แนวคิดทางการศึกษาของนักการศึกษาตะวันตก

 โดยนางหนูพริ้ง  คงกุล  เลขที่ ๓

 

โสกราตีส สอนสานุศิษย์ให้บรรลุถึงคุณธรรมด้วยปัญญาที่เกิดจากการศึกษา การฝึกฝนความรู้อันเกิดจากการใช้เหตุผล  หลักคำสอนของโสกราตีส สามารถที่จะได้รับการสรุปลงได้ด้วยคำเพียงสองคำคือ แนวความคิดต่างๆ(concepts), ศีลธรรม(morality) - หรือที่ดีกว่า ควรจะเป็น แนวความคิดต่างๆทางศีลธรรม

สำหรับโสกราตีส แนวความคิดคือสิ่งซึ่งเกี่ยวกับความคิดทั้งหมด เมื่อพวกเขาได้พูดถึงสิ่งๆหนึ่ง กล่าวคือ ในส่วนที่เป็นเรื่องของเหตุผลของคนทุกๆคน มันมีความนึกคิดต่างๆดำรงอยู่ ซึ่งต่างมีอยู่ร่วมกันทั้งหมด และด้วยเหตุนี้จึงมีความพอใจและความเพลิดเพลินอย่างเป็นสากลและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และแนวความคิดนั้น มันเป็นรูปแบบอันเป็นรากฐานของความเข้าใจหรือความรู้ที่แท้จริง

แนวความคิดเกี่ยวกับสิ่งซึ่งบรรดาโซฟิสท์ทั้งหลายพูดคุยกันนั้น มันเป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น (an opinion) หรือเป็นเพียงความรู้ชั่วแล่น (a fleeting instant of knowledge). โสกราตีสไม่ได้ประเมินคุณค่าความรู้นี้ว่าต่ำแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ได้พิจารณามันว่าเป็นความรู้ที่สมบูรณ์; สำหรับความรู้ที่แท้นั้น ควรจะดีพอที่จะสถาปนาขึ้นมาเพื่อรับใช้ในฐานะที่เป็นรากฐานของศาสตร์

          ศาสตร์ที่แท้(true science)เป็นสิ่งสากล; นั่นคือ มันเป็นของร่วมกันหรือสาธารณะกับมนุษย์ทุกคนและเป็นเช่นนั้นตลอดเวลา; มันเป็นเรื่องของภาววิสัย(objective), ไม่ใช่เรื่องของอัตวิสัย(subjective)ที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามชะตากรรม. ศาสตร์ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากความเข้าใจโดยผ่านแนวความคิดต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เป็นสากลเช่นเดียวกันกับศาสตร์ในตัวมันเอง เพื่อเข้าถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแนวความคิดต่างๆเหล่านั้น โสกราตีสได้ใช้วิธีการสนทนาแบบอุปนัย(inductive method   เป็นวิธีการพิสูจน์โดยอ้างประสบการณ์เฉพาะหน่วยที่แน่ใจแล้ว สนับสนุนข้อความทั่วไปที่ยังไม่แน่ใจให้มีความแน่ใจมากขึ้น) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิธีการของโสกราตีส(Socratic method), ส่วนประกอบที่สำคัญของมัน มีอยู่สองส่วนคือ การเหน็บแนม(irony), และการซักถามที่เป็นการสืบสวน(maieutics). โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการดังกล่าวมีลักษณะเป็นดังต่อไปนี้:

- อันดับแรก โสกราตีสจะยกคำถามขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น "อะไรคือความยุติธรรม?" เมื่อเขากล่าวออกมาเช่นนั้น เป็นเพราะตัวเขาเองไม่รู้ว่าความยุติธรรมมันเป็นอย่างไรกันแน่(อันนี้คือ การไม่รู้ของโสกราตีส - Socratic ignorance), เขาจะถามนักเรียนของเขาถึงสิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับความยุติธรรม

- บรรดานักเรียนทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกโซฟิสท์จะตอบคำถามไปตามวิธีการของพวกโซฟิสท์ โดยอ้างอิงตัวอย่างต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น "เทพเจ้าซีอุสคือความยุติธรรม"; "เทพเจ้าต่างๆล้วนคือความยุติธรรม" ฯลฯ. (อันนี้ยกเป็นตัวอย่าง). "โอ้, จำนวนความยุติธรรม!" โสกราตีสร้องทัก. "ฉันถามว่าอะไรคือความยุติธรรม แต่พวกเธอกลับตอบฉันถึงความยุติธรรมจำนวนมาก"

