ประวัติและความสำคัญทางพระพุทธศาสนา

            การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน  การนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน ความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน  และความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวัฒนธรรม เอกลักษณ์และมรดกของชาติ

สาระสำคัญ

            พระพุทธศาสนาได้สอนหลักธรรมเพื่อพัฒนาตนเป็นขั้นตอนตามลำดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง  และเน้นว่าเมื่อพัฒนาตนสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ให้พึงบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นและสังคมเป็นการตอบแทน ด้วยอุดมการณ์นี้ทำให้ชาวพุทธได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเพื่อสร้างความเข้าใจอันดี และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของมวลมนุษยชาติ

แหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา

               ชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียตอนบนในปัจจุบัน  อดีตคือแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา  เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผู้ทรงสำราญพระอิริยาบทตลอดทั้ง  3  ฤดูกาล  ทรงเพียบพร้อมไปด้วยโลกียสุขอยู่จนพระชนมายุได้  29  พรรษา  เริ่มทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายในโลกีย์วิสัย  และทรงตัดสินพระทัยออกบรรพชาเพื่อตัดขาดจากความสุขที่ไม่แน่นอนและความทุกข์กังวลทั้งปวง

               เมื่อออกบรรพชาและบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธองค์ทรงปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และได้ความสุขอย่างแท้จริงจึงทรงเสด็จออกไปประกาศพระพุทธศาสนา โดยเสด็จไปโปรดปัจจวัคคีย์  ยสกุมาร และสหายจนกระทั่งได้สาวกสงฆ์ 60 รูป ทรงเห็นว่ามีจำนวนมากพอแล้วจึงทรงส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ยังแคว้นต่าง ๆ ชั่วระยะเวลาไม่นานพระพุทธศาสนาก็ประดิษฐานเป็นปึกแผ่นมี พุทธบริษัท 4 ( ภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  อุบาสิกา ) ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา

ตอนที่ 1  การเผยแผ่และการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน

 

              เมื่อพระพุทธองค์ทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาย่างเข้าพรรษาที่  45  พระชนมายุ 80  ปี  ก็ทรงประชวรและทรงดับขันธปรินิพพานหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว  เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้าก็ได้สืบทอดพระพุทธศาสนาติดต่อกันไม่ขาดสาย  แม้บางครั้งพระพุทธศาสนาจะได้รับความกระทบกระเทือนมัวหมองมีภัยทั้งภายนอกและภายใน  เหล่าสาวกก็ได้ช่วยกันชำระสะสางให้บริสุทธิ์ถูกต้องเป็นแบบแผนเดียวกัน  การกระทำเช่นนี้เรียกว่า  “สังคายนาพระธรรมวินัย”  ซึ่งกระทำกัน 3 ครั้งในช่วงสามศตวรรษ  ครั้นถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช   พระพุทธศาสนาก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นเต็มที่จนมีเดียรถีร์เข้ามาปลอมบวชปะปนกับพระสงฆ์หากินอยู่ทั่วไป เป็นเหตุให้พระธรรมวินัยเปลี่ยนไปมาก  พระโมคคัลลีบุตรติสเถระจึงรวบรวมพระอรหันต์ทำสังคายนาขึ้นเป็นครั้งที่ 3  ราว พ.ศ. 235  เมื่อทำสังคายนาเสร็จสิ้นพระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรติสเถระก็จัดพระสมณทูตเป็น 9 สายส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาดังนี้

               สายที่ 1  คณะพระมัชณันติกเถระ  ไปรัฐกัศมี-คันธาระ (อัฟกานิสถาน)

               สายที่ 2  คณะพระมหาเทวเถระ    ไปสหมณฑล (แคว้นไมซอร์)

               สายที่ 3  คณะพระรักขิตเถระ  ไปวนาสี ( ตอนเหนือเมืองบอมเบย์)

               สายที่ 4  คณะพระธัมมรักขิตเถระ ไปอปรันตประเทศ

               สายที่ 5  คณะพระมหาธัมมรักขิตเถระ  ไปมหารัฏฐะต้นแม่น้ำโคธาวารี

               สายที่ 6  คณะพระมหารักขิตตเถระ ไปโยนกประเทศ (ประเทศอิหร่านหรือที่กรีกปกครอง)

