันได้แก่ จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม

                5) วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับและนำข้อมูลที่ได้นั้นเป็นข้อมูลย้อนกลับเพื่อการพิจารณาจุดเด่น

ในการประเมินหลักสูตรนั้น ไทเลอร์มีความเห็นว่า ควรยึดความสำเร็จของคนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการตัดสินความสำเร็จของกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก จะถือว่า เป็นความสำเร็จของหลักสูตร ไม่ได้มีการตีความจากคะแนนที่ได้จากการสอบ ต้องอาศัยคะแนนรวมเป็นหลัก และข้อสอบที่ใช้นั้น ควรมีลักษณะเป็นเอกพันธ์ (Homogeneity) จึงจะทำให้การตีความมีความถูกต้อง การวัดพฤติกรรมก็ต้องการวัดทั้งก่อนและหลังการเรียน (Pre-Post Measurement of Performance) และจะต้องกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าว่าความสำเร็จระดับใด จึงจะถือว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแนวความคิดในลักษณะนี้เหมาะสำหรับการประเมินรวบยอด (Summative Evaluation) มากกว่าการประเมินย่อย (Formative Evaluation)

วิธีการประเมิน 

             การประเมินตามตัวแบบการประเมินของไทเลอร์ควรทำตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

1) การกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษา เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการประเมินเพื่อจะดูว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาบรรลุถึงผลสำเร็จมาน้อยเพียงใด จึงจำเป็นที่จะต้องทำการประเมินเพื่อทราบว่า พฤติกรรมแต่ละอย่างที่ได้กำหนดไว้ในจุดมุ่งหมายของการศึกษาบรรลุผลสำเร็จหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าจุดมุ่งหมายข้อหนึ่งกำหนดไว้ว่า ให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของปัญหาสังคมปัจจุบัน  การประเมินก็จำเป็นจะต้องวัดความรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าจุดมุ่งหมายระบุว่า ให้นักเรียนได้พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ปัญหาสังคม ในการวัดจะต้องคำนึงถึงพฤติกรรมที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมาย และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมตามที่ได้ระบุ ดังนั้น การเขียนจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนจึงเป็นขั้นที่สำคัญในการประเมิน

2) วิเคราะห์สภาพการณ์ ที่จะให้โอกาสแก่นักเรียนที่ได้แสดงพฤติกรรมตามที่ระบุไว้ในจุดมุ่งหมาย วิธีเดียวที่จะสามารถบอกได้ว่า นักเรียนมีพฤติกรรมตามที่ต้องการหรือไม่โดยการให้โอกาสแก่นักเรียนแสดงพฤติกรรมนั้นๆ โดยต้องจัดสถานการณ์ที่ไม่แต่เพียงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมเท่านั้น แต่จะต้องเป็นสถานการณ์ที่จะให้กำลังใจ หรือกระตุ้นให้นักเรียนให้แสดงความคิดเห็นโดยการคำถาม ซึ่งเป็นการประเมินความรู้และความสามารถในเนื้อหาวิชา แต่การถามคำถามก็เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ทางการเรียนการสอนอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากต้องการจะดูว่านักเรียนมีพัฒนาการในการปรับตัวเองให้เข้ากับสังคมได้อย่างไร เราก็จำเป็นจะต้องสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น เช่น ในโรงเรียนอนุบาล ครูควรหาโอกาสให้เด็กได้เล่นและทำงานร่วมกัน ครูควรสำรวจความสนใจของเด็กจากการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้มีเสรีภาพ ในการเลือกกิจกรรม หรือถ้าต้องการจะให้นักเรียนได้แสดงความสามารถในการพูด ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างสถานการณ์ที่จะกระตุ้นให้นักเรียนได้พูด ดังนั้น ความสำคัญก็คือ สถานการณ์ที่จัดซึ่งจะต้องเป็นสถานการณ์ที่ให้โอกาสแก่นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด

