ขั้นตอนการทำกระเป๋าจากย่านลิเภา

     1. เลือกวัสดุ

     เลือกย่านลิเภาใหญ่ เป็นย่านแก่ มีความสด มีความสมบูรณ์ตลอดเส้น และมีความยาวไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตร การที่ต้องเลือกย่านลิเภาที่สดก็เพื่อให้สะดวกแก่การลอกเปลือกออกมาใช้งาน เพราะหากทิ้งให้แห้งจะลอกออกยาก ไม่สะดวกแก่การทำเป็นเส้นสำหรับสาน  ไม้ริงโร เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rhapis humillis ชื่อสามัญว่า Lady palm ลำต้นกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว เปลือกเป็นแผ่นใยบาง ๆ สีน้ำตาล ลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร ใบสีเขียวเป็นมัน ก้านใบหนึ่ง ๆ จะมีใบแผ่นเป็นแฉกประมาณ 10 แฉก ก้านใบยาวระหง ดูงามตา ชอบขึ้นในที่ร่มซึ่งมีแสงแดดรำไร ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีมากในเขตเชิงเขา ลำต้นมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่มีความเหนียว ยืดหยุ่นหรืออ่อนตัวได้ดี สามารถดัดให้โค้งงอได้ง่าย และมีความทนทาน ใช้งานได้นานนับสิบ ๆ ปี

ไม้ไผ่ เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ใหญ่ที่สุด ที่นิยมใช้ทำโครงผลิตภัณฑ์ลิเภา คือไม้ใผ่สด ไม้ไผ่ชนิดนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นประมาณ 3 – 4 นิ้ว ต้นสูงประมาณ 5 -10 เมตร ลำต้นกลมเกลี้ยง ผิวสีเขียว ถ้าแก่จัดมีสีเหลืองปน ปล้องหนึ่ง ๆ ยาว 12 – 16 นิ้ว แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นพุ่มหรือกอใหญ่และทึบมาก มีมากในภาคใต้ นิยมใช้ทำเครื่องจักสาน โดยเฉพาะเครื่องมือจับปลาและใช้ในการก่อสร้างอาคารชั่วคราว

ไม้หวาย เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Calamus sp ชื่อสามัญว่า Rattan palm เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำเถาชอบพันเกาะต้นไม้ใหญ่มีความเหนียว ใบเป็นรูปขนนกเล็ก ๆ ใบย่อยนั้นเรียวยาว มีสีเขียวสด ก้านใบหนึ่ง ๆ มีใบย่อยราว 60 – 80 คู่ เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศในเขตร้อน โดยเฉพาะประเทศไทย นิยมใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง และเครื่องจักสาน ไม้หวายที่นิยมนำมาใช้ทำโครงผลิตภัณฑ์ลิเภาคือ หวายหอม

     2.  เตรียมวัสดุ

     นำเส้นย่านลิเภาใหญ่ ไปลอกหรือปอกเปลือกออก นำเปลือกที่ลอกได้ไปแขวนตากลมในที่ร่มให้แห้ง แล้วนำไปฉีกเป็นเส้นตามขนาดที่จะใช้งาน นำไปขูดด้วยมีดให้แต่ละเส้นบางเท่า ๆ กันแต่เนื่องจากขูดด้วยมีดนั้นอาจมีความบางไม่เท่าหรือเป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องนำเส้นลิเภาดังกล่าวไปรูดกับฝากระป๋องกลมหรือแป้นสังกะสี แล้วชักรูดไปมาจนกระทั่งได้เส้นบางตามต้องการ วิธีนี้เรียกว่า “การชักเรียด” ชักเรียด เป็นวิธีเหลาตอกที่จะใช้ในการจักสานด้วยเครื่องมือชักเส้นจักตอก ที่เรียกว่าแป้น แป้น ทำจากแผ่นโลหะเช่นกระป๋องนม สังกะสีชนิดหนา เป็นต้น นำมาเจาะรูให้ได้ขนาดต่าง ๆ ตามที่ต้องการ โดยให้ด้านหนึ่งของแป้นมีคมอันเกิดจากการตอกเจาะโลหะให้เป็นรูการเจาะรูจะทำไว้หลาย ๆ ขนาด ใหญ่เล็กเรียงกันตามลำดับ ในการชักเรียด จะต้องเหลาตอกด้วยมีดตอกหรือพร้าให้ได้ขนาดใกล้เคียงกับที่ต้องการเสียก่อน โดยเหลาอย่างหยาบ ๆ จากนั้นนำตอกมาชักผ่านรูแป้น
เรียกว่า “ชักเรียด” วิธีการต้องเลือกชักเส้นจักตอกผ่านรูขนาดโตพอดีกับรูแป้นก่อน โดยชักผ่านตลอดเส้น ขณะชักเส้นจักตอก คมของแป้นจะเหลาตอกส่วนที่โตเกินรูแป้นออก ครั้นชักตอกผ่านรูขนาดโตแล้วก็ชักลอดผ่านรูแป้นขนาดเล็กลงตามลำดับ จนกระทั่งได้เส้นจักตอกโตตามขนาดที่ต้องการ การเหลาเส้นจักตอกโดยวิธีชักเรียด จะทำให้ตอกมีขนาดเท่ากันตลอดทั้งเส้น ผิวตอกจะเรียบลื่นสวยงาม และสามารถทำได้รวดเร็วด้วย การชักเรียดนิยมใช้ทำเส้นจักตอกขนาดเล็กที่เหลาด้วยมีดพร้าได้ลำบาก วัสดุที่ใช้เหลาแบบชักเรียดจึงต้องอ่อนตัวและเหนียวทน เช่น หวาย คลุ้มและย่านลิเภา มิเช่นนั้นจะขาดได้ง่าย การจะให้ผลิตภัณฑ์ลิเภาประณีตสวยงามมากเพียงใด จึงต้องพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นเตรียมวัสดุ (หรือขั้นการชักเรียด มากเพียงนั้น)

