ความหมาย
การเขียนเรียงความ เป็นการเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นข้อความเพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจของเราให้ผู้อื่นทราบ

รูปแบบของการเขียนเรียงความ
การเขียนคำนำ เป็นการเริ่มเรื่องให้ผู้อ่านรู้ว่า เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร การเริ่มเรื่องเป็นตอนสำคัญที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอ่านหรือไม่ ดังนั้นจึงมีวิธีการที่จะเร้าความสนใจของผู้อ่านได้หลายทาง และทั้งนี้ต้องให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่องและไม่ควรให้ยาวเกินไป
เนื้อเรื่อง หมายถึง เนื้อความซึ่งเป็นสาระสำคัญของเรียงความ การจะเขียนเนื้อเรื่องได้ดีต้องมีการวางโครงเรื่องเสียก่อน เพื่อช่วยให้เนื้อเรื่องเป็นไปตามลำดับ ไม่สับสนและมีความเกี่ยวเนื่องกันไปจนจบ
การสรุปเรื่องหรือการลงท้าย การสรุปเรื่องหรือการลงท้ายช่วยให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องนี้จบแล้ว ไม่ใช่ทิ้งค้างไว้เฉยๆ ทำให้เกิดความสงสัยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือยัง การสรุปไม่ใช่การย่อเรื่องทั้งหมด แต่การสรุปเรื่องหรือการปิดเรื่องที่ดีต้องสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่าน อาจปิดเรื่องด้วยข้อคิดที่คมคายหรือคำประพันธ์สั้นๆก็ได้

ลักษณะสำคัญของเรียงความ
เอกภาพ ได้แก่ ความเป็นอันหนึ่งเดียวกัน เรียงความเรื่องหนึ่งๆ จะต้องมีใจความและความมุ่งหมายสำคัญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรื่องที่นำมาเขียนจะต้องเกี่ยวข้องสอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกันหรือช่วยเสริมให้เรื่องเด่นชัดขึ้น เรียงความที่ขาดเอกภาพ คือ เรียงความที่มีเรื่องต่างๆปนกันบางเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิมก็มี
สัมพันธภาพ คือ การเชื่อมโยงข้อความต่างๆ ให้เป็นไปตามลำดับ มีเหตุมีผลรับกัน เรียงความที่มีสัมพันธภาพจะต้องมีเนื้อเรื่องเกี่ยวเนี่องกันไปเหมือนลูกโซ่ เนื้อความต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ
สารัตถภาพ คือ การเน้นใจความที่สำคัญให้เด่นชัดขึ้นมา ส่วนที่เป็นพลความจะต้องเป็นพลความที่ช่วยสนับสนุนใจความสำคัญนั้น ถ้าเรียงความมีพลความมากเกินไปเรียกว่าขาดสารรัตถภาพ

ลักษณะสำคัญของเรียงความที่ดี
รูปแบบหรือสัดส่วนของเรียงความ จัดได้เหมาะสม วางคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปได้ถูกต้องน่าอ่าน
เนื้อเรื่องมีแนวคิดตรงประเด็น ให้ความคิดแปลกใหม่ อ้างเหตุผลถูกต้อง ขยายความได้แจ่มแจ้งชัดเจน
ความสะอาดและความเป็นระเบียบ ลายมือต้องอ่านง่าย เว้นวรรคถูกต้อง

การใช้ภาษา คำนึงถึงข้อต่อไปนี้
ใช้คำกะทัดรัด เข้าใจง่าย มีความหมายชัดเจน
ใช้คำถูกต้องตรงความหมาย และเหมาะสมกับเรื่อง
ไม่ใช้ภาษาพูด ภาษาถิ่น หรือคำสแลง