3)เมื่อได้วิเคราะห์จุดมุ่งหมายและสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงพฤติกรรมพึงประสงค์แล้ว ขั้นต่อไปก็สำรวจหาเครื่องมือในการประเมินที่มีอยู่ เพื่อจะดูว่าเครื่องมือเหล่านี้สามารถนำมาใช้วัดตามวัตถุประสงค์ได้หรือไม่ ในกรณีที่เป็นการทดสอบข้อเขียน นักเรียนแสดงพฤติกรรมโดยการเขียน เครื่องมือวัดคือ แบบทดสอบ แต่ในกรณีของนักเรียนอนุบาลที่ต้องสถานการณ์ให้เขามีโอกาสเล่นและทำงานร่วมกัน เพื่อสังเกตพัฒนาการทางด้านการปรับตัวให้เข้ากับสังคมนั้น จำเป็นต้องบันทึกปฏิกิริยาของเขา การบันทึกปฏิกิริยาของนักเรียนอาจกระทำได้โดยผู้สังเกตจดบันทึกหรืออาจจะบันทึกภาพหรือเสียงก็ได้

4) สร้างเครื่องมือวัดต้องกำหนดเทคนิควิธีการวัดให้เป็นปรนัยมากที่สุด ตัวอย่าง เช่น ถ้าคนสองคนมีความสามารถเท่าเทียมกัน ถ้าจะวัดพฤติกรรมของคนทั้งสอง คะแนนที่ได้ก็ควรจะเท่ากันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด เกณฑ์ที่จะใช้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการประเมิน คือ ความเป็นปรนัย (Objectivity) ความเชื่อมั่น (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ความเที่ยงตรงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของเครื่องมือ ซึ่งหมายถึง เครื่องมือนั้นได้วัดสิ่งที่เราต้องการจะวัดจริงๆ ซึ่งการตรวจสอบความเที่ยงตรงวิธีหนึ่งก็คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน กับผลที่ได้รับจากการวัดที่ถือว่ามีความเที่ยงตรง ตัวอย่างเช่น ผลจาการวัดด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับการอ่าน มีความสัมพันธ์สูงกับผลที่ได้รับจาการบันทึกการสังเกตการณ์อ่านจริงๆ ก็แสดงว่า แบบสอบถามเกี่ยวกับการอ่านเป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงในการวัดสิ่งที่เด็กอ่าน

จากขั้นตอนการประเมิน 4 ขั้นตอนของไทเลอร์ สามารถสรุปเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมิน ดังนี้

1) สร้างหรือตั้งจุดประสงค์ของโครงการ (Goal) ที่กว้างๆ

2) แยกจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ออกเป็นประเภท

3) เขียนจุดประสงค์ในรูปของพฤติกรรมที่สามารถแสดงออกมาได้ หรือเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective)

4) กำหนดสถานการณ์ที่จะทำให้จุดประสงค์นั้นบรรลุ

5) เลือกหรือพัฒนาวิธีการวัด (Measurement Techniques)

6) เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำของนักเรียน

7) เปรียบเทียบข้อมูลที่เก็บรวบรวมกับพฤติกรรมตามที่ได้กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์

                กระบวนการประเมินของไทเลอร์นี้ จะยึดวัตถุประสงค์เป็นหลัก ถ้าพบว่าวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้จะมีการตัดสินใจเกิดขึ้น แต่ถ้าวัตถุประสงค์ไม่บรรลุหรือบรรลุผลเพียงบางส่วนก็จะมีการตัดสินใจในทางเลือกอื่นที่แตกต่างกันออกไป

   การประยุกต์แนวคิดของไทเลอร์ 

    จากแนวคิดดังกล่าว พอสรุปและนำไปเป็นหลักในการประเมินได้ ดังนี้

1) ต้องค้นหาจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตรที่จะทำการประเมิน ตามความคิดของ  ไทเลอร์มีความเห็นว่าจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้แก่ สัมฤทธิผลทางการเรียนการสอน

2) นำจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาแยกย่อยออกเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมให้ได้

3) จัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ต่างๆ เหล่านั้น

4) ทำการทดสอบผู้เรียนก่อนทำการเรียนการสอน ใช้แบบทดสอบที่มีคุณภาพ

5) เลือกวิธีสอนและอุปกรณ์การสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

6) เมื่อสอบจบหรือเสร็จสิ้นแล้ว อาจเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด จึงทำการทดสอบผู้เรียนตามเนื้อหาที่ได้เรียนไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง

7) ประเมินประสิทธิภาพของหลักสูตร บางส่วนหรือทั้งหมด ด้วยการเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบก่อนกับการสอบหลังว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ และมีนักเรียนร้อยละเท่าไหร่ที่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้

