การเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่ง
วัฒนธรรม อาชีพที่สาบสูญ ของจังหวัดสุรินทร์
 
ปรีชา    วรเศรษฐสิน
 
 
ปัจจุบัน เรามักจะได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ ถึงเรื่องอาหารปลอดสารพิษ ผู้บริโภคได้หันมาให้ความสนใจกับ สิ่งที่เรียกว่า “อาหารปลอดสารพิษ “ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากในระยะ20 ปีที่ผ่านไป การพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืชผัก ในประเทศไทยได้พัฒนาสู่ยุคแห่งการตื่นตัว ที่นำเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มาใช้ในการเพิ่มผลผลิต การเลี้ยงสัตว์ – เพาะปลูกพืชผัก 
 
จากเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว ได้นำไปสู่การนำเอาสารเคมีต่างๆ เข้ามามีส่วนผสมในอาหารสัตว์ – ปุ๋ยเคมี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มผลผลิต ตลอดจนการใช้ยาในการรักษาโรคสัตว์ – ใช้ยาปราบศัตรูพืช จนกระทั่งสารพิษตกค้างในพืชและสัตว์ เมื่อผู้บริโภคนำไปบริโภค จึงมักจะมีผลระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค กระทั่งมีการเรียกร้องต้องการ พืช หรือ สัตว์ ที่ปลอดสารพิษ
 
เมื่อเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆเข้ามา การผลิตแบบการตลาดเข้ามาแทนที่ ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่อาศัยธรรมชาติก็จำต้องหายไป การเลี้ยงเป็ดไข่ ไล่ทุ่งอย่างแพร่หลายในจังหวัดสุรินทร์ มีมาตั้งแต่ ปี ๒๔๙๐ 
 
จังหวัดสุรินทร์ เคยเป็นมหาอำนาจ การผลิตไข่เป็ด ส่งออกครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า ๕๐% ของพื้นที่ในภาคอีสาน ไล่ตั้งแต่ จังหวัดนครราชสีมา ไล่ตามแนวตะเขปชายแดนไทย-กัมพูชา ยันไปถึง จังหวัดอุบลราชธานี อีสานตอนกลาง ไล่ตั้งแต่ จังหวัดยโสธร,ร้อยเอ็ด,กาฬสินธุ์, สารคาม, ขอนแก่น ฯ
 
การเลี้ยงเป็ดไข่ในจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากเป็นเป็ดไล่ทุ่ง เป็ดก็จะได้แหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ โดยจะเก็บหอย เก็บปู ปลา และรำ-ปลายข้าว กินเป็นอาหารหลัก เพื่อสร้างไข่ ฉะนั้นคุณภาพไข่เป็ดของจังหวัดสุรินทร์ จึงมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคก่อน ๒๐ ปี
 
นับย้อนหลังไป รสชาด - คุณค่าทางอาหารดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนำมาทำเป็น ไข่เค็ม รสชาดจะยอดเยี่ยมมาก สีของไข่แดงจะแดงเข้ม(เกิดจากธรรมชาติ) และจะมีมันเยิ้มเพิ่มคุณค่าทางอาหารและรสชาดให้อร่อยถูกใจผู้บริโภค ซึ่งต่างกับไข่เป็ดหรือไข่ไก่ในปัจจุบัน ที่มีสีของไข่แดงเกิดจากการใช้สารให้สี(สารซูดานเรด5=แดงมรณะ หรือ สารแซนโทฟิลล์ที่สกัดจากดอกดาวเรืองก็ใช่ว่าจะปลอดภัย)ผสมลงไปในอาหาร เพื่อแต่งเติมสีของไข่แดง ให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ
 
ได้แนะนำท่านผู้อ่านได้รู้จักความเป็นมาของไข่เป็ดที่มาจาก การเลี้ยงเป็ดทุ่งมาพอสมควรแล้ว ทีนี้ผมจะพาไปรู้จักกับขบวนการเลี้ยงเป็ดทุ่งจังหวัดสุรินทร์ในอดีต   หลังจากฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวผ่านพ้นไป ประมาณเดือนกุมพาพันธ์ของทุกปีเป็นต้นไป เกษตรกรจะเริ่มหาเป็ดสาวหรือเป็ด100 (หมายถึงอายุ ๑๐๐ วัน) ซึ่งเป็นเป็ดไล่ทุ่งเช่นกัน และการเลี้ยงเป็ดสาวหรือเป็ด ๑๐๐ เป็นอาชีพของเกษตรกรในเขตภาคกลาง บริเวณจังหวัด นครปฐม สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี เพชรบุรีฯลฯ
 
