บทนำ

ภาษาถิ่นโคราช

ภูมิหลัง 

            ในสิบหกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คลุงมเนื้อทีเกือยหนึ่ในสามของประเทศขเไทย มีภาษาพูดที่แตกต่างกันทางสำเนียงมากมาย คนนครราชสีมาหรือที่เรียกสั้นๆว่าโคราชพูดแบบหนึ่ง คนสกละครพูดแบบหนึ่ง  คนเลยก็พูดอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับเน ภาษาพูดที่คนส่วนใหญ่ใช้กันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาษาลาว ซึ้งเมือพิจารณาคำต่างๆแล้ว ก็คือภาษไทยนี่เอง แต่สำเนียงเพี้ยงไปทางภาษาลาวอย่างชัดเจน เมือพูดกันในภาตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบันก็เรียกว่า ภาษาอีสาน แต่หลายคนที่พูดภาษาลาวเขาเรียกว่า เว้าลาว อยู่นั้นเอง เหมือนภาคเหนือเขาพูดภาษาเหนือเขาเรียกว่า อู้คำเมือง หรือ อู้กำเมือง เช่นกัน

          บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ กล่าวว่า ภาษาอีสานนั้นแตกต่างไปจากภาษาท้องถิ่นภาคอื่นๆคือไม่ช้าเหมือนภาษาเหนือ ไม่เร็วเหมือนภาใต้แต่ไม่เพราะนุ่มหูเหมือนภากลางอันที่จริงภาษาอีสานก็เหมือนภาษาท้องถิ่นภาคอื่นตรงที่จับเอาภาษากลางไปใส่ทำนองเป็นของตนเอง จะมีแปลกออกไปก็เพี้ยงบางคำ ยิ่งมาในยุคหลังๆที่การคมนาคมสะดวกมีการติดต่อกันได้รวดเร็วขึ้นจึงทำให้อิทธิพลจากส่วนกลางได้แผ่ขยายออกไปยังชนบทมากขึ้น คนหนุ่มคนสาวทางภาคอีสานทุกวันนี้พูดกันด้วยคำศัพท์ภาษากลางเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เหลือแต่ทำนองเท่านั้นที่ยังคงเป็นแบบอีสาน เช่น เดินไวๆ ก็จะเป็นเดินไว้ไว้ แทนที่จะเป็นย่างไว้ไว้ เหมือนเมือก่อน

          ภาษาอีสานนี้น่าจะเป็นต้นค้าของภาษากลาง สังเกตจากการใช้คำศัพท์ที่เป็นคำไทยล้วนๆแทบจะไม่มีคำบาลี สันสกฤต เข้ามาเจือปนอยู่เลย ผู้คนในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้น ควรจะพูดคุยกันเหมือนคนอีสานทุกวันนี้

          ม.ร.ว ศึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่าถึงสำเนียงที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และไม่เรียกว่า ภาษาท้องถิ่น เพราะสำเนียงเหล่านั้นไม่ใช่ภาษาอื่นแต่เป็นภาษาไทยด้วยกันทั้งนั้นชั่วแต่มีสำเนียงบางอย่างเพี้ยงไป หรือมีศัพท์บางคำแตกต่างกันไป มากบ้าง น้อยบ้าง สุดแล้วแต่ความห่างไกล เมือศัพท์ต่างๆแตกต่างกันมาก บางที่ก็ทำให้เผลอ นึกไปว่า เป็นอีกภาษาหนึ่งความจริงศัพท์เหล่านั้นก็อยู่ในภาษาไทย นั้นเอง ที่น่าสังเกตก็คือศัพท์ในภาคเหนือและภาคอีสานมักจะตรงกัน แต่แตกต่างกว่าภาคกลาง ศัพท์ทางภาคเหนือก็ตรงกับศัพท์ทางภาคใต้อยู่มาก เช่นคนหนุ่มก็เรียกกว่า บ่าว ตรงกันทั้งสองภาคภาษาไทยภาคเหนือนั้น ดูจะเป็นภาษาไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ้งใช้พูดกันในรัฐไทยใหญ่บางรัฐ ตลอดจนถึงสิบสองพันนาในประเทศจีน เช่นเดียวกับภาษาไทยอีสาน ซึ้งพูดกันไปถึงประเทศลาว เวียดนามเหนือ และประเทศจีนในบางส่วน

          การออกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยภาคต่างๆและสระบางตัวนั้นน่าคิด คือ น่าคิดว่า คำว่า ย่า กับ หญ้า หรือ ไม่ กับ ไหม้ ทำไม่จึงใช้ไม่เอกคำหนึ่ง และใช้ ห.นำหน้าและใช้ไม้โทอีกคำหนึ่งนอกจากเหตุผลที่ว่ามีความหมายคนละอย่าง

          เรื่องนี้ ต้องไปฟังคนทางภาคเหนือ ออกเสียง แล้วจึงจะเข้าใจเพราะคนทางภาคเหนือออกเสียงคำว่า ไม่ ตรงกับคนไทยทางภาคกลาง มีแต่เสียงต่ำหรือคำว่า ย่า  ก็ออกเสียงเป็นเช่นเดียวกันคนภาคกลางคือมีแต่เสียงต่ำอย่างเดียวแต่คำว่า หญ้า กับ ไหม้ นั้น คนทางภาคเหนืออออกเสียงต่ำซึ้งมีเสียงสูงควบอยู่ด้วย สมกับที่มี ห.นำ และใช้ไม้โท กำกับ

          ถ้าเรารักษา สำเนียง หรือภาษาไทยท้องถิ่นเหล่านี้ไว้ได้ จะด้วยวิธีใดก็ตาม ก็เท่ากับว่าเรารักษาในด้านต่างๆไว้ได้ครบ

          ฟุ้งเฟื่อง เครือตราชู ได้ให้ความหมาย ของภาษาไทยในแง่ภาษาถิ่น ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อความหมายในชุมนุมชนหนึ่งๆ ชุมนุมชนที่ใช้ภาษาต่างกันนั้นเรียกว่า speech community  ซึ้งในเมืองไทย แยกเป็น ๔ ภาค คือ เหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และ ภาคใต้ ภาษาที่ใช้ speech community เรียกว่า ภาษาถิ่น (Dialects)ภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษาราชการ และถือว่าเป็นภาษามาตรฐาน(standard Dialect)ภาษาถิ่นอาจแบ่งย่อยได้อีก เช่น ภาคใต้ ก็มีภาษาใต้ ซึ้งแยกเป็น ภาษานคร ภาษาสงขลา ฯลฯ ซึ้งอาจมีคำ หรือ เสียงของคำเพี้ยงกันไปแต่ไวยากรณ์ มักไม่แตกต่างกันนัก

          ผู้เขียน สนใจศึกษา ภาษาถิ่นอีสานที่โคราช เพราะสำเนียงแตกต่างจากภาษาอีสานในจังหวัดอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด และเจ้าของภาษาในจังหวัดอื่นๆก็ไม่ยอมรับว่า เป็นภาษาอีสาน และเวลาคนโคราชพูดก็ไม่เรียกว่า เว้าลาว แต่เรียกว่า พูดโคราช

          ขุนสุบงกชศึกษากร กล่าวถึงภาษาถิ่นอีสานที่โคราชว่า ภาษาโคราชจะเป็นอีกภาษาหนึ่ง เห็นจะเป็นไม่ได้ ถ้าจะเรียกว่าภาษาไทย สำเนียงโคราชจะเหมาะกว่า คำที่ใช้พูดกัน ก็เป็นคำไทย ลาว เขมร ญวน และ มอญ แต่ดัดแปลงให้คลองปาก ภายในกำแพงเมือง(สมัยก่อน) มีชื่อบ้านที่น่าสนใจอยู่ บ้านสวนข่า (บ้านข่า) บ้านญวน บ้านมอญ ภายนอกเมืองทางทิศใต้ มีบ้านศก(บ้านเขมร) บ้านลาว ก็มีที่ บ้านตะคุ คืออำเภอปักธงชัย เป็นลาวเชื้อสายเวียงจันทร์ บ้านสันเทียะที่อำเภอโนนลาว(เปลี่ยนเป็นโนนไทย ภายหลัง) ที่อำเภอจันทึก(เปลี่ยนเป็นสีคิ้ว)เป็นลาวพวน นอกจากนี้ ก็มีพูดภาษามอญที่บ้านพุรามอญ บ้านพุรากะชอน ที่บ้านพลับพลา อำเภอโชคชัย และบ้านลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย เมือคนที่มีชื้อสายชาติต่างกันแต่งงานกัน การสัมพันธ์ทางเป็นสามี ภรรยา ไม่มีการรังเกียจ การพูดจามักจะเหมือนแม่  ฝ่ายพ่อมาจากไหน พ่อก็พูดภาษาของตนไป แต่ลูกพูดตามแม่ สำเนียงโคราช จึงยืนอยู่ได้ ด้วยประการดังกล่าวนี้

