ภาษากับวัฒนธรรม

แบบทดสอบ เหตุใดการศึกษาวัฒนธรรมจึงสามารถศึกษาผ่านภาษาได้ และมีแนวทางการศึกษาด้วยวิธีใดได้บ้าง ให้ยกตัวอย่างงานวิจัยที่ศึกษาตามแนวทางใดแนวทางหนึ่งมา ๑ เรื่อง สรุปผลการวิจัย และอภิปรายว่าผลการวิจัยเรื่องนั้นแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมอย่างไร

เหตุที่การศึกษาวัฒนธรรมสามารถศึกษาผ่านภาษาได้นั้น  

       เพราะว่าทั้งวัฒนธรรมและภาษาต่างก็มีความสัมพันธ์ต่อกัน ในลักษณะที่วัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดลักษณะของภาษา ส่วนภาษาก็เป็นตัวช่วยสะท้อนวัฒนธรรมให้ปรากฏเด่นชัดขึ้น ฉะนั้นการศึกษาวัฒนธรรมจึงสามารถศึกษาผ่านภาษาในแง่ของความสัมพันธ์ด้วยเหตุผลดังนี้

       ๑. ภาษามีความใกล้ชิดวัฒนธรรม ในฐานะเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาจึงปรากฏลักษณะของวัฒนธรรมให้สามารถศึกษาได้ เช่น การศึกษาภาษาที่เป็นถ้อยคำและลายลักษณ์อักษร หรือวัจนะภาษา และที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรืออวัจนะภาษา

       ๒. ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญทางสังคมในการบันทึกและถ่ายทอดวัฒนธรรม  เพราะว่าภาษาจะเป็นสื่อในการทำความเข้าใจและถ่ายทอดวัฒนธรรม ทั้งในด้านของการสะสมและการสืบทอด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องอาศัยภาษาในการติดต่อสื่อสาร ถ้าขาดแล้วคงไม่สามารถรวมกันเป็นสังคมได้ ทักษะทางภาษาที่มนุษยชาติใช้ติดต่อสื่อสารกันคือ การฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นต้น

       ไพบูลย์ ช่างเรียน (๒๕๓๒ : ๑๓) กล่าวว่า มนุษย์ใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ภาษาในที่นี้หมายถึงทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ตลอดจนสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อความหมาย ถ้าหากวัฒนธรรมไม่ได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็จะสูญหายไปจากสังคม

       ๓. ภาษาเป็นเครื่องสะท้อนวัฒนธรรมทั้งในอดีต ปัจจุบัน ทุกแง่ทุกมุม

       วราคม ทีสุกะ (๒๕๓๔ : ๕๖) กล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารทางวัฒนธรรมอย่างสำคัญ ภาษาช่วยรักษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้คงอยู่ เป็นเครื่องมือสืบสาว ความจำ เป็นสื่อจินตนาการถึงสถานการณ์ได้ชัดเจน

       ภาวัฒน์ พันธุ์แพ (๒๕๕๐ : ๕) กล่าวว่า ภาษาถือว่าเป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมไม่ว่าภาษานั้นจะเป็นภาษาพูดหรือแสดงออมมาโดยไม่ใช้คำพูดก็ตาม เช่นท่าทาง การยืน และการสบตา ดังนั้นการศึกษาภาษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาวัฒนธรรม

       ตัวอย่างเช่นภาษาไทยจะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยเช่นกัน  สะท้อนให้เห็นดังนี้