เกษตรกรในภาคกลางจะเริ่มเลี้ยงลูกเป็ด กระทั่งขนลายที่หน้าอกขึ้น( อายุประมาณ สัปดาห์ ) ก็จะเริ่มนำออกไล่ทุ่ง เก็บกินเมล็ดข้าวตามท้องนา หลังฤดูเก็บเกี่ยว นาปรังและนาปี ลูกเป็ดจะถูกไล่เลี้ยงไปในท้องทุ่ง ข้ามอำเภอ-ข้ามจังหวัด จนกระทั่ง ลูกเป็ดอายุได้ประมาณ ๑๐๐ วัน (ขนใต้ปีกขึ้นยาวประมาณ ๑.๕-๒ นิ้ว ) ก็จะย่างเข้าสู่วัยสาว เกษตรกรเขตภาคกลาง ก็จะขายแก่พ่อค้า ในจังหวัด และพ่อค้าก็จะขายส่งออกเป็ดสาว กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อเลี้ยงเป็นแม่เป็ดไข่ต่อไป
 
เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ จะเลี้ยงเป็ดประมาณครอบครัวละ ๑๐๐–๓๐๐ ตัว และเมื่อได้เป็ดสาวมาแล้ว ก็จะเลี้ยงด้วย รำหยาบ ผสมกับ รำระเอียด และปล่อยให้เป็ดเก็บกินเมล็ดข้าวที่ตกหล่นตามท้องนา เกษตรกรจะเลี้ยงเป็ดสาวไปกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน
 
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน ก็จะถึงระยะเวลาที่เป็ดสาวได้ย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เต็มที่ ถึงเวลาที่จะออกไข่ได้แล้ว ความต้องการคุณค่าทางอาหารของแม่เป็ดที่มากขึ้น   ก็จะเป็นในช่วงเวลาของ ฤดูฝน ที่กุ้ง,หอย,ปู,ปลา,กบ,เขียด ฯลฯ กำลังเกิดพอดี เป็ดก็จะสามารถหาอาหารโปรตีน จากแหล่งธรรมชาติได้อย่างมากมาย 
 
สามารถสร้างผลผลิตไข่ได้สูงถึง ๘๐–๙๐%  จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ประจำวันให้แก่เกษตรกรเลี้ยงเป็ดที่แน่นอนในระดับที่สามารถดำรงชีพได้เป็นอย่างดี
 
เกษตรกรที่เลี้ยงเป็ดในช่วงฤดูฝน จะเลี้ยงอยู่บริเวณที่ราบทำนากระจายไปในพื้นที่ทั่วไปในจังหวัดสุรินทร์ เริ่มจากเดือนมิถุนายน ถึงประมาณเดือนตุลาคม ระยะเวลาการเลี้ยง การให้ผลผลิตไข่อยู่ประมาณ เดือน เป็ดจะเริ่มพลัดขน (หยุดไข่) และก็จะเป็นช่วงเวลาที่ ต้นข้าวเริ่มจะแตกรวง เกษตรกรเลี้ยงเป็ดในฤดูฝนก็จะขายเป็ดออกไป จาก  เหตุผลดังนี้
 
, เมื่อต้นข้าวเริ่มแตกรวง เป็ดจะไปกินข้าวจากรวง ทำให้ข้าวเสียหายเกิดข้อพิพาษกันกับเจ้าของนาข้าว
, แม่เป็ดเริ่มผลัดขน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเป็ดที่จะหยุดการให้ไข่พอดี
  
เมื่อเกษตรกรขายเป็ด ก็จะมีพ่อค้ารับซื้อ แล้วก็จะจำหน่ายให้กับเกษตรกรเลี้ยงเป็ด ที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำมูล แถบอำเภอท่าตูม อำเภอรัตนบุรี และบางส่วนทางตอนใต้ของทุ่งกุลาร้องไห้ เขตจังหวัดร้อยเอ็ด เช่นบ้านสาหร่าย บ้านจานเตยฯลฯ  
 
