หน่วยนำเข้า

หน่วยรับข้อมูล หรือ หน่วยนำเข้าข้อมูล  เป็นหน่วยเริ่มต้นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ เพราะ มีหน้าที่ในการนำข้อมูลหรือคำสั่งต่าง ๆ  เข้าไปในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์

          อุปกรณ์รับข้อมูลของหน่วยรับข้อมูล  มีหลายชนิด  เช่น    แป้นพิมพ์  เมาส์  เครื่องสแกน  จอยสติก จอสัมผัส  แต่ทุกชนิดทำหน้าที่ รับข้อมูลหรือคำสั่ง เข้าสู่ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ เหมือนกัน

          อุปกรณ์ของหน่วยรับข้อมูล แต่ละชนิดมีวิธีการนำเข้าข้อมูล หรือรับคำสั่ง ตลอดจนลักษณะของรูปแบบข้อมูลที่นำเข้าต่างกัน

          หน้าที่สำคัญ  คือ เป็นอุปกรณ์ ที่รับข้อมูล หรือคำสั่ง เข้าสู่ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์  หน่วยรับข้อมูล จึงเป็นหน่วยทำงานที่ช่วยให้ มนุษย์ สามารถติดต่อ สั่งงาน เครื่องคอมพิวเตอร์ได้

   *อ้างอิง ครูขนิษฐา  วทัญญู

 

หน่วยประมวลผล

 

  • องค์ประกอบของหน่วยประมวลผลกลาง                                                                                         

วงจรในหน่วยประมวลผลกลางเรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) ซึ่งเป็นชิปที่ทำจากซิลิกอน ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 หน่วยคือ

  •  
    • หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ เช่น ควบคุมการทำงานของความจำหลัก หน่วยรับข้อมูล หน่วยคำนวณและตรรกะ หน่วยแสดงผล และที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ดังนั้นการทำงานของหน่วยนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางระบบประสาท ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่หน่วยควบคุมและซีพียูจะรับรู้คำสั่งต่าง ๆ ในรูปของคำสั่งภาษาเครื่องเท่านั้น ถ้าผู้ใช้เขียนโปรแกรมโดยใช้ภาษาระดับสูง (High Level Language) ก่อนที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานจะต้องมีการแปลงเป็นภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) ก่อน
    • หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เอแอลยู (ALU) ทำหน้าที่ประมวลผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ตลอดจนการเปรียบเทียบทางตรรกะทั้งหมด

การทำงานในซีพียูมี รีจิสเตอร์ (Register) คอยทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลหรือคำสั่งที่ถูกนำเข้ามาปฏิบัติการภายในซีพียู รวมทั้งมี บัส (Bus) เป็นเส้นทางในการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าของหน่วยต่าง ๆ ภายในระบบ โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบกันมีการออกแบบบัสต่างกัน

ในระบบคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ เช่น เครื่องระดับเวิร์คสเตชั่น (Workstation) หรือเซิร์ฟเวอร์ของระบบเครือข่าย (Network Server) มักจะมีซีพียูมากกว่าหนึ่งหน่วย ซึ่งการมีซีพียูจำนวนมาก ๆ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้มากกว่าหนึ่งคำสั่งพร้อมกัน หรือทำงานกับโปรแกรมได้มากกว่าหนึ่งโปรแกรมพร้อมกัน คุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่ามัลติโปรเซสซิ่ง (Multiprocesstig) นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยการใช้ โคโปรเซสเซอร์ (coprocessor) ซึ่งเป็นซีพียูอีกตัวที่ทำหน้าที่เฉพาะด้าน เช่น ช่วยคำนวณตัวเลข หรือภาพกราฟฟิก

*อ้างอิง  http://cptd.chandry.ac.th

หน่วยส่งออก

 ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลในรูปที่มนุษย์สามารถเข้าใจ อุปกรณ์ส่งออก ที่ใช้ใน ระบบคอมพิวเตอร์    ที่นิยมทั่วไปคือ จอภาพ (monitor) และเครื่องพิมพ์ (printer) อุปกรณ์ส่งออก
ของคอมพิวเตอร์ ยังมีอีกมาก

    อุปกรณ์ในหน่วยส่งออก
 

(1) จอภาพ (monitor)

    มีลักษณะเป็น จอภาพเหมือนจอโทรทัศน์ ทั่วไปเรียกว่า ซีอาร์ที  การส่งออก ของข้อมูล    จะปรากฏบนจอภาพ ซึ่งแสดงได้ ทั้งตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมายพิเศษ และยังสามารถ แสดงรูปภาพได้ด้วย
 การแสดงผล บนจอภาพ จะแสดงด้วยจุดเล็กๆ ตามแนวนอน และแนวตั้ง แต่เดิมจอภาพ
แสดงผลได้เพียง สีเดียว พัฒนาการ ต่อมาทำให้ การแสดงผล เป็นสีหลายสีได้ นอกจากนี้
ยังมีความละเอียด มากขึ้น เช่น จอภาพที่ใช ้กับคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน แสดงผล ในภาวะกราฟิก ได้อย่างน้อย ในแนวนอน 640 จุด ในแนวตั้ง 480 จุด และแสดงสี ได้อย่างน้อย 16 สี ถึง 256 สี สำหรับการ แสดงผลเป็น ตัวอักษร ในภาวะปกติ สามารถ แสดงผลได้ 25 บรรทัด บรรทัดละ 80 ตัวอักษรขนาดของ จอภาพจ ะวัดความยาว ตามเส้นทะแยงมุม จอภาพโดยทั่วไป จะมีขนาด
14 นิ้ว หรือ17 นิ้ว การแสดงผล ของจอภาพ ควบคุมโดย แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ภายใน เครื่องคอมพิวเตอร์

(2) เครื่องพิมพ์ (printer)

เครื่องพิมพ์ Printer คืออุปกรณ์ที่จะแปลการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ออกมาในรูปแบบกระดาษ ทั้งรูปภาพและอักษร เครื่องพิมพ์แบ่งออกเป็น 4ประเภท

bullet เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์
bullet เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก
bullet เครื่องพิมพ์เลเซอร์
bullet

พล็อตเตอร์

*อ้างอิง  www.rayonwit.ac.th

หน่วยจัดเก็บข้อมูลสำรอง

หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit)

ใช้เป็นส่วนเพิ่มความจำให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำงานติดต่ออยู่กับส่วนความจำหลัก ส่วนความจำสำรองมีความจุมากและมีราคาถูก แต่เรียกหาข้อมูลได้ช้ากว่าส่วนความจำหลักคือ ทำงานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาที ในยุคสังคมสารสนเทศทุกวันนี้ ข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะมีจำนวนหรือขนาดใหญ่มาก ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความซับซ้อนของปัญหาที่พบในงานต่าง ๆ หน่วยความจำหลักที่ใช้เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์จึงต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยทั่วไปหน่วยความจำหลักจะมีขนาดจำกัดทำให้ไม่พอเพียงสำหรับการเก็บข้อมูลจำนวนมาก ในระบบคอมพิวเตอร์จึงมักจะติดตั้งหน่วยความจำสำรอง เพื่อนำมาใช้เก็บข้อมูลจำนวนมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านจดจำของคอมพิวเตอร์ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ถ้ามีการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะทำงานข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลักหรือแรมจะสูญหายไปหมด

หากมีขัอมูลส่วนใดที่ต้องการเก็บไว้ใช้งานในภายหลัง ก็สามารถเก็บว้ในหน่วยความจำรอง

Harddrive
     เป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ มีความจุสูงถึงหน่วยเมกะไบต์ จนถึง กิกะไบต์ และมีความเร็วสูงในการทำงาน และ การส่งผ่านข้อมูลมากกว่า Secondary Storage ทั่วไป ซึ่ง Harddisk จะประกอบไปด้วยจาน Disk หรือที่เรียกว่า Platters หลายๆ แผ่นมารวมกัน ซึ่งแต่ละด้านของ Plalter จะถูกปกคลุมไปด้วยสารประกอบ Oxide เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลได้ Hard Disk ส่วนมากจะอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย บางทีถูกเรียกว่า Fixed Disk  การทำงานของ Hard Disk ก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับแผ่นดิสก์ โดยก่อนที่จะทำการบันทึกข้อมูล จำเป็นจะต้อง Format เพื่อให้มีการกำหนด Track, Cylinder, ต่างๆ ขึ้นมาก่อนเพื่อใช้ในการอ้างอิงตำแหน่ง นอกจากนี้แล้วมันยังสามารถจัดแบ่ง Partitions กล่าวคือ Hard Disk ตัวหนึ่งสามารถแบ่งได้หลาย Patition ขึ้นอยู่กับการแบ่ง Partition ก่อนการ Format (การกำหนด Partition สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง FDISK) นอกจากนี้ยังขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าใช้ระบบ PCI หรือไม่ ถ้าไม่ใช้ระบบ PCI ในเครื่องจะมองเห็นฮาร์ดดิสก์ขนาดสูงสุดเพียง 540 MB แต่ถ้าเป็น PCI จะต้องมาตรวจสอบ OS(Operation System) ดูอีกทีว่าใช้อะไร เช่น ถ้าเป็น Windows 95 จะสามารถมองเห็น Hard Disk สูงสุดได้ที่ 1.27 GB ต่อ 1 Partition ซึ่งถ้าเรามี Hard Disk 1 ตัว แต่เป็น 2 GB ก็ต้องจัดแบ่งมันเป็น 2 Partition ถ้าเป็นระบบ Windows 95 OSR2 ก็จะสามารถมองเห็นได้เกิน 2 GB เป็นต้น   ระบบควบคุมการทำงานของ Hard Disk ที่มีใช้งานอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ได้มีมาตรฐานที่รองรับการทำงานอยู่ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการเชื่อมต่อ ดังนี้ 
          - IDE 
          - EIDE 
          - SCSI 

Floppy disk
     แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy disk) หรือ ดิสก์เกตแม่เหล็กที่ประกอบด้วย Polyester Film Disk เคลือบด้วย Iron Oxide Compound แผ่นดิสก์หมุนรอบโดยอิสระภายใน Protective Flexible หรือ ปลอกพลาสติกหนาๆ ซึ่งจะเข้าถึงการเก็บเพื่อใช้งานหัวอ่านและเขียนของหน่วยดิสก์ไดร์ฟ แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วมีหน่วยความจำ 1.44 เมกะไบต์ เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด นอกจากนี้มีเทคโนโลยีรุ่นใหม่ LS-120 ที่มีหน่วยในการจัดเก็บ 120 เมกะไบต์ ซึ่งในปัจจุบันไม่นิยมใช้กันเนื่องจากความสะดวกของ flash drive   

     ในการ Format สำหรับดิสก์ 3-1/2 inch จะมี 80 Track และบางทีจะ Format เป็น 3,18,36 Sector ในแต่ละด้านของดิสก์ ซึ่งจะเห็นว่า จำนวน Track และ Sector มีมากกว่า แผ่นดิสก์ แบบ 5-1/4 inch ดังนั้นจึงสามารถจุข้อมูลได้มากกว่า ทั้งนี้จะขึ้นกับความจุของ Disk ด้วย

คำที่ควรทราบ

Formatting คือการเตรียม Disk สำหรับการใช้งาน ก่อนที่จะมีการใช้งาน Disk เหล่านี้ จะต้องมีการ Format ก่อน เพื่อเตรียมเนื้อที่ต่างๆ ให้กับ Disk เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย การกำหนด Track, Cylinder, Sector เป็นต้น

Track คือส่วนที่บันทึกข้อมูล มีลักษณะเป็นส่วนวงกลมแคบๆ ที่อยู่บน Disk Cylinder คือ Track ที่มีหมายเลขเดียวกัน เช่น Diskette ก็จะมี Track 0, Side1 และ Track 0, Side 2 ซึ่งทั้งหมดนี้ เรียกว่า Cylinder

Sector คือส่วนที่มีลักษณะเป็น Pie-Shapped ของ Diskette คำว่า Sector ส่วนมากจะใช้ในความหมายของ Track Sector ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ 512 KB.

Cluster คือกลุ่มของ Track ที่มีตั้งแต่ 2-8 Track ขึ้นไป เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการบันทึกข้อมูลลงใน Disk ถ้า file มีไม่กี่ตัวอักษรก็สามารถบันทึกได้ใน 1 Cluster แต่ถ้า file มีขนาดใหญ่มาก ก็สามารถบันทึกไว้ได้หลาย Cluste

*อ้างอิง  www.truepiockpanya.com