บทที่ 1

บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า

การสื่อสารกับภาษาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสื่อความเข้าใจของมนุษย์และเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนในสังคมจำเป็นต้องสื่อความเข้าใจในการส่งข่าวสารแต่ละครั้งผู้ที่จะส่งข่าวสารจึงมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาษาในการสื่อสารหรือสื่อความหมาย

สังคม คือ กลุ่มคนที่อยู่รวมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นภายในกฎเกณฑ์หรือระเบียบเดียวกัน ระเบียบแบบแผนในการดำเนินชีวิตเป็นของตนเอง ปฏิบัติหน้าที่และแสดงบทบาทเพื่อสังคมดำรงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวมั่นคงถาวรและเจริญก้าวหน้า

มนุษย์จำเป็นต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การเป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์นั้นมิได้มีมาแต่กำเนิด แต่เกิด จากการที่มนุษย์ได้เป็นสมาชิกของสังคม ทำให้มนุษย์เรียนรู้แบบแผนต่าง ๆ โดยเฉพาะสังคมมนุษย์คือ ครอบครัว ความรู้จากแบบแผนมนุษย์ รุ่นก่อนจากสภาพแวดล้อมครอบครัว จากสถาบันที่ตนได้สัมผัส สิ่งเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพล และมีส่วนทำให้มนุษย์ที่สมบรูณ์สามารถยังชีพอยู่สังคมได้อย่างมั่นคง

 

วัตถุประสงค์

1.เพื่อต้องการทราบการใช้ภาษาสื่อสารในสังคมไทยให้ถูกต้อง

2.เพื่อที่จะใช้ภาษาในการสื่อสารให้ถูกอักขรวิธี

3.เพื่อต้องการให้สื่อมวลชนทราบถึงบทบาทหน้าที่ในการสื่อสารให้ถูกต้อง

 

ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า

ขอบเขตด้านเนื้อหา

1.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสื่อสารกับภาษา

2.ความสำคัญของการสื่อสาร

3.การใช้ภาษาให้ถูกอักขรวิธี

4.ภาษาไทยในสังคมไทย

วิธีการศึกษาค้นคว้า

1.เลือกเรื่องที่จะศึกษา

2.ตั้งชื่อเรื่อง

3.กำหนดขอบเขตของเรื่อง

4.วางโครงเรื่อง

5.ค้นคว้า หาข้อมูล

6.เรียบเรียง

7.ตรวจสอบ

8.เขียน / พิมพ์

9.ส่งรายงาน

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาค้นคว้า

1.ได้เรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อสารให้ถูกต้อง

2.ได้รับแนวทางการใช้ภาษาในสังคมไทย

3.ได้รู้ถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ดี

4.ได้รู้และเข้าใจความหมายของภาษาในการสื่อสารถูกอักขรวิธี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 2

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

ความรู้ทั่วไปเกี้ยวกับการสื่อสารกับภาษา

ความหมายของภาษา

ภาษาคือระบบการสื่อสารอย่างมีความหมายของมนุษย์ อาจสื่อสารด้วยท่าทาง เครื่องหมาย เสียงพูด งานเขียน หรือด้วยตัวกลางอื่น ๆ ก็ได้ เสียงทุกเสียงที่มนุษย์ทำไม่เป็นภาษาทั้งหมด มีเสียงชุดหนึ่งเท่านั้นที่จะมีความหมายในภาษาหนึ่ง ๆ เสียงที่มีความหมายในภาษานี้ เรียกว่า ระบบเสียง การออกเสียงแต่ละครั้ง เรียกว่า “พยางค์” ถ้าหากการออก

เสียงนั้นมีความหมายก็จะเรียกพยางค์นั้นว่า“ คำ” คำอาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เมื่อนำคำมาเรียงกันตามหลักการที่ตกลงหรือเข้าใจกันในภาษาใดภาษาหนึ่งก็จะเกิดเป็นกลุ่มคำ เป็นประโยค ซึ่งยืดยาวซับซ้อนขึ้นเพื่อใช้สื่อสารสาระที่กว้างขวางลึกซึ้งหรือแสดงความรู้สึกได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ความหมายของ ภาษา อาจแยกได้เป็นความหมายโดยอรรถและความหมายโดยปริยายดังนี้

ความหมายโดยอรรถ ภาษา หมายถึง

1. เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารความรู้ ความคิด ความต้องการของมนุษย์เครื่องมือดังกล่าวอาจได้แก่ เสียงพูด เสียงสัญญาณต่างๆ รูปภาพ แผนภูมิ ตัวอักษร ท่าทาง ฯลฯ การใช้เครื่องมือดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงในกลุ่มชนซึ่งผู้ใช้จะต้องเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจกันได้

2. การติดต่อ การสื่อความรู้สึก ในหมู่สัตว์ด้วยกัน ได้แก่ การใช้เสียง ท่าทาง ฯลฯ

3. วิชาการแขนงหนึ่ง ว่าด้วยการศึกษาภาษาในแง่มุมต่างๆ กัน เช่น ศึกษาเพื่อให้มีทักษะ มีความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน หรือศึกษาเพื่อรู้ระเบียบโครงสร้างของภาษา ฯลฯ