การเขียนเรียงความจากจินตนาการ
จินตนาการ คือ ความคิดคำนึงถึงที่เกิดขึ้นในจิตใจ อาจจะเป็นการวาดภาพขึ้นมาตามความคิดฝันหรือความคิดคำนึงนั้นอาจจะมาจากประสบการณ์ แล้วสร้างภาพใหม่ให้กว้างและวิจิตรบรรจงกว่าประสบการณ์เดิม การเขียนเรียงความจากจินตนาการจะต้องอาศัยศิลปะเฉพาะตัวของผู้เขียนและได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอ แนวทางการฝึกเขียน ได้แก่
ก่อนลงมือเขียนควรทำใจให้สบายไม่กังวล เริ่มหาภาพที่มโนภาพของเราจะชักจูงให้คิด
คิดสร้างภาพและพยายามถ่ายทอดเป็นการเขียน
เลือกเฟ้นถ้อยคำที่จะเขียน สามารถสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตามความต้องการ
เรียงความเป็นงานเขียนร้อยแก้วประเภทหนึ่งที่บรรยาย อธิบายเรื่อง หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ก่อนเขียนเรียงความเรื่องใด ๆ ก็ตาม ผู้เขียนควรกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะเขียน ซึ่งอาจเป็นการกำหนดหัวข้อเอง หรือครู อาจารย์เป็นผู้กำหนดให้

หัวข้อเรื่อง
หัวข้อเรื่องของเรียงความมีหลากหลายแล้วแต่ผู้เขียนต้องการที่จะเขียน ข้อสำคัญคือเรื่องที่เขียนนั้น ผู้เขียนควรมีความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจในเรื่องอย่างเพียงพอ เรื่องที่เขียนเรียงความอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ อาชีพ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง แต่ที่นิยมมาก ได้แก่เรื่องที่เกี่ยวสิ่งเสพติด และโรคเอดส์
ในการตั้งชื่อเรื่อง ไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อก่อนการเขียน อาจจะเขียนเนื้อเรื่องให้เสร็จก่อน แล้วค่อยตั้งชื่อเรื่องก็ได้

เนื้อเรื่อง
เมื่อได้หัวข้อเรื่องที่จะเขียนแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. ตัดสินใจว่าจะเขียนเรียงความเพื่อจุดประสงค์อะไร เป็นต้นว่า
๑.๑ เพื่อให้ข้อเท็จจริงแก่ผู้อ่าน
๑.๒ เพื่อโน้มน้าวใจผู้อ่านให้เชื่อถือหรือคล้อยคาม
๑.๓ เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน
๑.๔ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านใช้ความคิดของตนให้กว้างขวางขึ้น

การกำหนดจุดประสงค์ของการเขียนเรียงความจะช่วยให้ผู้เขียนสามารถกำหนดของเขตในการเขียนเรียงความได้ เป็นต้นว่าจะเขียนเรียงความเรื่อง “ธรรมชาติในยามเช้า” เราอาจจะถามตนเองว่าธรรมชาติควรหมายถึงอะไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้นมีลักษณะอย่างไร เช่น อาจคิดว่าธรรมชาติ หมายถึง อากาศ พืช สัตว์ พื้นดิน และในยามเช้าสิ่งเหล่านั้นน่ามีลักษณะอย่างไร
๒. เขียนโครงเรื่องตามที่เรากำหนดขอบเขตเอาไว้ เช่นโครงเรื่อง “ธรรมชาติในยามเช้า”
๑. ความสดชื่นของอากาศยามเช้าในฤดูต่าง
๑) ฤดูร้อน อากาศยามเช้าไม่ร้อนจัด
๒) ฤดูฝน อากาศยามเช้าหลังฝนตกสดชื่นเป็นพิเศษ
๓) ฤดูหนาว อากาศยามเช้าช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
๒. ความสดชื่นของต้นไม้ยามเช้าเปรียบเทียบกับเวลาอื่น
๑) ยามเช้า ต้นไม้สดชื่น ไม่เหี่ยวเฉาเพราะได้น้ำค้าง
๒) ยามเที่ยง ต้นไม้อาจเหี่ยวเฉาเพราะแสงแดด
๓) ยามเย็น ต้นไม้เริ่มมีกิ่งก้านใบลู่ลง เพื่อเตรียมตัวนอน
๓. ความสดชื่นร่าเริงของสัตว์ในยามเช้า
๑) นกร้องเพลง
๒) กระรอก กระแตกระโดดโลดเต้น
๓) แมลงบินหาอาหาร
๔. อิทธิพลของธรรมชาติต่อการทำงานของมนุษย์
๑) จิตใจเบิกบาน ทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง ทำงานอดทน และมีประสิทธิภาพ
๒) คนในชนบทได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ทำงานโดยไม่เครียด

