โวหารภาพพจน์


ภาพพจน์ (figure of speech) ได้แก่ สำนวนภาษาลักษณะหนึ่งเกิดจากการเรียบเรียงถ้อยคำ
ผิดแผกไปจากธรรมดา เพื่อให้นึกเห็นเป็นภาพหรือมีความหมายพิเศษ ภาพพจน์มีหลายลักษณะ เช่น
อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต การกล่าวเกินจริง ปฎิทรศน์
โวหารภาพพจน์ หรือภาษาภาพจน์ ( figurative of language ) คือ ข้อเขียนที่นำเอา
ภาพพจน์อย่างเดียวหรือหลายอย่างมาใช้เพื่อให้เป็นสำนวนที่แปลใหม่ ทรงพลังและมองเห็นภาพ
อุปมา (simile) คือ การนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งมาเปรียบเทียบกันโดยใช้คำเชื่อมที่มีความหมาย
เหมือน ประกอบด้วย คำเชื่อมดังกล่าวเช่น เหมือน เปรียบเหมือน เสมือน เสมอ ดุจ ประดุจ ดั่ง ดุจดั่ง
ปูน ปาน เพียง ราว ฉัน เฉก เช่น ประหนึ่ง เทียบ ต่าง กล
งามผิวประไพผ่อง …………..กลทาบศุภาสุพรรณ
งามแก้มแฉล้มฉัน …………..พระอรุณแอร่มละลาน
งามเกศะดำขำ …………..กลน้ำ ณ ห้องละหาน
งามเนตรพินิจปาน …………..สุมณีมโหรา
งามทรวงสล้างสอง ………….. วรถันสุมนสุมา-
ลีเลิศประเสริฐกว่า ………….. วรุบลสโรชมาศ
งามเอวอนงค์ราว………….. สุรศิลปิชาญฉลาด
เกลากลึงประหนึ่งวาด …………..วรรูปพิไลพะวง
งามกรประหนึ่งงวง …………..สุรเคชสุเรนทะทรง
นวยนาดวิลาสวง ………….. ดุจรำระบำระแบง
ซ้ำไพเราะน้ำเสียง ………….. อรเพียงภิรมย์ประเลง
ได้ฟังก็วังเวง ………….. บ มิว่าง มิวายถวิล
นางใดจะมีเทียบ ………….. มทนา ณ ฟ้า ณ ดิน
เป็นยอดและจอดจิน -………….. ตนะแน่ว ณ อก ณ ใจ
( มันทะพาธา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ข้อสังเกต การเปรียบเทียบที่เรียกว่าอุปมาต้องนำสิ่งที่ต่างกัประเภทกันมาเปรียบเทียบ
ถ้าเป็นสิ่งของประเภทเดียวกันเป็นการเปรียบเทียบธรรมดา เช่น ภาษาไทยคล้ายภาษาจีน
อุปลักษณ์ (metaphor) เป็นการนำเอาสิ่งที่ต่างกันสองสิ่งหรือมากกว่า แต่คุณสมบัติ
บางอย่างร่วมกันมาเปรียบเทียบกัน โดยเปรียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง เช่น คือ เป็น เท่า
ต่าง
เรียมฤาคือบรรทัด ………….. ช่างชาญดัดขัดเกลาขยัน
ทอดเขียนเรียนพระธรรม์ ………….. ใช้สันเคียวเบี้ยวบิดงอ
ข กาพย์ห่อโคลง พระศรีมโหสถ
จงตั้งเอากายเจ้า ………….. เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา ………….. แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้ว มือเป็นสายระยาง ………….. สองเท้าต่างสมอไม้
ปากเป็นนายงานไป ………….. อัชฌาสัยเป็นเสบียง

ของเก่า
ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ ………….. เมียตน
เมียแล่พันฤาดล ………….. แม่ได้
ลิลิตพระลอ


โวหารภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ อาจเปรียบเทียบโดยปริยายไม่มีกริยาส่วนเติมเต็ม แสดงการเปรียบเทียบก็ได้


เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้ ………….. มาแปรเป็นพลอยหูงไปเสียได้
........................
กาลวงว่าหงส์จึงหลงด้วยลายย้อม ………….. ช่างแปลปลอมท่วงทีดีหนักหนา
ดังรักถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา ………….. ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒

ข้อความตอนนี้เป็นคำของขุนแผนต่อว่านางวันทอง โดยเปรียบนางวันทองว่าเป็นพลอยเทียมแต่ลวงว่าเป็นทับทิมแท้หรือกาปลอมเป็นหงส์ มีลักษณะเป็นอุปลักษณ์โดยปริยาย ไม่ใช้กริยาส่วนเติมเต็ม
บุคลาธิษฐาน หรือบุคคลวัต คือ การสมมุติสิ่งไม่มีชีวิต ความคิด นามธรรม หรือสัตว์
ให้แสดงกิริยาอาการ มีสติ ปัญญา ควา,รู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์ บุคลาธิษฐานแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ

ลักษณะที่ ๑ สมมุติสิ่งต่างๆที่ไม่ใช่คนให้มีกิริยาอาการเหมือนคน
ธรณีภพนี้เพ่ง ……… ทิพญาณ หนึ่งรา
เราก็ลูกอาจารย์ ……… หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร ……… เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ……… ดาบนี้คืนสนอง
ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )


ลักษณะที่ ๒ สมมุติสัตว์ทั่วไปหรือสัตว์ในนิยาย พูดหรือแสดงความคิดนึกอย่างมนุษย์
อันใดย้ำแก้มแม่ ……… หมองหมาย
ยุงเหลือบหรือริ้นพราย ……… ลอบกล้ำ
ตำนานครีปราชญ์ พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษณ์ )
ถามพุ่มพฤกษ์เถื่อนถ้ำส้ำสัตว์ ……… ดงแดนไทยอันไพศาล
ถามทะเลแม่น้ำและลำธาร ……… ว่าเคยเห็นภูบาลพระภูมิพล
เสด็จผ่านย่านนี้บ้างหรือไม่ ……… ถ้าเขินเขาลำเนาไม้ในไพรสณฑ์
สรรพสัตว์พูดจาภาษาคน ……… คงภูมิใจเหลือล้มได้ตอบคำ
นี่ท่านมาแต่ไหนทำไมเล่า ……… มาไถ่ถามพวกเราช่างน่าขำ
มีป่าเขาลำเนาไหนที่ทรงธรรม ……… มิเคยดำเนินผ่านท่านตอบที
พวกเราทั่วสยามคามพิสัย ……… ล้วนเคยได้เฝ้าองค์พระทรงศรี
เสด็จผ่านเยี่ยมประชาทั้งตาปี ……… ทั่วพื้นธรณีของภูวไนย
คำขาน ท่านคุณหญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา

อติพจน์ คือ การกล่าวข้อความให้ผิดความจริงสำหรับเน้นความ อาจกล่าวมากหรือน้อยกว่าความเป็นจริงก็ได้ การกล่าวมากกว่าความจริง เช่น เสียงเท่าฟ้าหน้าเท่ากลอง คอยาวเหมือนนกกระยาง การกล่าวน้อยกว่า
ความเป็นจริง เช่น เอวคอดเหมือนมดตะนอย คอหอยเท่ารูเข็ม
เอียงอกเทออกอ้าง ……… อวดองค์ อรเอย
เมรุชุบสมุทรดินลง ……… เลขแต้ม
อากาศจักจารผจง ……… จารึก พอฤา
โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม ……… อยู่ร้อนฤาเห็น
โคลงนิราศนรินทร์ นายนรินทรธิเบศ
มาถึงบางธรรณีทวีโศก ……… ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
โอ้สุธาหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ……… ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้ ……… ไม่มีพสุธาอาศัย
ล้วนหนามเหน็บเจ็บแสบคับแคบใจ ……… เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา
นิราศภูเขาทอง พระสุนทรโวหาร (ภู่ )


ปฎิทรรศน์ (paradox) คือ คำกล่าวที่มีลักษณะขัดแย้งกันกันเอง หรือไม่น่าเป็นจริงแต่แฝงความหมายที่ลึกซึ้งและความเป็นไปได้ เช่น
ศัตรูคือยากำลัง น้ำปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย
ขาดแคลนแสนเข็ญเป็นไฉน ………. สูเจ้าอยู่ได้
ด้วยดวงหน้ายิ้มพริ้มพราย
อิ่มประโยชน์โปรดคนทั้งหลาย ………. เอือมกายใจสบาย
ฤาพ่อเพื่อนยากแห่งสยาม
กระดูกสันหลัง ครูเทพ