พื้นที่บริเวณแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ของปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงที่แม่น้ำมูลลด จะมีแอ่งน้ำมากมายที่จะเป็นแหล่งอาหารโปรตีน สำหรับเป็ดที่จะใช้ในการสร้างไข่ 
 
เกษตรกรเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่งแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล จะเลี้ยงเป็ดฝูงละประมาณ ๓๐๐–๕๐๐ แม่ ต่อครอบครัว และเมื่อถึงประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน เกษตรกรเลี้ยงเป็ดแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ก็จะขายแม่เป็ด กลับคืนลงมาให้กับ “ เกษตรกรเลี้ยงเป็ดในที่ราบทำนา “ เป็ดรุ่นนี้จะเรียกว่าเป็ดแก่(เตียจ๊ะ) แต่ยังสามารถให้ผลผลิตไข่ได้ดีเนื่องจากอายุเพียง ๑ ปี 
 
 
วัฐจักรของการเลี้ยงเป็ดก็จะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ โดยอาศัยแหล่งอาหารตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่เริ่มเลี้ยงลูกเป็ดถึงอายุ ๑๐๐ วันในภาคกลาง และเลี้ยงเป็ดสาวเพื่อผลิตไข่ ในพื้นที่ราบทำนาในจังหวัดสุรินทร์ช่วงฤดูฝน 
 
เมื่อข้าวแตกรวง แม่เป็ดก็จะถูกเคลื่อนย้ายขายไปยังเกษตรกรแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน เกษตรกรเลี้ยงเป็ดแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ก็จะขายแม่เป็ด กลับคืนลงมาให้กับ “ เกษตรกรเลี้ยงเป็ดในที่ราบทำนา “ เขตอำเภอเมือง จอมพระ ปราสาทฯลฯ
 
 
**เกษตรกรหรือพ่อค้าจะมีข้อสังเกตว่าแม่เป็ดแก่ที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดนั้นเป็นเป็ดแก่ที่มีอายุมาก (ตั้งแต่ ๒ปีขึ้นไป) ซึ่งหากนำไปเลี้ยงจะให้ผลิตได้ไม่คุ้มทุน ด้วยสังเกตที่ส้นเท้าของเป็ดจะหนา(เจิงโดง) ประมาณ ๐.๕-๑ ซ.ม.ขึ้นไป เกษตรกรจะไม่ซื้อไปเลี้ยง พ่อค้าก็จะนำไปขายส่งแม่ค้าชำแหละในตลาดหรือร้านอาหารต่อไป
 
 
ดังนั้นเกษตรกรเลี้ยงเป็ดในที่ราบทำนา จึงมีการเลี้ยงเป็ดสองรุ่น คือ แม่เป็ดสาว และแม่เป็ดแก่ (หมายถึงแม่เป็ดไข่ที่ผลัดขนมากกว่า ครั้ง ) วัฐจักรจะหมุนเวียน กระทั่งแม่เป็ดไข่ อายุ ได้ประมาณ ปี ก็จะถูกนำขายเป็นเป็ดเนื้อ วัฐจักรการเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่งของจังหวัดสุรินทร์ในอดีต จึงเป็นวัฐจักรการเลี้ยงเป็ดไข่สืบสานต่อกันมาเป็นเวลานาน กระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่สาบสูญ ไปจากจังหวัดสุรินทร์ มาร่วม ๓๐ ปีแล้ว
ผู้เขียนได้ออกสำรวจคร่าวๆ (ปีพ.ศ.๒๕๔๔) ในบริเวณที่อดีตเคยมีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งหนาแน่น ในเขตตำบลท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ และได้ทราบว่า ปัจจุบันมีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเหลือเพียง ๒-๓ ราย การออกสำรวจในครั้งนี้ ผู้เขียนได้พบกับ ผู้เลี้ยงเป็ดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สืบสานตำนานการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ยึดถือเป็นอาชีพมาโดยตลอด 
 
คือนาย สมบูรณ์ นาคสุข อยู่ที่ ๑๓/ บ้าน เขวาน้อย ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองจังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน อายุ ๕๓ ปี คุณสมบูรณ์เล่าให้ฟังว่า  ได้สืบทอดอาชีพเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งมาตั้งพ่อ-แม่ นับได้กว่า ๔๐ ปีแล้ว เดิมทีเลี้ยงคราวละประมาณ ๑๕๐ ตัว ต่อมาก็เพิ่มเป็น ๒๐๐–๓๐๐ ตัว 
 