ความหมายโดยปริยาย เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ภาษา อาจหมายถึง

1. ความรู้ ความเข้าใจ ความมีทักษะในการ ฟัง พูด อ่าน เขียน

2. กลุ่มชน เผ่า หรือชนชาติ

3. ระเบียบ แบบแผน แบบอย่าง

อาจกล่าวโดยสรุปว่า “ ภาษา ” หมายถึง เครื่องมือในการสื่อความหมายซึ่งใช้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการของตนให้ผู้อื่นทราบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด ถ้อยคำ กิริยาอาการ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ

 

ลักษณะทั่วไปของภาษา

1.ภาษาเป็นเสียงที่มีความหมาย คำจำกัดความนี้ถือว่า ภาษาพูดเท่านั้นที่เป็นภาษา ภาษาเขียนเป็นพียงตัวแทนของภาษาพูด เสียงที่มีความหมายในภาษาหนึ่งอาจเป็นเสียงที่ไม่มีความหมายในภาษาอื่นก็ได้

2.ภาษามีระบบกฎเกณฑ์แน่นอน เช่นการเรียงลำดับเสียง หรือลำดับคำ เสียงที่ใช้สื่อความหมายจะมีอยู่จำกัด และมีขอบเขตการนำมาใช้ที่แน่นอน เช่น เสียงควบกล้ำในภาษาไทย จะมีเฉพาะเมื่อเป็นพยัญชนะต้นเท่านั้นจะเกิดท้ายคำไม่ได้ ภาษาจะมีลักษณะเป็นระบบซ้อนระบบคือ  ระบบเสียง ไวยากรณ์ และความหมาย จะใช้ควบคู่ซ้อนกันไปในขณะเดียวกัน ระบบของการสื่อความหมายนั้นนับว่าสำคัญมากในการเรียนภาษาเพราะบางครั้งเราอาจรู้จักเสียง และความหมายของคำทุกคำในประโยค แต่ไม่สามารถเข้าใจประโยคทั้งประโยคได้ เพราะเราใช้ระบบการสื่อความหมายที่ไม่ตรงกับเจ้าของภาษา

3.ภาษามีลักษณะที่อธิบายเหตุผลไม่ได้ จึงทำนายหรือให้เหตุผลไม่ได้ว่าทำไมจึงเรียกสิ่งนั้นว่าอย่างนั้น ในขณะที่ภาษาอื่นเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น คำที่เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาตินั้นอาจมีคล้ายกันบ้าง แต่มีเป็นจำนวนน้อย

4.ภาษามีลักษณะเป็นสังคม ภาษาจะมีผู้ใช้เป็นวัฒนธรรมร่วมกันอยู่ภายในกลุ่มของตน แต่ละคนอาจใช้คำพูดแตกต่างกัน สำเนียงและการออกเสียงบางเสียงแตกต่างกันไปเล็กๆน้อยๆ แต่ก็จะมีขอบเขตอยู่ในระบบเดียวกัน เป็นที่ยอมรับในหมู่เดียวกัน เด็กจะถ่ายทอดภาษาจากผู้คนที่แวดล้อมตนอยู่ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีเชื้อชาติใดมาก่อน

5.ภาษามีลักษณะสร้างสรรค์ในตัวของมันเอง มีความเจริญงอกงามอยู่ไม่รู้จบ จากจำนวนเสียงที่มีจำกัดผู้พูดอาจผลิตคำพูดได้ไม่รู้จบ และผู้ฟังก็ย่อมเข้าใจคำพูดใหม่ๆนั้นอยู่เสมอ ในข้อนี้นักภาษาบางคนก็กล่าวว่าภาษามีเงื่อนไข การจะเข้าใจความหมายของคำแต่ละคำให้ตรงกันได้นั้นอยู่ที่การวางเงื่อนไข

 

ธรรมชาติของภาษา

ภาษาคือเครื่องมือสื่อความเข้าใจ ภาษาตามความหมายอย่างกว้างคือการสื่อความหมายโดยมีระบบกฎเกณฑ์ที่เข้าใจกัน 2 ฝ่ายระหว่างมนุษย์หรือระหว่างสัตว์ก็ได้จะใช้เสียง ท่าทาง หรือสัญลักษณ์อื่นใดก็ได้ ฉะนั้นจึงมีภาษาคน ภาษาสัตว์ ภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาใบ้ เป็นต้น ส่วนภาษาตามความหมายอย่างแคบนั้นคือถ้อยคำ ที่มนุษย์ใช้พูดสื่อความหมายกันบางภาษามีตัวอักษรถ่ายทอดเสียงจึงเรียกว่าภาษาเขียน

 

ภาษาของมนุษย์ทั่วไปมีลักษณะร่วมกันที่สำคัญมี 4 ประการ ดังนี้

1. ใช้เสียงสื่อความหมาย บางภาษามีตัวอักษรเป็นเครื่องถ่ายเสียง ภาษาคือเครื่องมือที่สื่อความเข้าใจ มีดังนี้