8) นำผลการเปรียบเทียบมาพิจารณาค้นหาจุดบกพร่องในการเรียนการสอน จดบันทึกไว้เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไปเมื่อหลักสูตรกำลังดำเนินการ ถ้าส่วนใดประสบผลสำเร็จก็จดบันทึกไว้ใช้ต่อไป

9) ต้องตระหนักอยู่เสมอว่า การประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน

สรุปและข้อควรพิจารณาของการประเมินตามรูปแบบของไทเลอร์ 

แนวคิดในเรื่องการประเมินของไทเลอร์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในทศวรรษที่ 1950 – 1960 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินผลทางการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งมีผู้ให้ข้อคิดเห็นในเวลาต่อมา เช่น ข้อจำกัดในเรื่องการเขียนจุดมุ่งหมาย ตลอดจนการให้ความสำคัญเฉพาะผลที่เกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่คาดหวังสิ่งที่กำหนดไว้ในจุดมุ่งหมายนั้น อาจเป็นการมองที่แคบเกินไป สรุปแนวคิดและข้อควรพิจารณาของตัวแบบการประเมินก่อนนำไปชี มีดังนี้

1) สิ่งที่จะต้องกระทำก่อนสิ่งใดในการประเมินตามตัวแบบประเมินของไทเลอร์ คือ การกำหนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม จุดมุ่งหมายนี้จะต้องแจ่มชัดและครอบคลุม ดังนั้น ในการกำหนดจุดมุ่งหมายที่เหมาะสม จึงต้องอาศัยกระบวนการที่น่าเชื่อถือด้วย เช่น การถามนักเรียน ครู สังคม ใช้ปรัชญา จิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

2) ไทเลอร์ มองว่าการประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ จุดมุ่งหมาย ประสบการณ์การเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ รายละเอียดตามแผนภูมิที่ 3.2

 3) การประเมินเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียนหรือผู้เข้าร่วมโครงการ จึงไม่ควรสอบวัดเพียงครั้งเดียว เพื่อจะได้ทราบว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยชี้ให้เห็นความสำเร็จของโครงการ จึงประกอบด้วยข้อมูลที่ได้มาจากหลายๆ ช่วงเวลา หรือหลายๆ ด้าน มากกว่าข้อมูลจากการสอบวัดเพียงครั้งเดียว

2. ตัวแบบการประเมินของครอนบาค (Lee J. Cronbach)

                ลี เจ ครอนบราค แห่งมหาวิทยาลัยาแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ได้เสนอแนวคิดในเรื่องการประเมินว่า การประเมินเป็นยุทธศาสตร์ของการตัดสินใจ และแนวความคิดของครอนบราคมีอิทธิพลอย่างยิ่งในการพัฒนารูปแบบของการประเมินต่อแนวทางการประเมินในเวลาต่อมา

การประเมินตามความคิดเห็นของครอนบราค นั้นมีความหายกว้างๆ ว่า “คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้ข้อมูลนั้นเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางการศึกษา” คำว่าโครงการตามความเห็นของครอนบาคนั้น อาจจะเป็นกิจกรรมใดก็ได้ เช่น กิจกรรมการเรียนการสอน คำแนะนำที่แจกจ่ายให้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติตามหรือการทดลองทางการศึกษาก็ได้ ครอนบราคมีความเห็นว่า การประเมินนั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมมากมายหลายอย่าง และไม่มีหลักการใดครอบคลุมได้ว่าจะยึดกิจกรรมใดบ้างในทุกๆ สถานการณ์ ดังนั้นจึงเชื่อว่า การทดสอบสัมฤทธิผลในการเรียนเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอสำหรับการประเมิน

แนวความคิดในเรื่องการประเมินของครอนบราค เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปรับปรุงหลักสูตรรายวิชา โดยอาศัยการประเมิน (Course Improvement Trough Evaluation) ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