ความลงท้าย
ความลงท้ายของเรียงความไม่ควรยาวมากนัก แต่เขียนด้วยเหตุผลว่า
๑. ช่วยย้ำความสำคัญของโครงเรื่องที่เสนอแก่ผู้อ่านไปแล้ว
๒. ช่วยให้ผู้อ่านจดจำสาระสำคัญของเรื่องได้โดยง่าย
๓. ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องแจ่มชัดขึ้น

การเขียนความลงท้าย อาจทำได้หลายวิธีดังนี้
๑. ย่อเรื่องที่ได้เขียนไปแล้วทั้งหมด
๒. ยกส่วนสำคัญที่สุดของเรื่องมากล่าวย้ำเพื่อเตือนใจหรือสะกิดใจ
๓. เลือกสุภาษิต คำคม หรือคำกล่าวที่น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับโครงเรื่องมาเขียน
๔. ฝากข้อคิดแก่ผู้อ่านเพื่อนำไปใช้ต่อไป
๕. ทิ้งให้ประโยคเด็ด ๆ เช่น ประโยคคำถาม หรือประโยคที่แสดงความไม่แน่ใจให้ผู้อ่านนำไปคิดหรือพิจารณาต่อ โดยไม่ต้องเสนอข้อยุติของเรื่อง

ความนำ
ความนำควรเขียนเมื่อเราวางโครงเรื่องและเขียนความลงท้ายจบแล้ว ความนำไม่ควรเหมือนกับความลงท้าย ความนำควรมีลักษณะดังนี้
๑. ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจเนื้อเรื่องของเรียงความนั้น
๒. ปูพื้นฐานความเข้าใจให้แก่ผู้อ่าน หรือชี้ให้เห็นความสำคัญของเรื่องก่อนที่จะอ่านต่อไป
๓. คำหรือวลีสำคัญ ๆ ที่นำมาเขียนในความนำอาจบอกเป็นนัย ๆ ให้ผู้อ่านรู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร หรือดำเนินเรื่องไปในแนวเดียวใด

เมื่อได้กำหนดหัวข้อเรื่อง เนื้อเรื่อง ความลงท้าย ความนำเรียบร้อยแล้ว ต่อไปให้ลงมือเขียน โดยมีวิธีการดังนี้
๑. แบ่งข้อความออกเป็นย่อหน้า ประมาณ ๔ – ๕ หน้า แล้วแต่ความยาวของเรื่อง
๒. เขียนเรื่องตามที่วางไว้ให้สอดคล้องต่อเนื่องกันในทุกย่อหน้า
๓. ใช้ภาษาสุภาพ หรือภาษาราชการที่เข้าใจง่าย ไม่วกวน หรือใช้ถ้อยคำซ้ำกันโดยไม่จำเป็น ยกเว้นเมื่อต้องการเล่นคำ

ขั้นตอนการเขียนเรียนความ
1. การเขียนเรียงความ
การเรียงความ ได้แก่ การแสดงความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจของเราให้ผู้อื่นทราบ การแสดงดังกล่าวนี้ อาจแสดงได้ด้วยการพูด การเขียน จะพูดหรือจะเขียนก็ดี เราย่อมหยิบเอาถ้อยคำมาเรียงลำดับกันเป็นข้อความสั้น ๆ เรียกว่า “ประโยค” ประโยคแต่ละประโยคย่อมมีเนื้อเรื่องติดกัน รวมเป็นข้อความใหญ่ เรียกว่า เรื่องหนึ่ง การหยิบเอาถ้อยคำมารวมกันเข้าเป็นประโยค ทำให้ผู้อ่านทราบเรื่องราวชัดเจน การศึกษาวิชาเรียงความนี้ก็คือ การศึกษาให้รู้จักเลือกสรรถ้อยคำ และลำดับความเพื่อให้ได้เนื้อเรื่องที่ชัดเจน น่าอ่าน นั่นเอง