ปีที่ผ่านมา ท่านเลี้ยงมากถึง ๕๐๐ ตัว โดยเลี้ยงแบบธรรมชาติ ๑๐๐% โดยไม่มีการใช้หัวอาหาร อาศัยแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ คือการไล่ทุ่ง และปลายข้าว เป็ดสามารถให้ไข่ได้ สูง ถึง ๖๐–๙๐% รายจ่ายค่าปลายข้าว วันละประมาณ ๓๕๐ บาท ขายไข่ได้ระหว่าง ๗๐๐–๘๐๐ บาท/วัน รายได้กำไรประมาณเดือนละ ๑๓,๐๐๐๑๕,๐๐๐ บาท /เดือน  
 
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีรายได้จากการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ที่มีประมาณ ๑๐๐ ตัว มูลเป็ดก็นำไปปลูกผัก และ ขายมูลเป็ดเป็นรายได้เสริมอีกด้วยโดยขาย ในราคา ถุงปุ๋ย ต่อ ๓๕ บาท จากอาชีพการเลี้ยงเป็ดดังกล่าว นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ชีวิตการเป็นอยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่เดือดร้อน ท่านยังบอกอีกด้วยว่า อยากให้เกษตรกรหันมาสร้างอาชีพเกษตรแบบธรรมชาติ แบบที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ได้ส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ เช่นการทำนาก็ให้ใช้ควายไถนา แทน เครื่องยนต์ ฯลฯ 
 
ในสถานการณ์ วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ที่เกษตรกรขาดทุนล้มละลายจากวิธีการผลิตแบบการตลาด-เทคโนโลยี เป็นไปได้หรือไม่ หรือจะมีใครบ้างที่จะหันกลับมาสนับสนุนให้นำเอาวัฒนธรรม “ การเลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่ง ” ที่หายสาบสูญไปจากจังหวัดสุรินทร์ กลับมาส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรอีกครั้ง ไม่ต้องถึงขั้นมหาอำนาจการผลิตไข่เป็ดปลอดสารพิษ ของภาคอีสานเช่นในอดีต แต่ขอเพียงสามารถผลิตเพื่อสนองตอบต่อสังคมในท้องถิ่น และสามารถสร้างสรรค์อาชีพและการมีงานทำของรากหญ้าชาวสุรินทร์ นอกจากจะทำให้เกษตรกรมีอาชีพ “เลี้ยงเป็ดไข่ไล่ทุ่ง“แล้ว ยังสามารถสร้างอาชีพ การทำไข่เค็มปลอดสารพิษได้อีกหนึ่งอาชีพอีกด้วย ผู้เขียนมั่นใจว่า ไข่เค็มไข่เค็มปลอดสารพิษสุรินทร์ จะมีคุณภาพที่ดีที่สุด และสามารถสร้างอาชีพและชื่อเสียงอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่น่าจะเป็นความภาคภูมิใจของคนสุรินทร์ “เมืองเกษตรอินทรีย์ “ ได้อีกทางหนึ่งด้วย
 