แทบฝั่งธารที่เราเฝ้าฝันถึง ………. เสียงน้ำซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง
จักรวาลวุ่นวายไร้สำเนียง ………. โลกนี้เพียงแผ่นภพสงบเย็น
วารีดุริยางค์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
สัญลักษณ์ (symbol) คือ ตัวแทนหรือสิ่งแทนของสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะหรือสภาพบางอย่างร่วมกัน สัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วไป เช่น
ราชสีห์ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้มีอำนาจ
หงส์ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนดีมีตระกูลสูง
กา ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนเลวมีตระกูลต่ำ
ลา ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… คนโง่
ดอกฟ้า ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… หญิงมีฐานะสูงศักดิ์กว่าชายที่หมายปอง
ดอกไม้ ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้หญิง
แมลงผึ้ง ………… เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ผู้ชาย
มะลิ , สีขาว เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ความบริสุทธิ์
สีดำ เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… ความตาย ความโศกเศร้า
รุ่งอรุณ เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… การเริ่มต้ม ความรุ่งเรือง
เมฆ,หมอก เป็นสัญลักษณ์ แทน ………… อุปสรรค ความเศร้า

รักษาพระยศอตส่าห์รักษาสัตย์ ………… พูนสวัสดิ์สังวาสตามราชหงส์
เห็นห้วยหนองคลองน้อยอย่าลอยลง ………… จะเสียทรงสีทองละอองนวล
สกุลกาสาธารณ์ถึงพานพบ ………… อย่าควรคบคิดศักดิ์สงวน
เหมือนชายโฉดโหดไร้ที่ไม่ควร ………… อย่าชักชวนชิดใช้ให้ใกล้องค์
เพลงยาวถวายโอวาท พระสุนทรโวหาร (ภู่ )


นามนัย (metonymy) คือ คำหรือกลุ่มซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความหมาย
แทนสิ่งนั้นทั้งหมด เช่น
มงกุฎ ………… เครื่องทรงสูงสุดของกษัตริย์ หมายถึง ราชสมบัติ
พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ ………… พระแสงดาบแสดงอำนาจสูงสุดที่กษัตริย์พระราชทานแก่
แม่ทัพ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพ
ธรรมจักร ………… แดนธรรม หมายถึง พระพุทธศาสนา
เข็มขัด ………… รางวัลสำหรับนักมวย หมายถึง ตำแหน่งชนะเลิศสำหรับ
นักมวยแต่ละรุ่น
ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ………… ไท้ทุกเขตทุกด้าว ………… น้าวมงกุฎมานบ ………… น้อมพิภพมานอบ
ลิลิตตะเลงพ่าย สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
มกุฎ เป็นนามนัย หมายถึง ราชสมบัติ

ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ ………… เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา ………… เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ………… ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร ………… งานงอนกว่าพระแสงอันฤทธิ์
เวนิสวาณิช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำอธิบาย
มงกุฎ หมายถึง เครื่องทรงกษัตริย์ ไม่เป็นนามนัย
พระแสง หมายถึง พระแสงดาบอาชญาสิทธิ์ หมายถึง พระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ เป็นนามนัย

 ฉันทลักษณ์
……. ฉันทลักษณ์ คือ กฎเกณฑ์บังคับของการแต่งคำประพันธ์ หรือร้อยกรอง คำประพันธ์ต้องแต่งตามกฎเกณฑ์บังคับทั่วไปและลักษณะบังคับเฉพาะชนิดของคำประพันธ์ นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องฉันทลักษณ์มาพอสมควรแล้ว ในวิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
และวิชาการเขียน ๑ ช่วงชั้นที่ ๔ ในรายวิชานี้จะได้ทบทวนและเพิ่มเติมกฎเกณฑ์การแต่งคำประพันธ์ ตลอดจนยกตัวอย่างประกอบให้ละเอียดกว้างขวางยิ่งขึ้น ลักษณะคำประพันธ์ที่ควรรู้และแบบฝึกหัดแต่ง
มีดังต่อไปนี้