- ด้วยเหตุนี้ เขาได้ผ่านไปสู่การวิจารณ์(เหน็บแนม)เกี่ยวกับตัวอย่างต่างๆที่อ้างขึ้นมา โดยการที่เขามีความชัดเจนต่อความคิดต่างๆที่มีอคติของบรรดาสานุศิษย์ของเขา และความคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับคำถามที่นำมาถาม

- จากการใช้วิธีการเหน็บแนม(irony) เขาจะผ่านไปสู่การตั้งคำถามในเชิงสืบสวน(maieutics) - ศิลปะซึ่งโสกราตีสใช้พูด เขาได้เรียนรู้มาจากแม่ของเขา ซึ่งเธอได้ช่วยเหลือในส่วนของร่างกาย ส่วนเขาได้ทำในส่วนที่เกี่ยวกับจิตวิญญานให้สมบูรณ์ขึ้น. (คำว่า maieutics นี้ได้รับการสืบทอดมาจากคำศัพท์ภาษากรีก" maieutikos," ซึ่งเป็นเรื่องของการผดุงครรภ์ หรือการคลอด). วิธีการตั้งคำถามในเชิงสืบสวน(maieutic)เป็นวิถีทางของโสกราตีสในการทำให้ความคิดต่างๆที่แฝงเร้นอยู่ในจิตใจได้เผยตัวหรือคลอดออกมา

- การตั้งคำถามแบบสืบค้นเป็นส่วนของข้อสรุปของการสนทนา ซึ่งโสกราตีสพยายามที่จะทำให้สานุศิษย์ของเขามองเห็นว่ามันเป็นอย่างไร โดยการสะท้อนความคิดและการไตร่ตรองตัวของพวกเขาเอง พวกเขาสามารถสังเกตเห็นการมีอยู่ของธาตุแท้บางอย่างที่มีอยู่ร่วมกัน และจำเป็นต่อความยุติธรรมทั้งหมด (แนวความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรม)

- ธาตุแท้เหล่านั้นมีลักษณะที่เป็นรูปธรรมในการนิยาม ซึ่งสรุปได้ด้วยคำต่างๆเพียงไม่กี่คำที่เป็นคุณลักษณ์เฉพาะที่ถูกวินิจฉัยว่า จำเป็นต่อแนวความคิดเกี่ยวกับคำถามที่ยกขึ้นมาไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า การสนทนาของโสกราตีสไม่ได้ประสบผลสำเร็จในการนิยาม หรือทำให้นิยามความหมายมีความคงที่เสมอไป. ในหลายๆกรณี สิ่งที่เรียกว่า การไม่รู้ของโสกราตีส(Socratic ignorance) ซึ่งโสกราตีสได้สารภาพออกมานับจากเริ่มต้นของการตั้งคำถาม ไม่ใช่การโกหก. ดังนั้นการสนทนาจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง กระทำโดยการช่วยเหลือของนักเรียนทั้งหลายเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถ้าเป็นไปได้ว่า มันก็จะนำพาไปสู่แนวความคิดหนึ่งได้ - นั่นคือความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับคำถามที่เสนอขึ้นมา

          เพลโต  เน้นว่าการศึกษาคือเครื่องมือของผู้ปกครองประเทศในการเปลี่ยนแปลงนิสัยมนุษย์เพื่อก่อให้เกิดรัฐที่มีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

อริสโตเติล  การศึกษาควรเป็นเครื่องมือในการฝึกฝนความเป็นพลเมืองดีและช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ

ซิเซโร (Cicero) เขียนหนังสือ ชื่อ De Oratore และ  ควินติเลียน (Quintilian) เขียนหนังสือ ชื่อ “Institutio Oratoria ทั้งสองสนับสนุนการศึกษาที่เตรียมเยาวชนให้เป็นนักพูดที่มีความสามารถและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีในสังคม ต้องเป็นคนมีเหตุผล ขยันหมั่นเพียร ครูควรยกย่องเด็ก ให้เด็กเล่นพอประมาณ ครูต้องเป็นตัวอย่างแก่เด็ก การสอนในวันหนึ่งควรมีหลายวิชา

เพทราช (Framcesco Petrarch ค.ศ. ๑๓๐๔ -๑๓๗๔) เน้นว่ามนุษย์มีคุณค่าและมีความสำคัญที่สุด การศึกษาศิลปวิทยาจะเป็นทางให้มนุษย์เข้าใจตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง และจรรโลงคุณค่าของมนุษย์      

          วอเจอริอัส (Paulus Vergirius ค.ศ. ๑๓๔๙๑๔๒๐)เป็นนักการศึกษากลุ่มมนุษยนิยม โดยเน้นการเรียนแบบเสรี ว่าเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยมนุษย์ได้ถึงซึ่งปัญญาและปฏิบัติความดี  ช่วยฝึกฝนและพัฒนาคุณลักษณะที่สำคัญทั้งทางร่างกายและจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น