2. หลักการเขียนเรียงความ
1. เขียนชื่อเรื่องไว้ที่กึ่งกลางหน้ากระดาษ
2. ลายมือ เขียนใช้ชัดเจน อ่านง่าย เขียนให้ถูกต้อง ไม่ให้เพ่งเล็งว่าจะต้องเขียนให้สวยงาม
3. เว้นว่างหน้ากระดาษทั้งด้านซ้ายและขวาพองาม ไม่เขียนชิดริมกระดาษหรือเขียนตกขอบกระดาษ รวมทั้งไม่เขียนฉีกคำ
4. ก่อนลงมือเขียนต้องวางโครงเรื่องก่อน เพื่อลำดับเรื่องราวให้เป็นไปตามลำดับก่อน หลังไม่สับสน
5. เรียงความต้องมี คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป (คำลงท้าย)
6. การย่อหน้า ไม่ควรเขียนเรียงความย่อหน้าเดียว อย่างน้อยต้องแบ่งเป็นย่อหน้า คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป ในเนื้อเรื่องอาจมีย่อหน้าอื่นแล้วแต่เนื้อเรื่อง การย่อหน้าแต่ละครั้งควรให้ตรงกัน
7. เนื้อเรื่องและชื่อเรื่องต้องมีความสัมพันธ์กันเรียกได้ว่าเขียนได้ตรงตามจุดประสงค์ มี เอกภาพและสัมพันธภาพ

