การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม


การอ่านพิจารณาคุณค่าวรรณกรรม
1.ลักษณะของวรรณกรรม
วรรณกรรมสามารถแบ่งตามลักษณะเนื้อหาดังนี้
1.บันเทิงคดี
บันเทิงคดีหมายถึงหนังสือที่มุ่งให้ความบันเทิงเป็นหลัก แต่ก็มีสาระแทรกอยู่
หนังสือประเภทนี้จะประกอบด้วย เหตุการณ์ โครงเรื่อง บุคคล สารัตถะ สถานที่(ฉาก) เวลา
ตัวละคร หนังสือที่จัดอยู่ในประเภทบันเทิงคดี เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น เป็นต้น
2.สารคดี
สารคดีหมายถึงหนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ให้ความรู้ ความคิด และอาจให้ความ
บันเทิง ส่งเสริมภูมิปัญญาไปด้วย โดยอาจจะอยู่ในรูปของบทความ บทวิจารณ์ ความทรงจำ
จดหมาย บันทึก ปาฐกถา หรือบทสัมภาษณ์
วรรณกรรมปะเภทต่างๆที่ควรศึกษาดังนี้
1.เรื่องสั้น
เรื่องสั้น เป็นวรรณกรรมที่ได้แบบอย่างมาจากปะเทศแถบตะวันตก การเขียนเรื่องสั้นเริ่มในปลายรัชการที่5 และได้รับความนิยมมากในสมันรัชการที่6 เพราะคนไทยที่ไปศึกษาในประเทศอเมริกาและยุโรปได้นำแบบอย่างการเขียนเรื่องสั้นเมาเผยแพร่ โดยระยะแรกๆ ได้ดัดแปลงจากเรื่องของนักเขียนต่างประเทศเช่น เรื่อง“สร้อยคอที่หายไป”ต่อมาได้เขียนเรื่องสั้นๆแบบไทยเช่น เรื่อง“คุณยายเพิ้ง” ของเขียวหวาน เรื่อง “หางแมว” ของ น.ส.ม. เป็นต้น โดยเฉพาะมีกานนำเรื่องสั้นมาลงพิมพ์ในหนังสือลักวิทยา ทวีปญญา ทำให้เรื่องสั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
และด้วยเหตูที่เราได้แบบอย่างมาจากต่างประเทศ เราจึงควรศึกษารูปแบบ ละวิธีการเขียน
ลักษณะของเรื่องสั้น
1. ใช้ตังละครน้อย หรืออาจเป็นเรื่องเล่า
2. ตัวละครอาจสมมุติจากสัตว์ ต้นไม้ สิ่งของให้มีชีวิตพูดได้
3. เหตุการณ์ในเรื่องไม่ควรมีบ่อยครั้งนัก
4. ความยาวของเรื่องอยู่ระหว่าง 1,000 ถึง 10,000 คำ หรือ ขนาดยาว 2,000 – 12,000 คำ
5. มีแนวคิดสำคัญเพียงอย่างเดียวให้ผู้อ่านประทับใจ

6. มีความสมจริง เช่น จะพูดในอารมณ์โกรธอย่างไรให้เหมาะสม
7. ใช้บทสนทนาสั้น ๆ แทนคำบรรยาย บอกนิสัยของตัวละคร
8. ฉากใช้น้อย บางทีใช้ฉากเดียวจนจบก็มี
9. ใช้เวลาอ่านน้อย ( ถ้าเป็นเรื่องสั้นขนาดสั้น )
10. ใช้เวลาอ่านจบเรื่องเป็นตอน ๆ ก็ได้ ( ถ้าเป็นเรื่องสั้นหลายตอนจบ )
ปัจจุบันมีผู้นิยมอ่านเรื่องสั้นกันมาก เพราะใช้เวลาน้อย ไม่ต้องคิดมาก ใช้คำพูดสั้น ๆ เข้าใจง่าย สรุปเรื่องได้เอง และให้ข้อคิดเดียวในเรื่อง การอ่านเรื่องสั้นเหมาะสำหรับผู้มีเวลาว่างน้อย ผู้ใช้เวลาเดินทางไกลบ่อย ๆ และยังคลายเครียด เพลิดเพลินกับการอ่านได้ในทุกแห่ง เพราะรูปเล่มไม่ใหญ่นักพกพาได้สะดวก นิยมทำรูปเล่มเป็นฉบับกระเป๋า ( Pock Book )
1.2 นวนิยาย