          คัลวิน (John Calvin ค.ศ. ๑๕๐๙ – ๑๕๖๔) นักปฏิรูปศาสนาชาวฝรั่งเศส เน้นการเรียนวิชา    ศิลปศาสตร์เจ็ดประการและการฝึกปฏิบัติในโรงเรียนมัธยม

คอมินิอุส (John Amos Comenius ค.ศ. ๑๕๙๒-๑๖๗๐)    

          -  จุดมุ่งหมายของการศึกษาควรอยู่ที่ความรู้ ศีลธรรม และศรัทธา

          -  ควรสอนเด็กให้รู้ทุกอย่าง แต่มิใช่จะต้องเก่งทุกคน เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล

          -  วิธีสอนปรับให้เข้ากับความสามารถและความพร้อมของผู้เรียน วิธีการที่สำคัญควรเน้นที่วิธีการตามธรรมชาติ ใช้ตัวอย่างที่พบเห็น  เด็กจะได้เรียนรู้เร็วและจำง่าย

รุสโซ (Jean Jacques Rousseau ค.ศ.๑๗๑๒-๑๗๗๘) จะเน้นการสอนแบบธรรมชาติ โดยเสนอไว้ในหนังสือชื่อเอมีล (Emile)  และเสนอหลักการศึกษาสมัยใหม่ที่เน้นพัฒนาการของผู้เรียน โดยระบุว่า “สิ่งแรกคือการศึกษานักเรียนของท่านให้มากขึ้น เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่แน่นอนที่ท่านมิได้รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย”  รุสโซเน้นเอกัตบุคคล ที่มีความดีตามธรรมชาติ การสอนจึงต้องยกย่องเด็ก  ไม่ควรสอนอะไรแก่เด็กเลยจนกระทั่งเด็กจะเข้าใจได้เอง  เน้นการฝึกฝนทักษะของร่างกายและสุขภาพ  ลดการสอนเรื่องการเรียนหนังสือและภาษาให้น้อยลง แต่ควรให้มีการสัมผัสและการใช้เหตุผลมากขึ้น เป็นการสนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์มากกว่าจากในหนังสือ

                แฮร์บาร์ต (John Frederich Herbart ค.ศ. ๑๗๗๖-๑๘๔๑)  มีบทบาทในการนำวิทยาศาสตร์มาใช้กับการศึกษา  เน้นการเตรียมเด็กให้เข้ากับแบบแผนของสังคม จึงไม่เน้นในความรู้แต่เน้นพัฒนาการทางบุคลิกลักษณะและจริยธรรมในสังคม

แฮร์บาร์ต เสนอวิธีการสอนออกเป็น ๔ ขั้นตอน

- Preparation เป็นการเตรียมเด็กให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ

- Presentation เป็นวัสดุสิ่งของที่ให้เด็กเรียน

- Association เป็นวัสดุสิ่งของใหม่ ๆ จะต้องเชื่อมโยงกับสิ่งที่เด็กรู้แล้ว

- Generalization เป็นการสรุปสาระ หลักการ และคำจำกัดความจากข้อเท็จจริงใน

- Application เป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนด้านหลักการทั่วไปด้วยสิ่งที่เขาตั้งขึ้น

เฟรอเบล (Frederich Froebel ค.ศ. ๑๗๘๒-๑๘๕๒)   ต้องพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก  พัฒนาการทางกายภาพมาก่อนพัฒนาทางสติปัญญา  การสอนในโรงเรียนต้องเน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย การละเล่น ร้องเพลง การใช้สี การเล่าเรื่องและกิจกรรมใด ๆ ที่เป็นความเคยชินของมนุษย์  แนวคิดและการจัดการสอนของเขามีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาระดับอนุบาล เฟรอเบล เน้นการสอนที่มี  กิจกรรมอิสระ  ความคิดสร้างสรรค์  การเข้าสังคม การแสดงออกทางกาย        

ธอร์นไดค์ (Edward L.Thorndike) หลักการสำคัญ คือ  นักเรียนลงมือประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง  จัดหาความสนใจให้เป็นตัวกระตุ้น   เตรียมสภาพที่เหมาะสมทางจิตภาพ  ยึดหลักเอกัตภาพยึดหลักการทางสังคม

ดิวอี้ (John Dewey)  ผู้นำกลุ่มพิพัฒนาการ มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาแนวใหม่ของประเทศสหรัฐอเมริกา  เน้นการสอนด้วยวิธีแก้ปัญหา (Problem Solving)