1) เหตุที่จะต้องมีการพัฒนารูปแบบของการประเมิน

                การจัดการศึกษาในระดับต่างๆ นั้น ผู้ที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในระดับชาติ ระดับภาค หรือระดับท้องถิ่น ย่อมมีความต้องการที่จะปรับปรุงระบบการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงหลักสูตรหรือเนื้อหาวิชา วิธีการเรียนการสอน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นเป็นอย่างไร เราจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงในเรื่องอะไร คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงในเรื่องอะไร คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยการประเมินทั้งสิ้น ปัญหาสำคัญที่พบคือ การสร้างความเข้าใจในเรื่องวิธีการประเมิน เทคนิคการประเมิน ปรัชญาของการประเมิน ยังเป็นเรื่องที่จะต้องค้นหาคำตอบกันอยู่ต่อไป หรือถ้ากล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ เรายังไม่มีความมั่นใจว่าเราจะใช้วิธีการประเมินแบบใด เพื่อตอบคำถามทางการศึกษา จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม ด้วยเหตุผลนี้ สิ่งที่นักประเมินจะต้องค้นหาต่อไป คือ การคิดหารูปแบบของการประเมินที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการประเมิน เพื่อการปรับปรุงหลักสูตรทางการศึกษา

2) ความหมายของการประเมิน

                ครอนบราคได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นวิธีการของการเก็บรวบรวมข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการทางการศึกษา และคำว่าโครงการทางการศึกษาในความหมายของครอนบราค มีขอบเขตครอบคลุมถึงกิจกรรมต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นสื่อ       การเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนหรือประสบการณ์การเรียนที่โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียน และในการประเมินนั้น จะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่างๆ หลายขั้นตอน และมีเทคนิควิธีที่แตกต่างกัน เราพบว่าไม่มีวิธีการประเมินแบบใดแบบหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกสถานการณ์หรือทุกเหตุการณ์ ดังนั้นในการประเมิน เช่น การประเมินหลักสูตรของรายวิชาใดวิชาหนึ่ง นักประเมินจึงไม่ควรที่จะใช้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ควรจะได้มีการวัดตัวแปรอื่นๆประกอบด้วย

3. จุดมุ่งหมายของการประเมิน

                ครอนบราคได้กล่าวว่า โดยทั่วไปในการประเมินเรามีจุดมุ่งหมาย ดังนี้

                3.1 เพื่อปรับปรุงรายวิชา (Course Improvement) เพื่อตัดสินว่าอุปกรณ์การเรียนการสอน และวิธีการสอนใดที่น่าพอใจ และมีส่วนใดที่ดำเนินการอยู่แล้วต้องแก้ไข

                3.2 เพื่อตัดสินเกี่ยวกับตัวบุคคล (Decision about Individual) เช่น ในการตัดสินใจในการวางแผน การคัดเลือก หรือการแยกกลุ่ม หรือแจ้งให้ผู้อยู่ในโครงการทราบว่าส่วนใดที่เขาเด่น และส่วนใดที่เขาควรต้องปรับปรุง แก้ไข เป็นต้น

                3.3 เพื่อการตัดสินเกี่ยวกับระเบียบวิธีในการบริหาร (Administrative Regulation) เช่น เพื่อการตัดสินว่าระบบการศึกษาของโรงเรียนดีหรือไม่ อย่างไร และครูแต่ละคนของโรงเรียนมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ อย่างไร

4. กระบวนวิธีการประเมิน

                เมื่อกล่าวถึงการประเมิน ส่วนมากเรามักเข้าใจว่า เป็นเรื่องของการทดสอบ ในความเป็นจริงแล้ว การประเมินนักเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงการสอบวัดความรู้ในเนื้อหาวิชาที่เรียนไปแล้วแต่เพียงอย่างเดียว เราจำเป็นที่จะต้องมีการสอบวัดในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียนด้วย ครอนบราคได้เสนอว่า ในการประเมินจะต้องประกอบด้วยกระบวนวิธีการประเมินในด้านต่างๆ 4 ด้าน ด้วยกัน คือ การติดตามผล การวัดทัศนคติ การวัดความสามารถทั่วๆ ไป และการศึกษากระบวนการ ซึ่งรายละเอียดของการศึกษาแต่ละด้าน มีดังนี้

                4.1 การติดตามผล (Follow-up Studies) การติดตามผลนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการของการสังเกตผลผลิตที่เกิดขึ้นจากระบบของหลักสูตร ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนและจบหลักสูตรไปแล้ว ในการติดตามผลจำเป็นต้องอาศัยเวลา จึงทำให้ดูเหมือว่า ผลที่ได้จากการติดตามผลมีคุณค่าน้อยที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร นอกจากนี้ การติดตามผลก็จะทำให้เราทราบว่า หลักสูตรมีคุณภาพอย่างไร หรือถ้าเปรียบเทียบกับหลักสูตรอื่น หรือกับกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะบางประการที่คล้ายๆ กัน ผลที่ได้รับจากการติดตามผลนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนหลักสูตรใหม่ต่อไป