3. ส่วนประกอบของเรียงความ
1. คำนำ เป็นการนำผู้อ่านให้รู้ว่าจะเริ่มเนื้อเรื่องอย่างไรหรือเป็นการเชิญชวนให้ผู้อ่านเกิด ความสนใจอยากอ่าน การเริ่มเรื่องถือว่าเป็นตอนสำคัญมาก บางทีอาจใช้คำนำเป็นการนำไปหาเนื้อเรื่อง ควรสังเกตว่า คำนำไม่ควรจะยาวนัก คำนำนั้นถ้าเป็นข้อความที่ชวนให้คิด หรือยกถ้อยคำคมคายของท่านผู้เป็นปราชญ์อันจะเป็นทางนำไปสู่เรื่องได้ก็ยิ่งดี ในการเขียนคำนำอาจเขียนได้โดย
1.1 บอกผู้อ่านตรง ๆ ทันที ว่าจะพูดเรื่องอะไร และต้องการให้ผู้อ่านรู้เรื่องอะไร คล้าย ๆ กับเป็นการดำเนินเรื่องอะไร และต้องการให้ผู้อ่านรู้เรื่องอะไรคล้าย ๆ กับเป็นการดำเนินเรื่องไปในตัว เช่น เรื่อง “การส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศ” ของครูเทพ ได้เปิดเรื่องอย่างตรง ๆ ว่า “การส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศนี้ ทำกันอยู่ทุกประเทศ นักเรียนผู้ไปเรียนนั้นเป็นนักเรียนที่รัฐบาลส่งก็มี นักเรียนที่ไปเรียนด้วยทุนของตนเองก็มี สำหรับประเทศที่เริ่มจัดการศึกษา การส่งนักเรียนไปเรียนที่ต่างประเทศ เป็นการจำเป็น เท่ากับไปต่อวิชา หรือไปขนวิชา ซึ่งประเทศของตัวยังพร่องอยู่”
1.2 เปิดเรื่องโดยวิธีอ้อม คือ ทำประหนึ่งว่าจะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วตีวงเข้าหาจุดเรา มุ่งหมาย เมื่อผู้อ่านอ่านตอนคำนำเกือบจะไม่รู้ว่าเราพาไปไหน ควรสังเกตว่าการเขียนคำนำด้วยวิธีนี้ ผู้เขียนไม่ควรตีวงออกไปไกลจากจุดหมายมากนัก ควรวกเข้าหาเรื่องได้โดยไม่ชักช้า
1.3 เปิดเรื่องโดยแสดงแนวคิดของเราทันที คือ หยิบหัวใจของเรื่องมาวางไว้ให้เต่อไป เป็นการพิสูจน์ หรือชี้แจงให้ผู้อ่านเห็นแนวทางความคิดของเรา เช่น จะแต่งเรื่อง “ทำไมข้าพเจ้าจึงอยากเป็นครู” อาจเปิดเรื่องโดยแนวคิด ดังนี้
“ข้าพเจ้าเป็นครู เพราะใจชอบ ที่ชอบก็เพราะว่าเด็กๆ เป็นมนุษย์จำพวกน่าเอ็นดู ไม่เดียงสา ปากกับใจตรงกัน ดีใจก็หัวเราะ เสียใจก็ร้องไห้ สั่งสอนติดต่อได้ง่าย ถึง จะเห็นดูเหนื่อย เมื่อยสักปานใด ก็ไม่เท่าคบผู้ใหญ่ ซึ่งโดยมากมักปั้นลิ้นชวนให้เขว ให้เข้าใจผิด คลุกคลีด้วยนาน ๆ เข้าเลยเป็นโรคติดต่อ พลอยเป็นคนเล่นลิ้นไปด้วย โดยไม่รู้ตัว ที่โบราณว่า “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง คบผู้ใหญ่ไม่ได้ เรื่อง” นั้น มีความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียว ข้าพเจ้าชอบเป็นครูเพราะเหตุนี้ประการหนึ่ง”
2. เนื้อเรื่อง หมายถึง เนื้อความซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะเขียนเมื่ออ่านแล้วจะเข้าใจดีนั้น ต้อง วางโครงเรื่อง และจัดลำดับเรื่องให้ดำเนินความเป็นลำดับไป การวางโครงเรื่องนี้จะช่วยให้เรื่องของเรามีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับไป การวางโครงเรื่องนี้จะช่วยให้เรื่องราวของเรามีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับไป ไม่สับสน เรียงความหนึ่ง ๆ ย่อมแบ่งข้อความที่จะเขียนออกเป็นหลายตอน นักเรียนจึงควร ระวังว่า ข้อความตอนหนึ่ง ๆ จะให้ยาวหรือสั้นเพียงใด แล้วแต่จุดสำคัญของเรื่อง ความ ตอนใดที่เป็นจุดสำคัญของเรื่องต้องเขียนให้กระจ่างชัด ให้ได้ความอย่างละเอียดถี่ถ้วนและ ถูกต้อง ความใดไม่สำคัญพึงเขียนแต่น้อย หรือเขียนแต่พอเสริมความให้เรื่องติดต่อเชื่อมโยงกัน เพื่อให้เรื่องดำเนินไปตามเป้าหมาย
3. การสรุปเรื่องหรือคำลงท้าย เรียงความทุกเรื่องการสรุปหรือลงท้ายเรื่อง จัดว่าสำคัญมาก ประการหนึ่ง เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบว่า เรื่องนี้จบแล้ว ไม่ใช่ทิ้งไว้เฉย ๆ ทำให้ผู้อ่านไม่แน่ใจว่า เรื่องนี้ได้จบลงหรือยัง การสรุปท้ายเรื่องมิได้หมายถึง การย่อเรื่องทั้งหมด ดังที่บางคนเข้าใจ บางคนเขียนลงไปว่า “สรุปได้ว่า” หรือ “เรื่องนี้ก็คือว่า” ซึ่งไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง การสรุป หมายถึง การที่เราจะต้องใช้ข้อความซึ่งมีน้ำเสียงแสดงให้ผู้อ่านทราบว่า เรื่องนี้ ได้จบลงแล้ว เช่น เขียนเรื่อง “เที่ยวกรุงเทพฯ” ก็อาจลงท้ายเรื่องว่า “รถไฟค่อยเคลื่อนออกจากสถานี พวกเราอำลากรุงเทพฯ ด้วยความอาลัยยิ่ง” การเปิดเรื่องนี้ ผู้แต่งควรมีวิธีทิ้งท้าย ให้ผู้อ่านนึกถึงเรื่องของเราต่อไป หรือทิ้งท้ายแนว ความคิดอันคมคายไว้บ้าง (คำคม สุภาษิต) อย่าให้ผู้อ่านอ่านจนจบลงอย่างน่าเบื่อหน่าย การจบเรื่องเหมือนการลาจากกัน ต้องทิ้งความอาลัยรักไว้ต่อกันด้วย

