ความหมายของการจัดการความรู้ 

จากบทที่แล้ว  เราได้ทราบถึงความสำคัญของการจัดการความรู้ไปแล้วนะคะ    ในบทนี้เราจะเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่หลากหลายมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกและตะวันตกนะคะ

นิยามของความรู้

1.  Yamazaki  ได้ให้ความหมายของความรู้ไว้ว่า คือ “ สารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิดเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยไม่จำกัดช่วงเวลา”

ทั้งนี้ Yamazaki ได้อธิบายความหมายของแต่ละลำดับชั้นไว้ว่า “ข้อมูล” (data) เป็นข้อเท็จจริง เป็นตัวเลขต่าง ๆ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้ผ่านการแปรความส่วน “ สารสนเทศ (Information) เป็นข้อมูลที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ วิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการในขั้นตอนของการตัดสินใจในขณะที่ “ความรู้” (Knowledge) คือสารสนเทศที่ผ่านกระบวนการคิด การเปรียบเทียบเชื่อมโยงกับความรู้อื่นจนเกิดเป็นความเข้าใจและนำไปใช้ ประโยชน์ในการสรุปและตัดสินใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้โดยไม่จำกัดช่วงเวลา กล่าวคือเป็นสารสนเทศที่นำไปใช้ ในการปฏิบัติงานได้ และปัญญา (Wisdom) คือความรู้ที่อยู่ในตัวคนก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้

2.  Michael Polanyi และ Ikujiro nonaka  จำแนกความรู้ออกเป็น 2 ประเภทคือ

            1.         ความรู้ที่อยู่ในตัวตน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในตัวของแต่ละบุคคล เกิดจากประสบการณ์ การเรียนรู้ หรือพรสวรรค์ต่าง ๆ ซึ่งสื่อสารหรือถ่ายทอดในรูปของตัวเลข สูตร หรือลายลักษณ์อักษร ความรู้ชนิดนี้พัฒนาและแบ่งปันกันได้ และเป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน

            2.         ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) ความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถรวบรวมและถ่ายทอดออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น หนังสือ คู่มือ เอกสาร และรายงานต่าง ๆ ซึ่งทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

                        ในชีวิตจริง ความรู้ทั้ง 2 ประเภทนี้จะเปลี่ยนสถานภาพสลับปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้ง Tacit ก็ออกมาเป็น Explicit และบางครั้ง Explicit ก็เปลี่ยนเป็น Tacit

 ความรู้ทั้ง  2  ประเภท  สามารถเปลี่ยนสถานะระหว่างกันได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ  โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า  Knowledge Spiral  หรือ SEIC Model   ซึ่งคิดค้นโดย  Michael Polanyi และ Ikujiro nonaka  ดังนี้

1. Socialization เป็นขั้นตอนแรกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการสร้าง Tacit Knowledge      จาก Tacit Knowledge ของผู้ร่วมงานโดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงที่แต่ละคนมีอยู่              

                       

2. Externalization เป็นขั้นตอนที่สองในการสร้างและแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่มีอยู่และ เผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการแปลงความรู้จาก Tacit Knowledge เป็น Explicit   Knowledge

   3. Combination เป็นขั้นตอนที่สามในการแปลงความรู้ขั้นต้น เพื่อการสร้าง Explicit            Knowledge จาก Explicit Knowledge ที่ได้เรียนรู้ เพื่อการสร้างเป็นความรู้ประเภท Explicit    Knowledge ใหม่ ๆ

4. Internalization เป็นขั้นตอนที่สี่และขั้นตอนสุดท้ายในการแปลงความรู้จาก Explicit  Knowledge กลับสู่ Tacit Knowledge  ซึ่งจะนำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการปฏิบัติงานหรือใช้ในชีวิตประจำวัน

            นอกจากนี้  ยังมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ  ได้แก่  Leif  Edvinsson  ชาวสวีเดน  ได้แบ่งความรู้ออกเป็น  3  ประเภท  ดังนี้ 

1.  ความรู้เฉพาะคน Individual Knowledge

2.  ความรู้องค์กร Organizational Knowledge

3.  ความรู้ที่เป็นระบบ Structural Knowledge

ทั้งนี้ความรู้ทั้ง 3 ประเภท  สามารถเป็นได้ทั้ง Tacit Knowledge  และ  Explicit Knowledge

Dave  Snowden  แบ่งลำดับขั้นความรู้ดังนี้

จำแนกความรู้ออกเป็น 5 กลุ่มคือ

  • Artefact  หมายถึง วัตถุซึ่งห่อหุ้มความรู้หรือเทคโนโลยีไว้  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มีความรู้ฝังอยู่ภายใน
  • Skills  หมายถึง ทักษะในการปฏิบัติงานหรือกระทำกิจการต่าง ๆ อันเป็นผลจากการได้ฝึกทำหรือทำงานจนเกิดเป็นทักษะ
  • Heuristics หมายถึง กฎแห่งสามัญสำนึก หรือเหตุผลพื้น ๆ ทั่ว ๆ ไป
  • Experience  หมายถึง ประสบการณ์จากการได้ผ่านงานหรือกิจการเช่นนั้นมาก่อน
  • Talent หรือ Natural  talent  หมายถึง พรสวรรค์ อันเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่มีมาแต่กำเนิด