                4.2 การวัดทัศนคติ (Attitude Measurement) การเปลี่ยนแปลงทัศนคติโดยทั่วไปถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตร ทัศนคติในความหมายของครอนบราค หมายถึง ความเชื่อที่มีความหมายลึกซึ้งกว่าการยอมรับ หรือไม่ยอมรับในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยทั่วไปการวัดทัศนคติอาจจะใช้วิธีการหลายๆ อย่าง เช่น การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม หรือวิธีอื่นๆที่เหมาะสม ซึ่งวิธีการเหล่านี้มักจะมีข้อบกพร่อง และข้อดีแตกต่างกันไป เช่น การใช้แบบสอบถามมักจะถูกโจมตีในเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริงของผู้ตอบ ดังนั้นการใช้เครื่องมือวัดเหล่านี้ ผู้ประเมินควรต้องศึกษาข้อบกพร่องและหาวิธีการแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความเที่ยงตรงและความเชื่อถือได้

                4.3 การวัดความสามารถทั่วไป (Proficiency Measurement) ในการวัดความสามารถของทั่วไปของนักเรียน ผู้ประเมินสามารถใช้เครื่องมือหลายๆ แบบแตกต่างกันไป แล้วแต่จุดมุ่งหมายและจุดเน้นของเรื่องที่ศึกษา โดยทั่วไปเราจะใช้ข้อสอบมาตรฐาน แต่ครอนบราคไดให้ข้อคิดเกี่ยวกับการวัดความสามารถทั่วไปไว้ 2 ประการ คือ

                                1) การทดสอบไม่จำเป็นจะต้องใช้แบบทดสอบฉบับเดียวกันสอบนักเรียนทั้งหมด อาจใช้แบบทดสอบที่มีคำถามแตกต่างกันได้

                                2) ในกรณีที่ต้องการวัดความสามารถเฉพาะเรื่อง อาจจะใช้แบบทดสอบแบบอัตนัยและใช้การทำงานเป็นกลุ่มในการวัดทักษะความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ

ในการวัดความสามารถทั่วๆ ไป เราพบว่าคะแนนที่ได้จากข้อทดสอบแต่ละข้อจะมีประโยชน์มากกว่าคะแนนรวมที่ได้จากแบบทดสอบทั้งฉบับ คะแนนรวมนั้นอาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง การตีความหมายจากคะแนนรวมทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เอง ครอนบราคจึงมีความคิดว่า การประเมินจึงควรนำมาใช้ทุกระยะที่มีการดำเนินการใช้หลักสูตร ไม่จำเป็นต้องรอให้จบหลักสูตรเสียก่อนแล้วทำการประเมินครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ในการประเมินมิใช่จำกัดอยู่แต่เพียงการตรวจสอบผลในสิ่งที่หลักสูตรคาดหวังไว้เท่านั้น จะต้องศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลักสูตร และที่สำคัญ คือ นักประเมินต้องระลึกอยู่เสมอว่า ความรู้เป็นสิ่งที่มีระดับชั้น (Knowledge is the matter of degree) ตัวอย่างเช่น บุคคล 2 คน อาจจะรู้หลักการและข้อมูลที่เหมือนกัน แต่ย่อมจะแตกต่างกันในเรื่องความเข้าใจการตีความหมาย ตลอดจนการนำไปใช้ ดังนั้น ในการวัดความสามารถทั่วไป จะต้องมีการสอบวัดความลึก ความกว้าง ความต่อเนื่องและการนำเอาความรู้ไปใช้ด้วย มิใช่จำกัดเพียงความจำอย่างเดียว

                4.4 การศึกษากระบวนการ (Process Studies) การศึกษากระบวนการ หรือ การวัดกระบวนการมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการได้มาซึ่งข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน โดยใช้วิธีการตรวจสอบดูว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้างในระหว่างที่มีการเรียนการสอน

3.ตัวแบบการประเมินของสคริพเวน(Scriven