ลักษณะทั่วไปของคำประพันธ์
คำประพันธ์หรือร้อยกรองมีลักษณะสำคัญต่างกับร้อยแก้วดังต่อไปนี้
๑.คณะ คือ ลักษณะ และรูปแบบข้อความของร้อยกรองแต่ละชนิด โดยกำหนด จำนวนบท จำนวนบาท
จำนวนวรรค และจำนวนคำไว้แน่นอน
๑.๑ บท คือ กำหนดคำประพันธ์ที่จบความตอนหนึ่งๆ ประกอบด้วยจำนวนบาทจำนวนวรรคและจำนวนคำตามเกณฑ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้นๆ
๑.๒ บาท คือ ส่วนหนึ่งๆของบทแห่งคำประพันธ์ จำนวนบาทในบทหนึ่งๆ ของคำประพันธ์แต่ละ
ชนิดส่วนมากไม่เท่ากัน เช่น กาพย์ฉบังและกาพย์สุรางคนางค์ บทหนึ่งมี ๑ บาทกาพย์ยานี
และกลอนสุภาพ บทหนึ่งมี๒บาท บทหนึ่งของโคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ มี ๒บาท ๓บาท และ๔บาท
ตามลำดับ


การเขียน ๒ ช่วงชั้นที่ ๔

: เด็กชายฐิติกรณ์ สังเมฆ ห้อง1/11B เลขที่ 3 - 18/11/2005 20:18

 

[[ การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย ]
การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย มีการใช้ภาษาอย่างไพเราะมีการเล่นสัมผัสอักษรเรียบเรียง
ถ้อยคำเป็นอย่างดี ดังนี้

...........นายช่างจำลองจำหลักหลักลายรายด้วยรูปสัตว์ ราชสีห์สิงห์อัดแอ่นอกกอดกระหนกกระหนาบ
คาบแก้วกุม ครั้นได้ฤดูเดือนมรสุมแล้วก็แซ่ซ้อง บรรทุกสิ่งของลงต่างๆ ไว้ระวางทางวิดน้ำทำเป็นโชงโลง อับเฉากันโคลงประจุเรียบ สำเภานี่ก็พาบเพียบเพียงราโท ครั้นได้ฤกษ์แล้วให้เลิกโห่ขึ้นสามลา ยิงปืนบนนาวาเสียงผะผาผึงตึงตัง คนการยืนสะพรั่งอยู่พร้อมเพรียง ศัพท์สำเนียงเสียงเฮโลเฮล่า เข้าฉุดคร่าสายสมอตีม้าล่อลั่นอยู่ฉ่างๆ โบกธงอยู่คว้างๆ แล้วแกว่งกวัด พระพายชายพัดติดใบบน ล้าต้า
ต้นหนก็มุ่งมอง ตั้งเข็มส่องกล้องสลัด โดยกำหนดขนัดคะเนหมาย นายท้ายก็ยักย้ายบ่ายเบี่ยงเฉลียงแล่นออกชเลลึกแลไม่เห็นฝั่งบังเกิดลมสลาตันตั้งตีเป็นลูกคลื่นอยู่ครื้นเครง สำเภาก็โคลงเคลงไปตามคลื่นตื่นเต้นเสากระโดงหักกระเด็นกระดานแตก คลื่นใหญ่โยนกระทบกระแทกกระทั่งผะผังผาง สำเภาก็อับปางลงในท่ามกลางชเลหลวง ฝูงมนุษย์ทั้งปวง
ไม่หลอเหลือ ล้วนเป็นเหยื่อแก่เฒ่าปลา ด้วยเป็นโลกิยนาวาไม่จิรังเลยพระลูกเอ่ย พ่อเห็นแต่หน้าเจ้าพระพี่น้องทั้งสองรา จ้างจงมาเป็นมหาสำเภาทองธรรมชาติอันนายช่างขาญฉลาด
จำลองทำ ด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา แก้วประพาฬแผ่เป็นดาดฟ้าฝาระบุระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์กระทำเป็นราโทโมราประทับสลับสลัก กรบลายรายดอกรักเนาวรัตน์ ฉลุฉลักเป็นรูปสัตว์ภาพ
เพชรนิลแนม แกมหงส์วิหคกระหนกคาบลดารัต มังกรกัดกอดแก้วเกี้ยวเป็นก้านขดดูสดใส ครั้นสำเร็จลำสำเภาแล้วเมื่อใดได้พระพิชัยมงคล พระบิดาจะทรงเครื่องต้นมงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์