               สายที่ 7  คณะพระมัชฌิมเถระ  ไปเนปาล (เชิงขาหิมาลัย)

               สายที่ 8  คณะพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ   ไปสุวรรณภูมิ

               สายที่ 9  คณะพระมหินทเถระ  ไปศรีลังกา

               ในประเทศอินเดียพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นและรุ่งเรืองเป็นเวลาถึง 1,500  ปี  ลุมาถึงพุทธศตวรรษที่ 18  (พ.ศ.1743) พระพุทธศาสนาก็สูญไปจากส่วนใหญ่ของอินเดียอันเป็นแหล่งกำเนิดของตนยังเหลืออยู่บ้างก็เฉพาะใน  ลาดัก  หิมจัล  อัสสัม  เบงกอล  และโอริสสา  เท่านั้น

               แต่ผลจากการที่ส่งสมณะทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราช  จึงยังผลให้พระพุทธศาสนาไปรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และบริเวณใกล้เคียง

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศศรีลังกา

               เกาะลังกาหรือประเทศศรีลังกาในปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบแทนจากอินเดีย  ตามตำนานพระพุทธศาสนาเล่าว่าพระมหินทรเถระและคณะได้ออกเดินทางโดยทางเรือมายังเกาะลังกา  ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ  ได้แสดงธรรมจนพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะทรงเลื่อมใสแสดงตนเป็นพุทธมามกะ  ส่งเสริมให้กุลบุตรชาวสิงหลขอรับบรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก  แม้พระนางอุฬาเทวีพระมเหสีก็ทรงมีพระประสงค์จะขอบวชเป็นภิกษุณีด้วย  พระเจ้าอโศกถึงกับต้องส่งพระสังฆมิตตาเถรีภิกษุณีผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์และพระภิกษุณีอื่นๆ ไปทำพิธีบวชกับพระนางอุฬาเทวี

               พระสังฆมิตตาเภรี  ได้นำกิ่งพระศรีมหาโพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไปปลูกที่เมืองอนุราธปุระด้วย(ปัจจุบันนี้ต้นโพธิดังกล่าวก็ยังอยู่และเชื่อกันว่าเป็นต้นเดียวกันกับที่พระสังฆมิตตาเถรีนำไปปลูก)

               พระเจ้านัมปิยะติสสะได้สร้างมหาวิหารและถูปารามเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและบาตรของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นเจดีย์องค์แรกของลังกา

               หลังสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุขนัก เพราะมีการรบพุ่งแย่งอำนาจกันตลอดเวลา  พระพุทธศาสนาขาดการเอาใจใส่ดูแลจากผู้ปกครอง  ได้เสื่อมถอยลง  ตกมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย  พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  พระองค์ทรงสร้างวัดและเจดีย์หลายแห่ง  เช่น  โลหะปราสาท  มหิยังคณเจดีย์  และมริจวัฏฏิเจดีย์  พระองค์ทรงสนับสนุนให้พระสงฆ์ทำสังคายนาครั้งที่ 4  ที่อาโลกเลณสถาน  ณ  มาตเลชนบท

               ในรัชสมัยของพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย  พระสงฆ์ได้แตกออกเป็น  2  นิกาย  คือ มหาวิหารกับอภัยคีรี  ทั้งสองนิกายได้รับอุปถัมภ์จากพระเจ้าแผ่นดินเท่าเทียมกัน  ต่างก็ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง

               ตกมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหานามะ(ขึ้นครองราช  พ.ศ. 953-975) พระพุทธโฆษาจารย์  ชาวอินเดีย  ได้เดินทางไปแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก(หนังสืออธิบายพระไตรปิฎก) จากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ(ภาษาบาลี)   ทั้งยังรจนาหนังสือวิสุทธิมรรค  สรุปคำสอนพระพุทธศาสนาอีกด้วย  จากหลักฐานของหลวงจีนฟาเหียนที่จาริกแสวงบุญมายังเกาะลังกา  เราได้ทราบว่าสมัยนั้นลังกาเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง  พระสงฆ์ต่างประเทศเดินทางไปขออุปสมบทใหม่แปลงเป็นนิกายลังกาวงศ์เป็นจำนวนมาก

               ในสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุ(พ.ศ.1697-1730) พระองค์ทรงรวมนิกายทั้งสองเข้าด้วยกัน  (นิกายมหาวิหารกับอภัยคีรี) ทรงแต่งตั้งพระสังฆราชขึ้นปกครองสงฆ์เป็นครั้งแรก พระพุทธศาสนาในยุคนี้เจริญรุ่งเรืองมาก   มีพระสงฆ์จากประเทศใกล้เคียงเดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา  แล้วนำไปเผยแผ่ยังบ้านเมืองของตนเป็นจำนวนมาก

               เมื่อลังกาตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสใน  พ.ศ. 2050  พระพุทธศาสนาก็เสื่อมลงจนต้องขอพระสงฆ์จากประเทศพม่ามาทำการอุปสมบทกุลบุตรชาวสิงหล  ต่อมาเมื่อชาวฮอลันดา(ดัตช์)  เข้ามาครอบครองลังกาสืบแทนโปรตุเกส  ในพ.ศ.  2200  สถานการณ์แทนที่จะดีขึ้นกลับเลวลง  โดยพวกดัตช์ได้ทำการข่มเหงพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป  บังคับให้ชาวสิงหลเปลี่ยนศาสนา  ถึงกับยกเว้นภาษีให้กับผู้มาเข้ารีต  วัดต่าง ๆ ถูกทอดทิ้ง  พระสงฆ์ลดน้อยลงว่ากันว่าในช่างระยะนั้นทั่วเกาะลังกาเหลือพุทธสาวกเป็นสามเณรชื่อสรณังกรรูปเดียวเท่านั้นสามเณรสรณังกรได้แนะนำให้พระเจ้ากิตติสิริราชสิงห์  แต่งตั้งคณะทูตมาขอพระสงฆ์ไทยจากกรุงศรีอยุธยาไปทำการอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวสิงหล  เมื่อ พ.ศ.  2294  ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ทรงตอบสนองพระราชไมตรีนี้ด้วยดีโดยทรงส่งพระอุบาลีและพระอริยมุนีพร้อมคณะไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกา  อันเป็นเหตุให้เกิดนิกายสยามวงศ์ขึ้นในลังกาสืบต่อมาจนบัดนั้น

               เมื่ออังกฤษปกครองลังกาสืบต่อแทนฮอลันดาเมื่อ พ.ศ.  2340  พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  เพราะอังกฤษแม้จะนับถือศาสนาคริสต์  แต่ก็ให้เสรีทางศาสนามากกว่าโปรตุเกสและฮอลันดา  เช่น  ส่งเสริมการอุปสมบทและการสร้างพระไตรปิฎก  การจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์ชั้นสูงหลังจากลังกาได้รับเอกราชแล้ว  ก็ส่งเสริมพระศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น  มีการสร้างวัด  วิหาร  พระเจดีย์ขึ้นเป็นจำนวนมาก  จัดพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นเผยแผ่สนับสนุนการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา  สนับสนุนการตั้งสมาคมส่งเสริมพระพุทธศาสนา    ที่สำคัญก็คือลังกาเป็นชาติแรกที่เป็นผู้ริเริ่มในการก่อตั้ง “องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก : พสล.” (The  Wold  Fillowship  of  Buddhists : WFB )   ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2493  ปัจจุบันชาวศรีลังกานับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเช่นเดียวกับประเทศไทย

               การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย  สิงคโปร์ เวียดนาม  กัมพูชา  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  พม่า  และการนับถือพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย

               พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ดินแดนที่เป็นประเทศอินโดนีเซียในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3  คราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโสณะและพระอุตรเถระเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบนี้  เรื่องราวของประเทศอินโดนีเซียปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่  12  เพราะได้เกิดอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขึ้นอาณาจักรหนึ่งชื่อว่า  “อาณาจักรศรีวิชัย”  ซึ่งมีอิทธิพลครอบคลุมตั้งแต่ภาคใต้ของไทย  ประเทศมาเลเซีย  และประเทศอินโดนีเซียทั้งหมด  อาณาจักรศรีวิชัยนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน  และเชื่อว่านิกายมหายานในอาณาจักรนี้คงจะเป็นที่นับถือกันอย่างแพร่หลาย  เพราะได้ค้นพบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก  ที่สำคัญ  ได้แก่พระพิมพ์ดินดิบและรูปพระโพธิสัตว์  ซึ่งสร้างขึ้นตามคติความเชื่อของผู้นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานโดยเฉพาะ

               ในราวพุทธศตวรรษที่  13  บนเกาะชวาภาคกลาง  ได้เกิดราชวงศ์ที่เข้มแข็งขึ้นราชวงศ์หนึ่งมีชื่อว่า“ราชวงศ์ไศเลนทร์”ซึ่งในกาลต่อมา  กษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนได้เข้ามามีอำนาจปกครองอาณาจักรศรีวิชัยเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  15  ช่วงระยะนี้เองราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งอาณาจักรศรีวิชัยได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับราชวงศ์ปาละแห่งแคว้นเบงกอล   จึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันขึ้น  ที่สำคัญก็คือ  อาณาจักรศรีวิชัยได้ส่งพระภิกษุไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยนาลันทา  ซึ่งกษัตริย์แห่งแคว้นเบงกอลก็ได้ให้การอุปถัมภ์อย่างดี  อีกทั้งยังส่งพระภิกษุ  ช่างฝีมือ  มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและศิลปะปาละ  โดยการสร้างพระพุทธรูปให้แก่ชาวศรีวิชัยด้วย

               พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียถึงจุดเสื่อมโทรมมากในสมัยพุทธศตวรรษที่  19  เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมโทรมลง  และอาณาจักรมัชปาหิตมามีอำนาจแทนที่  ปรากฏว่ามีกษัตริย์องค์หนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิตทรงพระนามว่าระเด่นปาทา  ทรงมีศรัทธาในศาสนาอิสลามมากได้ประกาศห้ามเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรของพระองค์  และทรงยกย่องให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ  นับตั้งแต่นั้นมาศาสนาอิสลามก็แพร่หลายไปยังเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นศาสนาที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่นับถือไปในที่สุด ส่วนชาวอินโดนีเซียที่ยังมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ยังคงมีอยู่ประปรายในเกาะชวา สุมาตรา  และเกาะบาหลี 

การนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย

               พระพุทธศาสนานิกายมหายานเจริญรุ่งเรืองในประเทศอินโดนีเซียมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่12-13  ดังมีพุทธสถานสำคัญ ๆ เหลือเป็นหลักฐานหลายแห่ง   โดยเฉพาะพระวิหารบุโรพุทโธ   (บรมพุทโธ)                 หลังจากที่ศาสนาอิสลามได้แพร่เข้ามาและชาวชวาได้ยอมรับนับถือเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว  พระพุทธศาสนาได้เสื่อมถอยลงตามลำดับ  จนปัจจุบันนี้มีชาวบ้านประมาณร้อยละ 1 เท่านั้นที่ยังนับถือพระพุทธศาสนาอยู่

               สภาพทั่วไปของพระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซียพอสรุปได้ดังนี้

               1.  ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่บนเกาะบาหลี  นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานควบคู่ไปกับศาสนาพราหมณ์  ทั้งสองศาสนานี้ได้ผสมกลมกลืนกันได้สนิทในวิถีชีวิตของชาวเกาะบาหลี  โดยเฉพาะในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิต

               2.  บนเกาะชวา  ชาวจีนจำนวนหนึ่งประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน  ทุก ๆ ปีประชาชน

กลุ่มนี้จะมาร่วมกันประกอบพิธีวันวิสาขบูชาที่พระวิหารบุโรพุทโธ  เมืองมุนตีลาน  จัดเป็นเทศกาลประจำปีที่สำคัญอีกงานหนึ่งของเมือง