คัดลอกบทความจากhttp://www.thaiagro.com/aticle/cikken/48031801.htm
 
เป็ดไล่ทุ่ง ยิปซีแห่งท้องนาไทย
 
 
เทคโนโลยีปศุสัตว์
เสน่ห์ แสงคำ
 
 
เมื่อแสงสีทองฉายขึ้นจับขอบฟ้า ทุกชีวิตในโลกจะรู้โดยธรรมชาติว่า นี่คือ สัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ตามวิถีทางที่ต้องเป็นไป เฉกเช่นเดียวกับท้องทุ่งชนบทหลายแห่ง มักจะมีเป็ดฝูงใหญ่ ออกหากินเศษข้าวเปลือกร่วงหล่น ปากแบน ๆ เลาะเล็มหาเศษข้าวเปลือกเป็นไปอย่างเร่งรีบ พร้อมระวังภัยจากสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาใกล้ตามสัญชาตญาณของสัตว์ บริเวณที่ไม่ห่างไกลจากฝูงเป็ดสักเท่าไหร่ จะมีคนเลี้ยงคอยกำกับทางเดินไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในแปลงอื่น ๆ อันอาจทำความเสียหายกับพืชผลได้ ตกเย็นก็จะต้อนเป็ดทั้งฝูงเดินทางเข้าเล้าชั่วคราวที่ทำจากมุ้งตาข่ายไนลอนขึงเป็นวงกลมขนาดใหญ่ เมื่อประตูเล้าปิดก็เท่ากับเสร็จภารกิจในวันนั้น กิจวัตรส่วนตัวของคนเลี้ยงเป็ดจึงเริ่มขึ้นภายในที่พักข้าง ๆ เล้าเป็ด แต่ดำเนินไปได้ไม่นานก็ต้องหยุดพักผ่อนหลับนอนเพื่อเก็บแรงไว้สู้วันใหม่ที่จะมาถึง ช่วงเวลาของชีวิตที่ดูเหมือนจะนอนกลางดินกินกลางทรายและห่างไกลจากเมืองศิวิไลซ์ตลอดเวลานี้ ทำให้ผู้เขียนมีคำถามในใจอยู่เสมอว่า ยิปซีแห่งท้องนาไทยหรือคนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งแบบนี้ มีรายได้คุ้มกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไปหรือไม่ จวบจนปลายฤดูเกี่ยวข้าวนาปีที่ผ่านมาจึงได้รับคำตอบจากปากของคนเลี้ยงเป็ดบนนาผืนใหญ่ ข้างบึงบอระเพ็ดหลังแวะเวียนไปชื่นชมธรรมชาติ โดยมิได้นัดหมายล่วงหน้ามาก่อน
 
ความเป็นมา และสภาพการเลี้ยง
"ผมเป็นคนนครสวรรค์ แต่ไปจับจองที่และทำไร่มันที่ จ.อุทัยธานี เมื่อก่อนดินดีทำได้ถึง ไร่ละ 6-7 ตัน แต่พอช่วงหลัง ๆ ดินเสื่อมคุณภาพลงเก็บมันแต่ละครั้งได้แค่สองตันสี่ตันต่อไร่ ราคามันเส้นก็ได้แค่โลละสองสลึงถึงบาทเจ็ดสิบสตางค์ ผิดกับตอนที่ทำแรก ๆ ได้ราคาดีถึงกิโลกรัมละสามบาทสิบห้าสตางค์ พอพี่สาวมาชวนให้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ผมก็คิดแล้วตัดสินใจลองทำดู" คุณประพันธ์ กลิ่นโตนด ยิปซีผู้เลี้ยงเป็ด บอกถึงที่ไปที่มากับผู้เขียนบนกระท่อมเคลื่อนที่ หลังจากสอบถามความเป็นมาของการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งในปัจจุบันให้ฟัง
สถานภาพเป็ดไล่ทุ่งของคุณประพันธ์ในวันนี้ มีเป็ดกำลังให้ไข่อยู่ 2,000 ตัว แต่ละวันจะมีคนเลี้ยง 2 คน ต้อนเป็ดออกไปหากินข้าวเปลือกและหอยเชอรี่ทุกเช้า ตกเย็นก็ต้อนเข้าเล้าที่ทำจากตาข่ายไนลอนขึงเป็นวงกลมขนาดใหญ่ จากนั้นคนเลี้ยงจึงเข้าพักผ่อนในกระท่อมชั่วคราวที่ดัดแปลงมาจากเทรลเลอร์ไม้แบบไทยประดิษฐ์ จนรุ่งเช้าวันใหม่เมื่อตื่นขึ้นมาจะเก็บไข่แล้วต้อนเป็ดไปปล่อยในทุ่ง โดยคุณประพันธ์จะดูแลและจัดการเรื่องสถานที่เลี้ยงกับการขายไข่เป็นหลัก อาจมีเลี้ยงเป็ดช่วยลูกจ้างในช่วงที่ว่าง ๆ บนผืนนาแปลงแล้วแปลงเล่า จวบจนสิ้นฤดูกาลเลี้ยงที่ยาวนานกว่าเก้าเดือน
 
