การนำหลักสูตรไปใช้
Curriculum Implementation
 
                การนำหลักสูตรไปใช้ เป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาหลักสูตร เพราะเป็นการนำอุดมการณ์ จุดหมายของหลักสูตร  เนื้อหาวิชา และประสบการณ์การเรียนรู้ที่กลั่นกรองอย่างดีแล้วไปสู่ผู้เรียน  ขั้นตอนการนำหลักสูตรไปใช้ มีความสำคัญยิ่งกว่าขั้นตอนตอนใดๆทั้งหมด  เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหลักสูตร ถึงแม้หลักสูตรจะสร้างไว้ดีเพียงใดก็ตาม  ยังไม่สามารถจะกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าหากว่าการนำหลักสูตรไปใช้ดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ดีเพียงพอ  ความล้มเหลวของหลักสูตรก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้ จึงมีความสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องในการนำหลักสูตรไปใช้ จะต้องทำความเข้าใจกับวิธีการขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้สามารถนำหลักสูตรไปใช้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดตามความมุ่งหมายทุกประการ
ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้
การนำหลักสูตรไปใช้ เป็นขั้นตอนที่นำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติ ความหมายของคำว่า การนำหลักสูตรไปใช้มีแตกต่างกันออกไป  นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมาย      คำนิยามของคำว่าการนำหลักสูตรไปใช้ดังนี้
โบแชมป์ (Beauchamp,1975:164)   ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ว่า  การนำหลักสูตรไปใช้  หมายถึง  การนำหลักสูตรไปปฏิบัติ  โดยการะบวนการที่สำคัญที่สุด คือการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน   การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้ครูได้มีพัฒนาการเรียนการสอน
สันติ    ธรรมบำรุง (2527.120)  กล่าวว่า  การนำหลักหลักสูตรไปใช้หมายถึงการที่ผู้บริหารโรงเรียนและครูนำโครงการของหลักสูตรที่เป็นรูปเล่มนั้นไปปฏิบัติให้บังเกิดผล  รวมถึงการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนสามารถสอนและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สงัด      อุทรานันท์ (2535.260)  ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ว่า เป็นขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรไปสู่การเรียนการสอนในห้องเรียน  ได้แก่การจัดเอกสารประกอบหลักสูตร  การเตรียมบุคลากร  การบริหารและบริการหลักสูตร  และการนิเทศการใช้หลักสูตร
ธำรง บัวศรี (2504.165) กล่าวว่า การนำหลักสูตรไปใช้  หมายถึงกระบวนการเรียนการสอนสำหรับสอนเป็นประจำทุกๆวัน
จากความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ ตามที่นักการศึกษาได้ให้ไว้ข้างต้น  พอสรุปได้ว่า  การนำหลักสูตรไปใช้  หมายถึง การดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ที่จะทำให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นดำเนินไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นับแต่การเตรียมบุคลากร อาคาร สถานที่  วัสดุอุปกรณ์  สภาพแวดล้อม  และการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน
แนวคิดเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้
ถ้าเรายอมรับว่าการนำหลักสูตรไปใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้หลักสูตร
เกิดผลต่อการใช้อย่างแท้จริงแล้ว การนำหลักสูตรไปใช้ก็ควรจะเป็นวิธีการปฏิบัติการที่มีหลักเกณฑ์ และมีกระบวนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ พอที่จะมั่นใจได้ว่า  หลักสูตรที่ได้สร้างขึ้นนั้น จะมีโอกาสนำไปปฏิบัติจริงๆอย่างแน่นอน  นักการศึกษาต่างก็ให้ทัศนะซึ่งเป็นแนวคิดในการนำหลักสูตรไปใช้ดังนี้
โบแชมป์ (Beauchamp,1975.164-169)  กล่าวว่า  สิ่งแรกที่ควรทำคือ  การจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน  ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าที่แปลงหลักสูตรไปสู่การสอน  โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนากลวิธีการสอน   สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำหลักสูตรไปใช้ให้เห็นผลตามเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหาร ครูใหญ่ต้องเห็นความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ
ธำรง บัวศรี (2504.165-195)  ได้สรุปชี้ให้เห็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำหลักสูตรไปใช้ไว้ว่า ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
โครงการสอน  เช่น  การวางโครงการสอนแบบหน่วย( Unit Organization of Instruction, Teaching Unit)  ประเภทของหน่วยการสอนมี 2 ประเภท คือ หน่วยรายวิชา (Subject Matter Unit) และหน่วยประสบการณ์  (Experience Unit)
หน่วยวิทยาการ (Resource Unit) เป็นแหล่งให้ความรู้แก่ครู  เช่นเอกสารคู่มือ  และแนวการปฏิบัติต่างๆ
องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยในการสอน  เช่นสถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้  อุปกรณ์การเรียนการสอน  วิธีการสอน และวัดผลการศึกษา  กิจกรรมร่วมหลักสูตร  การแนะแนวและการจัดและบริหารโรงเรียน  เป็นต้น
การนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย  ตั้งแต่ผู้บริหารระดับกระทรวง  กรม  กอง  ผู้บริหารระดับโรงเรียน   ครูผู้สอน  ศึกษานิเทศก์ และบุคคลอื่นๆขอบเขตและงานของการนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวาง เพราะฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง
หลักการที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้
หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ได้ดังนี้
1.มีการวางแผนและเตรียมการในการนำหลักสูตรไปใช้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะได้ศึกษาวิเคราะห์  ทำความเข้าใจหลักสูตรที่จะนำไปใช้ให้มีความเข้าใจตรงกันเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทำนองเดียวกันและสอดคล้องต่อเนื่องกัน
2.มีคณะบุคคลทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นที่จะต้องทำหน้าที่ประสานงานกันเป็นอย่างดี ในแต่ละขั้นตอนในการนำหลักสูตรไปใช้ 
3. ดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นไปตามขั้นตอนที่วางแผนและเตรียมการไว้การนำหลักสูตรไปใช้จะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยให้การนำหลักสูตรไปใช้ประสบความสำเร็จได้ ปัจจัยต่างๆ ได้แก่ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์  เอกสารหลักสูตรต่าง  ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ที่จะเป็นแหล่งให้ความรู้ประสบการณ์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนได้เมื่อได้รับการร้องขอ
4.ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ ดังนั้นครูจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และจริงจัง ตั้งแต่การอบรมความรู้  ความเข้าใจทักษะและเจตคติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรอย่างเข้มข้น 
5.การนำหลักสูตรไปใช้ควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานที่มีผู้ชำนาญการพิเศษ  เพื่อให้การสนับสนุนและพัฒนาครูโดยการทำหน้าที่นิเทศ ติดตามผลการนำหลักสูตรไปใช้ และควรปฏิบัติงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิด
6.หน่วยงานและบุคลากรในฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเต็มความ สามารถ
7.การนำหลักสูตรไปใช้สำหรับผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ทุกหน่วยงาน จะต้องมีติดตามและประเมินผลเป็นระยะๆ  เพื่อจะได้นำข้อมูลต่างๆ มาประเมินวิเคราะห์  เพื่อพัฒนาทั้งในแง่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และการวางแนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้  ให้มีประสิทธิภาพ ดียิ่งขึ้น
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้
1.การแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน  คือ  การตีความหมายและกำหนดรายละเอียดของหลักสูตรโดยจะดำเนินการในรูปของเอกสารประกอบหลักสูตร และวัสดุอุปกรณ์การสอน เช่นโครงการสอน ประมวลการสอน คู่มือครูเป็นต้น
2.การจัดปัจจัยและสภาพต่างๆภายในโรงเรียนเพื่อให้หลักสูตรบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารโรงเรียนควรสำรวจปัจจัยและสภาพต่างๆของโรงเรียนว่า  เหมาะสมกับสภาพการนำหลักสูตรมาปฏิบัติหรือไม่