นวนิยาย เป็นวรรณกรรมประเภทบันเทิงคดี ที่ได้แบบอย่างมาจากประเทศแถบตะวันตกเหมือนเรื่องสั้น แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง เป็นร้อยแก้ว มีขนาดยาวกว่าเรื่องสั้น มีโครงเรื่องที่เป็นระเบียบ
นวนิยายในประเทศไทย เริ่มมีปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพระยาสุรินทราชา ( นกยูง วิเศษกุล ) ใช้นามปากกาว่า “แม่วัน” เขียนนวนิยายเรื่อง “ความพยาบาท” โดยแปลจากเรื่อง “เวนเดดต้า” ของมารี คอเรลลี ลงพิมพ์ในหนังสือ ลักวิทยา มีผู้นิยมอ่านกันมาก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นจุดที่เริ่มต้นของการเขียนนวนิยายในประเทศไทย ต่อมาหลวงวิลาศปริวัตรได้เขียนเรื่อง “ ความไม่พยาบาท” เพื่อให้เข้าคู่กับเรื่องความไม่พยาบาท เป็นนวนิยายที่ผูกโครงเรื่องขึ้นเอง การเขียนนวนิยาย โดยผูกโครงเรื่องขึ้นเองจึงได้แพร่หลาย และส่วนใหญ่เขียนลงหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนก่อนแล้วจึงรวมพิมพ์เป็นเล่ม
ลักษณะของนวนิยาย
1. เนื้อหาและแนวคิดของเรื่อง สะท้อนชีวิตจริงและสลับซับซ้อนมาก
2. โครงเรื่อง การผูกโครงเรื่อง อาจนำผลขึ้นก่อนแล้วเล่าเหตุตามมา
3. การดำเนินเรื่อง จะเป็นกลวิธีที่เป็นเอกลักษญ์ของผู้เขียนเอง
4. ฉาก ตัวละคร มีหลายแก มีตัวละครมากกว่าเรื่องสั้น
5. บทสนทนา มีบทสนทนาที่เหมาะกับบุคลิกของตัวละคร
6. การใช้ภาษา มีการใช้ภาษาให้ตรงตำแหน่ง บทบาท อาจใช้ภาษาปกติได้
7. นำคติ แง่คิด ความไม่แน่นอนของชีวิตใส่ลงในเรื่องให้สมจริง
8. การจบเรื่อง อาจจบด้วยความสุข หรือความเศร้าก็ได้
9. มีการทิ้งให้ผู้อ่านคิดต่อ ในบางเรื่องจะไม่จบแต่ให้คิดต่อเอง

1.3สารคดีและบทความ
สารคดี มีความหมายโดยรวม คือ หนังสือที่มีเนื้อหาสาระ ที่ให้ความรู้ ความคิด และให้ความเพลิดเพลินในการอ่าน แบ่งเป็นหลายประเภทและหลายรูปแบบ แม้แต่จดหมาย อภิปราย สัมภาษณ์ ปาฐกถา บทวิจารณ์ บันทึกความทรงจำต่าง ๆ ก็อาจจัดอยู่ในสารคดีได้ ซึ่งผู้เขียนจะมีกลวิธีการเขียนสร้างความสนใจให้ผู้อ่านชมชอบมากมาย ด้วยการใช้สำนวนภาษาที่เข้าใจง่ายตรงไปตรงมา สละสลวยชวนติดตาม ทำให้ผู้อ่านนิยมอ่านสารคดีมากไม่แพ้อ่านบันเทิงคดี
ลักษณะของสารคดี
1. เป็นวรรณกรรมที่มุ่งแสดงความรู้ ความคิด และความเป็นจริง
2. การเขียนเป็นเชิงอธิบาย วิจารณ์ แนะนำ สั่งสอน เตือนสติ
3. มีการแทรกความบันเทิงด้วย ตามความเหมาะสม
4. สาคดีอาจแบ่งแยกย่อยได้ ดังนี้
สารคดีวิชาการ เป็นเรื่องประกอบการเรียนในสาขาวิชา แต่ไม่หนักทางตำราเรียน เช่น “พม่าเสียเมือง” ของ ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช
สารคดีท่องเที่ยว กล่าวถึง การไปต่างแดนหรือต่างถิ่นที่อาศัย ให้ความรู้ และแทรกข้อคิดเห็นเกี่ยวกับถิ่นฐานนั้น ๆ
สารคดีชีวประวัติ กล่าวถึง ประวัติของทั้งตนเองและผู้อื่น
สารคดีด้านบันทึก ความทรงจำ บทความต่าง ๆ
ลักษณะของบทความ
บทความ เป็นเรียงความอย่างหนึ่งมีความแตกต่างจากเรียงความตรงที่บทความมีลักษณะเป็นงานเป็นการมากกว่า ต้องมีเทคนิคในการเขียนและใช้ภาษาที่พิเศษด้วย
การเขียนบทความ ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะเขียนเรื่องอะไร คำนึงถึงเอกภาพของบทความ มีจำนวนพอเหมาะ และลำดับความเป็นระเบียบ บทความจำแนกได้หลายชนิดได้แก่ บทความบรรยาย บทความรายงาน บทความเชิงโต้แย้ง บทความที่เป็นที่สนใจ บทความสัมภาษณ์ บทความอธิบาย บทความแสดงความคิดใหม่ บทความร่างบุคลิกลักษณะของบุคคลต่าง ๆ บทความครบรอบปี และบทความทั่วไป
1.4 บันทึก
บันทึก เป็นสารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์ที่ได้ประสพพบเห็นด้วยตนเองและได้ยินได้ฟังได้อ่านจากหนังสือ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตือนความจำ หรือเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบการค้นคว้าวิชาการ บันทึกแม้จะจัดอยู่ในประเภทสารคดี แต่ถ้ามีศิลปะในการใช้คำสำนวนโวหารเปรียบเทียบได้ไพเราะแทรกบทขบขันให้เบาสมอง อ่านสนุกได้ทั้งสาระความรู้ และความบันเทิง ก็อาจจัดเป็นบันทึกที่มีลักษณะเป็นทั้งสารคดีและบันเทิงคดีได้ บันทึกแบ่งออกเป็นประเภทตามเนื้อหาของเรื่องดังนี้
1.บันทึกประจำวัน
บันทึกประจำวันเป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นตามความคอดของผูบนทึกภายในแต่ละวัน
2.บันทึกวิชาการ
การจดบันทึกในการเรียน การฟังคำสอนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการศึกษา แม้ว่าปัจจุบันจะมีเอกสารหนังสือประกอบการแต่ถ้าได้ทักษะครบทั้ง 4 ประการแล้วจะช่วยให้จำแล้วเข้าใจดียิ่งขึ้น คือ ตาดู หูฟัง จดบันทึก ทำเครื่องหมาย และคิดตาม ถ้าไม่เข้าใจก็ถามแล้วจดไว้
3.บันทึกการเดินทาง
เป็นการบันทึกจากการไปต่างถิ่น หรือต่างประเทศแล้วจดบันทึกสาระสำคัญไว้
4.บันทึกเหตุการณ์
เป็นการบันทึกจากประสบการณ์ตรงที่คิดว่าสำคัญ การบันทึกข้อที่ 3 และ4 นี้ถ้าเขียนอย่างระวังการใช้ถ่อยคำ มีสำนวนโวหาร ทำให้อ่านสนุกเพลิดเพลิน อาจเป็นเรื่องสั้นหรือสารคดี ที่น่าอ่านเป็นที่นิยมแพร่หลาย
ลักษณะของการบันทึก
1.เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ได้พบในภาษาของตนเอง
2.ลำดับเรื่องราว เวลาที่เกิดเหตุการณ์สั้นๆ เป็นขั้นตอน
3.ใช้ภาง่ายๆประโยคสั้นๆกระชับใจความสละสลวย
4.ใช้คำสุภาพ แต่อาจใช้ภาษาที่เข้ากับเรื่องได้
5.แสดงความคิดเห็นประกอบอย่างสมเหตุสมผลน่าเชื่อถือ
6.ไม่วิพากษ์ วิจารณ์ พาดพิงให้ผู้อื่นเสียหาย เว้นแต่เป็นบันทึกส่วนตัว
7.ขยันจดบันทึกให้เป็นนิสัย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การบันทึกเป็นประโยชน์มาก นอกจากเป็นการฝึกทักษะการเขียนแล้วยังอาจใช้อ้างอิงในการเขียนประเภทบทความเรื่องสั้น นวนิยายได้


: สุทธิเกียรติ บ้างสกุล - 09/11/2005 20:48