ภาษาถิ่น

      ภาษาถิ่น หรือ สำเนียง คือ ภาษาเฉพาะของท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งที่มีรูปลักษณะเฉพาะตัวทั้งถ้อยคำและสำเนียงเป็นต้น เช่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีภาษาถิ่นประจำภาคนั้น ดังนี้ ภาคเหนือมีภาษาถิ่นพายัพ ภาคอีสานมีภาษาถิ่นอีสาน ภาคใต้มีภาษาถิ่นใต้ และภาคกลางมีภาษาไทยกลาง เป็นต้น ทั้งนี้ ทุกภาษาถิ่นในประเทศไทยคงใช้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ ถ้อยคำ และสำเนียง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของภาษาถิ่นนั้นหากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้างก็จะมีภาษาถิ่นหลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง มากกว่า

    การกำหนดภาษาหลักหรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาวถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

   แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

  • ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสังคมหนึ่งๆ
  • ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
  • ภาษาเฉพาะวงการ
  • ภาษาสแลง

    หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น

            ภาษาถิ่น หรือ ภาษาไทยถิ่น (Thai Dialect) ประกอบด้วยคำ 3 คำ ได้แก่ คำว่า “ ภาษา ” “ ไทย ” และ “ ถิ่น " ซึ่งแต่ละคำพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ . ศ . 2525 ( พิมพ์ครั้งที่ 6 พ . ศ . 2539) ได้ให้คำจำกัดความดังนี้

          “ภาษา” น . เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน ; โดยปริยาย หมายถึง คนหรือชาติ ที่พูดภาษานั้น ๆ เช่น นุ่งห่มและแต่งตัวตาม ภาษา หรือหมายความว่า มีความรู้ ความเข้าใจ

          “ไทย” [ ไท ] น . ชื่อประเทศ และชนชาติที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพรมแดน ติดต่อกับลาว เขมร มาเลเซีย และพม่า ชนชาติไทยมีหลายสาขาด้วยกัน เช่น ไทยใหญ่ ไทยดำ ไทยขาว ความมีอิสระในตัว ความไม่เป็นทาส

          “ถิ่น” น . ที่ แดน ที่อยู่ เช่น ถิ่นเสือ ถิ่นผู้ร้าย

         เมื่อนำคำทั้ง 3 คำ มาเรียงเข้ากันเป็นกลุ่มคำหรือวลี จึงได้คำว่า “ภาษาไทยถิ่น” ซึ่งหมายถึงภาษาที่ใช้พูดติต่อสื่อสาร ตามท้องถิ่นต่าง ๆ สื่อความหมาย เข้าใจกันในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแต่ละถิ่นอาจพูดแตกต่างกันไปจากภาษาไทยมาตรฐาน ทั้งในด้านเสียง คำ และการเรียงคำบ้าง แต่ความหมายคงเดิม

         ภาษาไทยถิ่นที่พูดอยู่ตามท้องถิ่นของประเทศไทย ต่างก็เป็นภาษาถิ่นของ ตระกูลไทดั้งเดิม (Proto-Tai) ที่แตกต่างกันไป ถ้าหากถิ่นใดมีลักษณะทั่วไป ทางเสียง คำและความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันก็จัดอยู่ในภาษาถิ่นนั้น ๆ

         ภาษาถิ่น คือ คำที่ใช้เรียกภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่างๆ กัน โดยมียังคงมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญของภาษานั้น เช่น ภาษาไทย มีภาษาถิ่นหลายภาษา ได้แก่ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถิ่นเหนือ และภาษาไทยกลาง หรือถิ่นกลาง เป็นต้น โดยทุกภาษาถิ่นยังคงใช้คำศัพท์ ไวยากรณ์ ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ เป็นต้น หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้าง ก็จะมีภาษาถิ่นที่หลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อยๆ ลงไปอีก ทั้งนี้ภาษาถิ่นแต่ละถิ่น จะมีเอกลักษณ์ทางภาษาของตนด้วย ภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูด หรือภาษาท่าทาง มากกว่าการกำหนดภาษาหลัก หรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาว ถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา

         แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก

         ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสงคมหนึ่งๆ

  • ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
  • ภาษาเฉพาะกลุ่ม
  • ภาษาสแลง

         หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น

ประเภทของภาษาถิ่การแบ่งภาษาถิ่นที่ใช้พูดกันในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้น ถ้าแบ่งตามความแตกต่างของภูมิศาสตร์ หรือท้องที่ที่ผู้พูดภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่ อาจแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

 ภาษาถิ่นกลาง

         นอกจากภาษาราชการของชาวกรุงเทพฯ แล้ว เรายังสามารถได้ยินสำเนียงภาษาเหน่อของคนจังหวัดนครปฐม และสุพรรณบุรีด้วย

 ภาษาถิ่นเหนือ

         เป็นภาษาที่มีสำเนียงการออกเสียงที่โดดเด่นน่ารักไม่เหมือนใคร เช่น คำว่า เดิ๋ก แปลว่า ดึก, ปวดต้อง แปลว่า ปวดท้อง, วันพู่ก หมายถึง พรุ่งนี้, ตี๋น หมายถึง เท้า และมักลงท้ายประโยคพูดอย่างอ่อนหวานด้วยคำว่า “เจ้า”

 ภาษาถิ่นอีสาน

         ก็มักเป็นคำหรือสำเนียงที่เราได้ยินคุ้นหู เช่นคำว่า ไปบ่ แปลว่า ไปหรือเปล่า, ชั่วโมง พูดว่า ซัวโมง, ข้างแรมพูดว่า เดือนดั๋บ ฯลฯ

[ ภาษาถิ่นใต้

         มักจะเป็นคำพูดห้วน ๆ สั้น ๆ เช่น คำว่า ตะกร้า พูดว่า กร้า, กระทะ พูดว่า ทะ, ถังน้ำ พูดว่า ทุงน้ำ, เมษายน พูดว่า เมษรา, วันพฤหัสบดี พูดว่า วันหัด เป็นต้น

         นอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นเฉพาะจังหวัด เช่น ที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด มักมีคำสร้อยลงท้ายประโยคว่า “ฮิ” เช่น ละครเรื่องนี้ใครเป็นนางเอกฮิ หรือ ก็มันไม่ชอบฮิ และภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรีหรือภาษาเมืองเพชร ซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่มีสำเนียงเพี้ยนออกไปจากภาษาภาคกลาง กรุงเทพฯ โดยสำเนียงชาวเพชรบุรี จะมีลักษณะ เฉพาะตัวเป็นสำเนียงที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หากจะฟังสำเนียงชาวเพชรบุรีแท้ ๆ จะอยู่ในเขตอำเภอบ้านลาด และอำเภอใกล้เคียง

         รูปแบบประโยคของภาษาเมืองเพชรมีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะการปฏิเสธจะใช้คำว่า “ไม่” ตาม หลังคำกริยา และเปลี่ยนระดับเสียงคำกริยา เช่น กิ๊นไม่ (ไม่กิน) เอ๊าไม่ (ไม่เอา) มี้ไม่ (ไม่มี) ป๊วดไม่ (ไม่ปวด) นอกจากนี้ สำเนียงการออกเสียงสระยังมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น คำว่า น้ำ ออกเสียงสั้นตามสระ-ำ ไม่นิยมออกเสียงยาวเป็น “น้าม” เหมือนคนกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีคำบางคำที่นิยมใช้กันในท้องถิ่นเพชรบุรีโดยเฉพาะ อาทิ คำว่า แมลงปอ พูดว่า แมงกระทุย แมงกระชุน, ชาม กะละมัง เรียกว่า ชาม กะละแม็ง, กะล่อน ชาวเพชรบุรีบางถิ่นออกเสียงควบกล้ำเป็น กล้อน” ไม่แยกพยางค์ ฯลฯ

         ในปัจจุบันสำเนียงเพชรได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเขตตัวเมือง เพราะมีการติดต่อกับผู้คนที่เดินทางผ่านหรือมาท่องเที่ยว รวมทั้งระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน หากต้องการฟังสำเนียงเพชรแท้ ๆ ต้องไปฟังแถวชนบท

http://galyani.panyathai.or.th/wiki/index.php