 



การใช้ภาษาบรรยายความโศกเศร้าของตัวละคร ดังนี้

...........จึงตรัสเรียกแก้วกัณหาดุจตรัสเรียกพระชาลี พระเจ้าน้องคิดแล้วเหมือนพระพี่ไม่ผิดเพี้ยน ขึ้นมาซบพระเศียรกอดพระบาทเบื้องซ้ายสมเด็จพระบิดา เต กุมารา ควรจะสงสารเอ่ย ด้วยสองดรุณ
ทรามรักน้อยๆ ทั้งคู่พิศและดูหน้ากันแล้วก็ตั้งแต่จะร้องไห้ น้ำพระอัสสุชลนัยน์เธอไหลลงหลั่งๆ ตกต้องหลังพระบาทพระบรมราช ฤษี ผุลฺลปทุมํ วิย ดั่งกลีบบุษยมาลีปทุมเมศ มาเคียงสองรองรับน้ำชลเนตรพระเจ้าลูกท้าวเธอไว้ ส่วนสมเด็จพระนราธิปไตยพิสุทธิ์ชินวงศ์ ท้าวเธอก็พลายทรงพระกันแสงไห้ จนพระอัสสุชลนัยน์ไหลลงรินๆ โซมพระพัตร์ตกต้องพระปฤษฎางค์
พระลูกรักทั้งสอง ดุจผ่นกระดานทองมารองรับไว้ทั้งคู่ กมฺป มานโส น้ำพระทัยเธอห่อหู่ยู่ย่นสลดลงปิ้ม ประหนึ่งว่าจะดำรงพระทานบารมีนั้นไว้มิได้ ปฺราม สนฺโต เธอจึ่งยกพระกรลูบหลังพระลูกแก้วแล้วก็รับขวัญ กุมพระกรพระลูกรักทั้งสองนั้นให้ทรงยืนประดิษฐาน พลางประโลมปลอมปิยกุมารทั้งสองว่า พระลูกเอ่ยยืนขึ้นเถิดนะเจ้าฟังบิดาว่า เจ้าจะกินน้ำตาน้ำมูกไปว่าไร พระบิดามีหรือหาไม่ เจ้าก็ย่อมแจ้งอยู่แก่ใจเจ้าทั้งสอง มาตรว่าถ้าบิดานี้มีเงินและทองเล่าเถิดเรา พ่อมิให้สองกำพร้าต้องระเหินระหกตกไปไกลเลยนะลูกเอ่ย ครั้งนี้พระบิดามาไร้สิ้นไร้เสียที่สุด เห็นแต่หน้าพระปิยบุตรเจ้าทั้งสอง ก็ดูยิ่งกว่าเงินและทองได้ร้อยเท่าพันธวี

 



...........เป็นการบรรยายความโศรกเศร้าของพระเวสสันดรและพรกัณหาพระชาลี ในเวลาที่จะจากไป
เป็นทาสของชูชก

 



: การใช้ภาษาในการพรรณนาและบรรยาย [ ปรับปรุง ] - 29/11/2005 23:27

 

