“อิเหนา จินตะหรา บุษบา” แค่ตัวละครหรือเป็นดังเงา  

 

                                                                                   ศุภกร เลิศอมรมีสุข

 

          มีคำกล่าวว่า “วรรณคดีเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนแนวคิดและค่านิยมในสังคมยุคนั้น” การสะท้อนนั้นอาจเป็นไปได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทางตรงอาจเกิดจากการที่กวีบรรยายถึงลักษณะความเป็นไปในสังคมโดยใช้ตัวละครเป็นสื่อ ในทางอ้อมเกิดขึ้นเมื่อกวีใส่บุคลิกภาพตลอดจนแนวความคิดของตนออกมาไว้ในงานประพันธ์ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ บทพระราชนิพนธ์ละครในเรื่องอิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเองก็เป็นเสมือนกระจกบานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพดังกล่าว ดังที่ จุลลดา ภักดีภูมินทร์[1] กล่าวไว้ว่า ในหมู่ชาววัง เวลาอ่านบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาในรัชกาลที่ ๒ มักจะเปรียบเทียบเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด (ซึ่งรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) ว่าเป็นประหนึ่งจินตะหราวาตี ส่วนเจ้าฟ้ากุณฑลนั้นว่าเป็นประดุจบุษบา อันที่จริงบทพระราชนิพนธ์ ‘อิเหนา’ นั้นค่อนข้างจะน่าเชื่ออยู่เหมือนกันว่าบางตอนคงออกมาจากพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ ๒ จริง ๆ เพราะตามธรรมดาของคนเป็นนักเขียน นักประพันธ์หรือกวีนั้นส่วนมากมักจะอด ‘ดึง’ เอาความในใจของตนออกมาสอดแทรกไว้ในบทประพันธ์ไม่ได้ บางทีก็โดยตั้งใจ บางทีก็โดยเผลอใจ

            จากข้อสังเกตตลอดจนความคิดเห็นดังกล่าวข้างต้นของจุลลดานั้นเป็นไปได้ว่าจุลลดาได้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ในการเขียนนวนิยายของเธอเองส่วนหนึ่ง เพราะเธอเองก็เป็นนักเขียนนวนิยายอาชีพนามปากกาว่า ‘สีฟ้า’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จเพราะเธอได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปีพ.ศ. ๒๕๓๙

            หากพิจารณาจากข้อสังเกตของจุลลดาข้างต้นที่ว่าจินตะหรานั้นเป็นเสมือนเงาของเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด และ บุษบานั้นเป็นเสมือนเงาของ เจ้าฟ้าหญิงกุณฑล แล้ว ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอิเหนานั้นก็ต้องเป็นเงาของพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัย

            นันทนา กปิลกาญจน์[2] ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผลการวิจัยพบว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอมรินทรา บรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๑๐ เวลานั้นเป็นช่วงสมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีซึ่งบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเพราะกำลังทำสงครามกับพม่า ขณะนั้นพระองค์กำลังทรงเจริญวัย สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงมีตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ในที่สุดสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทำสงครามชนะพม่าได้กรุงศรีอยุธยาคืน แต่สภาพบ้านเมือง ณ เวลานั้นเสียหายมากจึงทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามายังกรุงธนบุรี เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าตากสินสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

            พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถในการศึกสงครามหลายครั้ง จึงทรงมีประสบการณ์ในการสงครามมาก ดังนั้นเมื่อกรมพระราชวังบวร

สุรสิงหนาถทิวงคตลงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลและทรงสืบราชสมบัติแทนพระบรมชนกนาถในปีพ.ศ. ๒๓๕๒ และสวรรคตในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ รวมระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ๑๕ ปี

            ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข พระองค์ได้พระราชทานพระราชมรดกชิ้นสำคัญไว้แก่ประเทศชาติคือ ศิลปะอันวิเศษในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ วรรณกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ในรัชสมัยของพระองค์นับได้ว่าเป็นยุคทองของงานศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์เองก็ทรงเป็นเอกอัครศิลปินทรงมีพระปรีชาสามารถในศิลปะหลายสาขา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องเทิดพระเกียรติพระองค์ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

            ในช่วงระยะเวลา ๑๕ ปีแห่งรัชสมัย นับได้ว่าไทยได้ประสบสันติสุข แม้จะมีเหตุการณ์พิพาทกับพม่า เขมร ญวน บ้างก็นับว่าเป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงเป็นประมุขแห่งกวี ผู้ใดเชี่ยวชาญทางกาพย์กลอนก็ทรงโปรดปรานยกย่องถึงกับมีคำกล่าวว่า “ในรัชกาลที่ ๒ นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด” พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงสนพระทัยและทรงทำนุบำรุงศิลปะการช่างเป็นอย่างมาก เมื่อบ้านเมืองเป็นปรกติสุขก็ได้ทรงพยายามที่จะบำรุงการช่างให้รุ่งเรืองอย่างสมัยกรุงศรีอยุธยาเพราะช่างไทยในครั้งนั้นได้ถูกกวาดต้อนไปพม่าเสียเกือบหมด พระองค์ทรงเป็นช่างฝีมือสูง เป็นที่สรรเสริญมาจนบัดนี้

            งานศิลปะอีกอย่างหนึ่งคือวรรณคดี ซึ่งกล่าวได้ว่าพระองค์ได้ทรงพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอย่างมาก จนกล่าวได้ว่าในรัชสมัยของพระองค์วรรณคดีรุ่งเรืองอย่างยิ่งหาสมัยอื่นเปรียบเทียบมิได้เลย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงปรับปรุงการละครให้ขึ้นถึงมาตรฐานอันดีทั้งในกระบวนรำ เพลง และบท ในส่วนการแต่งบทนั้นนอกจากพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทเอง ยังโปรดให้ประชุมกวีช่วยกันแต่งและแก้ไขให้ไพเราะน่าฟังทั้งในสำนวนกลอนและเหมาะกับจังหวะในกระบวนรำ จึงกล่าวได้ว่าบทละครซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์และโปรดให้กวีช่วยกันแต่งแก้ไขกันในที่ชุมนุมกวีนั้นเป็นบทละครที่ดีสุด

            พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงดำรงอยู่ในมไหสูรย์ราชสมบัติตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๓๕๒ จนถึงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ เป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๔ ปี ๑๐ เดือน ๑๔ วัน จึงสวรรคต สิริพระชนมายุ ๕๘ พรรษา พระองค์ทรงมีพระมเหสี ๒ พระองค์คือ เจ้าจอมพระสนม ๓๒ ท่าน และทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งสิ้น ๗๓ พระองค์

            พระอัครมเหสีคือ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ซึ่งในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า “เมื่อในรัชกาลที่ ๑ นั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอดพระธิดาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ เป็นอรรคชายา “เหตุการณ์ตอนนี้เข้าใจว่าจะเกิดขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๓๔๓-๒๓๔๔ เพราะมีเรื่องกล่าวกันว่าเมื่อเจ้าฟ้าบุญรอดตั้งครรภ์ คุณเสือ (เจ้าจอมแว่นพระสนมเอกในรัชกาลที่ ๑) ได้เข้าเฝ้ากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกให้ทรงทราบและด้วยความสามารถของคุณเสือนี้เองจึงดับพระพิโรธไว้ได้[3] พระมเหสีพระองค์ที่สองคือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๑

           

            จากศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะของตัวละครเอก ในบทพระราชนิพนธ์ละครในเรื่องอิเหนาของทำให้ทราบลักษณะของตัวละครอิเหนาดังต่อไปนี้

            อิเหนา  เจ้าชายแห่งกรุงกุเรปันซึ่งเป็นหนึ่งในวงศ์อสัญแดหวาเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์รูปร่างงดงามเป็นที่ติดใจของผู้พบเห็น อิเหนายังเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวานสามารถผูกใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้สวามิภักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีที่ตนพึงใจ นอกจากนั้นอิเหนายังมีความสามารถในการรบ ไม่ว่าจะยกทัพไปที่ใดก็ไม่มีกษัตริย์บ้านเมืองใดสามารถเอาชนะได้

            อิเหนาถึงแม้จะเป็นคนเก่งกล้ารูปงาม มีวาทศิลป์ แต่อิเหนาก็ยังมีข้อบกพร่องคือเป็นคนดื้อดึง ถือเอาแต่ใจตัวใหญ่ อิเหนามีนิสัยเป็นเช่นนี้เพราะได้รับการปรนเปรอเลี้ยงดูอย่างดีเพื่อจะเป็นกษัตริย์กรุงกุเรปันต่อไป แม้องค์ปะตาระกาหลาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วยังประทานกริชเทวาให้เป็นอาวุธคู่มือ อิเหนาจึงได้ใจดังนั้นเมื่อมีความพึงพอใจในจินตะหราก็ถึงกับตัดรอนบุษบา ซึ่งเป็นคู่หมั้นโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกผู้ใหญ่ทางฝ่ายตนและผู้ใหญ่ทางฝ่ายบุษบา

            เมื่อเปรียบเทียบพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับลักษณะของตัวละครอิเหนาแล้วจะพบว่ามีลักษณะบางประการที่พ้องกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและอิเหนาคือ

-          ความเป็นพระราชโอรสในพระมหากษัตริย์ 

-          ความเป็นเจ้าชายรัชทายาท 

-          ความมีวาทศิลป์ ซึ่งมีหลักฐานปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนจากพระราชนิพนธ์ต่าง ๆ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งเปี่ยมด้วยคุณค่าและความงดงามแห่งภาษาและวรรณศิลป์

-          ความสามารถในการศึกสงคราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญคือตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นหลักฐานยืนยันแห่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ในข้อนี้

-          ความเป็นเจ้าชายนักรัก ทรงได้เจ้าฟ้าบุญรอด พระภคินี เป็นพระอัครชายาโดยที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมชนกนาถ ไม่ได้ทรงรับทราบก่อน ซึ่งเหมือนอย่างที่อิเหนาได้จินตะหราเป็นชายาก่อนที่จะทูลบอกท้าวกุเรปัน และเมื่อครองราชย์สมบัติแล้วทรงยกย่องให้เป็นพระอัครมเหสี

         

          สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ หรือเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดนั้นทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช กับท่านขรัวเงิน ประสูติเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้วได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า ฯ สถาปนาพระญาติวงศ์ขึ้นเป็นเจ้านายดำรงพระอิสริยยศแห่งราชวงศ์ตามโบราณราชประเพณีการสถาปนาพระราชวงศ์วงศ์ใหม่ ด้วยเหตุนี้พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางพระองค์นี้จึงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรด ฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าบุญรอด

            ตามที่ได้กล่าวไว้ในพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแล้วว่า เจ้าฟ้าบุญรอดนั้นทรงเป็นพระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยตั้งแต่พระองค์ยังไม่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว และได้รับเอาพระขนิษฐาต่างพระมารดาของพระองค์คือเจ้าฟ้าหญิงกุลฑลทิพยวดีเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งแล้วก็ทรงน้อยพระทัยสมเด็จพระราชสวามียิ่งนัก

            ความน้อยพระทัยที่สมเด็จพระอัครมเหสีทรงมีต่อสมเด็จพระบรมราชสวามีนั้นมากมายนัก เมื่อนึกถึงความเก่าก่อนที่ “สองปีสองปิดบัง” [4] สมเด็จพระอัครมเหสีจึงใช้วิธีดื้อแพ่งด้วยประการต่าง ๆ ไม่ขึ้นเฝ้าดังที่ทรงเคยปฏิบัติมา ไม่ทำเครื่องเสวยที่โปรดปรานขึ้นถวาย[5]

            สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงมีพระโอรส ๓ พระองค์คือ

๑.     เจ้าฟ้าชาย (ราชกุมาร) สิ้นพระชนม์ในวันที่ประสูติ

๒.     เจ้าฟ้าชายมงกุฎ สมมุติเทววงศ์ พงศาอิศวรกระษัตริยขัตติยราชกุมาร ซึ่งต่อมาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งราชวงศ์จักรี

๓.     เจ้าฟ้าชายจุฑามณี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครองสิริราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๔ พระองค์ที่ ๒

 