- เสียงสัมพันธ์กับความหมาย คำ ไทยบางคำ อาศัยเลียนเสียงธรรมชาติและเสียงสัตว์ เช่น โครม เพล้ง  ปังกริ๊ง หวูด ออด ตุ๊กๆ กา แมว จิ้งจก อึ่งอ่าง ตุ๊กแก

- เสียงไม่สัมพันธ์กับความหมาย คือ การตกลงกันของกลุ่มแต่ละกลุ่มว่าจะใช้คำ ใดตรงกับความหมายนั้นๆฉะนั้นแต่ละชาติจึงใช้คำ ไม่เหมือนกันส่วนมากเสียงกับความหมายไม่สัมพันธ์กัน ถ้าเสียงกับความหมายสัมพันธ์กันทั้งหมดแล้วคนต่างชาติต่างภาษาก็จะใช้คำ ตรงกัน

2. ภาษาประกอบกันจากหน่วยเล็กเป็นหน่วยใหญ่ เช่น เสียง (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์) คำ ประโยคข้อความเรื่องราว ภาษาแต่ละภาษามีคำ จำนวนจำ กัดแต่สามารถประกอบกันขึ้นโดยไม่จำ กัดจำนวน เช่น มีคำ ว่า ใคร ใช้ ให้ ไป หาสามารถสร้างเป็นประโยคได้หลายประโยคและต่อประโยคให้ยาวออกไปได้เรื่อยๆ

3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุดังนี้

- การพูดจาในชีวิตประจำ วัน เสียงอาจกลายหรือกร่อนไป เช่น อย่างไร เป็นยังไง อันหนึ่ง เป็นอนึ่ง เป็นต้น

- อิทธิพลของภาษาอื่น เช่น ภาษาอังกฤษ มักมีคำ ที่ไม่กะทัดรัด เช่น คำ ว่า ได้รับ ต่อการ นำ มาซึ่ง พร้อมกับสำหรับ มัน ในความคิด สั่งเข้า ส่งออก ใช้ชีวิต ไม่มีลักษณะนาม เช่น เขาได้รับความพอใจ, เลขข้อนี้ง่ายต่อการคิด, ความเพียรจะนำ มาซึ่งความสำเร็จ, นักกีฬากลับมาพร้อมกับชัยชนะ, สำ หรับข้าพเจ้าไม่ขอแสดงความเห็น, มันเป็นการง่ายที่จะกล่าวเช่นนั้น, ประเทศไทยสั่งเข้านํ้ามันปีละหลายหมื่นล้านบาท, เขาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่,สามผู้ร้ายบุกปล้นธนาคาร

- ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น คนไทยไปเติบโตที่ต่างประเทศกลับมาเมืองไทยพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด เป็นต้น

- การเรียนภาษาของเด็ก

4. ภาษาต่างๆ มีลักษณะที่ต่างและเหมือนกันที่ต่างกันคือ การใช้คำ เสียง ลักษณะนาม ไวยากรณ์ การเรียงคำที่เหมือนกันคือ

- ใช้เสียงสื่อความหมายกัน

- มีวิธีสร้างศัพท์ใหม่ เช่น เอาคำ เดิมมารวมกันเป็นคำ ประสม เป็นต้น

- มีสำนวน

- มีชนิดของคำ เช่น คำ นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ เป็นต้น

- มีการขยายประโยคให้ยาวออกไปได้เรื่อยๆ

- มีประโยคบอกเจตนาคล้ายกัน เช่น แจ้งให้ทราบ ถามให้ตอบ หรือสั่งให้ทำ

- มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาความสำคัญของภาษา

ภาษา คือ เครื่องสื่อความเข้าใจของมนุษย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นและพัฒนาไปพร้อมกับมนุษย์

1. ประโยชน์ของภาษาที่มีต่อมนุษย์ คือ

- ช่วยธำรงสังคม เช่น คำ ทักทายปราศรัยแสดงไมตรีต่อกัน หรือใช้เป็นกฎระเบียบของสังคม

- ช่วยแสดงปัจเจกบุคคล คือ แสดงลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น นํ้าเสียง ลายมือ รสนิยมอารมณ์

- ช่วยพัฒนามนุษย์ เช่น สามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิดและประสบการณ์ให้แก่กันได้

- ช่วยกำหนดอนาคต เช่น คำ สั่ง การวางแผน สัญญา คำ พิพากษา คำ พยากรณ์ การนัดหมาย

- ช่วยให้จรรโลงใจ เช่น คำ ขวัญ คำ คม คำ ผวน สำนวน ภาษิต เพลง เป็นต้น

2. อิทธิพลของภาษาที่มีต่อมนุษย์ คือ มนุษย์ไม่ได้ใช้ภาษาเป็นสัญลักษณ์อย่างเดียว แต่ยังถือว่าภาษาบางคำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลด้วย เช่น การตั้งชื่อคน มักจะมีความหมายในทางดี ชื่อต้นไม้ที่แฝงความหมายต่างๆ ไว้ด้วย เช่น ขนุน มะยม ยอ ระกำ ลั่นทม มะไฟ เป็นต้น