              ๓.๑ ภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่นิยมความประณีต ละเมียดละไมในการใช้ภาษา ไม่เพียงใช้คำให้ตรงกับความหมายแล้วแต่ยังใช้ให้ถูกต้องตามฐานะของ บุคคล และเหมาะสมกับความสนิทสนมระหว่างบุคคล กาลเทศะ เนื้อหา และสื่อ ซึ่ง ก็คือการใช้คำราชาศัพท์ และระดับภาษาให้เหมาะสมด้วย นอกจากนี้ยังมีศัพท์แสดงความละเอียดในการกล่าวถึงเรื่องใกล้ตัว เช่น คำแสดงความสัมพันธ์ของคนในครอบครับ มีทั้งคำ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ หลาน เหลน ลื่อ ซึ่งแต่ละคำนั้นต่างเป็นอิสระจากกัน มิใช่ผสมคำขึ้นเช่นกับภาษาบางภาษา คำขยายในภาษาไทยบางจำพวกมีจำนวนมากกว่าภาษาอื่น เช่น คำขยายรสอาหาร นอกจากจะมีคำ ขม เค็ม เผ็ด หวาน เช่นภาษาอื่นแล้ว ยังมี ขื่น ฝาด กร่อย มัน ชืด ปร่า บางภาษานั้นมีไม่มากเท่า นอกจากนี้ยังมีศัพท์เฉพาะของวิชาดนตรีไทยอีกด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ของนักดนตรี  

              ๓.๒ ภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมประสมประสาน เห็นได้จารที่ภาษาไทยได้ยืมคำจากภาษาอื่นๆ มารวมกับภาษาไทยเรา เราสามารถใช้คำเหล่านี้ได้กลมกลืนกันและเหมาะสม  เช่น เรามักใช้คำไทยว่า ลูก หมา กิน เพื่อน ในการพูดกันในครอบครัวหรือกับ เพื่อน และมักใช้คำยืมจากภาษาอื่นในการสื่อสารอย่างเป็นทางการ เช่น บุตร สุนัข รับประทาน มิตร แล้วยังมีศัพท์ต่างๆ เช่น  โทรศัพท์  เมตร ฟุต คลินิก ซึ่งไม่ใช่คำไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยรูจักรับวัฒนธรรมต่างชาติมา ประสมประสานกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยได้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล

             ๓.๓ ภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่เจริญด้านศิลปวัฒนธรรม แสดงความเจริญทางด้านศิลปวัฒนธรรมซึ่งทัดเทียมชาติตะวันตก  เช่น  เรามีศัพท์เรียกเครื่องดนตรี  เช่น  แตร  ปี่  ซอ  กลอง  ศัพท์ที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์  เช่น  วง  เคาะ  จีบ  โบก  เป็นต้น  แต่ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ค่อยมี

              ๓.๔ ภาษาไทยสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน  นิยมใช้คำคล้องจอง เห็นได้จากการตั้งชื่อต่างๆ เช่น ชื่อหนังสือสัมผัสคล้องจองกัน เช่น วานิตินิกร ไวพจน์พิธาน พิศาลการันต์ อนันตวิภาค นอกจากนี้ประเพณีในการตั้งชื่อบุคคลหรือสถานที่ ก็นิยมผูกให้คล้องจองกัน เช่น ชื่อประตูพระบรมราชวัง ดังนี้ วิมาเทเวศร์ วิเศษไชยศรี มณีนพรัตน์ สวัสดิโสภา เทวาพิทักษ์ ศักดิ์ไชยสิทธิ์ วิจิตรบรรจง อนงคารักษ์ พิทักษ์บวร สุนทรทิศา เทวาภิรมย์ อุดมสุดารักษ์ นอกจากสัมผัสแล้วยังสามารถอ่านย้อนกับได้อีกด้วย ถ้อยคำสำนวนในภาษาไทยก็นิยมผูกให้คล้องจองกัน คำประพันธ์ทุกประเภทของไทยมีบังคับสัมผัสคล้องจองแม้คำประพันธ์นั้นจะมาจาก ภาษาอื่นซึ่งไม่บังคับก็ตาม เช่น คำประพันธ์ประเภทฉันท์ เมื่อรับมาแล้วจึงเพิ่มเสียงสัมผัสให้เข้ากับลักษณะ คำประพันธ์ของไทย

 