4. ลักษณะสำคัญของเรียงความ
เรียงความเรื่องหนึ่งประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ คือ
1. เอกภาพ ได้แก่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะต้องมีใจความและจุดหมายอันสำคัญ เพียงอย่างเดียว ไม่เขียนนอกเรื่อง เรื่องที่นำมาเขียนต้องเกี่ยวข้องกันหรือทำให้เรื่องเด่นชัดขึ้น ถ้าตอบได้ว่าเรียงความนั้นเขียนเรื่องอะไร แสดงว่ามีเอกภาพ
2. สัมพันธภาพ คือความเกี่ยวโยงความต่าง ๆ จะต้องดำเนินไปตามลำดับต่อเนื่องความคิดที่เขียนลงไปนั้น ต้องมีลำดับรับกัน ให้เนื้อความต่อกันประดุจลูกโซ่ อย่าให้เนื้อความขาดห้วนและต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ
3. สารัตถภาพ คือ การเน้นใจความที่สำคัญ ความใดที่สนับสนุนเนื้อเรื่องให้เด่นชัดจะต้องอยู่ในที่ที่เด่น และจะต้องให้มีเนื้อที่มาก คือ ต้องพูดให้ยาว ส่วนที่เป็นพลความต้องกล่าวแต่น้อยเพื่อไม่ให้แย่งที่ข้อสำคัญ ถ้าพูดพลความมากที่สำคัญกลับพูดน้อย เรียกว่า เรียงความไม่ได้ส่วนขาดสารัตถภาพ

5. การวางโครงเรื่อง
การวางโครงเรื่อง เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของการเขียนเรียงความ เรื่องจะน่าอ่านหรือไม่ โครงเรื่องมีส่วนช่วยได้มาก การวางโครงเรื่อง คือ การรู้จักตั้งปัญหาถามตนเองให้ตอบทีละข้อความตามลำดับ เพื่อให้สามารถเข้าใจเรื่องนั้นแจ่มแจ้ง เราอาจสมมุติตัวเราว่าเรามีโอกาสที่จะซักถามใครสักคน ให้เขาอธิบายให้เราฟังในเรื่องนั้น เราจะตั้งคำถามว่าอย่างไรบ้าง คำถามเหล่านั้นก็คือ หัวข้อเรื่องคำตอบที่เราจะตอบให้ความกระจ่างแจ้ง ในแต่ละหัวข้อนั้น ก็คือ เรียงความของเรานั่นเอง เช่น จะเขียนเรื่อง “ประวัติศรีปราชญ์” อาจวางโครงเรื่อง ดังนี้
ปฐมวัย กล่าวถึงที่เกิด เวลาเกิด บรรพบุรุษ
การศึกษาในเบื้องต้น
ชีวิตเมื่อเติบโต มีผลงานอะไรบ้าง
ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น
บั้นปลายของชีวิต กล่าวถึงเวลาตาย เหตุที่ตาย สถานที่ตาย
กล่าวถึงเกียรติคุณ