ระบบการเลี้ยงในปัจจุบัน
คุณประพันธ์ ได้บอกถึงระบบการเลี้ยงเป็ดในปัจจุบันให้ฟังว่า จะเริ่มต้นราว ๆ เดือนมีนาคมด้วยการซื้อเป็ดสาวพร้อมให้ไข่จากคนเลี้ยงเป็ดเล็กเป็นเป็ดสาว หรือจากพ่อค้าเป็ดแถบ จ.สุพรรณบุรี ในราคาตัวละ 60-65 บาท แล้วนำมาเลี้ยงแบบไล่ทุ่ง เพื่อเก็บไข่ไปเรื่อย ๆ จนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไปจึงจะหยุดเลี้ยง เนื่องจากพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงเป็ดจะใช้ปลูกข้าวกันจนหมด มีข้าวนาปรังเกี่ยวค่อนข้างน้อย และเป็ดที่เลี้ยงไว้ก็เริ่มผลัดขน หยุดไข่ เป็ดรุ่นนี้จะขายเหมาให้กับคนที่จะซื้อไปเลี้ยงเป็นเป็ดไข่รัง 2 ในราคาตัวละ 30-40 บาท แล้วกลับไปรับจ้างขนมันที่อุทัยธานี เพื่อหารายได้เสริมและเป็นการพักผ่อนไปในตัว จนย่างเข้าเดือนเมษายนก็กลับมาเลี้ยงเป็ดสาวชุดใหม่
การเลี้ยงเป็ดในแต่ละชุด คุณประพันธ์ บอกว่า หลังจากซื้อเป็ดมาแล้ว ก็นำลงปล่อยในแปลงนาที่เหมาะสม ปล่อยให้เป็ดหากินตั้งแต่เช้าจนเย็น โดยจะจ้างคนดูแลไว้ 2 คน เพื่อควบคุมไม่ให้เป็ดออกไปหากินบริเวณแปลงนาที่เจ้าของยังไม่เกี่ยวหรือหว่านข้าวไปใหม่ ๆ ซึ่งอาจทำความเสียหายได้ เมื่อเลี้ยงไปจนถึงเย็นก็ต้อนขังไว้ในเล้า จนเช้าวันรุ่งขึ้นจึงปล่อยเป็ดหากินตลอดวัน โดยช่วงระยะเวลาที่เลี้ยงทั้งกลางวันกลางคืนจะไม่ให้น้ำหรืออาหารเสริมอะไรเป็นพิเศษ เพื่อประหยัดต้นทุน และเป็ดกินอย่างเต็มที่แล้วในช่วงกลางวัน ยกเว้นกรณีที่อาหารในนาหมดแล้วย้ายเป็ดไปเลี้ยงที่ใหม่ไม่ทัน ก็จะใช้ข้าวเปลือกและรำละเอียดอย่างละส่วนผสมกันให้เป็ดกิน
การระวังป้องกันโรคก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเป็ดไล่ทุ่ง คุณประพันธ์ได้ใช้วิธีป้องกันโดยการทำวัคซีนป้องกันโรคเพลกสำหรับเป็ดทุก ๆ ตัว เป็นประจำทุก 4 เดือน ด้วยการฉีดเข้าบริเวณกล้ามหน้าอก ตัวละ 1 ซีซี
 