       ๔. ภาษาเป็นเครื่องแสดงระดับชนชั้นทางสังคม  เช่น ราชาศัพท์เป็นคำแบบแผนที่สะท้อนวัฒนธรรมประจำชาติ ให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีระดับชนชั้น ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และพระภิกษุสงฆ์  ตัวอย่างตามรูปศัพท์ คำว่า เสด็จพระราชดำเนิน หรือ เสด็จ มีความหมายว่า เดินทาง และเมื่อตามหลังด้วยคำกริยา เช่น ไป ไปยัง มา  มาถึง  กลับ  กลับถึง คำกริยาที่ตามหลังนั้นจะทำหน้าที่เป็นคำกริยาหลัก เมื่อจะทำเป็นราชาศัพท์ให้พิจารณาเฉพาะคำว่า เดินทาง ว่าจะใช้ เสด็จพระราชดำเนิน หรือ เสด็จ ส่วนคำที่ตามมาดังกล่าว ให้ใช้รูปคำสามัญเนื่องจากคำที่อยู่ข้างหน้าเป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว เช่น ถ้าจะให้ราชาศัพท์นั้นหมายถึงกิริยา เดินทางไป ก็ใช้ว่า เสด็จพระราชดำเนินไป หรือ เสด็จไป ถ้าจะให้หมายถึง เดินทางกลับ ก็ใช้คำว่า เสด็จพระราชดำเนินกลับ หรือ เสด็จกลับ

 

แนวคิดในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและมโนทัศน์ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นระบบวัฒนธรรมของมนุษย์  

       เอกพงศ์ ประสงค์เงิน (๒๕๔๘ : ๔๒-๕๓)ได้กล่าวถึงแนวทางการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น ๓ วิธีใหญ่ๆ ดังนี้

        ๑.สมมติฐานซาเพียร์และวอร์ฟ : หลักการเบื้องต้นการมองความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับความคิดของมนุษย์

        ซาเพียร์และวอร์ฟพยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ความคิด และการมองโลกของมนุษย์ โดยเริ่มจากซาเพียร์ ได้เสนอความคิดว่า ภาษาเป็นตัวชี้นำความคิดของคนเรา ซึ่งไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกอย่างอิสระ แต่คนมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของภาษาในสังคม ถ้าภาษามีความแตกต่างกัน โลกของคนก็จะเป็นไปตามเช่นนั้น

         ส่วนวอร์ฟได้เพิ่มความคิดต่อจากของซาเพียร์ว่า อิทธิพลของภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องชี้นำความคิดเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวกำหนดความคิดของคนเรา เป็นโปรแกรม และเป็นตัวชี้นำความคิดในการวิเคราะห์หรือการประมวลความคิดของคนเรา

        จากสมมติฐานซาเพียร์และวอร์ฟจะเห็นว่าภาษามีอิทธิพลต่อการนึกคิด การมองโลกและการเข้าใจสิ่งแวดล้อมของผู้ใช้ภาษาที่แตกต่างกัน

 

         ๒. แนวทางการศึกษาความสัมพัน์ระหว่างภาษา ความคิด และโลกทัศน์ของมนุษย์ในเชิงสหสาขาวิทยาการ

         การศึกษาในแนวทางนี้เป็นการศึกษาที่พยายามจะประยุกต์ความรู้ในสหสาขาวิทยาการมาอธิบายระบบความคิด ภาษา และโลกทัศน์อย่างเป็นระบบ

                ๒.๑ การศึกษาแนวคติชน

                คติชน หมายถึง เหตุการณ์และกระบวนการสังสรรค์สัมพันธ์ในรูปแบบของการแสดงที่มีการสื่อความหมาย มีการใช้ถ้อยคำที่เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลายแนวทาง เช่น

                                ๒.๑.๑ วิเคราะห์แนวแพร่กระจายวัฒนธรรม โดยดูจากประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์โดยการรวบรวมนิทานและเพลงเล่าเรื่องจากหลายชาติหลายท้องถิ่นมาศึกษาเปรียบเทียบแล้วนำเอาทฤษฎีการแพร่กระจายมาประยุกต์ใช้

                                ๒.๑.๒ วิเคราะห์แนวนิรุกติศาสตร์ โดยวิเคราะห์จากนิทานปรัมปรา จากสำนวนภาษาของกลุ่มคนที่มีภาษาพูดจากตระกูลเดียวกัน ดูจากการแปรของภาษาและจากการเล่าเรื่อง รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์เพื่อดูการแพร่กระจายของวัฒนธรรมและการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนในกลุ่ม

                                ๒.๑.๓ วิเคราะห์แนวจิตวิทยา เป็นการตีความสัญลักษณ์ที่ใช้ในตำนานด้วยทฤษฎีของฟรอยด์  หรือยุง