          อาจเป็นเพราะความปมเปของกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ และเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ ที่โคราชเป็นเมืองหน้าด่านจากภาคกลาง สู่ภาคอีสานจึงทำให้ภาษาวิวัฒนาการไปมาก ในปัจจุบันเพราะการคมนาคมสะดวก และเพราะมีการศึกษาเรียนรู้ภาษากลาง มักจะใช้ภาษากลางลงเข้าไปแทน ทำให้เยาวชนรุ่นหลังๆ จำนวนมากไม่เข้าใจภาษาถิ่นของตน ในบางคำ และฟังผู้ใหญ่พูดรู้เรื่อง เพราะตนไม่เคยใช้มาก่อน บางคน เมือได้ยิน ได้ฟัง ก็เห็นเป็นเรื่องขบขัน ผู้เขียนจึงเห็นสมควรได้ศึกษารวบรวมไว้ ทั้งพิจารณาเห็นว่า การเข้าใจภาษา สำเนียงโคราช จะช่วยเข้าใจวรรณกรรมพื้นบ้านและเพลงพื้นบ้านอีกด้วย

          ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า

            ๑.กาเก็บรักษาอันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม จะช่วยให้ผู้อื่นศึกษาเข้าใจถึงวิวัฒนาการความเกี่ยวพัน และความเป็นมาของภาษา

          ๒.เป็นการปูพื้นฐาน ในการวิจัยด้านภาษาศาสตร์ เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษา วิจารณ์ และ ให้ความร่วมมือในการวิจัยครั้งต่อๆไป

          ๓.เป็นการอนรักษ์ภาษาถิ่น เพื่อประโยชน์ของอนุชนรุ่นหลังได้ เข้าใจ ทั้งนี้ เพราะอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ที่กำลังมีอำนาจเหนือชุมชนต่างๆมากขึ้นทุกที่ หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ ผู้ศึกษาเกรงว่า ขอบเขตของผู้ที่ใช้ภาษาอาจจะกว้างขวาง จนทำให้ภาษาเดิมลบเลือนและสูญหายไปได้

          ๔.ผลทีคาดว่าจะได้รับจากการศึกษาครั้งนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อนักภาษาศาสตร์แล้ว น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่จะทำการค้นคว้าทางด้านประวัติศาสตร์ โดยอาจยึดเอาหลักฐานด้านภาษาเป็นข้อมูลอันหนึ่ง

          ๕.ความรู้ด้านภาษถิ่น อาจจะช่วยด้านรัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ได้ เนื่องจากความรู้ด้านภาษา อาจจะเป็นประโยชน์ต่อนักปกครองในการเข้าถึงประชาชน และเข้าใจในภูมิหลังของชาวบ้าน โดยอาศัยความรู้ทางด้านภาษาเข้าช่วย

            ๖.ความรู้ทางด้านภาษาถิ่น จะช่วยให้ซาบซึ้งในวัฒนธรรมทางภาษาเข้าใจคติชนวิทยา ของโคราชดีขึ้น

๗.ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจเรืองและการกลายเสียง และการกลายความหมาย อันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ นิรุกติศาสตร์

๘.เป็นประโยชน์ในการสอนนักศึกษาที่พูดภาษาถิ่น และช่วยแก่ไขให้นักศึกษาที่ออกเสียงภาษากรุงเทพฯ (ที่ถือว่าเป็นภาษามาตรฐานของไทย)ไม่ชัด

วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า

๑.เพื่อรวบรวม ตรวจสอบ คำภาษาถิ่นโคราช ที่ใช้พูดจากันในจังหวัดนครราชสีมา

๒.เพื่อวิเคราะห์ คำภาษาถิ่นโคราชที่ใช้ในอำเภอเมือง อำเภอโชคชัย อำเภอโนนไทย อำเภอ พิมาย และอำเภอโนนสูง

๓.เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ คำภาษาถิ่นโคราช กับภาษาถิ่นอีสานในเรื่องเสียง และความหมาย

๔.เพื่อแสดงการใช้คำวิเศษณ์ในภาษาโคราช

ขอบเขตของการค้นคว้า

๑.การศึกษาครั้งนี้ จัดอยู่เฉพาะเรื่อง ภาษาพูดของชาวบ้านในอำเภอเมือง อำเภอโชคชัยไปเท่านั้น