พื้นที่ที่เลี้ยงต้องเหมาะสม
"ต้องเป็นนาหลังเกี่ยวข้าวใหม่ ๆ มีน้ำขัง มีหอยเชอรี่อยู่อาศัย เพื่อให้เป็ดหากินได้ ถ้าเป็ดกินแต่ข้าวเปลือก ไม่ได้กินหอยรังไข่จะไม่สมบูรณ์ ไข่ไม่ดก แต่ถ้าไม่มีข้าวเปลือกกินเลยเปลือกไข่จะบาง ผิวไม่สวย" คุณประพันธ์ บอกถึงสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง ทุก ๆ ปีจึงต้องตระเวนไปหาที่เลี้ยงหลาย ๆ แห่งในเขต จ.นครสวรรค์ และ จ.พิจิตร เพราะเป็นทุ่งนากว้างมีการทำนาอย่างต่อเนื่องตลอดปี ทำให้มีเมล็ดข้าวจำนวนมาก และที่สำคัญก็คือมีหอยเชอรี่อย่างพอเพียงสำหรับเป็ดทั้งฝูง
แปลงนาแต่ละแห่งที่จะใช้เลี้ยงเป็ด เมื่อพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม ต้องไปตกลงกับเจ้าของนาก่อนว่าจะนำเป็ดมาปล่อย ทุกครั้งที่ติดต่อจะต้องนำไข่ไปให้ รายละ 60-100 ฟอง หากเจ้าของนาเรียกร้องเป็นเงินก็ตกลงจ่ายกันที่ไร่ละ 20 บาท ต่อการปล่อยเป็ดลงหากินหนึ่งครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาไปจนกว่าอาหารที่ร่วงหล่นหมดหรือเจ้าของนาเริ่มไถ เริ่มหว่านข้าวกันใหม่ ทั้งนี้ ในการเลือกทำเลที่เลี้ยงต้องพิจารณาถึงความกว้างขวางและปริมาณอาหารที่มีอยู่ในแปลงต้องมากพอที่จะเลี้ยงเป็ดได้นาน ๆ ไม่ต้องขนย้ายบ่อย หากแปลงไหนไม่มีน้ำก็ต้องสูบน้ำใส่ให้พอเพียง ก่อนจะปล่อยแต่ละครั้งต้องสอบถามเจ้าของถึงการใช้สารเคมีในนาที่ใช้ช่วงฤดูที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง หากมียาเบื่อหนูตกค้างต้องเก็บให้หมด แปลงไหนที่ใช้ฟูราดานมาหมาด ๆ ไม่ควรจะนำเป็ดลงปล่อย เพราะเป็นยาที่มีฤทธิ์ตกค้างนานและเป็นอันตรายกับเป็ดได้ทั้งฝูง
 
การขนย้ายเป็ดต้องระวัง
เมื่อถึงกำหนดที่ต้องย้ายเป็ดไปหากินที่ใหม่ และเตรียมที่ไว้พร้อมแล้ว คุณประพันธ์จะเริ่มขนย้ายเป็ดมาปล่อยโดยใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ที่ด้านหลัง ดัดแปลงเป็นกรงบรรทุกเป็ด ขนาด 5 ชั้น แต่ละชั้นมีบันไดพาดจากพื้นถึงกรงได้ทุกชั้น ช่วงเวลาที่ขนย้ายจะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไม่ให้เป็ดเครียดจากอากาศร้อน เมื่อเริ่มต้นขนย้าย จะใช้บันไดพาดจากพื้นถึงกรงทีละชั้น โดยมีแผงไม้ไผ่กั้นทั้ง 2 ด้าน เป็นแนวบังคับให้เป็ดเดินขึ้นบันได แล้วต้อนเป็ดขึ้นให้เต็มแต่ละชั้นแล้วจึงนำไปปล่อยที่ใหม่ โดยมีข้อควรระวังคือขณะที่จอดรถปล่อยเป็ดต้องหันประตูไปทางที่มีน้ำ เพราะตอนเปิดประตูเป็ดทั้งฝูงจะบินออกจากกรงทันที หากบินแล้วตกลงมาเจอกรวด หิน หรือพื้นแข็ง ๆ อาจทำให้เป็ดได้รับบาดเจ็บ ที่แข้งขาเป็นปัญหาในการเลี้ยงอย่างยิ่ง แต่ถ้าปล่อยแล้วเป็ดบินลงไปในน้ำ จะช่วยลดอันตรายจากการบาดเจ็บได้
 
