ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

         มีผู้ให้ความหมายของทักษะกระบวนการทางด้านวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้

         ปรีชา   วงค์ชูศิริ  ( 2527 : 249)  กล่าวว่า  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เปรียบเสมือนเครื่องมือที่จำเป็นในการใช้เสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์   

         สุวัฒน์  นิยมค้า  (2531:104)  กล่าวว่า  กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เป็นกระบวนการทางความคิด  เป็นกระบวนการทางปัญญา  ฉะนั้นจึงเป็นกระบวนการใช้แก้ปัญหา

         สุรางค์  สากร (2537 : 59 )  กล่าวว่า  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนคิด  รวบรวมข้อมูลได้ด้วยการสังเกต  การจำแนกประเภท  การวัด  การตีความหมายข้อมูล  ลงข้อสรุปและทดลอง

         วรรณทิพา  รอดแรงค้า  และพิมพันธ์  เดชะคุปต์ (2542 : 3) กล่าวว่า  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา  นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  สืบเสาะหาความรู้  และแก้ปัญหาต่าง ๆ

          สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 – 4  (2548 : 2)  กล่าวว่า  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  คือความชำนาญ  ความคล่องแคล่ว  และความแม่นยำในการใช้กระบวนการต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการหาความรู้หรือหาคำตอบในสิ่งที่สงสัยต่าง ๆ

           สรุปทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  หมายถึงความสามารถในการเลือกใช้พฤติกรรมต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้  และแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ต้องให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ด้วย  เพื่อจะได้นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ในวิชาอื่น ๆ  และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

                        ประเภทของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

          สมาคมวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของสหรัฐอเมริกา America Association for the Advancement of Science ได้แบ่งกระบวนการวิทยาศาสตร์เป็น  13  ทักษะ  (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 –  4 , 2548 : 2 – 15)  ดังต่อไปนี้

           ทักษะขั้นพื้นฐาน  (Basic Process Skill)  มี  8 ขั้นคือ

           1.  ทักษะการสังเกต  (Observing)  หมายถึง  การใช้ประสาทสัมผัส ซึ่งได้แก่ ตา หู จมูก  ลิ้น  ผิวหนัง เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล คุณลักษณะหรือรายละเอียดของสิ่งของหรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ทั้งที่เป็นเชิงปริมาณและคุณภาพ

           2.  ทักษะการวัด (Measuring)  หมายถึง  การใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลรวมทั้งการประมาณค่าที่ควรจะวัดได้

           3.  ทักษะการคำนวณ  (Using Number)   หมายถึง การนำตัวเลขมากำหนดคุณลักษณะต่าง ๆ  เช่น  ความกว้าง  ความยาว  ความสูง  พื้นที่  ปริมาตร  หรือจำนวนของสิ่งต่าง ๆ   รวมทั้งการคำนวณเบื้องต้น  เช่น  ค่าเฉลี่ย  หรืออัตราส่วน

            4.  ทักษะการจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การจำแนกสิ่งของหรือเหตุการณ์  ออกเป็นประเภทต่าง ๆ  เช่น แผนภูมิ  โดยพิจารณาจากคุณสมบัติที่เหมือนกัน  สัมพันธ์กันหรือแตกต่างกันของสิ่งของหรือเหตุการณ์นั้น ๆ ซึ่งอาจมีวิธีแบ่งได้หลายวิธีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้

            5.  ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึง การพูดหรือการแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น  แผนภูมิ  สมการ  กราฟหรือตัวอักษร  เป็นต้น  เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจหรือรับทราบความคิด  ความรู้สึกต่าง ๆ ได้ตามต้องการ

            6. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส  และสเปสกับเวลา  (Using Spacetime  Relationghips ) หมายถึง การนำเอาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา  หรือมิติกับมิติ  หรือเวลากับเวลา  มาอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  ในที่นี้มิติ  หมายถึงคุณสมบัติเกี่ยวกับความยาว  ความหนา  รูปร่าง  สมมาตร  หรือตำแหน่งที่อยู่ของสิ่งนั้น ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส เช่น  การหารูปร่างของวัตถุ  โดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เพื่อให้แสงตกกระทบกับวัตถุในมุมต่าง ๆ กันความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา เช่น  การหา     ตำแหน่งของวัตถุที่เคลื่อนที่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป

             7.  ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล  (Infering)  หมายถึง  การอธิบายปรากฏการณ์ หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ โดยอาศัยข้อมูลที่สังเกตได้ร่วมกับประสบการณ์เดิม

             8.  ทักษะการพยากรณ์ (Predicting ) หมายถึง  การคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าน่าจะเป็นอย่างไร  โดยอาศัยหลักฐานส่วนใหญ่ที่ได้จากการสังเกต  หรือวัด  ประกอบกับการสรุปอ้างอิง    

             ทักษะเชิงซ้อน  ( Intergreated  Process  Skill)  จัดไว้  5  ทักษะ

              1.  การให้นิยามปฏิบัติการ (Defining  Operationally)  หมายถึง  การให้ความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในรูปที่สังเกต  วัด  หรือนำมาปฏิบัติได้  และบอกด้วยว่าในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จะมีวิธีสังเกตหรือวิธีวัดสิ่งนั้นได้อย่างไร

              2.  การกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying Controlling and Manipulating  Variables ) การกำหนดตัวแปร  หมายถึง  การแยกตัวแปรต่าง ๆ ออกเป็นตัวแปรต้น  ตัวแปรตาม  และตัวแปรอื่น ๆ  ที่ต้องควบคุม 

                การควบคุมตัวแปร หมายถึง การพยายามให้สรุปได้ว่า  ผลการทดลอง  (ตัวแปรตาม)  เป็นผลจากการทดลองตัวแปรต้น  โดยการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรตาม

              3.  การสร้างสมมติฐาน (Formulating  Hypothesis)  หมายถึง การคาดการณ์ว่า  ตัวแปรต่าง ๆ จะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร  เป็นการสรุปของคำอธิบายโดยอาศัยการสังเกตหรือการสรุป  อ้างอิง    เป็นพื้นฐาน

              4.  การประมวลผลและการตีความหมายของข้อมูล (Data  processing  and  interpreting ) การประมวลข้อมูล หมายถึง  การรวบรวมข้อมูลให้อยู่ในรูปของตาราง  ข้อความ หรือข้อความกึ่งตาราง  หรือกราฟ  และการคำนวณค่าสถิติพื้นฐานจากข้อมูล

        การตีความหมายข้อมูล หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ จากข้อมูลที่ประมวลมาแล้ว  หรือการให้ความหมายของข้อมูลเชิงปริมาณเป็นเชิงคุณภาพ

              5. การออกแบบการทดลอง (Designing  and  investigation)  หมายถึง การกำหนดโครงการทดลอง  เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมาทดสอบสมมติฐาน  โดยคำนึงถึงนิยามปฏิบัติการของตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การควบคุมตัวแปรต่าง ๆ เครื่องมือและวิธีการที่จะใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

             นอกจากนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กล่าวถึง  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไว้  13  ทักษะ  เช่นเดียวกันดังนี้  ( สมจิต  สวธนไพบูลย์,  2535 : 66 – 73 )

             1.  การสังเกต หมายถึง  การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน  ได้แก่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และผิวกาย  เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป

                ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอาจแบ่งได้เป็น 3 อย่าง คือ ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและสมบัติ   ข้อมูลเชิงปริมาณ  (โดยการกะประมาณ )  และข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

                        ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ

                   1.1  ชี้บ่งและบรรยายสมบัติของวัตถุได้ โดยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

                   1.2  บรรยายสมบัติเชิงปริมาณของวัตถุได้โดยการกะประมาณ

                   1.3  บรรยายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่สังเกตได้

           2.  การวัด หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดปริมาณของสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับเสมอ

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ

                 2.1   เลือกเครื่องมือได้อย่างเหมาะสมกับสิ่งที่วัด

                 2.2   บอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือวัดได้

                 2.3   บอกวิธีวัดและวิธีใช้เครื่องมือวัดได้อย่างถูกต้อง

                 2.4   ทำการวัดความกว้าง  ความยาว  ความสูง  อุณหภูมิ  ปริมาตร  น้ำหนักและสิ่งอื่น ๆ ได้ถูกต้อง