๒.แหล่งปฏิบัติการค้นคว้า แบ่งได้ ๒แหล่ง คือ

๒.๑แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ คือ ชาวบ้านใน ๕ อำเภอ

๒.๒แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ได้จากเอกสาร และหนังสือ เกี่ยวข้องจากหอสมุดของรัฐบาล และเอกชน

วิธีการดำเนินการค้นคว้า และอุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นคว้า

๑.วิธีดำเนินการ มีขั้นตอนดังนี้

๑.๑เลือกวิทนายากร หรือ ผู้บอกเล่าจากผู้ที่มีภูมิลำเนา หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอเมือง อำเภอโชคชัย อำเภอ พิมาย อำเภอโนนสูง และอำเภอโนนไทย

๑.๒สัมภาษณ์และเกือบข้อมูลจากวิยากร ผู้ศึกษาท้องถิ่นโคราช ซึ้งมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอเมือง และมีบรรพบุรุษเป็นชาวบ้านโคกงัว และบ้านต่างตา ได้คำภาษาถิ่นโคราช ๒๐๐ และนำมาจัดหมวด หมู่ ตามลำดับตัวอักษร

๑.๓นำรายการคำภาษาถิ่นโคราชทั้ง ๒๐๐ คำ ไปตรวจสอบความหมายที่ถูกต้อง แล้วบันทึกความหมายที่ใช้ตรงกันไว้

๑.๔สอบถามจำนวนคำศัพท์เพิ่มเติม ในแต่ล่ะหมวดตัวอักษรเท่าที่ชาวบ้านสามารถจำได้ และที่ยังใช้พูดจาอยู่ในปัจจุบัน

๑.๕นำเทปบันทึกเสียงคำที่สัมภาษณ์มาถอด แล้วบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร จัดหมวดหมู่ตามตัวอักษร

๑.๖นำคำภาษาถิ่นโคราชมาวิเคราะห์ในด้านเสียงและความหมาย

๒.อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นคว้า

            ๒.๑เครื่องบันทึกเสียง

๒.๒แถบบันทึกเสียงแถบตลับ

๒.๓กระดาษบันทึกข้อความและดินสอ

คำจำกัดความที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

            ภาษาถิ่นโคราชในการศึกษาครั้งนี้ หมายถึงภาษาที่ใช้พูดจากันในจังหวัดนครราชสีมา ในอำเภอเมืองอำเภอโชคชัย อำเภอ พิมาย อำเภอโนนสูง และอำเภอโนนไทย

ซึ้งแม้ในภาษาศาสตร์ จะจัดว่าเป็นภาษาอีสาน แต่มีสำเนียงและ คำบางคำต่างจากภาษาอีสาน

 

ข้อตกลงเบื้องต้น

          ๑.ภาษาถิ่นโคราช ที่ปรากฏในรายงานการค้นคว้านี้ หลายคำ ไม่ปรากฏว่า มีผู้ใช้ในปัจจุบัน แต่ใช้อยู่เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้ว

            ๒.การเขียนภาษาถิ่นโคราช ในประโยชน์ตัวอย่าง จะเน้นความถูกต้องของเสียง เฉ๒.การเขียนภาษาถิ่นโคราช ในประโยชน์ตัวอย่าง จะเน้นความถูกต้องของเสียง เฉพาระในภาษาถิ่นโคราช เท่านั้น ส่วนคำที่ล้อมรอบเป็นปริบทใช้ภาษากลาง ทั้งนั้น เพื่อให้อ่านประโยชน์พอเข้าใจ ลิรู้ตำแหน่งของคำภาษาถิ่นในประโยชน์ เป็นสำคัญ

            ๓.เวลาในการค้นคว้า ซึ้งดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ จนถึงปัจจุบัน รวม ๘ ปี ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความหมายของคำ ภาษาถิ่นโคราชแต่อย่างไร

 

            ๔.การวิเคราะห์ ภาษาถิ่นครั้งนี้เจาะจงศึกษาภาษาพูดเท่านั้นไม่รวมไปถึงภาษาเขียน ที่ปรากฏอยู่ในใบลาน และ ในสมุดข่อย