                                ๒.๑.๔ วิเคราะห์แนวชาตินิยม พบในกลุ่มที่สนใจศึกษาและเก็บรวบรวมนิทานเพราะมีอุดมดติและมีแนวคิดว่านิทานพื้นบ้านสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ภาษาพื้นบ้าน ภาษาถิ่นตัวเอกในนิทานมักเป็นวีรบุรุษและลักษณะการนำเสนอเชิงชาตินิยมหรือเชิงเอกลักษณ์ของชาติหรือกลุ่ม

                ๒.๒ การศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของระบบคิดสำนักฝรั่งเศส

                มาจากพื้นฐานของความคิดอยู่ที่ว่าวัฒนธรรมเป็นจิตสำนึกร่วมของหมู่ชน ซึ่งการศึกษาของแนวคิดจะสนใจศึกษาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานระบบความคิดของมนุษย์ คือ การมองสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆ ตัวแบบคู่ตรงข้าม โดยแยกสิ่งตรงข้ามออกเป็น ๒ ส่วน การศึกษาแนวทางนี้เป็นการศึกษาที่จัดหมวดหมู่ของความคิด และการค้นหาการจัดประเภทพื้นบ้าน

                ๒.๓ การศึกษาระบบคิดจากแนวนิรุกติศาสตร์และแนวภาษาศาสตร์

              การศึกษาแนวนี้เป็นการจัดจำแนกแบบชาวบ้าน  ซึ่งการศึกษาแนวนี้จะทำให้มองเห็นระบบความคิดของชาวบ้านที่แตกต่างจากความคิดของนักวิชาการ ที่สามารถทำให้เข้าใจระบบความคิดของคนในท้องถิ่นได้ดีขึ้น

                ๒.๔ การศึกษาระบบคิดโดยวิเคราะห์ความหมายในวัฒนธรรม

              การศึกษาแนวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดว่า วัฒนธรรมไม่เกิดขึ้นเอง ผู้ที่อยู่ในสังคมเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดวัฒนธรรม คือเป็นทั้งผู้ให้ความหมายวัฒนธรรม จึงเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของสังคมกับวัฒนธรรมเดิม มีการให้ความหมายใหม่ ตีความใหม่กลับไปมาอย่างต่อเนื่อง

 

        ๓. แนวทางการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ความคิด และโลกทัศน์ของมนุษย์ตามแนวอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์

        แนวคิดนี้เป็นการศึกษาถึงระบบปริชานของมนุษย์ คือ ระบบความรู้ ความคิด มโนทัศน์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตามจากการวิเคราะห์ความหมายของคำในภาษาของกลุ่มนั้น โดยการสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์อย่างใกล้ชิด และเขียนพรรณนาสิ่งที่ได้เห็นอย่างละเอียด

                ๓.๑ อรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ ต่อมาขนานนามว่า ชาติพันธุ์วรรณาแบบใหม่  และในปัจจุบันรู้จักกันในนาม มานุษยวิทยาปริชาน ซึ่งมี ๔ แนวทาง ดังนี้

                                ๓.๑.๑ การวิเคราะห์ความหมายในภาษา

                                ๓.๑.๒ การศึกษาระบบความรู้

                                ๓.๑.๓ กระบวนการทางปริชาน

                                ๓.๑.๔ การวิเคราะห์สัมพันธสาร

        จากแนวทางอรรถศาสตร์ชาติพันธุ์ข้างต้นสามารถแบ่งวิธีการวิเคราะห์ระบบ      ปริชานเป็น ๒ วิธีด้วยกัน ดังนี้

                   ๑) การวิเคราะห์องค์ประกอบ หรือ อรรถลักษณ์ วิธีการคือ คำแต่ละคำสามารถแตกออกเป็นหลายองค์ประกอบทางความหมาย

                   ๒) วิธีการจัดจำพวกแบบชาวบ้าน มักใช้กับคำ หรือชื่อเรียกที่ซ้อนเป็นลำดับชั้น

       ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ความคิด และโลกทัศน์ เพื่ออธิบายความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษย์  ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ความคิด และโลกทัศน์ ตามแนวทางการศึกษาแนวคติชน เพราะเป็นการศึกษาข้อมูลทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชาวชนบทผ่านเพลงลูกทุ่ง ดังปรากฏในผลงานที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้

        จันทศรี สุตโต ได้ทำการศึกษา “วิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมที่ปรากฏ ในเพลงลูกทุ่งระหว่างปี ๒๕๔๓ – ๒๕๔๔” ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการรวบรวมเพลงลูกทุ่งที่ตีพิมพ์ในหนังสือเพลงลูกทุ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่ระหว่างปี ๒๕๔๓ – ๒๕๔๔ โดยคัดเลือกเพลงจากนักร้องที่เป็นที่รู้จักของประชาชนและเนื้อหาของเพลงปรากฏภาพสะท้อนสังคม จำนวนทั้งสิ้น ๑๗๖ เพลง ผู้วิจัยได้แยกวิเคราะห์เนื้อหาโดยแบ่งเป็น ๒ ส่วนหลัก คือ ภาพสังคมเมืองและภาพสังคมชนบท โดยสามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

        ๑. ภาพสะท้อนสังคมเมือง เป็นสังคมที่เป็นศูนย์กลางความเจริญ สภาพครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว คนในสังคมพึ่งพาอาศัยกันน้อย จากบทเพลงสามารถมองเห็นภาพสะท้อนสังคมเมืองด้านต่างๆ ดังนี้

               ๑.๑ สภาพทั่วไปของสังคมเมือง มีทั้งสิ้น ๔ ประเด็น คือ

                     ๑.๑.๑ สภาพเศรษฐกิจ ภาพเศรษฐกิจหลังรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สินค้าราคาแพงขึ้น ธุรกิจต่างๆ ต้องประสบภาวะขาดทุน บางบริษัทปลด หรือเลิกจ้างพนักงาน ทำให้ลูกจ้างอยู่ในสภาวะว่างงาน

                     ๑.๑.๒ สถาบันทางสังคม ปรากฏในเพลงมี ๒ สถาบัน คือ

                              ๑) สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันระดับสูงที่คนไทยให้การยกย่องเทิดพระองค์ไว้เหนือหัว ทรงเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทยทั้งชาติ

                              ๒) สถาบันครอบครัว สะท้อนในเรื่องดังนี้

                                  (๑) การเลือกคู่ครอง หนุ่มสาวเลือกคู่ครองให้ตนเอง ฝ่ายหญิงต้องการฝ่ายชายที่เป็นโสด เป็นคนจริงใจ

                                  (๒) สภาพครอบครัว ฝ่ายหญิงสามารถเป็นผู้นำครอบครัวเท่าเทียมฝ่ายชาย

                      ๑.๑.๓ วิถีชีวิต คนชนบทหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเพราะเมืองเป็นศูนย์กลางความเจริญ ความทันสมัยของเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคมเมือง ทั้งโทรศัพท์มือถือ สื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ การโฆษณา มีอิทธิพลต่อคนในสังคมเมือง

                      ๑.๑.๔ ค่านิยม พบว่าคนในสังคมเมืองนิยมวัตถุสิ่งของมีค่า นิยมสวมเสื้อผ้า เครื่องประดับที่มีราคาแพง เพื่อแสดงความมีฐานะทางเศรษฐกิจดี นิยมพักผ่อนเดินตามศูนย์การค้า เพื่อแสดงความเป็นผู้ทันสมัยในสังคม เกิดค่านิยมการบริโภคอาหารต่างประเทศ การแต่งกายเลียนแบบดารา

               ๑.๒ ปัญหาของสังคมเมือง

                     ๑.๒.๑ ปัญหาที่เกี่ยวกับเยาวชน พบว่าวัยรุ่นมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ไม่ใส่ใจต่อการศึกษา วัยรุ่นหญิงไม่รักนวลสงวนตัว มั่วสุมยาเสพติด ก่อความเดือดร้อนรำคาญใจให้ผู้อื่น

                     ๑.๒.๒ ปัญหาที่เกี่ยวกับสตรี วัยรุ่นหญิงถูกล่อลวงเพื่อค้าประเวณี วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