                 2.5   ระบุหน่วยตัวเลขที่ได้จากการวัด

          3.  การจำแนกประเภท  หมายถึง  การแบ่งพวก  หรือการเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่  ในปรากฏการณ์โดยเกณฑ์  ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวอาจจะใช้ความเหมือน ความแตกต่างหรือความสัมพันธ์   อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ

                3.1  เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ จากเกณฑ์ที่ผู้อื่นกำหนดให้ได้

                3.2  เรียงลำดับหรือแบ่งพวกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้เกณฑ์ของตนเองได้

                3.3  บอกเกณฑ์ที่ผู้อื่นใช้เรียงลำดับหรือแบ่งพวกได้

           4.  การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา

สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุนั้นครองอยู่  ซึ่งจะมีรูปร่างลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น  โดยทั่วไปแล้วสเปสของวัตถุจะมี  3  มิติ  คือ  ความกว้าง  ความยาว  และความสูง  ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ  ได้แก่  ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ  กับ 2 มิติ  ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับอีกวัตถุหนึ่ง

                 ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส  ได้แก่   การชี้บ่งรูป 2 มิติ  และ 3 มิติได้  สามารถวาดรูป  2  มิติ  จากวัตถุหรือภาพ  3  มติที่กำหนดให้ได้      ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา  ได้แก่  ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลา  หรือความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปลี่ยนไปกับเวลา

                 ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา  ได้แก่  การบอกตำแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอื่นเป็นเกณฑ์  บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่ง  เปลี่ยนขนาด  หรือปริมาณของวัตถุกับเวลาได้

                        ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ

                  4.1 บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุกับเวลาได้

                 4.2  บอกความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขนาด หรือปริมาณของสิ่งของต่าง ๆ กับเวลาได้

           5.  การคำนวณ  หมายถึง  การวัดจำนวนของวัตถุและการคำนวณตัวเลขที่นับได้มาคำนวณโดยการบวก  ลบ  คูณ  หาร  หรือหาค่าเฉลี่ย

ความสามารถที่จะแสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ

                 5.1  การนับ

                       5.1.1 นับจำนวนสิ่งของได้ถูกต้อง

                       5.1.2  ใช้ตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้

                       5.1.3  ตัดสินว่าสิ่งของในแต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน

                       5.1.4  ตัดสินว่าของในกลุ่มใดมีจำนวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน

               5.2    การหาค่าเฉลี่ย 

                        5.2.1  บอกวิธีหาค่าเฉลี่ยได้ถูกต้อง

                        5.2.2  หาค่าเฉลี่ยได้ถูกต้อง

                        5.2.3  แสดงวิธีการหาค่าเฉลี่ยได้ถูกต้อง

         6.  การจัดกระทำและสื่อความหมายของข้อมูล   หมายถึง  การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต  การวัด  การทดลอง  และจากแหล่งอื่น ๆ  มาจัดกระทำเสียใหม่โดยการหาความถี่    เรียงลำดับ  จัดแยกประเภทหรือคำนวณหาค่าใหม่  เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนี้ดีขึ้น  โดยอาจเสนอในรูปตาราง  แผนภูมิ  แผนภาพ  ไดอะแกรม  กราฟ  สมการ  เขียนบรรยาย  เป็นต้น

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ

              6.1  เลือกรูปแบบที่จะใช้ในการเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

              6.2  บอกเหตุผลในการเลือกรูปแบบที่จะใช้ในการเสนอข้อมูลได้

              6.3  ออกแบบการเสนอข้อมูลตามรูปแบบที่เลือกไว้ได้

              6.4  เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เข้าใจดีขึ้นได้

              6.5  บรรยายลักษณะของสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยข้อความที่เหมาะสมและกะทัดรัด  สื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

              6.6   บรรยายหรือวาดแผนผังแสดงตำแหน่งของสภาพที่ตนสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้

           7. การลงความคิดเห็นจากข้อมูล หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล  โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย

           8.  ทักษะการพยากรณ์  หมายถึง  การสรุปคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทดลองโดยอาศัยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ  หลักการ  กฎ  หรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยในการสรุป

                การพยากรณ์เกี่ยวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลที่เป็นตารางหรือกราฟ  ทำได้ 2 แบบ คือการพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่กับการพยากรณ์ภายนอกขอบเขตข้อมูลที่มีอยู่  ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ

                 8.1 การพยากรณ์ทั่วไป  เช่น ทำนายผลที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่เป็นหลักการ  กฎ  หรือทฤษฎีได้

                 8.2  การพยากรณ์จากข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น ทำนายผลที่เกิดขึ้นจากภายในขอบเขตของข้อมูลเชิงปริมาณที่มีอยู่ได้

          9.  การตั้งสมมติฐาน  หมายถึง  การคิดหาคำตอบล่วงหน้าก่อนทำการทดลอง  โดยอาศัยการสังเกต   ความรู้ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน  คำตอบที่คิดล่วงหน้านี้ยังไม่ทราบหรือยังไม่เป็นหลักการ  กฎ  หรือทฤษฎีมาก่อน สมมติฐานหรือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้าหรือที่กล่าวไว้เป็นข้อความที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ)  กับตัวแปรตาม  สมมติฐานที่ตั้งขึ้นอาจจะผิดหรือถูกก็ได้

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ  สามารถหาคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต  ความรู้  และประสบการณ์

         10.  การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติกา หมายถึง  การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำต่าง ๆ (ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลอง) ให้เข้าใจตรงกัน สามารถสังเกตหรือวัดได้ 

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว คือ กำหนดความหมายและขอบเขตของคำหรือตัวแปรต่าง ๆ ให้สังเกตและวัดได้

         11.  การกำหนดและควบคุมตัวแปร  หมายถึงการชี้บ่งตัวแปรต้น  ตัวแปรตามและตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมติฐานหนึ่ง ๆ

                 11.1  ตัวแปรต้น   คือสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลต่าง ๆ  หรือสิ่งที่เราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่

                 11.2  ตัวแปรตาม   คือสิ่งที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น  เมื่อตัวแปรต้นหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุเปลี่ยนไปตัวแปรตามหรือสิ่งที่เป็นผลจะเปลี่ยนตามไปด้วย

                 11.3  ตัวแปรที่ต้องควบคุม  คือสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นที่มีผลต่อการทดลองด้วย  ซึ่งจะต้องควบคุมให้เหมือน ๆ กัน มิฉะนั้นอาจทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน

ความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะแล้ว  คือ  ชี้บ่งและกำหนดตัวแปรต้น  ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมได้

          12.  การทดลอง  หมายถึง  กระบวนการที่ปฏิบัติเพื่อหาคำตอบ  หรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ ในการทดลองจะประกอบด้วยกิจกรรม  3  ขั้นตอน

                  12.1    การออกแบบการทดลอง  หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนลงมือการทดลองจริงเพื่อกำหนด

                           12.1.1 วิธีการทดลอง(ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดและควบคุมตัวแปร)

                           12.1.2 อุปกรณ์และ/หรือสารเคมีที่จะต้องใช้ในการทดลอง

                 12.2    การปฏิบัติการทดลอง  หมายถึงการลงมือปฏิบัติการทดลอง

                 12.3    การบันทึกผลการทดลอง  หมายถึง  การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจจะเป็นผลจากการสังเกต  การวัด  และอื่น ๆ

          13.  การตีความหมายของข้อมูลและลงข้อสรุป

                 การตีความหมายข้อมูล  หมายถึง  การแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะของข้อมูลที่มีอยู่  ซึ่งในบางครั้งอาจต้องใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ เช่น ทักษะการสังเกต  ทักษะการคำนวณ  เป็นต้น

                การลงข้อสรุป  หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด

ความสามารถที่แสดงว่า เกิดทักษะแล้ว คือ          

                13.1  แปลความหมายหรือบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ได้

                13.2  บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ได้

              จากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าว พอสรุปได้ว่าทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์  เป็นส่วนหนึ่งของความรู้วิทยาศาสตร์  และเป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้อยู่ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา   ดังนั้นผู้รายงานจึงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มูลคำ  20 วิธีการเรียนรู้