            จินตะหรา  เป็นธิดาท้าวหมันหยาเกี่ยวข้องเป็นญาติทางฝ่ายมารดากับอิเหนาและบุษบา จินตะหราเป็นบุคคลที่เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ อย่างเช่นทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอิเหนาเป็นคู่หมั้นของ

บุษบา จินตะหราก็ไม่ขัดความต้องการของอิเหนา ฉะนั้นอิเหนาจึงไม่ต้องใช้ความพยายามมาก จินตะหราก็ยอมตกลงปลงใจด้วย แต่เมื่ออิเหนาได้พบกับบุษบาและเกิดหลงรักจินตะหราก็มีความเคืองแค้นไม่ยอมคืนดีกับอิเหนาด้วยความโกรธและความน้อยใจ แม้จะได้รับแต่งตั้งให้เป็น

ประไหมสุหรีฝ่ายขวาอันเป็นตำแหน่งอัครมเหสี และอิเหนาจะมาง้อจินตะหราก็ยังคงมีความรู้สึกแค้นใจจึงไม่ยอมคืนดีกับอิเหนาง่าย ๆ

 

            เมื่อเปรียบเทียบพระประวัติของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ หรือ เจ้าฟ้าบุญรอด พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับตัวละครจินตะหราซึ่งเป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวาของอิเหนาแล้ว จะพบว่ามีลักษณะบางประการที่พ้องกันระหว่างสมเด็จพระศรีสุริเยนท-รามาตย์กับจินตะหราคือ

-          ความเป็นพระอัครมเหสี ซึ่งในบทพระราชนิพนธ์อิเหนานั้นตัวละครจินตะหราเองก็ได้รับสถาปนาเป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระอัครมเหสีเช่นกัน

-          ความเป็นพระญาติวงศ์ กล่าวคือถ้านับตามศักดิ์แล้วสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงเป็นพระภคินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือพระมารดาของพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงเป็นพระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จะมีความต่างกันอยู่ตรงที่ สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์นั้นทรงเป็นพระภคินีข้างพระราชบิดา แต่จินตะหรานั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องของอิเหนาทางฝ่ายมารดา

 

-          พระอารมณ์รักแรงโกรธแรง ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระประวัติของสมเด็จพระศรีสุริเย-นทรามาตย์แล้วว่าทรงน้อยพระทัยพระราชสวามีที่ทรงรับเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีเป็นพระมเหสีอีกองค์หนึ่ง ถึงขนาดตัดสวาทขาดอาลัยไม่ขึ้นเฝ้าตามที่ทรงเคยปฏิบัติ ซึ่งเหตุการณ์นี้พ้องกับพฤติกรรมของจินตะหราที่งอนอิเหนาไม่ยอมคืนดีกับอิเหนาเมื่อรู้ว่าอิเหนาไปหลงรักบุษบา

            นอกจากลักษณะที่พ้องกันระหว่างสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์กับตัวละครจินตะหราดังที่ได้เปรียบเทียบไว้ข้างต้นแล้วนี้ จุลลดา ภักดีภูมินทร์[6] ยังได้กล่าวถึงลักษณะที่พ้องกันระหว่างสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์กับตัวละครจินตะหราไว้ว่า ในบทพระราชนิพนธ์ ท่านทรงรจนาถึงจินตะหราวาตีไว้ว่าอายุเท่า ๆ กันกับอิเหนา เพียงอ่อนเดือนกว่ากัน และจินตะหราวาตีนั้น ‘ดำแดงแน่งน้อยนวลระหง’ ว่ากันว่าสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงมีพระฉวีค่อนข้างคล้ำ เหมือนอย่างที่ทรงบรรยายไว้ในพระราชนิพนธ์

 

            จุลลดา ภักดีภูมินทร์[7] ได้กล่าวถึงพระประวัติของเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีไว้ว่าทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช เมื่อแรกประสูตินั้นทรงมีพระนามว่า พระองค์เจ้าจันทบุรี ที่มีพระนามดังนี้เพราะพระชนนีเป็นธิดาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต กรุงเวียงจันทน์     สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑล ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า อันเนื่องมาจากเหตุที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงรอดพ้นจากอุบัติเหตุตกแพเมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมชนกนาถลงไปรอยพระทีป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช มีพระราชดำริว่าเป็นความมหัศจรรย์ จึงพระราชทานสุพรรณบัฏเลื่อนขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี

            สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี นั้นนับว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ได้ทรงโสกันต์ตามแบบแผนโบราณราชประเพณีโสกันต์เจ้าฟ้าอย่างครั้งกรุงเก่าเมื่อพระชนมายุ ๑๑ พรรษา เพราะเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วนั้นพระราชโอรสธิดาที่ดำรงพระอิสริยยศชั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้านั้นต่างก็ทรงเจริญพระชันษาเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว หลังโสกันต์ได้เพียงปีเดียวพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ก็เสด็จสวรรคต

            เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดี มีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ รับเป็น ‘พระราชชายานารี’[8]

            เจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีทรงมีพระโอรส ธิดา ทั้งสิ้น ๔ พระองค์ คือ

๑.     เจ้าฟ้าอาภรณ์

๒.     เจ้าฟ้ากลาง ในรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าพระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้ามหามาลา ในรัชกาลที่ ๕ ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ ต้นราชสกุล มาลากุล ณ อยุธยา

๓.     เจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์แต่ยังทรงพระเยาว์

๔.     เจ้าฟ้าชายปิ๋ว สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงหนุ่ม

 

            บุษบา  ธิดาท้าวดาหา หนึ่งในกษัตริย์วงศ์เทวาเช่นเดียวกับอิเหนา เกี่ยวข้องเป็นลูกพี่ลูกน้องกับอิเหนาทางฝ่ายมารดา และเกี่ยวข้องเป็นญาติของจินตะหราทางฝ่ายมารดา และเป็นประไหมสุหรีฝ่ายซ้ายของอิเหนา

            บุษบาเป็นหญิงที่มีความงดงามยิ่ง เป็นที่ติดใจของผู้พบเห็นซึ่งแม้เห็นเพียงรูปวาดก็ยังมีอำนาจถึงกับทำให้ผู้พบเห็นเกิดสลบไป

            แต่ทว่าความงามของบุษบานั้นก็นำมาซึ่งปัญหาเพราะทำให้เกิดศึกสงครามแย่งชิงตัวนาง จากภาพชีวิตของบุษบาสะท้อนให้เห็นถึงสถานภาพของสตรีสมัยก่อนว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องคู่ครอง สิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องคู่ครองนั้นอยู่กับพ่อแม่ ดังจะเห็นได้จากการที่ท้าวดาหาหมั้นบุษบาไว้กับอิเหนาแต่แรกเกิด และเมื่ออิเหนาถอนหมั้นบุษบาแล้วบุษบาก็ยังไม่มีสิทธิ์เลือกคูครองเองต้องทำตามคำสั่งของท้าวดาหาผู้เป็นพ่อที่ประกาศยกนางให้กับใครก็ได้ที่มาสู่ขอ อาจกล่าวได้ว่าบุษบานั้นเป็นแบบอย่างของลูกผู้หญิงตามขนบที่สังคมกำหนดคือเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ แม้จะไม่พอใจในรูปลักษณ์ของจรกา แต่ก็รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลโดยไม่ยอมทำตามความพอใจส่วนตน

            เมื่อเปรียบเทียบพระประวัติของสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับตัวละครบุษบาซึ่งเป็นประไหมสุหรีฝ่ายซ้ายของอิเหนาแล้ว จะพบว่ามีลักษณะบางประการที่พ้องกันระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีกับบุษบา คือ

            - ความเป็นพระญาติวงศ์ใกล้ชิด กล่าวคือสมเด็จเจ้ากุลฑลทิพยวดีทรงเป็นพระขนิษฐา         ต่างพระมารดาในพระพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งคล้ายคลึงกับบุษบาที่มี  ศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องอิเหนาทั้งทางฝ่ายบิดา และมารดา ถ้าหากพิจารณาความใกล้ชิดใน  ตระกูลอิเหนาและบุษบาต่างก็สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ในราชวงศ์เดียวกัน คล้ายกับ   พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีต่างสืบพระ     สายโลหิตจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช

            - เป็นพระมเหสีพระองค์ที่ ๒ ดังที่กล่าวไว้ในพระประวัติข้างต้นแล้วว่า        พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้นทรงรับสมเด็จเจ้าฟ้ากุลฑลเป็นพระมเหสี         หลังจากทรงเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วซึ่งหลังจากที่ทรงมีเจ้าฟ้าบุญรอดเป็นพระมเหสีอยู่ ก่อนแล้ว ซึ่งพ้องกับลักษณะของตัวละครบุษบาซึ่งอิเหนานั้นมีจิตปฏิพัทธ์หลงรักหลังจาก   ที่มีจินตะหราเป็นชายาอยู่แล้ว

            นอกจากลักษณะที่พ้องกันระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีกับตัวละครบุษบาดังที่ได้เปรียบเทียบไว้ข้างต้นแล้วนี้ จุลลดา ภักดีภูมินทร์[9] ยังได้กล่าวถึงลักษณะที่พ้องกันระหว่างเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยว-ดีกับตัวละครบุษบาไว้ว่า ส่วนบุษบานารีนั้น อายุน้อยกว่าอิเหนาหลายปี ผิวพรรณก็ ‘เห็นการะเกดสีเหลืองเรืองรอง เหมือนผิวเนื้อน้องที่ต้องใจ’ แสดงว่าผิวบุษบาคงจะเหลืองนวล แต่ก็น่าจะพอเดาได้ว่าคงต้องเป็นเช่นนั้นแน่ เพราะพระราชชายานารีท่านทรงเป็น ‘ลาว’ เวียงจันทน์อยู่ครึ่งหนึ่ง ผู้หญิงลาวส่วนมากผิวพรรณมักขาวเหลือง

 

            จากการเปรียบเทียบพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระประวัติของพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์กับลักษณะของตัวละครเอก ๓ ตัว ในเรื่องอิเหนา คือ อิเหนา จินตะหรา และบุษบา ในข้างต้นแล้วจะพบลักษณะที่พ้องกันอยู่บ้างบางประการระหว่างองค์พระราชนิพนธ์ พระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์ กับตัวละครเอกทั้ง ๓ ตัวที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นดังที่แจกแจงไว้ข้างต้น จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอาจจะทรงนำเอาลักษณะบางประการของพระองค์เองและพระมเหสีซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดพระองค์มาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตัวละครเอกทั้ง ๓ คือ อิเหนา จินตะหรา และ บุษบาในบทพระราชนิพนธ์ อิเหนา บทพระราชนิพนธ์ชิ้นเอกที่พระองค์ทรงพระราชทานไว้ให้เป็นมรดกแห่งแผ่นดินไทย

 


[1]  จุลลดา ภักดีภูมินทร์, “พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒”, เลาะวัง ๔ (กรุงเทพฯ : โชคชัยเทเวศร์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๑๑

[2] นันทนา กปิลกาญจน์, พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย: พ.ศ.๒๓๕๒-๒๓๖๗. (กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๗), หน้า ๑๓๓-๑๓๕

[3]   ส.พลายน้อย. “สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์”. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดา. (พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ : บำรุงสาส์น, ๒๕๓๕). หน้า ๔๔.

[4] ความจากวรรคหนึ่งของกาพย์ห่อโคลงชมเครื่องคาวหวานพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในบทที่ว่า ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง

[5] ลาวัลย์ โชตามระ “สมเด็จพระอัครมเหสี-พระมเหสี ในรัชกาลที่ ๒”, พระมเหสีเทวี (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๒), หน้า ๔๐.

[6]  จุลลดา ภักดีภูมินทร์, “พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒”, เลาะวัง ๔ (กรุงเทพฯ : โชคชัยเทเวศร์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๑๑-๒๑๒

[7] เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๘

[8] ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นคำที่จุลลดาคิดขึ้นเองเพื่อเรียกยกย่องเจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดีเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่พบหลักฐานการสถาปนาพระยศดังกล่าวเลย

[9]  จุลลดา ภักดีภูมินทร์, “พระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒”, เลาะวัง ๔ (กรุงเทพฯ : โชคชัยเทเวศร์, ๒๕๓๖), หน้า ๒๑๒