คุณสมบัติทั้ง 5 กลุ่มนี้ถือเป็นความรู้ทั้งสิ้น  และจะต้องรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการจัดการความรู้  เมื่อนำอักษรตัวหน้าของคำทั้ง 5 มาเรียงกันเข้าจะได้เป็น ASHET หรือ ASHEN   ความรู้กลุ่มที่อยู่ค่อนไปทางข้างบน จะมีลักษณะ “ชัดแจ้ง” (explicit) มากกว่า  สามารถหยิบฉวยมาใช้โดยตรงได้ง่ายกว่า  ส่วนกลุ่มที่อยู่ค่อนมาทางข้างล่าง จะมีลักษณะ “ฝังลึก” (tacit) มากกว่า  แลกเปลี่ยนได้ยาก  ยิ่งพรสวรรค์จะยิ่งแลกเปลี่ยนไม่ได้เลย  จะสังเกตเห็นว่าในความรู้ 5 กลุ่มนี้ เป็นพรสวรรค์ 1 กลุ่ม และเป็นพรแสวง 4 กลุ่ม

นอกจากนี้  ยังมี  ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช  กล่าวว่า   การจัดการความรู้หมายถึง  การยกระดับความรู้ขององค์กร  เพื่อสร้างผลประโยชน์จากต้นทุนทางปัญญา  โดยเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนและกว้างขวาง  ไม่สามารถให้นิยามด้วยถ้อยคำสั้นๆได้  ดังนั้นต้องนิยามหลายๆข้อ  จึงจะคลอบคลุมความหมาย  ได้แก่

  • การรวบรวม  การจัดระบบ  การจัดเก็บ
  • การจัดการความรู้เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนความรู้
  • การจัดการความรู้ต้องอาศัยผู้รู้ตีความและประยุกต์ใช้ความรู้
  • การเพิ่มประสิทธิผลขององค์กร

ความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความรู้กับแนวทางการบริหารจัดการอื่นๆ

Benchmarking

Benchmarking    และ  การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือที่มีความสัมพันธ์กันและเอื้อปะโยชน์ต่อกัน  โดย  Benchmarking   เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดพัฒนาความรู้โดยเริ่มจากการวัดและเปรียบเทียบกับคนที่ทำได้ดีกว่าหรือเก่งกว่า  

การทำ Benchmarking เริ่มเกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2523 โดยเป็นกระบวนการบริหารธุรกิจ ที่มีกลยุทธ์เฉพาะตัว Benchmarking เป็นกระบวนการที่ได้จากการเรียนรู้จากผู้อื่น โดยการเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ ในส่วนต่างๆ ได้ โดยเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ที่ใช้ระยะเวลาดำเนินการระยะยาว อย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมีตัววัดความก้าวหน้า ในแต่ละระยะเวลาได้ Benchmarking process เป็นกลวิธีที่เป็นประโยชน์ ในการปรับปรุงองค์กรทุกประเภท ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน

Benchmarking เป็นกระบวนการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงขององค์กร ในอันที่จะพิจารณาว่า มีสภาพใดบ้างที่จะสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับองค์กรอื่น แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดการวางแผนการปรับปรุงองค์กรของเรา ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดีขึ้น หรืออาจมองว่า เป็นกระบวนการเปรียบเทียบองค์กรกับหน่วยงานอื่น ในด้านต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปรับปรุงให้ใกล้เคียง เพื่อเป็นผู้นำที่คนอื่นจะต้องใช้เราเป็น Benchmark ต่อไป

การทำ Benchmarking อาจเริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าประสงค์ภายใน และหาวิธีการปรับปรุงกระบวนการ ให้ดีขึ้น โดยเทียบกับภายในองค์กรของตนเอง แต่การกระทำดังกล่าว ไม่อาจให้ได้ผลดีนัก ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น ที่มีการพัฒนาใกล้เคียงกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันตนเอง ให้ทัดเทียมกับคนอื่น หรือเท่ากับว่า เราได้เรียนรู้การทำงานจากคนอื่น

 

ยุคต่างๆของการจัดการความรู้

การจัดการความรู้ 3 ยุค

             ในช่วงเวลาประมาณ 15-20 ปี ที่เกิดศาสตร์ด้านการจัการความรู้     อาจกล่าวได้ว่าการจัดการความรู้ได้มีวิวัฒนาการมาเป็น 3 ยุค ได้แก่

             ยุคที่ 1  อาจเรียกชื่อว่า ยุค Pre-SECI    การจัดการความรู้เน้นที่ การจัดการสารสนเทศ (information management) เพื่อใช้เทคโนโลยีช่วยการตัดสินใจของคน   เริ่มเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว

             ยุคที่ 2  อาจเรียกว่า ยุค SECI   มองว่าความรู้แบ่งออกเป็น 2 แบบ  คือความรู้ชัดแจ้ง (explicit knowledge) กับ ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge)    การจัดการความรู้เน้นการเปลี่ยนความรู้ฝังลึก เป็นความรู้ชัดแจ้ง และวนกลับ    หมุนเป็น "เกลียวความรู้" (knowledge spiral)    เป็นยุคที่เชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับการรื้อปรับ (re-engineering) กระบวนการปฏิบัติงาน    เพื่อบรรลุประสิทธิภาพ (efficiency) สูงสุด

             ยุคที่ 3  อาจเรียกว่า ยุค Post-SECI    มองว่าความรู้ไม่แบ่งขั้วเป็นความรู้ชัดแจ้ง และความรู้ฝังลึก   แต่มีคุณสมบัติทั้งสองอยู่ด้วยกัน    เน้นการจัดการความรู้เพื่อการใช้งาน ณ เวลานั้น (Just-in-time KM) และเน้นที่ประสิทธิผล (effectiveness) ของงาน