บรุเนอร์ (Jerome Bruner)  เสนอวิธีสอนแบบค้นพบด้วยตนเอง (Discovery Method)แนวคิดของนักการศึกษาตะวันตกท่านใดที่น่าจะนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทย และสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กไทย

บรูนเนอร์ ได้ให้ชื่อการเรียนรู้ของท่านว่า “Discovery Approach” หรือการเรียนรู้โดยการค้นพบ บรูนเนอร์เชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะประมวลข้อมูลข่าวสาร จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ  เนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สำรวจสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยมีแนวคิดที่เป็นพื้นฐาน ดังนี้

๑. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

๒. ผู้เรียนแต่ละคนจะมีประสบการณ์และพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จะเกิด
จากการที่ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบใหม่กับความรู้เดิมแล้วนำมาสร้างเป็นความหมายใหม่

๓. พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาจะเห็นได้ชัดโดยที่ผู้เรียนสามารถรับสิ่งเร้าที่ให้เลือกได้หลายอย่างพร้อมๆ กัน

ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบ

เน้นที่พัฒนาการเกี่ยวกับความสามารถในการรับรู้และความเข้าใจของผู้เรียน  โดยนำหลักการพัฒนาทางสติปัญญาของเพียเจต์ มาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาของตนเองบรูเนอร์ เชื่อว่า ครูสามารถช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมได้ โดยไม่ต้องรอเวลา ซึ่งสามารถที่จะสอนได้ในทุกช่วงของอายุ

หลักการสอนโดยวิธีการค้นพบของบรูเนอร์

บรูเนอร์ได้เสนอแนะหลักการเกี่ยวกับการสอน ดังต่อไปนี้

๑. กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กทำผิดเกี่ยวกับความคิด ผู้ใหญ่ควรจะคิดถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งเด็กแต่ละวัยมีลักษณะการคิดที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ครูหรือผู้มีความรับผิดชอบทางการศึกษาจะต้องมีความเข้าใจว่าเด็กแต่ละวัยมีการรู้คิดอย่างไร และกระบวนการรู้คิดของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ (Intellectual Empathy)

๒. เน้นความสำคัญของผู้เรียน ถือว่าผู้เรียนสามารถจะควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเองได้ (Self- Regulation) และเป็นผู้ที่จะริเริ่มหรือลงมือกระทำ ฉะนั้น ผู้มีหน้าที่สอนและอบรมมีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อการเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยให้โอกาสผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

๓. ในการสอนควรจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคย หรือประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหาประสบการณ์ที่ไกลตัว เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจ เช่น การสอนให้นักเรียนรู้จักการใช้แผนที่ ควรจะเริ่มจากแผนที่ของจังหวัดของผู้เรียนก่อนแผนที่จังหวัดอื่นหรือแผนที่ประเทศไทย

บรูนเนอร์ เชื่อว่า วิชาต่าง ๆ จะสอนให้ผู้เรียนเข้าใจได้ทุกวัยถ้าครูจะสามารถใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ข้อสำคัญครูจะต้องให้นักเรียนเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้แก้ปัญหาเอง บรูนเนอร์ ได้สรุปความสำคัญของการเรียนรู้โดยการค้นพบว่าดีกว่าการเรียนรู้ โดยวิธีอื่นดังต่อไปนี้

๑.  ผู้เรียนจะเพิ่มพลังทางสติปัญญา

๒.  เน้นรางวัลที่เกิดจากความอิ่มใจในสัมฤทธิผลในการแก้ปัญหามากกว่ารางวัล หรือเน้นแรงจูงใจภายในมากกว่าแรงจูงใจภายนอก

๓.  ผู้เรียนจะเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยการค้นพบและสามารถนำไปใช้ได้

๔.  ผู้เรียนจะจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีและได้นาน

 

บรรณานุกรม

ศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, แนวโน้มการศึกษาไทยในครึ่งทศวรรษหน้า,

(ออนไลน์) , เข้าถึงได้จาก :  http://learners.in.th/blog/jintana-eti5301/246139                     

(วันที่ค้นข้อมูล  10  สิงหาคม  2553).         

วิทยาลัยอิสลามศึกษา, ทฤษฎีการเรียนรู้, (ออนไลน์) , เข้าถึงได้จาก http://onlineassociate.net/pdf/                    

(วันที่ค้นข้อมูล  10  สิงหาคม  2553).         

วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม,กระแสความคิดปรัชญากรีก, (ออนไลน์) , เข้าถึงได้จาก

            http:// www.wareeya.com/index.(วันที่ค้นข้อมูล  10  สิงหาคม  2553).