วิทยากร

            ข้อมูลภาษาถิ่นโคราชนี้ ได้จากวิทยากร ดังต่อไปนี้

ผู้บอกเล่า และ ให้ความหมาย

            ๑.ขุนสุบงกชศึกษา(นาก สุบงกช) อายุ ๗๙ ปี ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ภูมิลำเนาเดิม อยู่บ้านโคกงัว และบ้าน ต่างตา อำเภอเมื่อ จังหวัดนครราชสีมา

            ๒.นายโห้เพิ่มกระโทก อายุ ๗๖ ปี ภูมิลำเนาเดิม อยู่ตำบล กระโทก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

            ๓.นายดาบตำรวจทิม ขอแนบกลาง อายุ ๔๗ ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ ตำบลโคกสูง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา

            ๔.นายสุวัฒน์ พินิจพงศ์ อายุ ๔๗ ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

            ๕.นายจำเนียร ค้าขาย อายุ ๔๒ ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

ผู้ตรวจสอบคำและให้ความหมาย

          ๑.นายแย้ม พวงสันเทียะ อายุ ๙๖ ปี ภูมิลำเนาเดิม ตำบลสระพระ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา(นายบุญส่ง พงศ์ไพสิทธิ์ ผู้เก็บข้อมูล)

            ๒.นายทองใบ ศรสู.เนิน อายุ ๘๓ ปี ภูมิลำเนาเดิม อยู่บ้าน เลขที่ ๑๑๗/๑ อำเภอสูงเนิน (นางทองเลี่ยม พรหมพันใจ ผู้เก็บข้อมูล)

            ๓.นายบันเทิง ทองพิมาย อายุ ๓๕ ปี ภูมิลำเนาเดิม อยู่บ้านสะมะค่า หมู่ ๒ ตำบลในเมือง อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

๔.นายบู่ รัตนวิชัย อายุ ๕๗ ปี ภูมิลำเนาเดิม โรงเรียนบ้านหนองแขม อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา(นายมานะ เหมนิธิ ผู้เก็บข้อมูล)

๕.นายเข็ม พากเพียร อายุ ๕๘ ปี ภูมิลำเนาเดิม หมู่ที่ ๒ ตำบลในเมือง อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา(นายประจวบ สว่างพลกรัง ผู้เก็บข้อมูล)

๖.นายประสาน จันทศร อายุ ๔๒ ปี ภูมิลำเนาเดิม ตำบลในเมือง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา

๗.นายโต ราสระน้อย อายุ ๖๑ ปี ภูมิลำเนาเดิม บ้านพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา(นายเสถียร ยุระวงศ์ ผู้เก็บข้อมูล)

๘.พระภิกษุแก้ว อภิปุญโญ(นายแก้ว เรือตะขบ) อายุ ๘๑ ปี พรรษา ภูมิลำเนาเดิม วัดบ้านวังตะเคียน  อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา (นายเสถียร ยุระวงศ์ ผู้เก็บข้อมูล)

๙.นายสุพัฒน์ อินทรประวัติ อายุ๔๕ ปี ภูมิลำเนาเดิม ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

๑๐.นายทอง เพิ่มกระโทก อายุ ๔๘ ปี ภูมิลำเนาเดิม ตำบลบ้านกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

เอกสารและงานค้นคว้าที่เกี่ยวข้อง

ในการทีวิเคราะห์ภาษาถิ่นโคราช ให้ความเข้าใจในเรื่องเสียง คำและความหมาย จำเป็นต้องศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องภาษาถิ่นต่างๆของไทยภาษาต่างประเทศที่ปรากฏในภาษาถิ่น และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นหรือจังหวัดที่ใช้ภาษาถิ่นนั้นๆ ดังจะได้กล่าวถึง ต่อไปนี้

ซ่อนกลีน พิเศษสกลกิจ แบ่งภาษาถิ่นของไทยออกเป็น ๓ ภาษาใหญ่ๆ คือ

๑.ภาษาเหนือ พูดในภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัด แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน

๒.ภาษาอีสาน พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ ชัยภูมิ ศรีสะเกต อุบลราชธานี อุดรธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพะนม สกลนคร เลย

๓.ภาษาใต้ หรือ ภาษาปักษ์ใต้ พูดในภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

ภาษาถิ่นต่างๆเหล่านี้ที่อยู่ในภาคเดียวกัน มีเสียง พยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย และฟังเข้าใจกันได้ดี

วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ กล่าวถึงภาษาถิ่นว่านอกจากคนต่างเพศ ต่างวัย ต่างชนชั้น จะใช้ภาษาต่างกันแล้ว คนที่อยู่ต่างถิ่นกันก็ใช้ภาษาต่างกันด้วยถ้าเราเดินทางจากเหนือสุดไปใต้สุดของประเทศไทยและสังเกตการใช้ภาษาของผู้พูดที่อยู่ตามทางไปเรื่อยๆเราจะได้ยินภาษาไทยชนิดต่างๆที่เข้าใจได้บ้างไม่เข้าใจบ้าง ไปตลอดทางถิ่นที่อยู่ใกล้กัน ภาษาก็มีความคล้ายคลึงกันมาก ไกลออกไปหน่อยก็ต่างกันมากขึ้น การที่ประชาชนตามถิ่นต่างๆใช้ภาษาต่างกันนี้ เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป

ความแตกต่างกันของภาษาถิ่น มีได้ทั้งเรื่องเสียง คำ การใช้คำ และ การเรียงคำ นักภาษาสนใจศึกษาภาษาถิ่นมาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งที่ได้รับการศึกษาค้นคว้ามากที่สุด คือ คำส่วนมากเป็นการรวบรวมคำที่มีความหมายเดียวกัน แต่ออกสียงต่างกัน ในปัจจุบัน มีนักภาษาศาสตร์รุ่นใหม่ๆสนใจค้นคว้าเรือง ความแตกต่างของเสียง และการเรียงคำ ส่วนใหญ่มุ่งค้นคว้าหากฎเกณฑ์ที่ทำให้ภาษาถิ่นต่างกัน สาเหตุหนึ่งที่นักภาษาส่วนใหญ่คิดว่าทำให้ภาษาถิ่นต่างๆมีความแตกต่างกัน คือ ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่น ย้ายมาจากที่ต่างกัน ในประเทศไทย ภาษาไทยถิ่นอีสาน มีความคล้ายคลึงภาษาในเวียงจันทร์และหลวงพระบาง ในประเทศลาวมากกว่าคล้ายภาษาไทยถิ่นอื่นๆเนื่องจากท้องถิ่นต่างๆใช้ภาษาต่างกัน ในบางประเทศจึงต้องเลือกเอาภาษาถิ่นหนึ่งขึ้นเป็นภาษาราชการการที่ได้รับเลือกเป็นภาษาราชการทำให้ภาษาถิ่นนั้นเป็นภาษาที่มีอภิสิทธิ์ คือเป็นภาษาที่ทางการใช้ สื่อสารมวลชนใช้ และใช้ในวงการศึกษาจึงกลายเป็นภาษาที่เป็นแบบอย่างที่คนต้องการจะพูด ให้เหมือน

พระวรเวชพิศิษฐ์ กล่าวว่าเมือราว พ.ศ.๑๗๙๗ พวกมองโกล มีอำนาจมาก เข้ามาตีจีนได้ทั้งหมด ได้ครอบครองประเทศจีน เปลี่ยนราชวงศ์ เป็นราชวงศ์หงวน เมื่อพวงมองโกลมีอำนาจครอบครองจีนทั้งหมดแล้วไทยเดิมก็ต้องถูกเบียดเบียน ในที่สุด ชาติน้อยก็ต้องแพ้ชาติใหญ่เป็นธรรมดา ไทยเดิมจึงต้องแตกฉานซานเซ็งลงมาทางใต้เป็นพวกใหญ่ๆ ได้แก่ ไทยใหญ่ ไทยน้อย นอกจากนี้ยังเข้าไปในพม่าและแดนอินเดียในมณฑลอัสสัมก็มี เช่น ไทยชาน ไทยใหญ่ไทยอาหม และไทยคำตี่ ไทยอื่นๆ มีไท ผู้ไท พวนเฉียง ลื้อ เขิน ในประเทศสยามนี้ เราหลงเรียกกันเองว่า ลาว โดยความเข้าใจผิด ลาวมาจากคำ ลัวะ ละวะ เป็นคนพื้นเมือง มีอยู่ในสยามก่อนที่ไทยลงมา สำเนียงกับภาษาที่ผิดกับพลเมืองไทยในมณฑลอุบล อุดร พายัพ ที่เราเรียกว่า ลาวนั้น ผิด ที่จริงก็ไทยเรานี่เอง

แผ่นดินที่ตั้งประเทศสยามนี้ แต่เดิมเป็นที่อยู่ของชน ๒ ชาติ คือ ขอม และลาว ชนชาติขอมและลาวเดิมเป็นมาอย่างไร สืบสวนยังไม่ได้ รู้ได้แต่เพียงว่า บุคคลที่เราเรียกว่า ข่า ขมุ เขมร มอญ เม็ง เหล่านี้ ภาษาที่พูด เป็นภาษาขอม จึงเข้าใจว่า ชนชาติเหล่านี้สืบเนื่องมาแต่ขอมส่วนลาวได้แก่ชนจำพวกที่เราเรียกว่า ลัวะ และละว้า เดี๋ยวนี้ ยังมีอยู่ตามป่า ตามเขา แทบทุกมณฑลที่เป็นเมืองลาวเดิม เช่น เมืองนครราชสีมา อุดร อุบล ฯลฯ

วิจินตน์ ภานุพงศ์ กล่าวถึงภาษาถิ่นว่า เมื่อทฤษฎีทางการศึกษาประวัติภาษาเจริญขึ้น ทำให้รู้ว่า ภาษามาตรฐานไม่ใช่ภาษาที่เก่าที่สุด นักภาษาบางคนมีความเห็นไปอีกทางหนึ่งว่า เนื่องจากภาษาถิ่นรักษาลักษณะโบราณบางอย่างของภาษา ซึ้งในภาษามาตรฐานไม่มี จึงคอดกันว่าภาษาถิ่นต่างๆนั้นเป็นภาษาซึ้งไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเลย คือ เป็นภาษาเก่าแก่นั้นเอง เมื่อได้ศึกษาภาษาถิ่นกันมากขึ้น ทำให้มีความรู้ว่า ทุกภาษาจะต้องได้รับอิทธิพลจากภาษาถิ่นเสมอ และในภาษาถิ่นก็มีการกลายเสียงที่สม่ำเสมอ และ ไม่สม่ำเสมอ เช่นเดียวกับในภาษามาตรฐาน การศึกษาภูมิศาสตร์ภาษาถิ่น ก็เท่ากับช่วยยืนยังความคิดที่ได้จากการศึกษาโดยอาศัยระเบียบวิธีเปรียบเทียบว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษานั้น ในแต่ละถิ่นก็จะเปลี่ยนกันไปคนละแนว

ในการศึกษาภาษาถิ่นนั้น ในสมัยก่อน พจนานุกรมภาษาถิ่นจะบรรจุแต่เฉพาะคำซึ่งมีรูปและความหมายต่างจากภาษามาตรฐานปัจจุบันถือกันว่าพจนานุกรมภาษาถิ่นที่ดีจะต้องบรรจุคำทุกคำ ซึ่งมีใช้ในถิ่นนั้นและจะต้องบอกว่าออกเสียงอย่างไร และให้คำจำกัดความของคำแต่ละคำด้วย ถ้าเราจะต้องทำพจนานุกรมของภาษาถิ่นหลายๆถิ่น ที่อยู่ในภาคเดียวกัน ก็จะลำบากยิ่งขึ้นเราจะต้องบอกให้ละเอียดว่า คำใดใช้ในถิ่นใดบ้าง ซึ่งถ้าทำเป็นแผนที่การใช้คำ จะทำให้เห็นชัดว่าเมือเรามีความรู้เกี่ยวกับลักษณะภาษาถิ่นแต่ละถิ่นอย่างละเอียดจะทำให้เราสามารถสืบสารประวัติความเป็นมาของภาษาได้

จากการศึกษาเปรียบเทียบภาษาไทยถิ่นต่างๆทั้งที่พูดอยู่ในเขตประเทศไทย เช่น ในประเทศลาว ทางตอนเหนือของเวียดนาม ทางตอนใต้ของประเทศจีน ในแคว้นฉานของพม่า และในแคว้นอัสสัมของอินเดีย เพื่อจะสืบสาวกลับไปหาภาษาไทยโบราณดั้งเดิม และสันนิษฐานว่าภาษาโบราณดั้งเดิมของไทยนั้น มีลักษณะอย่างไร ประกอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ขณะนี้ ยังไม่มีใครทราบว่า ภาษาไทยร่วมภาษาต้นกำเนิดกับภาษาใดบ้างทั้งนี้เพราะขาดหลักฐานที่จะนำมาเป็นข้อมูลสำหรับศึกษาเปรียบเทียบ