ความงามในภาษา

ความงามในภาษา คือ การใช้ถ้อยคำ ไพเราะสละสลวยและมีความหมายดี มีเนื้อหาที่ประทับใจ ประกอบด้วยดังนี้

1. การสรรคำ คือ การเลือกใช้ถ้อยคำ ดังนี้

2. ให้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ต้องการ

3. ให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

4. ให้เหมาะกับลักษณะของคำ ประพันธ์

5. ให้คำนึงถึงเสียงดังนี้

- เสียงธรรมชาติ (สัทพจน์)

- เล่นเสียงวรรณยุกต์

- เสียงสัมผัส

- เสียงหนักเบา

- คำพ้องเสียงและคำซํ้า

 

ประเภทของภาษา

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของมนุษย์  แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ  วัจนภาษา (ภาษาถ้อยคำ)  และอวัจนภาษา (ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ)

1.  วัจนภาษา คือ  ภาษาพูด  ภาษาเขียน  เป็นภาษาที่มีระบบระเบียบวิธีในการใช้สำนวนภาษาที่สื่อสารในชีวิตประจำวันของมนุษย์มีดังนี้

1.1 สำนวนภาษาสามัญ เป็นภาษาที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน

1.2 สำนวนภาษาการประพันธ์ มุ่งให้เกิดภาพพจน์ เกิดความสะเทือนอารมณ์ ใช้ในบทประพันธ์ร้อยแก้ว และร้อยกรอง ซึ่งบางคำ บางสำนวน ก็มีใช้ปะปนกับภาษาสามัญหรือภาษาสื่อมวลชนได้

1.3  สำนวนภาษาสื่อมวลชน  เป็นสำนวนที่เราได้พบ  ได้ยินตามข่าวทางวิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์เป็นแบบฉบับเฉพาะ  เช่น  ใช้คำว่า  เปิดเผย  แทนคำว่า  แถลงหรือชี้แจง

1.4 สำนวนภาษาใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์  เช่น  ออนไลน์  แชท  เว็บไซต์  โพสต์

2.  อวัจนภาษา  คือ  ภาษาที่ใช้สื่อความหมายโดยการใช้สีหน้า  ท่าทาง  การแต่งกาย  อาการเคลื่อนไหวมือ  แขน  นัยน์ตา  น้ำเสียง  ให้รู้ความหมายและอารมณ์ของผู้สื่อ

การสื่อสารด้วยอวัจนภาษาเป็นการสื่อสารที่มีขอบเขตกว้างมาก  อยู่นอกเหนือจากภาษาถ้อยคำ  การตีความ  แปลความ  ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจของผู้รับสาร อวัจนภาษามีประโยชน์มากมายทั้งในด้านการติดต่อสื่อสาร  การศึกษา

การงาน  เช่น  ทำให้รู้ถึงอาชีพ  ลักษณะนิสัย  ความรู้สึกนึกคิด  ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้เข้าใจความหมายของการสื่อสารได้ดี

 

 

ความสำคัญของภาษา

ภาษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใช้ระหว่างกัน และเปลี่ยนแปลงในสังคมหนึ่ง ๆ เป็นข้อตกลงของสังคมนั้นๆภาษาจึงสำคัญในแง่ที่จะศึกษาสังคมได้โดยตรง เมื่อสังคมมีภาษาที่สื่อสารได้ดี ก็ย่อมเกิดความเจริญได้ เพราะเกิดความสืบเนื่องของสติปัญญาความคิด ดังจะเห็นได้ว่า การสั่งสมความคิด การถ่ายทอดความคิด การโต้แย้ง การถกเถียง ภาษาจึงสำคัญในแง่การเป็นเครื่องมือวินิจฉัยแจกแจงให้เกิดความรู้ วิทยาการใหม่ๆ การตัดสินในกระแสความเป็นไปในสังคม รวมทั้งการถ่ายทอดไปสู่คนอื่นในเวลาเดียวกัน

- เมื่อพิจารณาในประเด็นการถ่ายทอด ภาษามีสำคัญในแง่ประวัติวัฒนธรรม อารยะธรรมของมนุษยชาติด้วย หากไม่มีภาษาก็ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ประวัติ แม้ภาษาพูดก็บันทึกประวัติได้

- ภาษาเป็นระบบการสื่อสารที่เป็นหลักในสังคม วัฒนธรรม อารยะธรรม วิทยาการ ความงามที่มนุษย์จะพึงรู้สึกได้ ในทางประวัติศาสตร์จึงถือว่าวัฒนธรรมใดที่มีลายลักษณ์อักษรบันทึกภาษา วัฒนธรรมนั้นถือเป็นวัฒนธรรมยุค ประวัติศาสตร์ หลักการนี้ก็เกิดบนพื้นฐานของภาษาเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่3