3.การสอนซึ่งเป็นหน้าที่ของครูประจำการถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการนำหลักสูตรไปใช้ ครูต้องสอนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เลือกวิธีสอนให้เหมาะสม โดยผู้บริหารคอยให้ความสะดวกให้คำแนะนำและให้กำลังใจ
หน้าที่ของผู้บริหารและผู้สอนในการใช้หลักสูตร
                ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตรในโรงเรียนมีหลายกลุ่ม แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและจะส่งผลต่อการจะทำให้บรรลุจุดหมายของหลักสูตรหรือไม่มี 2 กลุ่ม คือผู้บริหารและผู้สอน หน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหารและผู้สอนในการใช้หลักสูตรมีดังนี้
ผู้บริหาร
ผู้สอน
1. เป็นผู้นำในการใช้หลักสูตรและการเปลี่ยนแปลงการแก้ไขหลักสูตร
2.  ศึกษาและทำความเข้าใจในหลักสูตรอย่างกระจ่าง สามารถควบคุมดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้สอนให้ดำเนินการจนบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
 
3.  กำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติในการใช้หลักสูตร
4.  จัดหาวัสดุหลักสูตรที่ทันสมัยและให้มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนผู้สอน
5.  ควบคุมดูแลติดตามผลการใช้หลักสูตรสนับสนุนส่งเสริมและนิเทศการใช้หลักสูตรและการสอน ให้กำลังใจ และช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
6.  ประเมินผลการใช้หลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรสำหรับโรงเรียนของตน
1.  ใช้หลักสูตรตามที่ได้รับมอบหมาย
 
2.  ศึกษาและทำความเข้าใจองค์ประกอบของหลักสูตรทุกส่วน รวมทั้งวัตถุประสงค์ของกลุ่มวิชา จุดประสงค์รายวิชาและคำอธิบายรายวิชา และจัดการเรียนการสอนที่ได้รับมอบหมายได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
3.  ปฏิบัติตามแนวทางที่โรงเรียนกำหนด
 
4.  ใช้วัสดุหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ
 
5.  วิเคราะห์หลักสูตร แปลและตีความหลักสูตรสู่แนวปฏิบัติและเลือกใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสม
 
6.  ประเมินผลการเรียนการสอนเพื่อนำไปสู่การประเมินผล การใช้หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร
การให้บริการและการจัดทำวัสดุหลักสูตร
                ผู้บริหารในฐานะผู้นำการใช้หลักสูตร ซึ่งนอกจากจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรแล้วยังต้องทำหน้าที่ในการบริหารหลักสูตรด้วย ในหน้าที่นี้งานแรกและเป็นงานที่สำคัญก่อนเริ่มงานอย่างอื่น ๆ ก็คือ การหาวิธีการที่จะทำให้ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตร กิจกรรมที่สามารถทำได้มีหลายวิธี เช่น อาจใช้วิธีชี้แจงให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร อาจเรียกประชุมชี้แจง หรือจัดบรรยาย อบรม หรือสัมมนาเกี่ยวกับความรู้ทางด้านหลักสูตรและแนวทางปฏิบัติ รวมตลอดทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติในการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน
ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ทำให้การใช้หลักสูตรที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรและบางครั้งอาจจะล้มเหลวก็เนื่องจากว่า  ผู้สอนซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่แปลงหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติคือ ผู้สอนนั้นไม่เคยเห็นหลักสูตร ไม่เคยใช้หลักสูตรคิดว่าแบบเรียนในรายวิชาที่ได้รับมอบหมายให้สอนคือหลักสูตร หากสอนเนื้อหาในแบบเรียนได้ครบถ้วนก็หมายความว่าสอนได้ครบตามหลักสูตรแล้ว ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเนื่องมาจาก หนังสือหลักสูตรในโรงเรียนมีจำนวนไม่เพียงพอ วัสดุหลักสูตรมีไม่ครบถ้วนและมีจำนวนไม่เพียงพอ หรือมีแต่ไม่ทันสมัย ผู้สอนไม่รู้จักหรือไม่สนใจและไม่นำไปใช้ ขาดการกระตุ้นหรือแรงยั่วยุในการจัดทำวัสดุหลักสูตร ฯลฯ ดังนั้น ผู้บริหารจึงต้องให้บริการและสนับสนุนในการจัดให้มีการทำวัสดุหลักสูตรด้วย             
ปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้
      1.  ปัญหาด้านครู
1.1  ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตร และขาดหลักสูตรกับเอกสารประกอบหลักสูตร เช่น คู่มือการใช้หลักสูตร ฯลฯ ซึ่งทำให้การสอนของครูไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
1.2     ครูไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร ยังคงยึดถือวิธีสอนแบบ “ยึดตัวครูเป็นศูนย์กลาง” ในการสอน
            1.3      ครูไม่มีเวลาศึกษาหลักสูตรก่อนสอน
      2.  ปัญหาด้านผู้บริหารโรงเรียน
            2.1 ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรน้อย ทำให้ไม่สามารถสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ดีเท่าที่ควร
            2.2       ผู้บริหารมีความรู้ความสามารถในการนิเทศและการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรแก่ครู และ/หรือนิเทศน้อยไม่ทั่วถึงและไม่ต่อเนื่อง
            2.3 ผู้บริหารไม่ได้ให้การสนับสนุนการใช้หลักสูตรของคณะครู เช่น การจัดหาเอกสารประกอบหลักสูตรประเภทต่าง ๆ และการจัดหาจัดทำวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนให้เพียงพอกับความต้องการของครู การจัดครูเข้าสอนไม่เหมาะสม การไม่ได้สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน เป็นต้น
    3.  ปัญหาด้านศึกษานิเทศก์
  1. ศึกษานิเทศก์นิเทศการใช้หลักสูตรในโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ทั่วถึง ศึกษานิเทศก์ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างถ่องแท้ และไม่มีความรู้ความสามารถในการนิเทศและให้คำแนะนำแก่ครูที่ดีเท่าที่ควร
      4.  ปัญหาด้านหน่วยงานส่วนกลาง ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ
            4.1  ส่งเอกสารหลักสูตรและเอกสารประกอบล่าช้า และไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงเรียน
            4.2  ขาดการประชาสัมพันธ์หลักสูตร โดยเฉพาะกับผู้ปกครองทำให้ไม่ได้รับความร่วมมือเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร
            4.3     ขาดงบประมาณที่จะสนับสนุนการใช้หลักสูตร
            4.4      การฝึกอบรมให้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้แก่ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องยังไม่ทั่วถึง และ/หรือไม่ตรงกับความต้องการของครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 
ผลของการศึกษาเปรียบเทียบสรุปได้ดังนี้
            1.  การฝึกหัดครูและการรับครูใหม่ทัศนะของสังคมที่เกี่ยวกับครูน่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการรับครูใหม่เข้าทำงานเป็นครูประจำการ ในประเทศสิงคโปร์ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในสังคม มีการแข่งขันกันสูงในการที่จะเข้าประกอบอาชีพครู และนักศึกษาฝึกหัดครูเป็นผู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
                2. การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรหลักสูตรระดับชาติ ประเทศสิงคโปร์มีกระบวนการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และเป็นระบบ
                3. ในประเทศสิงคโปร์และเกาหลี ครอบครัวมีอิทธิพลต่อการศึกษามาก สังคมมีค่านิยมต่อการศึกษาว่ามีความสำคัญสูง สนับสนุนการทำงานหนักและมีระเบียบวินัยซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในการศึกษาของนักเรียน
ตัวอย่างปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ สำหรับประเทศไทย
                         จากรายงานผลการศึกษาของ TIMSS พบว่า นักเรียนไทยในระดับประถมศึกษามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนนานาชาติ ประกอบ กับการศึกษารายงานผลการศึกษาเปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ มีสิ่งที่ ประเทศไทยควรพิจารณาปรับปรุงการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้
1. ด้านหลักสูตร
  1.1  ประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีการลดเนื้อหาในหลักสูตรลง 10-30% เพื่อให้มีเวลาพอที่จะให้นักเรียนเรียนด้วยการปฏิบัติและสร้างความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ประเทศไทยจึงไม่ควรที่จะเพิ่มเนื้อหาของหลักสูตร ให้มากขึ้นในการปรับปรุงหลักสูตรใหม่นอกจากจะจัดให้มีเวลาเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอ
        1.2  ควรจัดทำเอกสารหลักสูตรที่ชัดเจนและเสนอแนะแนวปฏิบัติแก่ครูอย่างเพียงพอเนื่องจากครูที่สอนในระดับประถมศึกษาไม่ได้รับการเตรียมมาสำหรับการสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
        1.3  ควรมีการจัดเตรียมวัสดุและสื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเรียน คู่มือครู อุปกรณ์และเครื่องมือทดลองให้พร้อมสำหรับครูก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้
         1.4 ควรมีการเตรียมการก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ล่วงหน้าให้นานตามสมควรเช่นจัดให้หลักสูตรใหม่ถึงมือครูก่อนการประกาศใช้เป็นเวลา 1-2 ปี มีการอบรมครูอย่าง เข้มข้นและทั่วถึงก่อนเวลาประกาศใช้หลักสูตร จัดเตรียมหนังสือเรียนและวัสดุประกอบ การสอนล่วงหน้า และจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษาหรือนิเทศการสอนที่มีประสิทธิภาพ
2. ด้านการฝึกหัดครูและการอบรมครูประจำการ
        2.1  ครูประถมศึกษาในประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูง มีพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดีพอสมควร เพราะส่วนใหญ่ เรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จนถึงชั้นปีสุดท้ายในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งแตกต่าง จากประเทศไทยที่ผู้เรียนครูประถมจำนวนมากไม่ได้จบการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ที่เรียนครูวิชาเอกทางประถมศึกษาจำนวนมากจึงมีพื้น ความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ และหลักสูตรฝึกหัดครูประถมศึกษาก็ ไม่ได้จัดโปรแกรมการเรียนเพื่อเติมเต็มความรู้ด้านเนื้อหาของนักศึกษาให้เพียงพอ ดังนั้นครูประถมศึกษาในประเทศไทยจึงมักจะมีปัญหาและขาดความมั่นใจในการสอน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ประเทศไทยควรจะกระทำคือควรกำหนดคุณสมบัติของ ผู้ที่จะเรียนเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาต้องเรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสถาบันฝึกหัดครูควรมีการฝึกอบรมผู้ที่จะ เป็นครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาโดยเฉพาะเพื่อให้มีความรู้และ ทักษะเพียงพอสำหรับการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา
      2.2 สถาบันการฝึกหัดครูในระดับประถมศึกษาควรจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้สังเกต การสอนจากครูที่เป็นตัวแบบที่ดี ทางการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้เห็นตัวอย่างการสอนที่ดี เพื่อนำไปปฏิบัติในอนาคต
       2.3 ควรพิจารณากำหนดมาตรการต่างๆในการที่จะทำให้มีผู้สนใจมาเรียนครูมากขึ้น เช่นการให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงขึ้น หรือจัดแนวทางการเลื่อนตำแหน่งในอาชีพครู ให้จูงใจให้มีผู้มาประกอบอาชีพครูมากขึ้น
       2.4 ประเทศไทยควรคิดหาวิธีการอบรมครูประจำการที่มีประสิทธิภาพโดยใช้งบประมาณไม่มากนัก เช่นจัดการนิเทศภายในโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ การให้มีระบบการทำงานร่วมกันเป็นคณะของครูเพื่อจะได้มีการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โปรแกรมการฝึกอบรมครูประจำการที่จะจัดให้แก่ครูก็ควรจัด ให้มีการอบรมในเรื่องเนื้อหาให้มากขึ้นด้วยแทนที่จะอบรมเรื่องวิธีสอนเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากครูประถมส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในด้านเนื้อหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
 3. ด้านกระบวนการเรียนการสอน
              กระบวนการเรียนการสอนของประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงจะเน้นการสอนในแนวที่ให้นักเรียนสร้างความรู้เอง เน้นการปฏิบัติและความสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับพระราช บัญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แต่ก็ยังมีประเด็นต่างๆที่อาจเป็นปัญหา/อุปสรรค ในทางปฏิบัติหลายประการ เช่น ความพร้อมและความเข้าใจของครูต่อการเรียน การสอนตามแนวใหม่ เนื้อหาในหลักสูตรอาจมีมากเกินไปสำหรับเวลาในการสอน ที่อำนวยให้ จำนวนนักเรียนในแต่ละห้องมีมากเกินไปสำหรับการทำกิจกรรมการเรียน การสอน อุปกรณ์การสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อม การนิเทศการสอน และการให้คำแนะนำปรึกษายังดำเนินการไม่ทั่วถึง ฯลฯ ในการจัดกระบวนการเรียน การสอนในประเทศไทยควรเน้นการสอนให้นักเรียนปฏิบัติจริงให้มากขึ้น มีการสอน ให้นักเรียนฝึกหัดวิจัยทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นด้วยการให้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียน เชิญผู้ที่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในชุมชนมาพบปะ สนทนา หรือสอนนักเรียนบ้าง และควรมีปัจจัย อื่นที่ส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เช่นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ การศึกษาให้ทั่วประเทศ
      สรุปปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ของไทยจากรายงานการวิจัย ของ TIMS
1.หลักสูตรมีเนื้อหามากเกินไป ทำให้ใช้เวลาเรียนในชั้นเรียนมาก นักเรียนไม่มีเวลาเรียนด้วยการปฏิบัติและสร้างความรู้ด้วยตนเอง
2. ครูผู้สอนมีความรู้ในวิชาที่สอนไม่เพียงพอ รวมทั้งวิธีสอนเฉพาะทาง เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งต้องมีวิธีการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะวิชาทำให้มีปัญหาและขาดความมั่นใจในการสอน จึงควรมีการจัดเตรียมวัสดุและสื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเรียน คู่มือครู อุปกรณ์และเครื่องมือทดลองให้พร้อมสำหรับครูก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ ดังนั้นจึงควรกำหนดคุณสมบัติของผู้สอนวิชาต่าง ๆ ให้ชัดเจน
3. ครูควรได้หลักสูตรใหม่ให้ถึงมือก่อนการประกาศใช้เป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อมีเวลาเตรียมการก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ และควรจัดให้มีการอบรมครูอย่าง เข้มข้นและทั่วถึงก่อนเวลาประกาศใช้หลักสูตร
  4.ครูไม่มีความพร้อมและความเข้าใจต่อการเรียน การสอนตามแนวใหม่ 
ตัวอย่างปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ สำหรับประเทศไทย
 
                         จากรายงานผลการศึกษาของ TIMSS พบว่า นักเรียนไทยในระดับประถมศึกษามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนนานาชาติ ประกอบ กับการศึกษารายงานผลการศึกษาเปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ มีสิ่งที่ ประเทศไทยควรพิจารณาปรับปรุงการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้
1. ด้านหลักสูตร
  1.1  ประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีการลดเนื้อหาในหลักสูตรลง 10-30% เพื่อให้มีเวลาพอที่จะให้นักเรียนเรียนด้วยการปฏิบัติและสร้างความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ประเทศไทยจึงไม่ควรที่จะเพิ่มเนื้อหาของหลักสูตร ให้มากขึ้นในการปรับปรุงหลักสูตรใหม่นอกจากจะจัดให้มีเวลาเรียนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอ
        1.2  ควรจัดทำเอกสารหลักสูตรที่ชัดเจนและเสนอแนะแนวปฏิบัติแก่ครูอย่างเพียงพอเนื่องจากครูที่สอนในระดับประถมศึกษาไม่ได้รับการเตรียมมาสำหรับการสอนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
        1.3  ควรมีการจัดเตรียมวัสดุและสื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเรียน คู่มือครู อุปกรณ์และเครื่องมือทดลองให้พร้อมสำหรับครูก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้
         1.4 ควรมีการเตรียมการก่อนการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้ล่วงหน้าให้นานตามสมควรเช่นจัดให้หลักสูตรใหม่ถึงมือครูก่อนการประกาศใช้เป็นเวลา 1-2 ปี มีการอบรมครูอย่าง เข้มข้นและทั่วถึงก่อนเวลาประกาศใช้หลักสูตร จัดเตรียมหนังสือเรียนและวัสดุประกอบ การสอนล่วงหน้า และจัดให้มีระบบการให้คำปรึกษาหรือนิเทศการสอนที่มีประสิทธิภาพ
2. ด้านการฝึกหัดครูและการอบรมครูประจำการ
        2.1  ครูประถมศึกษาในประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูง มีพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดีพอสมควร เพราะส่วนใหญ่ เรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จนถึงชั้นปีสุดท้ายในโรงเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งแตกต่าง จากประเทศไทยที่ผู้เรียนครูประถมจำนวนมากไม่ได้จบการศึกษาในสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ที่เรียนครูวิชาเอกทางประถมศึกษาจำนวนมากจึงมีพื้น ความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ และหลักสูตรฝึกหัดครูประถมศึกษาก็ ไม่ได้จัดโปรแกรมการเรียนเพื่อเติมเต็มความรู้ด้านเนื้อหาของนักศึกษาให้เพียงพอ ดังนั้นครูประถมศึกษาในประเทศไทยจึงมักจะมีปัญหาและขาดความมั่นใจในการสอน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ประเทศไทยควรจะกระทำคือควรกำหนดคุณสมบัติของ ผู้ที่จะเรียนเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาต้องเรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และสถาบันฝึกหัดครูควรมีการฝึกอบรมผู้ที่จะ เป็นครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาโดยเฉพาะเพื่อให้มีความรู้และ ทักษะเพียงพอสำหรับการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษา
      2.2 สถาบันการฝึกหัดครูในระดับประถมศึกษาควรจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้สังเกต การสอนจากครูที่เป็นตัวแบบที่ดี ทางการสอนเพื่อให้นักศึกษาได้เห็นตัวอย่างการสอนที่ดี เพื่อนำไปปฏิบัติในอนาคต
       2.3 ควรพิจารณากำหนดมาตรการต่างๆในการที่จะทำให้มีผู้สนใจมาเรียนครูมากขึ้น เช่นการให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการสูงขึ้น หรือจัดแนวทางการเลื่อนตำแหน่งในอาชีพครู ให้จูงใจให้มีผู้มาประกอบอาชีพครูมากขึ้น
       2.4 ประเทศไทยควรคิดหาวิธีการอบรมครูประจำการที่มีประสิทธิภาพโดยใช้งบประมาณไม่มากนัก เช่นจัดการนิเทศภายในโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ การให้มีระบบการทำงานร่วมกันเป็นคณะของครูเพื่อจะได้มีการปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้และ ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โปรแกรมการฝึกอบรมครูประจำการที่จะจัดให้แก่ครูก็ควรจัด ให้มีการอบรมในเรื่องเนื้อหาให้มากขึ้นด้วยแทนที่จะอบรมเรื่องวิธีสอนเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากครูประถมส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมในด้านเนื้อหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
 3. ด้านกระบวนการเรียนการสอน
              กระบวนการเรียนการสอนของประเทศที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงจะเน้นการสอนในแนวที่ให้นักเรียนสร้างความรู้เอง เน้นการปฏิบัติและความสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับพระราช บัญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แต่ก็ยังมีประเด็นต่างๆที่อาจเป็นปัญหา/อุปสรรค ในทางปฏิบัติหลายประการ เช่น ความพร้อมและความเข้าใจของครูต่อการเรียน การสอนตามแนวใหม่ เนื้อหาในหลักสูตรอาจมีมากเกินไปสำหรับเวลาในการสอน ที่อำนวยให้ จำนวนนักเรียนในแต่ละห้องมีมากเกินไปสำหรับการทำกิจกรรมการเรียน การสอน อุปกรณ์การสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่พร้อม การนิเทศการสอน และการให้คำแนะนำปรึกษายังดำเนินการไม่ทั่วถึง ฯลฯ ในการจัดกระบวนการเรียน การสอนในประเทศไทยควรเน้นการสอนให้นักเรียนปฏิบัติจริงให้มากขึ้น มีการสอน ให้นักเรียนฝึกหัดวิจัยทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้นด้วยการให้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียน เชิญผู้ที่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในชุมชนมาพบปะ สนทนา หรือสอนนักเรียนบ้าง และควรมีปัจจัย อื่นที่ส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เช่นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ การศึกษาให้ทั่วประเทศ
      สรุปปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ของไทยจากรายงานการวิจัย ของ TIMS

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