               3.  มีการจัดตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาขึ้นที่เมืองบันตุง

               4.  มีการสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่เผยแผ่พระศาสนาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น  วัดทีปารามเมืองเลื่อน  วัดพุทธคยาเมืองมุนตีลาน  วัดมหาธรรมโลก  วัดมหาโพธิ  และวัดธรรมสุริยะเมืองสมารัง  เป็นต้น

               5.  มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาแก่เยาวชน (คล้ายโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ของไทย)  และพิมพ์จุลสาร   วารสารออกเผยแพร่

               กล่าวโดยสรุป  การฟื้นฟูและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย  ส่วนใหญ่ยังไม่เจริญก้าวหน้านัก  ที่เป็นอยู่ก็ดำเนินโดยกลุ่มเอกชน  รัฐบาลเองก็ไม่สนับสนุน  จึงทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซียเป็นเพียงศาสนาของชนกลุ่มน้อย

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย

               ดินแดนของประเทศมาเลเซีย  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนหนึ่งอยู่บนแหลมมาลายูและอีกส่วนหนึ่งอยู่บนเกาะบอร์เนียว  นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้าสู่ประเทศมาเลเซียเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  3  โดยระยะแรกเป็นอย่างเถรวาท  แต่มีผู้นับถือไม่มากนักจนกระทั่งพุทธศตวรรษที่  12  บริเวณแหลมมาลายูตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย  พระพุทธศาสนานิกายมหายานจึงได้เผยแผ่เข้ามาสู่บริเวณนี้

               ใน พ.ศ. 1837  พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัย  ทรงแผ่ขยายพระราชอาณาเขตลงมาทางใต้  ได้เมืองนครศรีธรรมราชจนถึงหัวเมืองมาลายูเป็นประเทศราช  จึงทำให้พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากอาณาจักรสุโขทัยเผยแผ่เข้ามาสู่แหลมมาลายูนี้ด้วย  แต่เนื่องจากประชาชนบนแหลมมาลายูนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว  พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจึงไม่มีอิทธิพลต่อผู้คนในบริเวณนี้มากนักดังเราจะเห็นได้จากโบราณวัตถุที่ค้นพบในประเทศมาเลเซียส่วนใหญ่จะเป็นรูปพระโพธิสัตว์  หรือพระพิมพ์ดินเผา พระพิมพ์ดินดิบ  ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นตามธรรมเนียมในนิกายมหายานทั้งสิ้น

               พระพุทธศาสนาซึ่งเจริญอยู่บนแหลมมาลายู ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักในรัชสมัยของพระเจ้าปรเมศวรแห่งอาณาจักรมะละกา  เมื่อพระองค์ได้ละทิ้งพระพุทธศาสนาหันไปนับถือศาสนาอิสลาม  แต่ประชาชนยังคงนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานอยู่เช่นเดิมจนถึงสมัยของสุลต่านมัลโมซาห์   พระองค์ทรงเลื่อมใสในศาสนาอิสลามมาก  ได้สั่งให้ทหารทำลายศาสนสถาน  พระพุทธรูป  เทวรูป  ทั้งของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จนหมดสิ้น  แล้วบีบบังคับให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาอิสลามอย่างพระองค์ การกระทำเช่นนี้ส่งผลให้พระพุทธศาสนานิกายมหายานสิ้นสุดลง  และศาสนาอิสลามได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศมาเลเซียสืบต่อมา

               ในช่วงที่มาเลเซียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษนั้นได้มีชาวจีนนำพระพุทธศาสนานิกายมหายานจากประเทศจีนเข้ามาเผยแผ่ในประเทศมาเลเซียด้วยแต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากนักจนกระทั่งเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ  พ.ศ. 2500  แล้วและมีคณะสมณะทูตจากประเทศไทย  ศรีลังกา  พม่า  เดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทในประเทศมาเลเซียหลายคณะ  จึงพอช่วยให้พระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซียได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง

การนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย

               ประเทศมาเลเซียมีประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  แต่มีประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งส่วนมากเป็นชาวจีนยังนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น ปัจจุบันมีองค์กรทางพระพุทธศาสนามากมาย  ที่ควรกล่าวถึง คือ

