ยุคสมัยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์  แบ่งออกเป็น 2 สมัย  คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์

1.สมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือ ยุคที่มนุษย์ยังไม่ได้ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้  ผู้ที่ศึกษายุคนี้ จึงศึกษาจากเครื่องมือ โครงกระดูก ซากพืช ซากสัตว์ และถ้ำที่อยู่อาศัย เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 สมัย คือ ยุคหินและยุคโลหะ

1.1ยุคหิน คือ มนุษย์นำหินมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แบ่งเป็น 3 ยุค คือ ยุคหินเก่า ยุคหินกลาง ยุคหินใหม่

ยุคหินเก่าช่วง 500,000-1,000,000ปี ใช้เครื่องมือหินกะเทาะที่หยาบๆ

มีดสมัยยุคหิน

 

มนุษย์ยุคหิน

 

1.2ยุคโลหะ  คือ มนุษย์นำโลหะมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับ เช่น สำริด เหล็ก เป็นต้น

 

เครื่องประดับยุคโลหะ

 

วัฒนธรรมในยุคโลหะ

 

ยุคโลหะตอนปลาย

2.สมัยประวัติศาสตร์ คือ ยุคที่มนุษย์ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ โดยใช้เมืองหลวงเป็นเกณฑ์ในการแบ่งยุคสมัย มีทั้งหมด 5 สมัย

 

1.สมัยก่อนสุโขทัย พบการใช้ตัวอักษรในดินแดนไทย แคว้นที่สำคัญ ได้แก่ ทวาราวดี หริภุญชัย ศรีวิชัย และตามพรลิงค์

ศิลปะยุคทวาราวดี

โบราณสถานในสมับอาณาจักรทวาราวดี

ศิลปะสมัยอาณาจักรหริปุญชัย

อาณาจักรหริปุญชัยเป็นเมืองโบราณอยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชียงใหม่-ลำพูน

อาณาจักรศรีวิชัย

เมืองเก่าแก่ที่อยู่ทางภาคใต้ของไทย

อาณาจักรตามพรลิงค์

 

2.สมัยสุโขทัย  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์และสถาปนาสุโขทัยเป็นเมืองหลวง ประมาณ พ.ศ. 1792-1981

3.สมัยอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (พระเจ้าอู่ทอง) ขึ้นครองราชย์และสถาปนายาเป็นเมืองหลวง จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตก ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1893-2310 มีอายุ 417 ปี

4.สมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง

ช่วงพ.ศ.2310-2325มีอายุ 15 ปี

5.สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง ตั้งแต่ พ.ศ.2325 ถึงปัจจุบัน

 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์

ความหมายและความสำคัญ 

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ร่องรอยที่เกิดขึ้นในอดีต สามารถนำมาใช้ในการศึกษาเรื่องราวในอดีตได้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีความสำคัญ คือ ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องราวในอดีต  ดังนั้น  นักเรียนจึงต้องอนุรักษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้คงอยู่สืบต่อไป

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง  

 1.หลักฐานชั้นต้น คือ หลักฐานที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์หรือหลักฐานที่ได้จากการบันทึกหรือคำบอกเล่าของผู้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์มีทั้งที่เป็นทั้งลายลักษณ์อักษร เช่น จดหมาย หลังสือพิมพ์ รูปภาพหรือวิดีโอที่ถ่ายไว้ และที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ

2. หลักฐานชั้นรอง คือ หลักฐานที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์โดยตรง เช่น บทความทางวิชาการ ตำนาน พงศาวดาร หนังสือ ภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์รื่องสุริโยทัย สารคดเสด็จประพาสต้น ร.5

 

****หลักฐานชั้นต้น = ทำให้ทราบข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ

หลักฐานชั้นรอง = เป็นข้อมูลประกอบที่ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ได้มากยิ่งขึ้น