การใช้ภาษาสื่อสารในสังคมไทย

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา

ความหมายของคำว่า ภาษา

ภาษานั้นคือระบบการสื่อสารอย่างมีความหมายของมนุษย์ อาจสื่อสารด้วยท่าทาง เครื่องหมาย เสียงพูด งานเขียน หรือด้วยตัวกลางอื่น ๆ ก็ได้ เสียงทุกเสียงที่มนุษย์ทำไม่เป็นภาษาทั้งหมด มีเสียงชุดหนึ่งเท่านั้นที่จะมีความหมายในภาษาหนึ่ง ๆ เสียงที่มีความหมายในภาษานี้ เรียกว่า ระบบเสียง การออกเสียงแต่ละครั้ง เรียกว่า “พยางค์” ถ้าหากการออกเสียงนั้นมีความหมายก็จะเรียกพยางค์นั้นว่า“ คำ” คำอาจมีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้ เมื่อนำคำมาเรียงกันตามหลักการที่ตกลงหรือเข้าใจกันในภาษาใดภาษาหนึ่งก็จะเกิดเป็นกลุ่มคำ เป็นประโยค ซึ่งยืดยาวซับซ้อนขึ้นเพื่อใช้สื่อสารสาระที่กว้างขวางลึกซึ้งหรือแสดงความรู้สึกได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 การศึกษาภาษาในแนวต่าง ๆ

1. ภาษาเกิดในสังคมและเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมก็จริง แต่มิได้เปลี่ยนแปลงไปในทุกเรื่อง เพราะภาษามีระบบระเบียบที่ค่อนข้างแน่นอน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจได้เหมือนหรือใกล้เคียงกัน การเรียนรู้ภาษาหลายภาษาย่อมสำคัญต่อความสัมพันธ์การเจรจาทั้งด้านการเมือง ธุรกิจ และสังคม การที่ภาษาสามารถใช้สื่อสารให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ในสังคมได้ มนุษย์จึงเห็นว่า ภาษามีอำนาจ คำพูดที่เปล่งออกมาในบางสังคมถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

2. การศึกษาเชิงเปรียบเทียบนี้อาจเปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่างก็ได้ กรณีหลังบางทีเรียกว่า“เปรียบต่าง” อาจเปรียบเทียบกันภายในภาษาตระกูลเดียวกันหรือต่างตระกูลกันก็ได้ การเปรียบเทียบภาษาต่างตระกูลกัน จะทำให้เห็นการสื่อด้วยระบบที่ต่างกัน เป็นประโยชน์แก่การเรียนภาษาต่างประเทศ ทำให้แก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อพูดหรือเขียนภาษาต่างประเทศได้

3. การศึกษาภาษาในฐานะเป็นวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมก็ทำให้เห็นวิวัฒนาการประวัติของระบบและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมได้ ความรู้เกี่ยวแก่ธรรมชาติของภาษาตามลักษณะอันเป็นวิทยาศาสตร์นี้เรียกรวมว่า “วิชาภาษาศาสตร์” ซึ่งแยกเป็นหลายแขนง วิชาภาษาศาสตร์เป็นประโยชน์แก่การเรียนภาษา การวิจัยทางภาษา รวมไปถึงการใช้ภาษาในระบบเทคโนโลยีสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ด้วย

 

ภาษาไทยในแง่มุมต่าง ๆ

เมื่อมองภาพของภาษาในสังคมก็จะพบว่า มีภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย แต่มีอยู่ในประเทศไทยด้วย

1. ภาษากลาง ภาษาราชการ และภาษามาตรฐาน

ภาษากลางเป็นภาษาที่ใช้ในการปกครองใช้ในเอกสารที่เป็นหลักฐานบ้านเมืองกฎหมายต่างๆประกาศต่างๆ และภาษาที่ใช้ในสื่อสารมวลชน ภาษาราชการ จำเป็นต้องมีมาตรฐานเพื่อกำกับภาษาไม่ให้กลายหรือเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนเกินไปหรือเมื่อมีเหตุจำเป็นก็จะต้องบัญญัติศัพท์เพิ่มเติม เพราะวิทยาการก้าวหน้าไปมาก

ภาษามาตรฐาน ก็คือ ภาษาราชการเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้ภาษาไทยกลางเป็นภาษากลางของประเทศรัชกาลที่ 6 ทรงส่งเสริมการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง

2. ภาษากลางกับภาษาถิ่น

ภาษากลางของไทยก็เป็นภาษาถิ่นเช่นกัน หรืออาจกล่าวได้ว่าคือ ภาษาไทยภาคกลาง หรือจะกล่าวอย่างแคบที่สุด คือ ภาษาไทยกรุงเทพ อันเป็นสำเนียงที่ถือเป็นมาตรฐานภาษาถิ่นอื่น ๆ ก็มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงภาษากรุงเทพ ซึ่งอยู่ในฐานะภาษากลางด้วย เพราะมีผู้คนจากถิ่นอื่น ๆ อพยพมารวมอยู่ที่ศูนย์กลางความเจริญคือเมืองหลวง