               1)  สมาคมผู้สอนพระพุทธศาสนา  ก่อตั้งเมื่อ  พ.ศ.  2505  ที่วัดพระพุทธศาสนาในกัวลาลัมเปอร์  โดยท่านศรีธรรมานันทะ  มหานายกะ  สมาคมนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือพระธรรมเทศนาเป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่และยังจัดทำหลักสูตรอบรมพระสงฆ์ให้เป็นผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ  มีการบวชเยาวชนเป็นสามเณรในภาคฤดูร้อนด้วย

               2)  ยุวพุทธิกสมาคมแห่งมาเลเซีย  ตั้งขึ้นเมื่อ  พ.ศ.  2513  หลังจากการมีประชุมสัมมนาชาวพุทธหนุ่มสาวระดับชาติขึ้นที่มหาวิทยาลัยมาเลเซีย  กรุงกัวลาลัมเปอร์  สมาคมแห่งนี้มีเครือข่ายทั่วประเทศมาเลเซียจำนวนกว่า  70  แห่ง  จุดมุ่งหมายของสมาคมก็คือ  เพื่อให้เยาวชนมีโอกาสพบปะสังสรรค์จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมร่วมกันและเพื่อปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

               3)  สมาคมชาวพุทธแห่งมาเลเซีย  นอกจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอันเป็นเป้าหมายหลักแล้ว  สมาคมแห่งนี้ยังจัดตั้งคลีนิกให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ยากจนโดยไม่คิดมูลค่า  และจัดตั้งโรงเรียนเด็กอนุบาล  โดยได้รับเงินอุปถัมภ์จากชาวพุทธผู้ศรัทธาทั่วประเทศ

               4)  ศูนย์สมาธิวิปัสสนาแห่งชาวพุทธมาเลเซีย  ตั้งขึ้นโดยพระอภิธรรมปาลญาณเถระ  ท่านผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญพระอภิธรรมและเป็นอาจารย์สอนสมาธิวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงมาก ศูนย์นี้จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมสมาธิวิปัสสนาของชาวพุทธในประเทศมาเลเซีย

               5)  พุทธสมาคมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซีย   นอกจากจะมีสมาคม  เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งดำเนินการจัดตั้งโดยเอกชนแล้ว  ในสถาบันศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศมาเลเซียยังได้มีการจัดตั้งพุทธสมาคมขึ้นหลายแห่งด้วยกันอาทิ  พุทธสมาคมวิทยาลัยเทคนิคแห่งมาเลเซีย  พุทธสมาคมมหาวิทยาลัยแห่งมลายา พุทธสมาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งมาเลเซียเป็นต้น

               6)  วัดพระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย  ในมาเลเซียมีชาวพุทธที่นับถือนิกายมหายานและนิกายเถรวาท  ดังนั้นจึงมีการสร้างวัดในนิกายทั้งสองขึ้นมากมายหลายวัด  โดยฝ่ายเถรวาทมี 6 วัด  เป็นวัดไทย 4 วัด พม่า 1 วัด และวัดศรีลังกา 1 วัด วัดที่เหลือจากการกล่าวถึงนี้ก็จะเป็นฝ่ายมหายาน  ซึ่งอยู่เป็นจำนวนมาก  การสอนพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทใช้ภาษาอังกฤษ ฝ่ายมหายานใช้ภาษาจีนกลางและภาษาจีนฮกเกี้ยน  กิจกรรมที่วัดพระพุทธศาสนาทั้งสองนิกายจัดทำจะคล้าย ๆ กันคือ  ตั้งโรงเรียน  สอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  สวดมนต์  ฝึกสมาธิวิปัสสนา  วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการทั่วประเทศมาเลเซีย 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์

               สิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ทางทิศใต้ของประเทศมาเลเซีย  ซึ่งในอดีตก็เคยอยู่รวมกันเป็นสหพันธ์เดียวกันกับประเทศมาเลเซียมาก่อนและได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระเมื่อ พ.ศ.  2508  ดังนั้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์จึงมีลักษณะเดียวกันกับประเทศมาเลเซีย  กล่าวคือ นิกายที่ได้การเคารพนับถือมาก  ได้แก่  นิกายมหายาน  และด้วยเหตุผลที่พลเมืองส่วนใหญ่ของสิงคโปร์เป็นชาวจีน  พระพุทธศาสนนิกายมหายานจึงมีความเจริญรุ่งเรืองและได้รับการประดิษฐานอย่างมั่นคง  ดังจะเห็นได้ว่า  สิงคโปร์มีสมาคมชาวพุทธอยู่ประมาณ  1,800 สมาคม  และมีวัดทางพระพุทธศาสนาอยู่  122 วัด  ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นวัดฝ่ายนิกายมหายาน  ส่วนวัดฝ่ายนิกายเถรวาทที่สำคัญ ๆ ได้แก่  วัดศรีลังการามายณะ  ของศรีลังกา  และวัดอานันทเมตยารามของไทยเป็นต้น

               การเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายมหายานในสิงคโปร์กระทำกันอย่างจริงจังมากเป็นต้นว่ามีการแปลคัมภีร์เป็นภาษาต่าง ๆ  จัดตั้งโรงเรียนอบรมศาสนาจารย์  จัดตั้งโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาชื่อว่า “มหาโพธิ์”  ซึ่งในโรงเรียนนี้จะทำการสอนพระพุทธศาสนาทุกระดับชั้น

               นอกจากนั้นพุทธสมาคมชาวจีนยังได้ดำเนินกิจการ  สังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ   เช่น  บริจาคอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  ให้แก่ผู้ยากไร้ มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ยากจน  ช่วยเหลือฌาปนกิจสงเคราะห์  ตั้งศูนย์สังคมสงเคราะห์เด็กกำพร้า    และคนชราเป็นต้น  ส่วนองค์กรยุวพุทธแห่งสิงคโปร์มีการจัดการบรรยายธรรมทั้งภาคภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง  สอนการสวดมนต์  ฝึกการนั่งสมาธิ  การสนทนาธรรมและกิจกรรมอื่น ๆ กล่าวโดยสรุปชาวสิงคโปร์ไม่เพียงแต่นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างแน่นแฟ้นเท่านั้น  แต่ยังได้นำหลักธรรมข้อที่ว่าด้วยความเมตตากรุณา  การมาปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากอีกด้วย

การนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศสิงคโปร์

               ประชาชนชาวสิงคโปร์มีหลายเชื้อชาติ  ส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม  คริสต์  และฮินดู  ที่นับถือพระพุทธศาสนามีไม่มากนัก  ชาวพุทธส่วนใหญ่เป็นชาวจีน  คือ  ประมาณร้อนละ  80  ของชาวพุทธทั่วประเทศ  นิกายที่มีคนนับถือมากที่สุดในประเทศนี้คือ  พระพุทธศาสนานิกายมหายาน

               การนับถือพระพุทธศาสนาของชาวสิงคโปร์ในปัจจุบันพอสรุปได้ดังนี้

               1)  มีกิจกรรมการเรียนการสอนพระพุทธศาสนา  เช่นจัดตั้งโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์  มีสอนทุกระดับชั้น  มีการบรรยาย  อภิปราย  แสดงปาฐกถา  ซึ่งจัดบรรยายให้ความรู้แก่ประชาชนตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และในวัด

               2)  มีองค์กรเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่จัดตั้งขึ้นเป็นหลักเป็นฐาน อาทิสหพันธ์พุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์  สหภาพพุทธศาสนิกชน  สถาบันสตรีชาวพุทธสิงคโปร์  สมาคมพุทธศาสนาแห่งสิงคโปร์  และองค์การพุทธยานแห่งสิงคโปร์  เป็นต้น

               3)  มีการสังคมสงเคราะห์   ซึ่งดำเนินการโดยพุทธสมาคมแห่งสิงคโปร์  ซึ่งมีอยู่มากกว่า 1,800 แห่ง  สมาคมนี้จัดการสังคมสงเคราะห์ในรูปแบบต่าง ๆ  เช่น  บริจาคอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ยารักษาโรค  แก่ผู้ยากไร้  มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนยากจน  ช่วยเหลือฌาปนกิจสงเคราะห์  ตั้งศูนย์สงเคราะห์เด็กกำพร้า  จัดที่พักสำหรับชาวพุทธ  เป็นต้น