6. การใช้สำนวนโวหารในการเขียน
โวหารที่ใช้ในการเขียนเรียงความ มี 5 โวหาร คือ
1. บรรยายโวหาร คือการเล่าเรื่องตามที่รู้ ตามที่ได้ประสบมา เช่น การเขียนบทความ เล่านิทาน นิยายต่างๆ เล่าประวัติบุคคล สถานที่ ฯลฯ ข้อสำคัญในการแต่งบรรยายโวหาร คือ ต้องมีความรู้ทั้งภาษาและเรื่องราวดี และมีศิลปะในการแต่งดี แต่งให้เข้าใจง่าย ให้เหมาะกับอัธยาศัยคน รู้จักประมาณและกาลเทศะ
2. พรรณนาโวหาร คือ การแสดงชี้แจงอย่างละเอียดประณีตกว่าบรรยายโวหาร คือ นอกจากที่ จะให้ผู้อ่านได้ฟัง ได้รู้ ได้เข้าใจแล้ว ยังใส่ความรู้สึก ความซาบซึ้ง ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามด้วย เช่น พรรณนาความสวยงามของบ้านเมือง สถานที่ บุคคล คุณความดี เกียรติคุณ พรรณนาความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รัก โกรธ ริษยา ว้าเหว่ เศร้าเสียใจ ฯลฯ
3. เทศนาโวหาร คือ สำนวนที่อธิบายให้ประจักษ์ในเหตุผล หรือชี้แจงให้เห็นคุณและโทษ เจตนาให้ผู้อ่านผู้ฟังเชื่อถือตาม ได้แก่ เรื่อง อธิบายหรือไขความพิสูจน์ข้อเท็จจริง ชี้แจงเหตุผลและแนะนำสั่งสอน ฯลฯ
4. สาธกโวหาร คือ การยกตัวอย่างประกอบ เพื่อให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจเรื่องนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น อาจ ยกตัวอย่างบุคคล ตัวอย่างเหตุการณ์ หรือตัวอย่างนิทานมาแสดงก็ได้
5. อุปมาโวหาร คือ การใช้สำนวนเปรียบเทียบ เพื่อประกอบความให้เด่นชัด ซึ่งจะหาถ้อยคำมา อธิบายให้เข้าใจได้ยาก ฉะนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าชักนำเอาสิ่งที่ผู้อ่านผู้ฟังเคยเห็น เคยรู้จักมาเปรียบเทียบ เช่น เย็นราวกับน้ำแข็ง เรียบร้อยราวกับผ้าที่พับไว้ ไวเหมือนปรอท ฯลฯ

7. ลักษณะของเรียงความที่ดี
1. ความคิดเป็นหัวใจของเรียงความ เรียงความที่ดีต้องมีความคิดอ่านที่ดีทุกด้าน
2. ความรอบรู้เป็นเครื่องประดับช่วยให้เรียงความมีค่ายิ่งขึ้น คือ ความรู้พิเศษในวิทยาการต่างๆ ของผู้เขียนที่แสดงไว้ เช่น วรรณคดี จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ฯลฯ
3. ถูกต้องตามรูปแบบของเรียงความ มีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป และการใช้ภาษาในการเขียน
4. มีความประณีตในการเสนอความคิดที่ชอบด้วยเหตุผล
5. มีการเลือกสรรคำ ชัดเจน ฟังไพเราะหู ใช้คำสั้นๆ ไม่ใช้ประโยคซับซ้อน ยืดยาด
6. ใช้โวหารได้ถูกต้อง
7. อ้างเหตุผลและเสนอความคิดเห็นให้เป็นที่จับใจของผู้อ่าน

8. ข้อควรจำในการเขียนเรียงความ
1. ไม่ควรขีดเส้นใต้ข้อความที่ต้องการเน้น (เป็นมารยาท เพราะผู้อ่านมีวิจารณญาณของตนเอง)
2. ไม่ใช้ตัวเลขบอกแยกหัวข้อ เพราะใช้การย่อหน้าแทนอยู่แล้ว