3. ภาษา กับการเมืองและการศึกษา

ภาษา เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการสร้างชาติและสร้างชาตินิยม เมื่อพิจารณาดูประเทศหรือชาติอื่นๆจะเห็นว่าภาษามีบทบาทสำคัญทางการเมืองการปกครอง และการศึกษาอย่างมาก

  • เมื่อกล่าวโดยรวม ภาษาทุกภาษาย่อมมีระบบสื่อสารเป็นอย่างเดียวกัน แต่รายละเอียดภายในระบบอาจจะต่างกัน ดังจะได้พิจารณาโดยรวมต่อไป
  • ระบบเสียง ทุกภาษามีระบบเสียง คือ เสียงที่นำมาใช้ในภาษา
  • เสียงพยัญชนะ นั้นเปลี่ยนแปรไปตามฐานกรณ์ ลักษณะการประชิดของฐานกรณ์และการปล่อยเสียง จึงเรียกว่า “เสียงแปร”
  • ระบบคำ การออกเสียงแต่ละครั้งในภาษา เรียกว่า “พยางค์” เมื่อใดก็ตามที่เกิดมีความหมายขึ้นมา เรียกว่า “ คำ”
  • คำซ้ำ คือ การนำคำคำเดียวกันมาเรียงต่อกัน เช่น ขาวขาว
  • คำซ้อน คือ การนำคำที่ความหมายคล้ายกันมาเรียงต่อกัน อาจซ้อนเพียงคำเดียวหรือมากกว่านั้นก็ได้
  • คำประสม คือ การนำคำสองคำขึ้นไปมารวมกัน แล้วได้ความหมายถึงบางสิ่งบางอย่างเพียงอย่างเดียว เช่น คำว่า แม่ทัพชนิดของคำและหน้าที่ของคำ
  • ตามหลักภาษา มีคำหลักอยู่ประมาณ 4 ชนิด คือ คำเรียกชื่อ ได้แก่ คำนาม คำแทนชื่อ คือคำสรรพนาม คำจำนวนนับ คำลักษณะนาม คำแสดงอาการและลักษณะ คือ คำกริยา คำขยายนาม กริยา คือ คำคุณศัพท์คำเชื่อมแบบต่าง ๆ เช่น คำสันธาน คำบุพบท
  • วากยสัมพันธ์ เป็นระบบของการนำคำมาเรียงร้อยไว้ด้วยกันให้ได้ความตามที่ต้องการจะสื่อสาร
  • ในมิติประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่า ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มีกลุ่มภาษาสำคัญคือมอญ เขมร พม่า และไทย ที่มีวัฒนธรรมความเจริญจนมีอำนาจทางการเมืองอย่างเด่นชัด มีแนวโน้มว่าภาษากลาง     ภาษาราชการ จะใช้กันมากขึ้นในท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะการศึกษาซึ่งมีแผนการศึกษาแห่งชาติร่วมกันเป็นปัจจัยสำคัญ

ปัจจุบันภาษากลาง (ภาษากรุงเทพ) เป็นภาษาทั้งราชการและภาษามาตรฐานในขณะเดียวกัน

 

การใช้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

ลักษณะเฉพาะของคำ

1. คำไทยแท้ส่วนใหญ่เป็นคำโดดหรือคำพยางค์เดียว

2. คำไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเพื่อแสดงลักษณะทางไวยากรณ์ การเรียงคำผิดตำแหน่งทำให้หน้าที่และความหมายของคำเปลี่ยนไป คำบางคำมีหลายหน้าที่และหลากความหมาย

3. คำไทยมความหลากหลายในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับบุคคลและโอกาส คำไทยมีคำพ้องรูป  คำพ้องเสียง และคำพ้องความหมาย

4. คำไทยมีการสร้างคำใหม่ใช้เพิ่มเติมในรูปของคำประสม คำซ้อนคำซ้ำและมีการยืมคำจากภาษาอื่นมาใช้ในรูปแบบของคำสมาส คำสนธิ คำทับศัพท์และศัพท์บัญญัติ

5. คำไทยมีคำราชาศัพท์ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่แสดงถึงความเคารพและเทิดทูนบุคคลที่สูงด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิและชาติวุฒิ

6.คำไทยมีความหมายทั้งความหมายตรงและความหมายแฝงทำให้มีโวหารและภาพพจน์ในการสื่อความหมายที่งดงามและชัดเจนขึ้น

7.คำไทยมีลักษณะนามใช้เพื่อบอกลักษณะคน สัตว์ สิ่งของ

8.คำไทยมีลักษณะเสียงต่างกันตามรูปวรรณยุกต์ที่กำกับ ทำให้ความหมายของคำต่างกันไป

9.คำไทยมีความประณีตหลากหลายสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการ

10.คำไทยมีศักดิ์ของคำ สามารถเลือกใช้ได้ตามรูปแบบของการเขียนได้อย่างหลากหลาย

คำที่ใช้ในโอกาสทั่วไป  คำที่ใช้ในภาษาแบบแผน  คำที่ใช้แต่งคำประพันธ์  ตะวัน    ดวงอาทิตย์   สุริยะ/สุริยา/สุริโย/สุรีย์/ทินกร   เดือน/ดวงจันทร์   พระจันทร์ดวงเดือน/จันทรา  ศศิธร/แข    ตาย เสียชีวิต/ถึงแก่กรรม  ม้วย/มอดม้วย/มรณา   ลูกสาว/บุตรี  ธิดา

 

การอ่านออกเสียงคำให้ถูกต้อง

การอ่านอักษรนำ

1.ถ้าพยัญชนะต้นตัวแรกเป็นอักษรสูงหรือกลางพยัญชนะตัวตามต้องออกเสียงตามตัวพยัญชนะตัวแรก เช่น

ถนน      อ่านว่า   ถะ-หนน

ขนุน      อ่านว่า   ขะ-หนุน

อักษรสูงมี 11 ตัว   ดังนี้    ข ฃ ฉ ผ ฝ ถ ฐ ส ศ ษ ห

อักษรกลางมี 9 ตัว  ดังนี้    ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ

2. ถ้าพยัญชนะต้นตัวแรกเป็นอักษรต่ำ คำหลังอ่านตามเสียงเดิม

คณิต       อ่านว่า   คะ-นิด

ชนก       อ่านว่า   ชะนก

3. ถ้าพยัญชนะต้นตัวแรกเป็น ห นำพยัญชนะอื่น หรือ อ นำพยัญชนะ ย ให้อ่านออกเสียงเหมือนการอ่านอักษรควบไม่แท้ เช่น หมู่ หมอ ใหญ่ อย่า อยู่ อย่าง อยาก

การอ่านอักษรควบกล้ำ

-  อักษรควบแท้จะต้องอ่านออกเสียงพยัญชนะต้นทั้ง 2 ตัวพร้อมกันเช่น กราบกราน คล่องแคล้ว นิทรา ฟรี ปรับปรุง โปรดปราน

-  อักษรควบไม่แท้ เวลาอ่านออกเสียงจะอ่านพยัญชนะต้นเพียงตัวเดียว ไม่อ่านออกเสียงตัวควบกล้ำ  เช่น

แสร้ง                      (แส้ง)

เสร็จ                       (เส็ด)การอ่านคำพ้อง

คำพ้องที่มีปัญหาในการออกเสียงคือคำพ้องรูป ดังนั้นในการออกเสียงคำพ้องรูปต้องสังเกตความหมายของข้อความที่สื่อสารประกอบเพื่อจะได้อ่านออกเสียงคำพ้องรูปได้อย่างถูกต้อง เช่น เพลา ถ้าต้องการสื่อความหมายให้หมายถึงเบาลงหรือน้อยลงต้องออกเสียงเพลาแต่ถ้าต้องการสื่อความหมายให้หมายถึงเวลาต้องออกเสียง เพ-ลา

การเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง

การสื่อสารด้วยการเขียนจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สื่อสารจะต้องรู้หลักภาษาเพื่อให้เข้าใจเรื่องการใช้พยัญชนะ การใช้สระ ตัวสะกด การันต์ การผันวรรณยุกต์ เพื่อให้มีกฎเกณฑ์ในการเขียนสะกดคำให้ถูกต้องและจะต้องตรวจสอบคำที่ไม่แน่ใจว่าเขียนได้ถูกต้องหรือไม่จากพจนานุกรมทุกครั้ง เพราะคำในภาษาไทยถ้าเขียนผิดความหมายทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปนอกจากนี้ยังมีผลทำให้ผู้รับสารไม่เชื่อถือในผู้ส่งสารด้วย

 

ข้อผิดพลาดในการเขียนคำในภาษาไทย  อาจเกิดได้จากสาเหตุดังนี้

1.ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับพยัญชนะต้น พยัญชนะในภาษาไทยจะมีเสียงซ้ำกัน เช่น ส-ศ-ษ /พ-ภ / น-ณ/ ธ-ท-ฒ และมีเสียงใกล้เคียงกัน เช่น ร-ลการเขียนตามเสียงโดยไม่รู้จักคำหรือความหมายของคำนั้น จะทำให้เขียนคำผิดพลาดได้ เช่น

ภูมิใจ                     อาจเขียนผิดเป็น                  พูมิใจ

ปราณี                     อาจเขียนผิดเป็น                  ปรานี

2.ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับพยัญชนะสะกด

ตัวสะกดในภาษาไทยมี9 มาตรา คือ แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กง แม่กม แม่เกย และแม่เกอว บางมาตรา  พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดในมาตราเดียวกันได้หลายตัว เช่น