               4)  มีวัดสำหรับบำเพ็ญกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา  สิงคโปร์มีวัดอยู่ 112 วัด  ส่วนมากเป็นวัดมหายาน  ของฝ่ายเถรวาทมีเพียง  5  วัด  ชาวพุทธสิงคโปร์อาศัยวัดเป็นที่สวดมนต์  ทำสมาธิวิปัสสนา  สนทนาธรรม  ตลอดจนจัดกิจกรรมสังคมสงเคราะห์และด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ

               การปฏิบัติของชาวพุทธในสิงคโปร์  ส่วนใหญ่จะสะท้อนออกมาในรูปแบบของการสังคมสงเคราะห์  ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ไม่เฉพาะในหมู่ชาวพุทธเท่านั้นหากแต่เผื่อแผ่ไปยังศาสนิกที่นับถือศาสนาอื่นด้วย  ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชาวสิงคโปร์ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาตามธรรมเนียมประเพณีเท่านั้น  หากได้นำเอาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะหลักเมตตากรุณา  เป็นต้น  มาปฏิบัติในชีวิตจริงอีกด้วย          

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศเวียดนาม

               ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กับประเทศจีนมาแต่สมัยโบราณ  โดยจีนเข้ามายึดเวียดนามเป็นเมืองขึ้นและทำการปกครองเวียดนามอยู่หลายร้อยปี  จนเวียดนามเกือบกลายเป็นรัฐหนึ่งของจีน ดังนั้นเมื่อจีนนับถือศาสนาอะไรศาสนานั้นก็จะเผยแผ่เข้ามาในเวียดนามด้วย  เริ่มแรกอิทธิพลของลัทธิเต๋าและลัทธิขงจื๊อได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศเวียดนามก่อนจนถึง พ.ศ. 732  คณะธรรมทูตจากจีนหลายคณะจึงได้เผยแผ่และประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายมหายานในเวียดนาม อย่างไรก็ดีพระพุทธศาสนาในสมัยเริ่มแรกยังไม่เป็นที่นิยมนับถือกันอย่างแพร่หลายนักกระทั่ง พ.ศ. 1512  เมื่อราชวงศ์ดินห์ได้ขึ้นมามีอำนาจปกครองเวียดนาม  พระพุทธศาสนานิกายมหายานจึงได้รับการฟื้นฟูและได้รับการนับถือกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

               ตลอดของราชศ์วงดินห์  ราชวงศ์เล(ตอนต้น)และราชวงศ์ลี  พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก   ทั้งนี้เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเอาใจใส่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี  อีกประการหนึ่งสืบเนื่องมาจากบทบาทของพระภิกษุสงฆ์  ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมเวียดนาม  เพราะพระภิกษุส่วนใหญ่เป็นนักปราชญ์รอบรู้วิชาการต่าง ๆ นอกเหนือจากการรอบรู้ในกิจการทางพระพุทธศาสนา  เช่น  กฎหมาย  วรรณคดี  รัฐศาสตร์  จริยศาสตร์  ปรัชญา  แพทย์ศาสตร์  โหราศาสตร์   ดังนั้นเมื่อประชาชนให้ความเคารพศรัทธาต่อพระภิกษุสงฆ์เป็นอย่างสูง  จึงทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายมหายานดำเนินไปอย่างสะดวกจนเป็นที่นับถือกันอย่างแพร่หลาย

               พระพุทธศาสนานิกายมหายานเริ่มเสื่อมลงในรัชสมัยของราชวงศ์ตรัน   เมื่อเวียดนามต้องตกเป็นเมืองขึ้นของจีนในระหว่าง พ.ศ.  1957-1968  โดยจีนได้สนับสนุนให้เผยแผ่ลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าเข้ามาในเวียดนามอีกครั้งหนึ่ง  รวมทั้งข้าราชการของจีนด้