เสนีย์ วิลาวรรณ กล่าวว่าการศึกษาเรื่องหน่อยเสียงสระของไทย ตามแนวหลักภาษาศาสตร์ สามารถใช้เป็นเครื่องมือสอบสวนคำโบราณและภาษาถิ่นได้และใช้ข้อมูลสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษาย่อมเป็นไปอย่างมีหลักเกณฑ์ การเปลี่ยนแปลงของเสียงสระ สังเกตได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงเสียงพยัญชนะและวรรณยุกต์ มีแนวการเปลี่ยนแปลงเสียงสระดังนี้

๑.การเปลี่ยนแปลงมักจำกัดอยู่ในส่วนเดียวกันของลิ้น คือ สระหน้าก็จะเปลี่ยนเป็นสระหน้าด้วยกัน สระกลาง ก็จะเปลี่ยนเป็นสระกลางด้วยกันสระหลัง ก็จะเปลี่ยนเป็นสระหลังด้วยกัน

อี          ถ้าเปลี่ยนก็เป็น           เอ        หรือ      แอ

อึ          ถ้าเปลี่ยนก็เป็น           เออ      หรือ      อา

อู          ถ้าเปลี่ยนก็เป็น           โอ        หรือ      ออ

๒.การเปลี่ยนแปลง อาจข้ามส่วนของลิ้นได้แต่ส่วนมากมักจำกัดอยู่ในส่วนของลิ้นที่ใกล้กัน และอยู่ในระดับเดียวกัน เช่น สระหน้า-สูง-บิด อาจจะเปลี่ยนเป็นสระกลาง-สูง-บิด

สระหลัง-สูง-บิด อาจจะเป็น สระกลาง-สูง-บิด หรือ สระกลางอาจเปลี่ยนเป็นสระหน้า หรือ สระหลังได้

หลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้สามรถพิจารณาศัพท์โบราณ และภาษาถิ่นเทียบกับภาษาไทยกรุงเทพฯ ได้เช่น การเปลี่ยนแปลงเสียงสระ ต่อไปนี้

จารึสุโขทัย

โสง                  -          สอง

                        บัว                   -          บ่าว

                        เงื่อน                -          เงิน

                        ข้าเสือก           -          ข้าศึก

                        โอกพรรษา       -          ออกพรรษา

                        หมอนโนน        -          หมอนนอน

                        โอยทาน           -          อวยพร

                        ตะวันโอก         -          ตะวันออก

                        สูดธรรม           -          สวดธรรม

                        ฝั่งของ             -          ฝั่งโขง

                        เถิง                  -          ถึง

                        พู้น                   -          โพ้น

                        ปีโถะ               -          ปีเถาะ

                        ช่อย                 -          ช่วย

 

ภาษาถิ่นไทยใหญ่

            เม้                    -          เมีย

            หัน               -        เห็น

            เสอ                  -          เสือ

            โห                    -          หัว

            แง่ม                 -          งาม

            จ้ำ                    -        จิ้ม

            โขย                  -          เขย

            งิ้น                    -        เงิน

            ผอง                 -        ผง

            โถง                  -        ถุง                   

ภาษาถิ่นอีเหนือ

          ก่อง                 -          โกง

          จง                    -          ซิม

            ตุง                    -          ธง

            หน่อง               -          หน่วง

            เฝิง                  -          ฝึก

            มูบ                   -          หมอบ

            หุ้น                   -          ห้วน

ภาษาถิ่นใต้

                   โลก                  -          ลูก

                        เริง                   -          เรือง

                        ยีว                    -          เหยี่ยว

                        เซ้อ                  -          ซื้อ

                        เอิน                  -          อื่น

                        โร้                     -          รู้

                        เท                    -          ที่

ภาษาถิ่นอีสาน

คึด                   -          คิด

            จ้ำ                    -          จิ้ม

            แปว                 -          เปลว

            ขีน                   -          ขืน

            เดิ๋ก                  -          ดึก

            เถิง                  -          ถึง

            เทาะ                -          เถอะ

            เฟี้ยง                -          ฟาง

            ข่าม                 -          ข้าม

            เคี้ยว                -          ข่วน

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การแปลงเสียงสระย่อมมีหลักเกณฑ์ตามฐานที่เกิดเสียงในปาก

ผู้ศึกษาค้นคว้าใค่รขอทำความเข้าใจกับลักษณะของภาษาถิ่นแต่ละภาคดังนี้

ภาษาถิ่นภาคใต้

            ภาษาถิ่นปักษ์ใต้ หรือภาคใต้ หรือ