แม่กก พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดได้แก่ ก/ข/ค/ฆ

แม่กน พยัญชนะที่เป็นตัวสะกดได้คือ ญ/ณ/น/ร/ล/ฬ

3.ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สระ

การใช้สระในคำดั้งเดิมในภาไทยจะออกเสียงตรงกับสระที่ประสม ยกเว้นสระบางเสียงที่เขียนได้หลาย     แบบ อาจจะทำให้เกิดความสับสนในการสะกดคำได้เช่น

การประวิสาชนย์หรือไม่ประวิสรรชนีย์ ในคำว่า ตะโกน กระโถน กระทะ กนก ตลก ตลอด

การเขียนคำที่ออกเสียง อำ/อัม เช่น จำรัส ดำรง อัมพร คัมภีร์ ปั๊ม

การเขียนคำที่ประสมสระ ใอ/ไอ/อัย/ไอย เช่น หลงใหล น้ำไหล ฝักใฝ่ ลำไย ชัย อะไหล่ เจียระไน

4.ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายการันต์หรือทัณฑฆาต

เครื่องหมายการันต์หรือทัณฑฆาตเป็นการส่งเครื่องหมายกำกับเสียงเพื่อไม่ให้ออกเสียงพยัญชนะ หรือสระที่มีเครื่องหมายการันต์ กำกับอยู่ความผิดพลาดอาจเกิดจากการใช้หรือไม่ใช้เครื่องหมายการันต์รวมถึงการใช้พยัญชนะที่เป็นตัวการันต์ผิด เช่น

เลือกสรร               อาจเขียนผิดเป็น                  เลือกสรร

สร้างสรรค์            อาจเขียนผิดเป็น                  สร้างสรรค์

กษัตริย์                   อาจเขียนผิดเป็น                 กษัตรีย์

5. ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้วรรณยุกต์

การใช้วรรณยุกต์กำกับเสียงผิดมักพบในคำยืมจากภาษาอื่นและคำเลียนเสียงทั้งนี้เนื่องจากพยัญชนะบางตัวเมื่อผันวรรณยุกต์แล้วเสียงจะไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์เมื่อเทียบตามเสียงที่ปรากฏจึงทำให้เขียนรูปวรรณยุกต์ผิดเป็น เช่น

นะคะ                    เขียนผิดเป็น นะค่ะ            เพราะเทียบเสียงผิด

เจี๊ยวจ๊าว                 เขียนผิดเป็น เจี้ยวจ้าว         เพราะเทียบเสียงผิด

 

หลักการเขียนสะกดคำให้ถูกต้อง

ในการเขียนคำที่ใช้ในภาษาไทยทั้งที่เป็นคำไทยแท้และคำที่ยืมมาจากภาษาอื่นมีข้อสังเกตและจดจำเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการเขียนดังนี้

1.หลักการประวิสรรชนีย์ใยภาษาไทย

-คำที่ขึ้นต้นด้วยกระ/กะ ในภาษาไทยให้ประวิสรรชนีย์ เช่น กระเช้า กระเซ้า กระแส กระโปรง กระทรวง กระทะ กระพริบ กะปิ เป็นต้น

2.คำที่เป็นคำประสมที่คำหน้าก่อนเป็นเสียง อะ ให้ประวิสรรชนีย์

-เช่น ตาวัน เป็น ตะวัน ฉันนั้น เป็น ฉะนั้น ฉันนี้ เป็นฉะนี้ หมากม่วง เป็น มะม่วง สาวใภ้ เป็น สะใภ้ วับวับ เป็น วะวับ เรื่อยเรื่อย เป็น ระเรื่อย เป็นต้น

3.คำที่ยืมมาจากภาษาบาลี สันสกฤต ตัวท้ายที่ออกเสียง อะ ต้องประวิสรรชนีย์ เช่นศิลปะ มรณะ สาธารณะ วาระ เป็นต้น

4.คำที่ยืมมาจากภาษาชวา ถ้าออกเสียง อะ ต้องประวิสรรชนีย์ เช่น กะหมังกุหนิง ระเด่น ระตู มะงุมมะงาหรา เป็นต้น

5.คำที่พยัญชนะต้น ออกเสียง อะ แต่ไม่ใช่อักษรนำ ต้องประวิสรรชณีย์ เช่น ขะมุกขะมอม ขะมักเขม้น ทะเล่อทะล่า เป็นต้น

 

การใช้คำและสำนวนในการสื่อสารให้ถูกต้อง

คำแต่ละคำในภาษาไทยจะมีความหมายเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งความหมายตามตัว ความหมายแฝง ความหมายนัยตรง และความหมายนัยประหวัดนอกจากนี้ยังมีความหมายเทียบเคียงกับคำอื่นในลักษณะของคำที่มีความหมายแคบกว้างต่างกัน ความหมายคล้ายกัน ความหมายตรงข้ามกัน และคำหลายความหมายหลายหน้าที่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ความหมายนัยตรงความหมายนัยประหวัด

ขาว         หมายถึง สีขาว                                                    ขาว หมายถึง บริสุทธิ์

เสือ         หมายถึง สัตว์ชนิดหนึ่ง                                    เสือ หมายถึง โจร

กา           หมายถึง นกชนิดหน