                     ๑.๒.๓ ปัญหาครอบครัว ปัญหาก่อนสมรสพบว่าเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี ผู้ใหญ่กีดกัน ปัญหาหลังสมรสพบว่าฝ่ายชายเป็นฝ่ายทำให้ผู้หญิงต้องช้ำ จากความเจ้าชู้

                     ๑.๒.๔ ปัญหาทั่วไป คนในสังคมมีค่านิยมเกี่ยวกับวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ หวังผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม จึงเกิดการเห็นแก่ตัว

 

       ๒. ภาพสะท้อนสังคมชนบท เป็นสังคมในลักษณะการร่วมตัวของประชากรอย่างเหนียวแน่น ครอบครัวมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย สมาชิกในสังคมมีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ จากบทเพลงสามารถมองเห็นภาพสะท้อนสังคมชนบทด้นต่างๆ ดังนี้

             ๒.๑ สภาพทั่วไปของสังคมชนบท มีทั้งสิ้น ๔ ประเด็น คือ

                    ๒.๑.๑ สภาพเศรษฐกิจ พบว่าสังคมชนบทประชาชนมีรายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้า อากาศ ขึ้นอยู่กับราคาพืชผลทางการเกษตร และการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว

                     ๒.๑.๒ สถาบันทางสังคม พบในเพลงลูกทุ่งที่สะท้อนสังคมชนบท ๓ สถาบันหลัก คือ

                                ๑) สถาบันพระมหากษัตริย์  โครงการต่างๆ ขอพระองค์ยังประโยชน์แก่ประชาชนในชนบท ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

                                 ๒) สถาบันครอบครัว แบ่งเป็น ๒ ประเด็น คือ

                                      (๑) ความรักและการเลือกคู่ครอง การเลือกคู่ครองในสังคมไทยแต่เดิมจะเลือกตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ชายหญิงนิยมรักเดียวใจเดียว มีความรักยืนยาวจนแก่เฒ่า

                                      (๒) สภาพครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในครอบครัว ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะช่วยกันกันฝ่าฟันอุปสรรคช่วยกันประกอบอาชีพไม่ทิ้งภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องลำบาก

                                  ๓) สถาบันศาสนา สังคมชนบทยังคงยึดมั่นในศาสนา นิยมให้ลูกผู้ชายบวชก่อนแต่งานเมื่ออายุครบบวช

                    ๒.๑.๓ วิถีชีวิต พบว่าการดำเนินชีวิตระหว่างคนรวยกับคนจนไม่ต่างกันมากนัก คนในสังคมมีความสามัคคีกันเมื่อบ้านใดมีงานก็จะไปช่วยกัน ประชาชนในชนบทให้ความสนใจกับเรื่องของผู้อื่น สังคมชนบทยังคงยึดมั่นประเพณี เทศกาล และศาสนา อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพดั้งเดิมของไทย

                    ๒.๑.๔ ค่านิยม คนในสังคมชนบทมีค่านิยมทางวัตถุ ในเรื่องการหมั้นหมายด้วยเครื่องประดับ มีความน้อยเนื้อต่ำใจว่าตนเองต่ำต้อยยากจนมีโอกาสในการศึกษาน้อย

                    ๒.๑.๕ การปกครอง การปกครองระดับท้องถิ่น มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นผู้ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดเมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนก็สามารถพบได้ตลอดเวลา

 

       ๒.๒ ปัญหาของสังคมชนบท แบ่งเป็น ๓ ลักษณะ คือ

                    ๒.๒.๑ ปัญหาที่เกี่ยวกับเยาวชน พ่อแม่ที่มีฐานะส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในเมือง จึงพบกับความเย้ายวนต่างๆ ทำให้เยาวชนลุ่มหลงในสิ่งเย้ายวน ไม่ใส่ใจต่อการเรียน

                    ๒.๒.๒ ปัญหาครอบครัว เกิดจากคนที่เข้าแทรกในเรื่องของครอบครัวเพราะในชนบทมีความสนใจเรื่องของผู้อื่น