     3.  การสาน

     มีสองแบบ

     แบบที่หนึ่ง คือผลิตภัณฑ์ที่มีไม้เป็นโครง ได้แก่ กระเชอ กระเป๋า กล่อง กุบหมาก และ พาน ผลิตภัณฑ์ที่มีไม้เป็นโครง ในการสานจะต้องใช้เบ้าเป็นเครื่องกำหนดรูปทรง ตัวเบ้านิยมทำด้วยไม้เนื้ออ่อน มีรูปทรงแตกต่างกัน เช่น ทรงกลม ทรงรีรูปไข่ ทรงสี่เหลี่ยม ทรงหกเหลี่ยม และทรงหลังเต่า หากช่างต้องการสานให้มีรูปทรงอย่างใด ก็ใช้เบ้ารูปทรงนั้นมาเป็นแบบแล้วสานขึ้นรูปตามเบ้านั้น

     แบบที่สอง คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีวัสดุอื่นที่ไม่ใช้ไม้เป็นโครง ได้แก่ ปากกาลูกลื่น และกำไล ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้ไม้เป็นโครง เมื่อจะสานก็ขึ้นรูปไปตามทรวดทรงของผลิตภัณฑ์นั้น ด้วยการตอกลิเภาแล้วพันและขัดไปรอบโครงหรือแกน ถ้าเป็นกำไรก็อาจใช้หวายขดเป็นวงกลมเป็นแกนแทนพลาสติกก็ได้ ที่ต้องระวังคือ ต้องพันให้เรียบร้อยและแน่นก่อนจะนำไปขัดกระดาษทราย และลงน้ำมันชักเงาในขั้นต่อไป

     รูปแบบการสานนั้นนิยมทำกันสองแบบ

     แบบโปร่ง (หรือแบบขดขึ้นรูป) เริ่มสานจากก้นของภาชนะหรือเครื่องใช้นั้น โดยใช้หวายขดขึ้นรูปเป็นวงกลมแบบก้นหอย เวียนขึ้นไปตามเบ้าที่ใช้เป็นแบบแล้วนำย่านลิเภามาสานขัดเป็นแบบ “ลายเป้า” มีลักษณะของงานจักสานวิธีนี้จะเป็นลวดลายแบบโปร่งหรือเป็นตา ๆ

    แบบขัดยกลาย จะแยกส่วนของเครื่องใช้ออกสานทีละส่วน ได้แก่ ก้น ตัว ฝา ขอบ และหูหิ้ว แล้วค่อยนำมาประกอบเป็นรูปทรงทีหลัง การสานจะใช้ไม้ริงโรหรือไม้ไผ่เป็นโครง แล้วกรองเป็นผืนด้วยเส้นด้าย หรือไม้ไผ่เล็ก ๆ จากนั้นจึงใช้ย่านลิเภามาสานขัดเป็นลายต่าง ๆ เช่น ลายดอกสี่เหลี่ยม ลายสอง ลายตาสับปะรด ลายลูกแก้ว สีของลวดลายส่วนใหญ่มีสี่สี คือ สีเนื้อ สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลแก่ และสีดำ ลักษณะงานจักสานวิธีนี้จะเป็นรูปทึบ

     4.  เคลือบชักเงา

     เมื่อสานและขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ได้ตามต้องการแล้วจะต้องขัดผิวด้วยกระดาษทราย และเก็บหรือแต่งส่วนที่ไม่ค่อยเรียบร้อยออกเสียก่อน จากนั้นจึงลงน้ำมันเคลือบผิวหรือชักเงา ให้เกิดความสวยงามและคงทน สมัยโบราณนิยมทาน้ำมันยางใสป้องกันมอดและแมลงบางชนิดกัดกิน ปัจจุบันนิยมใช้แล็คเกอร์ใสหรือแล็คเกอร์ด้าน

     5.  ประดับตกแต่ง

     โดยการประดิษฐ์กรอบหรือขอบถมเงินและถมทองหุ้ม แลดูสวยงามและมีคุณค่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกระเป๋าถือของสุภาพสตรี นิยมนำถมทองมาหุ้มหูหิ้ว และสายยูฝากระเป๋า นอกจากนั้นภายในกระเป๋าก็นิยมบุด้วยกำมะหยี่สีแดงเอาไว้ รวมทั้งอาจติดกระจกเงาแผ่นเล็ก ๆ ไว้ที่ฝากระเป๋าด้านในอีกด้วยก็ได้ ซึ่งนับเป็นพัฒนาการอีกระดับหนึ่งของขั้นประดับตกแต่งผลิตภัณฑ์ย่านลิเภา

 

 

อ้างอิง:จากหนังสือหลักสูตรการสร้างผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภา