คู่ มือการใช้งานโปรแกรมSony Vegas 7.0

1.ภาพรวมของโปรแกรม Sony Vegas
Vegas หรือ ชื่อเต็ม คือ Sony Vegas คือโปรแกรมตัดต่อวิดีโอบนระบบปฏิบัติการWindows มีชื่อเสียง ตัวหนึ่ง เนื่องจากมีราคาแพง ประมาณ400-600 USD นับตั้งแต่รุ่น 2มา ซึ่งตอนนี้Vegas ได้พัฒนามาถึงรุ่น 8 แล้ว และVegasเป็นซอฟต์แวร์ประเภท Commercial (ซอฟท์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายหรือเรียกว่าซอฟท์แวร์เชิงพาณิชย์)
Sony Vegas มีความสามารถคร่าวๆดังนี้
1. สามารถตัดต่อภาพและเสียงได้ง่าย
2. ใส่ลูกเล่นได้ทั้งภาพ(เช่นทำให้ภาพดูเป็นภาพเก่า)และเสียง(เช่นปรับเสียงชาย เป็นเสียงหญิง)
3. มีลักษณะการทำงานเป็นชั้น(Layer)ทำให้รองรับการซ้อนภาพมากมาย
4. สามารถทำเสียง 5.1 (เสียงรอบทิศทาง) ได้จากในตัวโปรแกรมเลย
5. สนับสนุนการสร้างสื่อคุณภาพสูงหลายประเภทเช่น vcd svcd dvd และวีดีโอสำหรับเว็บไซท์
6. รองรับรูปแบบไฟล์มากมาย ทำให้สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นเช่น Photoshop ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่อง จากการใช้งานที่ง่ายแต่มีอะไรที่ซับซ้อนอยู่ลึกๆ มีลูกเล่นมากพอที่สามารถประยุกต์ ใช้ได้หลากหลาย ซึ่งแตกต่างจาก โปรแกรมราคาถูกๆ ทั่วไป ที่ทำได้น้อยกว่า และไม่ยืดหยุ่นในการใช้งานเท่าความสามารถตามราคา การทำงานก็โดยสามารถคลิ้กลาก แล้ววาง (Drag and Drop) และ คลิ้กขวา โดยใช้ mouse ก็ตัดต่อได้แล้ว ด้วยการทำงานแบบชั้น(layer) คล้ายๆกับโปรแกรม Photoshop และมี Effect และ Transition ที่มากพอเช่นเดียวกับโปรแกรมอื่นๆที่สำเร็จรูปมาให้ใช้ได้ทันที จึงทำความเข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีสามารถในการตัดต่อภาพและเสียงไปพร้อมกันได้เลย ซึ่งเป็นความสามารถอันโดดเด่นสำหรับVegas ซึ่งหาตัวจับได้ยาก ที่จะมีโปรแกรมที่ทำได้แบบนี้
เดิมที โปรแกรมนี้ เป็นของ SonicFoundry ซึ่งแต่เดิม โปรแกรมของบริษัทนี้ เป็นโปรแกรมตัดแต่งเสียงดนตรี ต่อมาจึงพัฒนามีโปรแกรมตัดต่อ วิดีโอ ซึ่งเรื่องเสียงเป็นจุดแข็งของโปรแกรมนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องด้วย จุดเด่นที่มี ในปี ค.ศ. 2003 บริษัท Sony Pictures Digital ได้ซื้อ Sonic Foundry's desktop software ทั้งหมดไป(ตอนนั้น vegas รุ่น4) ทั้ง ACID Sound Forge and Vegas รวมถึงอื่นๆด้วย (ราคาปลีกแต่ละตัวแพงๆทั้งนั้น) และได้ตั้ง sonymediasoftware ขึ้นมาจัดการกับโปรแกรมเหล่านี้ หลังจากที่ Sony ซื้อไป ก็ได้ทำการพัฒนา โปรแกรมเหล่านี้ ให้มีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับ โปรแกรมประเภทเดียวกันที่มีชื่อเสียงมาก่อน รวมถึง การปรับปรุงตัวโปรแกรมให้ สามารถทำงานร่วมกับ อุปกรณ์ของ Sony หลายตัวได้
ข้อดีและข้อด้อยของ โปรแกรมข้อดี
ใช้งานง่าย ทำให้มือใหม่เรียนรู้ได้เร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตำราใด ในเบื้องต้นได้ เพียงแค่ลากวาง มั่วๆก็เป็นแล้วในการตัดต่อง่ายๆ สามารถใช้ คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพไม่สูงนักในการใช้งาน ที่สำคัญ
มี Download ฟรีที่ เว็บไซต์ http://www.sonycreativesoftware.com/ได้เลย เพียงแค่ หา crack ก็ใช้งานได้สมบูรณ์แล้ว
ข้อด้อย
บางอย่างยัง ด้อยกว่าโปรแกรมชื่อดังที่มีอายุมานานแล้วเช่น มีการสนับสนุนจาก บรรดาผู้ผลิต โปรแกรมที่เรียกว่า plug ins ต่างๆน้อย รวมถึงการใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์ต่างๆด้วย เช่น การ์ดตัดต่อวิดีโอ ที่ไม่แพร่หลายเท่า แต่ปัจจุบันเริ่มดีขึ้น ผู้ผลิตโปรแกรมต่างๆ ต่างก็ปรับแต่งให้สามารถใช้ร่วมกับ vegas ได้มากขึ้น

ความต้องการของระบบ คอมพิวเตอร์ สำหรับ Vegas 7
- Microsoft Windows 2000 SP4, XP Home หรือ XP Professional (Windows XP SP2 ใช้สำหรับ HDV and XDCAM) - หน่วยประมวลผล(CPU)ความเร็วประมวลผล 800 MHz ขึ้นไป (แนะนำให้ใช้ 2.8 GHz สำหรับ HDV) - พื้นที่ hard-disk 200 MB สำหรับการติดตั้ง- หน่วยความจำ(RAM) 256 MB (แนะนำให้ใช้ 512 MB สำหรับ HDV) - DVD-ROM ไดร์ฟ-- Microsoft DirectX 9.0- Microsoft .NET Framework 2.0 - Internet Explorer 5.1 or later3 โปรแกรมที่กล่าวมา ต้องถูกติดตั้งไว้แล้วก่อนใช้งานVegas

2.หน้าตาของโปรแกรมและการใช้งานเบื้อง ต้น
เมื่อเราได้ทำการลงโปรแกรมเป็นที่เรียบร้อย แล้ว ต่อมาเราจะไปดูส่วนประกอบของโปรแกรมว่ามันมีอะไรกันบ้าง


รูปที่ 1 แสดงหน้าตาของโปรแกรม


ส่วนประกอบต่างๆ ของโปรแกรม


รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของโปรแกรม

ส่วนประกอบต่างๆ ของโปรแกรม ซึ่งจะประกอบไปด้วย 4 ส่วน
1. แถบเมนูคำสั่งต่างของโปรแกรม ก็เหมือนๆกันทั่วไป เช่น คำสั่ง edit insert view tool optionเป็นต้น ส่วนแถบข้างล่างลงมาก็จะเป็นแถบไอค่อนการใช้งานของโปรแกรม เช่น new save open และไอค่อนการใช้งานเช่น ไอค่อน automatic crossfades เป็นต้น
2. Timeline ส่วนนี้แหละที่เราจะทำการตัดต่อหนังหรืองานของเรา ซึ่งจะประกอบด้วย
2.1Audio Track ซึ่งจะเป็น Track ทำหน้าที่จัดการไฟล์ที่เป็นเสียงทั้งหมด
2.2Video Track จะเป็น Track ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับไฟล์ที่เป็นภาพ หรือ ไฟล์ภาพเคลื่อนไหว ต่างๆ
3. จะเป็นแถบเครื่องมือในการเล่น ไฟล์ที่เราได้ตัดต่อ โดยจะทำการแสดงผลในจอพรีวิวร์ ก็จะประกอบไปด้วยคำสั่ง อัดเสียง เล่นวน เริ่มเล่นตั่งแต่แรก เล่น หยุด ฯลฯ เป็นต้น
4. ส่วนนี้เรียกว่าหน้าต่างงานก็จะประกอบไปด้วยแถบเครื่องมือต่าง ๆ ที่สำคัญคือ
4.1แถบ Explorer คือ แถบที่ทำหน้าที่ค้นหาไฟล์ที่จะนำเข้าสู่ Time line โดยการลากแล้ววางลงไปใน Timeline
4.2แถบ Project Media จะทำหน้าที่รวบรวมไฟล์ต่างๆที่เข้าสู่ Time line โดยจะรวมไว้อยู่ในนี้ และสามารถ import ไฟล์ต่างๆ เข้ามาใน Preject Media ได้ และสามารถลากไปวางบน Timeline ได้อีกด้วย
4.3แถบ Transition แถบนี้ก็คือ Effect การเข้าออก จากคลิปหนึ่งไปสู่อีกคลิปหนึ่ง ซึ่งจะมีให้เลือกมากมาย รวมถึง Plugin บางตัวก็อยู่ใน Transition นี้ เช่น Adorage Magic,ball Transition เป็นต้น
4.4แถบ Video FX แถบนี้จะทำหน้าที่คล้ายๆกับ ฟิลเตอร์ของโฟโต้ชอป คือการใส่ Effect ให้กับ คลิปงานของเรา โดยการลาก ไปวางที่คลิปได้เลย ซึ่งจะมีให้เลือกมากมายและบางตัวก็เป็น plugin จากโปรแกรมอื่นๆเช่น spicemaster motion blue effect เป็นต้น
4.5แถบ Media Generators แถบนี้จะเป็นการสร้างมีเดียขี้นเช่น ตัวหนังสือ แบ๊กกราว เครดิตโรล
5. จะเป็นของจอมอนิเตอร์แสดงการทำงานของงานที่เราได้ทำการตัดต่อ อนการเร็นเดอร์ออกเป็นไฟล์ media ต่างๆ

การใช้งานเบื้องต้น
ก่อน เริ่มต้นตัดต่อเราควรรู้จัก คีย์ลัดที่ใช้บ่อยๆกันในคีย์บอร์ด
· ปุ่ม Space bar ใช้สำหรับ Play/ Stop หรือการเล่นการหยุด งานในtimeline
· ปุ่ม S สำหรับตัด clipให้เป็นท่อนๆ
· ปุ่ม M สำหรับ การมาร์คจุด
· Ctrl+c,Ctrl+v ,Ctrl+x การก๊อปปี้ การวาง หรือการย้าย เหมือนกับ วินโดว์เลยครับ ตัวเลือนตรงกลางของเมาส์ สำหรับยึด หด คลิป การนำงานเข้าสู่ Timeline ก็คือ คลิ๊กลากแล้ววาง หรือ คลิ๊กเมนูFile-->Import media หน้าต่างที่จะแนะนำต่อไปนี้คือหน้าต่าง Exploror มีความสำคัญคือทำหน้าที่ ค้นหา และสามารถนำเข้าสู่ Timeline ได้โดยลากแล้ววาง


รูปที่ 3 แสดงปุ่มคำสั่งพื้นฐาน

3. การใช้งาน Transition VideoFx และ Media Generators

การ ใช้งาน Transition

Transition คือ การเปลี่ยนฉากเข้าหรือออกฉาก เช่น การทำพรีเซนท์ ในพาวเวอร์พอยท์ในการเปลี่ยนหน้า หรือเข้าสู่เรื่องใหม่ เราก็จะทำ Transition มาใช้ในการเปลี่ยนเพื่อมิให้ผู้รับชมเกิดอาการเบื่อหน่าย และทำให้งานของเราดูน่าสนใจยิ่งขึ้น การนำ Transition มาใช้ทำได้ดังนี้

1. คลิกแถบ Transitions เลือกรูปแบบของTransition ทางซ้ายมือ ส่วนทางขวามือจะเป็นการแสดงผลของ Transition จากนั้นให้คลิกลาก Transition ในช่องขวามือไปจ่อที่ขอบของคลิปจนเกิดเครื่องหมายบวกขึ้น จึงปล่อย จะปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมาให้รับแก้ไข Transition ได้ ดังภาพ

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การ ใช้งาน Video FX

การใช้ Video Fx คือ การใส่เอฟเฟคให้กับวีดีโอ เช่น การทำให้คลิปของเรากลายเป็น ภาพเก่า หรือ การทำขอบเบลอ เป็นต้น การใช้วีดีโอเอฟเอ็กในวีกัส สามารถทำได้ โดยคลิ๊กลาก FX นั้น ไปลงที่คลิป ที่เราต้องการดังภาพ

 


 

 

สำหรับเอฟเฟคบางอย่างต้องใช้ร่วมกันแบบลูก โซ่หรือต้องใช้หลายเอฟเฟค ก็ทำได้โดย คลิกที่ปุ่ม Event Fx จากนั้นคลิกปุ่มสี เขียวๆทางขวามือ ดังภาพ

 

 

 

 

จากนั้นจะปรากฏหน้าต่าง Video Event FX ขึ้นมา ให้เราเลือกรูปแบบ เอฟเฟค จากนั้น คลิก Add > OK

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การ ใช้งาน Media Generators

แถบ Media Generator คือ แถบเครื่องมือสำหรับสร้าง ตัวอักษร เครดิต โรล แบ๊กกราว Animation ต่างๆ โดยโปรแกรม Sony Vegas ได้รวบรวมไว้เป็นหมวดๆ ซึ่งง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

 

1. แถบ Checkerboard สำหรับทำพื้นแบ๊กกราวแบบลายหมากรุก Pattern ต่างๆมากมาย ซึ่งสามารถใช้งานได้โดยการ ลากแล้ววางบน Time line

 

 

 

2. แถบ Color Gradient หรือ การไล่เฉดสี สามารถนำมาทำ Animation ได้โดยใช้ key frameเป็นตัวกำหนด การเคลื่อนไหว

 


3. แถบ Credit Roll สำหรับสร้าง เครดิตโรลรูปแบบต่างๆ วิธีใช้ โดยลากแล้ว วางบนTimeline สามารถเปลี่ยนตัวอักษรได้ตามต้องการ

 



 

4. แถบ Noise Texture สำหรับทำภาพเคลื่อนไหว Animation เช่น ท้องฟ้า เปลวไฟ ลาวาต่างๆ โดยใช้ ตัว Key frame เป็นตัวกำหนดสร้าง Animetion

 

 

 

 

 

 

 

 

5. Solid Color เป็นแถบสีแบบสีเดียวล้วนๆ ใช้ทำแบ๊กกราว หรือพื้นหลังภาพ ทำแถบพื้นหลังตัวอักษรให้สวยงาม ส่วนใหญ่ใช้ทำแบ๊ก กราวสำหรับภาพ ที่มีพื้นแบบโปร่งใส

 

 

6. แถบ Test Pattern เป็น Pattern สำหรับหัวม้วนวีดีโอ คล้ายๆกับตัวนับถอยหลัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. แถบ Text สำหรับสร้างตัวอักษร เอฟเฟคตัวอักษร เป็นแถบที่ใช้ง่ายบ่อย

 

 

4. การจัดการด้านเสียง

การจัดการด้านเสียง

1. การนำไฟล์เสียงเข้าสู่ Timeline
การจัดการงานเกี่ยวกับเสียงในโปรแกรม Vegas จะใช้ Track Audioซึ่งจะใช้จัดการด้านเสียงโดยเฉพาะ ซึ่งไฟล์เสียง ได้แก่ไฟล์นามสกุล .mp3 .ogg .wav .ac3เป็นต้นซึ่งสามารถนำเข้ามา ตัดต่อปรับแต่งในโปรแกรมวีกัสได้ง่าย คือคลิ๊ก แล้วลากไปวางบน Time Line ดังภาพ
2.การปรับ Voume Control ใน Vegas
สามารถปรับ Volume หรือความดัง-เบา ของเสียงได้หลายแบบซึ่งจะแนะนำดังนี้

1.โดยใช้ Main Volume ที่ Track list ตรงนี้ง่ายสุด แค่ลากเลื่อนไปมาก็จะได้เสียงหนักเบา ตามต้องการ ดังภาพ

2.การปรับ Volume ในช่อง Mixer ทำได้โดยคลิ๊กลาก Volume contorl ใน แทบ Mixer ดังภาพ

กรณีที่ต้องการให้เสียงทั้งสองข้างเป็นอิสระต่อกันให้คลิ๊กที่ รูปกุญแจ ทางด้านล่างของแทบ Mixer ดังภาพ

3.การ ปรับ Volume โดยใช้เส้น Envelope ซึ่งวิธีนี้นิยมนำมาใช้กันมากในการตัดต่อเสียงเช่นการใส่ดนตรีในเสียง บรรยายกรณีที่เราต้องการ ให้ เสียงดนตรีดังเฉพาะเวลา ที่ไม่มีเสียงบรรยาย หรือ สอดแทรกลูกเล่นลงไป ก็สามารถใช้ เส้น Envelope จัดการได้ง่าย ดังนี้คลิ๊กขวาตรงชื่อ Tracklist จากนั้นเลือก Insert /Remome Envelope --->Volume หรือ กดปุ่ม Shift +V บนแป้นพิมพ์ จะปรากฎเส้น Envelope ขึ้นมาดังภาพ ให้ทำการดับเบิ้ลคลิ๊กตรงเส้น เพื่อกำหนดจุดที่ต้องการลด-เพิ่ม Volumeเสียงจากนั้นลากเส้นได้ตามต้องการดังภาพ ใน Vegas 7.0 มีความสามารถลากเส้น Envelopeได้อย่างอิสระง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Shift ที่แป้นคีย์บอร์ดค้างไว้ สังเกตว่าจะมีรูปดินสอขึ้นมาตรงเส้น Envelope ให้เราวาดเส้น Envelope เพื่อปรับ Volume ได้โดยอิสระ ดังภาพ
3. การอัดเสียงบรรยายใน Vegas
ในวี กัสสามารถอัดเสียงพูดหรือเสียงบรรยายได้โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นๆเลยซึ่ง สะดวกมากในการตัดต่อเสียง เช่นในเสียงสำหรับบรรยาย สำหรับสาระคดีเป็นต้น ซึ่งมีวิธีการดังนี้
1.ต่ออุปกรณ์ไมโครโพนเข้ากับคอมพิวเตอร์ของท่าน ก่อน(ปกติช่องต่อไมโครโฟน จะเป็นสีชมพูหรือมีรูปไมโครโพน)
2.เมื่อทำการต่อแล้วให้คลิ๊กขวาที่ไอค่อนรูปลำโพงที่ Taskbar จากนั้นเลือก Open Volume Control จะปรากฎ ไดอะล๊อก Volume Control ขึ้นมา ให้คลิ๊กที่ เมนู Options ---> Properties จะปรากฎหน้าต่าง properties ขึ้นมา ใน Adjust Volume for เลือกเป็น Recording จากนั้น ติ๊กถูกหน้าชื่อ Microphon ดังภาพ 3.จะปราก ฎหน้าต่าง Recoding ขึ้นมา เลือกSelect ช่อง Microphone จากนั้นทำการปรับ Volume ตามต้องการ
4.จากนั้น เปิดโปรแกรม Vegas ขึ้นมาแล้วคลิ๊กที่ปุ่ม Recordใน Control bar จะปรากฎหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกที่เก็บ ไฟล์ แล้วคลิ๊ก Ok.
5.โปรแกรมจะเริ่มทำงานให้ทำการบรรยายเสียงของเราได้เลยโดยสังเกตที่ Timeline จะมีคลื่นเสียงเกิดขึ้นตามที่เรา ได้พูดไป โดยสามารถควบคุมได้ที่ Control bar เช่นปุ่มplus stop play เป็นต้น เมืออัดเสียงเสร็จแล้ว ให้กดปุ่ม Stop ที่ Control Bar ดังภาพ

6.จะปรากฏหน้าต่างขึ้นมาให้ทำการตั้งชื่อในช่อง Rename หรือลบในช่อง Delete จากนั้นคลิ๊ก Done ก็เป็นอัน เสร็จสิ้น ถ้าต้องการบรรยายใหม่ก็คลิ๊ก Record อีก

4. การแพน (Pan)เสียงใน Vegas
การ แพนเสียงก็คือ การทำให้เสียงดังจากซ้าย หรือ ขวา ส่วนใหญ่นิยมใช้ในการตัดต่อเสียงในระบบ 5.1 หรือใน การทำ คาราโอเกะ ซึ่งวิธีการแพนเสียงมีหลายแบบ ซึ่งใน Vegas ทำได้ง่ายๆดังนี้
1.การแพน เสียง จาก Multipurpose Slider บน Tracklist โดยคลิ๊กปุ่มเลื่อนไปทางซ้ายหรือ ขวาได้ตามต้องการ
2.การแพนเสียงโดยใช้เส้น Envelope ซึ่งทำได้โดยคลิ๊กขวาที่ Track list จากนั้นเลือก Insert/Remove Envelope ---->pan หรือกดปุ่ม Shift + P ที่แป้นคีย์บอร์ด ดังภาพ
จากนั้น จะปรากฏเส้น Envelope ขึ้นมา ให้ทำการ ดับเบิ้ลคลิ๊กที่เส้น Envelope จากนั้นทำการแพนโดยการ เลื่อนขึ้น =แพนเสียงไปทางซ้าย เลื่อนลง=แทนการแพนเสียงไปทางขวา
ใน Sony Vegas เวอร์ชั้น 7.0 สามารถลางเส้น Envelopeได้โดยอิสระโดยการกดปุ่ม Shift ที่แป้นคีย์บอร์ดค้างไว้ สังเกตว่าจะมีรูปดินสอขึ้นมาที่เส้น Envelope ให้ทำการลากได้โดยอิสระ ดังภาพ
5.การ Render งาน
1. คลิกเมนู File เลือก Render As…
2. จะปรากฏหน้าต่าง Render As… ขึ้นมาดังภาพ



3. หลังจากคลิกเลือกแล้วเกิดหน้าต่าง Render As.. มาให้เลือกที่เก็บไฟล์ (ตามหมายเลข 1)
4. ตั้งชื่อไฟล์ (ตามหมายเลข 2)
5. เลือกชนิดของไฟล์ (ตามหมายเลข 3)
6. เลือก Template ที่จะมาทำการเร็นเดอร์ (ตามหมายเลข 4)
7. เมื่อเลือกครบตาม 1 ,2 3 และ 4 แล้ว เราจึงจะ Save ได้ (ตามหมายเลข 5)
รูปแบบในการเก็บไฟล์งาน การเก็บงานของเราให้อยู่ในรูปแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาไปใช้งานอะไรเป็นสำคัญ เพราะการเก็บแต่ละรูปแบบจะไม่เหมือนกัน เอาไปใช้ในโปรแกรมหรือเครื่องที่ต่างกัน เวลาที่ใช้ในการ Render ก็ใช้เวลาไม่เหมือนกัน มากน้อยไม่เท่ากัน ขนาดของไฟล์เมื่อเก็บไว้นั้นแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน เราจึงต้องถามตนเองว่าจะเอาไปทำอะไร เช่น เอาไปทำแผ่นวีซีดี , เอาไปทำแผ่นดีวีดี ,เอาไปทำคลิปวีดีโอใส่ในอินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ภาพ แสดงการเลือกชนิดไฟล์

รายละเอียดชนิดไฟล์ที่จะ Render ดังนี้
1
. MainConcept MPEG-1 เป็นรูปแบบของ VCD (เลือกรูปแบบที่ช่อง template แล้วที่สำคัญ ระบบโทรทัศน์บ้านเราเป็นแบบ PAL เพราะฉะนั้นถ้าจะเลือก VCD ก็เลือกเป็น VCD PAL)
2. MainConcept MPEG-2 เป็นรูปแบบของ SVCD,DVD
3. MP3 Audio จะ Render งานออกมาแต่เสียง เป็นไฟล์ MP3 โดยเราสามารถเลือกคุณภาพของเสียงได้จากช่อง template หรือกด custom
4. OggVorbis เป็นรูปแบบไฟล์เสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ให้เสียงดีกว่า MP3 ในขนาดที่เล็กกว่า แต่มีเครื่องเล่น และโปรแกรมที่สนับสนุนไฟล์ประเภทนี้น้อยกว่า mp3
5. QuickTime6 ไฟล์สกุล mov ที่ส่วนใหญ่ใช้บนอินเตอร์เน็ต
6.RealMedia9 ไฟล์สำหรับใช้บนอินเตอร์เน็ตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีให้เลือกทั้งเก็บเสียงอย่างเดียวและเก็บภาพด้วย
7. Video for Windows ไฟล์มาตรฐานของ Windows(.avi) มีมาตรฐานภายใน (codec) มากมายเช่น DivX, Indeo ฯลฯ ส่วนใหญ่ต้องตั้งค่ามาตรฐานก่อนว่าจะให้ออกมาเป็นประเภทอะไร จึงจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกดที่ Custom
8. Wave ไฟล์เสียงมาตรฐานของ windows ซึ่งให้เสียงดีมากเพราะไม่มีการบีบอัดเลย แต่ทำให้มีขนาดใหญ่มาก
9. Windows Media Audio V9 (WMA) เป็นไฟล์เสียงของ Microsoft นิยมใช้อินเตอร์เน็ต10. Windows Media Video V9(WMV) ไฟล์วิดีโอของ Microsoft นิยมใช้บนอินเตอร์เน็ต

ภาพ แสดงการเลือกรูปแบบของเทมเพลต

การเลือกรูปแบบการเก็บ ไฟล์และระยะเวลาในการ Render งาน เช่น
การเก็บเป็นไฟล์ ชนิด AVI แบบ PAL DV ขนาด 720 x 576 ใช้เวลา Render 5.40 นาที ได้ไฟล์ขนาด 206 M (เก็บไว้แปลงเป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้) เก็บเป็นไฟล์ชนิด MPEG-1 แบบ PAL-VCD ขนาด 352 x 288 ใช้เวลา Render 1.55 นาที ได้ไฟล์ขนาด 10 M (ใช้เขียนแผ่น วีซีดี)
เก็บเป็นไฟล์ชนิด MPEG-2 แบบ PAL - DVD ขนาด 720 x 576 ใช้เวลา Render 6.40 นาที ได้ไฟล์ขนาด 43 M (ใช้เขียนแผ่น ดีวีดี)
เก็บ เป็นไฟล์ชนิด MWV แบบ 256 Kbps ขนาด 320 x 240 ใช้เวลา Render 3.10 นาที ได้ไฟล์ขนาด 2 M (เพื่อใช้ในงานเว็บไซด์)
ที่มาของบทความ :
http://apennapa.blogspot.com/