                    ๒.๒.๓ ปัญหาทั่วไป ยาเสพติดระบาดไปทั่วเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นมีความเป็นห่วงช่วยกันดูแล ความยากจนทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรคความรัก บางท้องถิ่นพ่อแม่ขายลูกสาว เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ปัญหาจากธรรมชาติ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การประกอบอาชีพไม่ได้ผล

       จากการศึกษางานวิจัยเรื่องวิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมที่ปรากฏ ในเพลงลูกทุ่งระหว่างปี ๒๕๓๔ – ๒๕๔๔ สามารถอภิปรายผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมได้ดังนี้ งานวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมในลักษณะที่ภาษาเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรม โดยที่ผู้วิจัยได้รวบรวมเนื้อหาของเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ โดยใช้ภาษาถิ่นภาคกลาง ภาษาถิ่นอีสาน และภาษาถิ่นใต้ บางเพลงเป็นภาษาถิ่นแต่สามารถเข้าใจความหมายได้ ใช้ภาษาเข้าใจง่าย ไม่สลับซับซ้อนมากนัก สมารถมองเห็นสภาพสังคมและความเป็นไปของผู้คนทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบทได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมกันในประเด็นต่อไปนี้เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่จะสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบทไทยทั้งที่อยู่ในเมืองและอยู่ในหมู่บ้าน

       จันทศรี สุตโต (๒๕๔๖ : ๒)ได้ยกตัวอย่างว่ากระแสเทคโนโลยีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นแรงบันดาลใจให้นักแต่เพลงอาศัยเหตุการณ์ดังกล่าวมาแต่งเป็นเพลง ดังเพลงรักคุณ ดอทคอม ที่ขับร้องโดย รุ่ง สุริยาดังเนื้อเพลงที่ว่า

ดอทคอม นะจ๊ะ ดอทคอม (เฮ่ยย่ะ เฮ่ยย่ะ)

ดอทคอม นะจ๊ะ ดอทคอม

อยากบอกรักคุณ รักคุณรู้ไหม (ซ้ำ)

ส่งใจถึงใจไปในระบบดอทคอม

คลิกใจส่งไปทุกวันหวังว่าแจ่มจันทร์จะนั่งอยู่หน้าคอม             

 

       ดังนั้นภาษาในบทเพลงสะท้อนขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม การดำรงชีวิต คุณภาพชีวิตของคน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองอย่างดี เพราะว่าเวลาเกิดสถานการณ์อะไรก็ตามในประเทศ เพลงลูกทุ่งก็จะออกมาใหม่ทันสมัยกับข่าวนั้นทันทีราวกับเป็นสมุดบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้น เนื้อร้องเพลงลูกทุ่งใช้ภาษาง่าย ร้องตามได้ง่ายฟังแล้วไม่ต้องแปลความหมาย

 

 

บรรณานุกรม 

 

จันทศรี สุตโต. (๒๕๔๖). วิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมที่ปรากฏในเพลงลูกทุ่ง

       ระหว่างปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

       ศรีนครินทรวิโรฒ.

ไพบูลย์ ช่างเรียน. (๒๕๓๒). วัฒนธรรมการบริหาร. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์.

ภาวัฒน์ พันธุ์ แพ. (๒๕๕๐). การจัดการมิติต่างๆ ทางวัฒนธรรม. เชียงใหม่ : ภาค

       การจัดการคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ.

วราคม ทีสุกะ. (๒๕๓๔). มนุษย์กับสังคม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย

       ศรีนครินทรวิโรฒ.

วิมล วิโรจพันธุ์,ประชด สกุณะพัฒน์,กนิษฐา เชยสวงค์. (๒๕๕๑). มรดกทาง

       วัฒนธรรม “ภาคกลางและภาคตะวันออก”. กรุงเทพฯ : แสงดาว. 

อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (๒๕๔๘). ภาษาในสังคมไทย ความหลากหลาย

       การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา.(พิมพ์ครั้งที่ ๔). กรุงเทพ : โรงพิมพ์แห่ง

       จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เอกพงศ์ ประสงค์เงิน. (๒๕๔๘). ภาษากับวัฒนธรรม. ชลบุรี : คณะมนุษยศาสตร์

       และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.