เคล็ดลับการเลี้ยงเป็ดของยิปซี
คุณประพันธ์ ได้บอกถึงเคล็ดลับการเลี้ยงเป็ดที่สำคัญว่า เป็ดที่ซื้อมาเลี้ยงต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ควรจะเป็นเป็ดที่โตสมบูรณ์เต็มที่ เพื่อซื้อมาแล้วจะเก็บไข่ได้ทันที ระยะเวลาในการเลี้ยงจะใช้ประมาณ 9 เดือน เพราะเป็นเป็ดไข่อายุน้อย มีความปราดเปรียว ว่องไว หากินเก่งกว่าเป็ดแก่ขนาด 1 ปี ขึ้นไป เมื่อตื่นตกใจหรือเครียดจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน การขาดแคลนอาหาร หรือการขนย้าย ไข่จะลดลงบ้างแต่เมื่อได้สภาพแวดล้อมและอาหารดี ๆ ภายใน 2-3 วัน จะให้ไข่เท่าเดิม ถ้าเป็นเป็ดแก่อายุกว่า 1 ปี ขึ้นไป แม้จะให้ไข่ฟองใหญ่แต่ไข่ไม่ทน เมื่อตกใจหรือเจอสภาพที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันจนไข่ลด ต้องใช้เวลานานกว่าเป็ดจะให้ไข่เท่าเดิมแม้เข้าสู่สภาวะปกติแล้วก็ตาม
"เป็ดที่เลี้ยงเลย 9 เดือน มาแล้ว จะให้ไข่ครบทุกตัว ทุกวัน ในช่วงเดือน มีนาคม-เมษายน ถึงไข่ฟองใหญ่ แต่ก็ได้ไม่นาน ประมาณเดือนกว่า ๆ เป็ดจะผลัดขน แล้วอีกเดือนกว่า ๆ จึงจะให้ไข่ใหม่ ช่วงเวลาการให้ไข่ในรุ่นหลังจะสั้นลงเรื่อย ๆ แล้วผลัดขนอีก ผมจึงเลิกเลี้ยงเมื่อเป็ดอายุเกิน 9 เดือน ขึ้นไป ซึ่งตรงกับช่วงมกราคม-มีนาคม มีโอกาสได้พักแล้วมาเริ่มใหม่เดือนเมษายน แม้จะขาดช่วงไปบ้างแต่ก็คุ้มค่ากว่าการเลี้ยงเป็ดแก่ไว้ตลอดทั้งปี" คุณประพันธ์ บอกถึงข้อดีของการเลือกที่จะเลี้ยงเป็ดไข่อายุน้อยมากกว่าเป็ดอายุมากให้ฟัง
การจัดการในการเลี้ยงที่สำคัญก็คือ การหาสถานที่ที่เลี้ยงอันเหมาะสมให้ทันเวลา ช่วงกลางวันที่ว่าง ๆ งาน ก่อนจะย้ายเป็ดภายใน 2-3 วัน คุณประพันธ์ จะตระเวนหาที่เลี้ยงใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เป็ดขาดตอนในการหากิน บางครั้งไปเจอที่ใหม่แล้วคิดว่าดีแล้วแต่อาจต้องลงทุนสูบน้ำใส่เองจนได้ที่ เมื่อถึงวันย้ายแล้วไปเจอที่ใหม่ที่ดีกว่าและเป็ดจะอยู่ได้นานกว่าก็ย้ายไปที่ใหม่ เพราะจะได้เลี้ยงเป็ดนาน ๆ ประกอบกับการขนย้ายแต่ละครั้งก็ต้องใช้เงินและกระทบถึงเป็ดโดยตรง หากย้ายได้น้อยครั้งก็จะเป็นผลดี เทคนิคที่สำคัญอีกย่างก็คือ ถ้าพื้นนาเป็นแปลงที่เขาไถก่อนสูบน้ำเข้า จะทำให้ข้าวเปลือกถูกดินกลบลงลึก จึงต้องต้อนเป็ดไปหากินข้าวเปลือกในแปลงอื่น ๆ ก่อนเข้าเล้า ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้คุณภาพของไข่ดีขึ้น
<span style="font

บันทึกนี้เขียนโดย  เมื่อ 

เข้าระบบ ให้ดาว ไม่ให้แล้ว    บันทึกนี้ยังไม่ได้ดาวได้ดาว {{ l3nr.actionable.vote_counter }}
 
{{ comment.user.fullname }}
{{ comment.name }}
เพิ่มความเห็น
{{ l3nr.current_user.fullname }} - เพิ่มความเห็น
 
 

L3nr

L3nr (อ่านว่า Learner ชื่อเดิม Learners.in.th) ให้บริการแก่ทุกสถานศึกษาโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สารบัญ บันทึก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง l3nr.org

ระบบแนะนำ

  • GotoKnow.org คนทำงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บันทึกประวัติศาสตร์ชีวิตและการทำงาน ครู อาจารย์ คนทำงานภาครัฐและภาคสังคม
  • ClassStart.org ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการการเรียนการสอนได้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

ทุกระบบลงทะเบียนใช้ได้เลย บริการฟรีโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์