[[ คำอธิบายเพิ่มเติม ]]
.......จุณณียบท เป็นบทนำเรื่องของแต่ละกัณฑ์ เป็นภาษาบาลีสรุปให้รู้ว่า ในกัณฑ์นั้นๆ เบื่องต้น
กล่าวถึงเรื่องอะไร เช่น จุณณียบทในกัณฑ์ทศพรกล่าถึงเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาเรื่องฝนโบกขรพรรษในกรุงกบิลพัสดู์ จุณณียบทในกัณฑ์ชูชก กล่าวถึงชูชกพราหมณ์ชางเมืองกลิงคราษฎร์ เอาเงินไปฝากพราหมณ์ผู้เพื่อนไว้แล้วเพื่อนเอาเงินไปใช้หมด เลยต้องยกนางอมิตตาดาให้เป็นภรรยาชูชก จุณณียบทในกัณธ์กุมารนำเรื่องว่า หลังจากที่ชูชกได้พบกับพระอัจจุตฤษีแล้วได้เดินทางมาถึงสระโบกขรณี รั้งรออยู่เพื่อให้พระมัทรีออกไปสู่ป่าหาผลไม้เสียก่อน เพราะชูชกมีความคิดสตรีย่อมเป็นสิ่งกีดขวางการให้ทาน ครั้งได้เวลาชูชกก็เข้าไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดร โดยปกติ จุณณียบทแต่งเป็นความเรียง แต่เฉพาะกัณธ์มหาพนและกัณธ์นครกัณฑ์ขึ้นต้น จุณณียบทเป็นฉันท์
...........คาถา เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เดิมแต่งเป็นภาษาบาลี ๑๓ กัณฑ์ มีอยู่พันคาถา คาถาหนึ่ง คือ
ฉันท์บทหนึ่ง ฉันท์ที่ใช้แต่งในมหาเวสสันดรชากดก เรียกว่า ปัฐยาวัตฉันท์ บทหนึ่งมี ๔ บาท บาทหนึ่งมี
๘ คำ บังคับให้ใช้คำ ครุ ลหุ เฉพาะคำที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ในทุกบาท ดังตัวอย่าง

................นิชฺฌตฺตา......สิวิโย......สพฺเพ....ปิตานํ....ทิฎูฐมิจฺฉติ
................มาตา....จ...ทุพฺพลา....ตสฺส....อิจรา....จกฺขูนิ....ชียเร
...........ถ้าเขียน ั แทนคำครุ ุ แทนคำลหุ และ ๐ แทนคำที่มิได้บังคับว่าต้องเป็นคำครุหรือลหุ ผังของปัฐยาวัตฉันท์จะเป็นดังนี้

........................บาทหน้า.....................................บาทหลัง
.....................๐๐๐๐ ุ ั ั ๐................................๐๐๐๐ ุ ั ุ๐

.......ในบางบาทอาจผิดพลาดไปจากผังภูมิได้บ้าง
.......ร่ายยาว เป็นลักษณะของคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ได้ แต่ส่วนมากมี ๕ วรรคขึ้นไป ในวรรคหนึ่งๆ มีจำนวนคำตั้งแต่ ๖ คำขึ้นไป มีบังคับเฉพาะสัมผัสวรรค คือคำสุดท้ายของวรรคหน้า จะสัมผัสกับคำใดคำหนึ่งในวรรคต่อไปตามความเหมาะสม สำหรับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งแต่เป็นร่ายยาวสำหรับเทศน์นั้น จะยกศัพท์บาลีขึ้นก่อนเสมอไป แล้วจึงมีร่ายตาม และในระหว่างที่
ดำเนินเรื่อง มีคำบาลีคั่นเป็นระยะๆ คำบาลีนั้นมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับเนื้อความที่ตามมา เช่น
คำบาลีว่า อาวุธหตฺโถ มีความหมายว่า มีอาวุธอยู่ในมือ เนื้อความที่ตามมาก็มีว่า " มีหัตถ์เบื้องขวานั้น
ถือดาบ คมเขียวเป็นมันปลาละเลื่อมแสง แกว่งกวัดฉวัดเฉวียนวิ่งวู่จู่เข้ามาถึง ถีบทวารตึงทลายลู่ "

.......พระโพธิญาณ พระปัญญาที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อันจักได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษย์ที่ยังติดข้องอยู่ในกองกิเลสแห่งการเวียนว่ายตายเกิด การบำเพ็ญบารมีจนบรรลุพระโพธิญาณ เป็นการชี้ทางเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต สั่งสอนมวล
มนุษย์ให้มีปัญญา และมีคุณธรรมอันจะนำชีวิตให้ดีงามให้ลุถึงซึ่งความสุข รอดพ้นจากการครอบงำด้วยกำเลสตัณหาทั้งปวงโดยสิ้นเชิง

อ้างอิงจาก
อ.จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์
คู่มือภาษาไทย ม4-5-6 สำนักพิมพ์พัฒนาศักษา,กรุงเทพมหานคร,2543

]

: อภิชญา ตู้วิเชียร ม2/11a เลขที่ 24 - 29/11/2005 23:39