การเขียนเรื่องสั้นต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์เป็นอย่างสูง

     มือเขียนเรื่องสั้นชั้นครู ย้อนไปมองในอดีตก็จะเห็น ส. ธรรมยศ, อิศรา อมันตกุล, อ. อุดากร ,ศรีบูรพา, มาลัย ชูพินิจ ,มนัส จรรยงค์ ต่อๆ มาก็มี พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, เสนีย์ เสาวพงศ์, อาจินต์ ปัญจพรรค์, กรณ์ ไกรลาศ และอีกหลากนาม ก่อนที่จะมาเป็นยุคของ ชาติ กอบจิตติ ,วัฒน์ วรรลยางกูร, มาลา คำจันทร์ และจำลอง ฝั่งชลจิตร

    ปัจจุบัน นักเขียนเรื่องสั้นไทยเกิด-ดับ อยู่เมื่อเชื่อวัน ท่ามกลางกระแสการอ่านเรื่องสั้นซบเซา นักเขียนส่วนหนึ่งต้องผันตัวไปเขียนอย่างอื่น เพื่อความอยู่รอด หรือไม่ก็ฝ่อและห่างหายไปจากวงการ นักเขียนรุ่นใหม่ๆ ที่เกิดมาประดับวงการและพร้อมที่จะยืนอยู่คู่วงการมีไม่มากนัก จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียดาย สำหรับคนรักการอ่านและเขียนเรื่องสั้นกลางกระแสอันเงื่องหงอย สำนักพิมพ์วันอังคาร ได้รวบรวมเอาผลงานนักเขียนเรื่องสั้นยุคใหม่-เก่า มารวมไว้ในเล่มเดียวกันชื่อ 'เพราะ เช่น ซึ่ง จึง กับ แต่ ต่อ' รวมนักเขียนและเรื่องสั้น 103 เรื่อง 103 คน นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย

    บรรณาธิการผู้รวบรวมเรื่องสั้นชุดนี้คือ 'สมพงษ์ ทวี' หรือ 'ดอกไม้ดำ' แห่งสนามวิจารณ์วรรณกรรม เปิดใจบอกความเป็นมาของงานว่า "อยากจะรวมเรื่องสั้นหลายๆ คน สักเล่มหนึ่ง มองเรื่องสั้นที่รวมนักเขียนมากที่สุดก็มีไม่กี่เล่ม อย่างมาก 30 คน คิดว่าถ้ารวมสัก 100 คน ก็คงจะรวมได้มาก จะได้เห็นพัฒนาการของวิธีคิด วิธีเขียน ที่มันผ่านช่วงเวลามาก ที่มันฝังรากอยู่ในนักเขียนเก่าๆ และที่มันเปลี่ยนแปลงไปในนักเขียนใหม่ๆ มันจะมีการเปรียบเทียบกันไปในตัวได้ไหม นี่เป็นความคิดเบื้องต้น"

   สาเหตุแท้จริงที่ทำก็คือ "ผมอยากจะเขย่าแวดวงการเขียน การอ่าน ให้ตื่นตัวขึ้นมาบ้าง มันอาจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่สิ่งที่ผมทำได้สำเร็จแล้ว คือ การรวบรวมนักเขียนในหลากหลายอายุมารวมกัน ถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของวรรณกรรมเรื่องสั้นให้เห็นในวันข้างหน้า ว่า ปี 2546 มีนักเขียนจำนวนหนึ่งรวบรวมเอาไว้ 103 คน ซึ่งมีวิธีการนำเสนอที่หลากหลาย"

   สำหรับการขอเรื่องจากนักเขียนเก่า-ใหม่ เกณฑ์การขอเรื่อง บรรณาธิการบอกว่า "เมื่อขอเรื่องเขา เราก็ต้องเชื่อเขาว่าเป็นนักเขียนที่มีความสามารถในระดับหนึ่ง แล้วเมื่อผมบอกเขาว่าเป็นเรื่องสั้นรวมกัน 100 คน และเป็นเรื่องใหม่ ไม่ยาวมากนัก เหมือนบอกว่าคุณต้องแข่งกับคนอื่น เมื่อพูดออกไปอย่างนี้ ผมก็เชื่อว่านักเขียนทุกคนก็ต้องพยายามเขียนเรื่องที่ดีที่สุด เอาเรื่องที่ดีที่สุดให้"

   หลังอ่านในฐานะบรรณาธิการได้เห็นอะไรบ้าง บรรณาธิการกระตุกคิวสองข้างเข้าหากัน ก่อนค่อยๆ ตอบอย่างเนิบช้าว่า "ผมยอมรับว่า ไม่เห็นอะไรมาก ในแต่ละคนก็จะเขียนในแบบที่ตัวของเขา ไม่ว่าจะเป็นลุงคำพูน เรื่อยมาถึงรุ่นของ อัศศิริ ธรรมโชติ, วินทร์ เลียววาริณ หรือ ปราบดา หยุ่น ก็ดี ทุกคนผมก็เชื่อว่าเขาพยายามเขียนเรื่องที่ดีที่สุดออกมาให้กับรวมเรื่องสั้นชุดนี้…

   แต่อันหนึ่งที่ผมเห็นก็คือว่า ความหลากหลาย ผมเชื่อว่าความหลากหลายเป็นสีสันของวงวรรณกรรมบ้านเรา มีความหลากหลายทั้งวิธีคิด วิธีเขียน ความเชื่อ และปรัชญาส่วนตัว และที่สำคัญผมเชื่อว่า ผมได้รวบรวมเรื่องสั้นจากนักเขียนไว้ไม่หมด ผมเชื่อว่ามีมากกว่านี้ ผมตั้งใจครั้งแรกว่า 100 เรื่อง แต่ต้องมาเป็น 103 เรื่อง เพราะว่านักเขียนส่งเรื่องเข้ามามาก และบางคนก็อยากเขียน ต้องขอโทษหลายคนที่ผมนึกไปไม่ถึง หรือว่าติดต่อไม่ได้ มีบางคนเจอหน้าผมก็ต่อว่า ทำไมไม่ชวน"พิศรายชื่อของนักเขียน 103 นามที่ปกหลัง มีทั้งเก่าและใหม่อย่างที่บรรณาธิการเล่าขาน เป็นต้นว่า จ่าง แซ่ตั้ง ผู้ล่วงลับไปแล้ว คำพูน บุญทวี เพิ่งจากไปหลังจากหนังสือรวมเรื่องสั้นออกมาไม่กี่วันจากนั้นมี ประภัสสร เสวิกุล, ณรงค์ จันทร์เรือง, ชมัยภร แสงกระจ่าง, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, ธัญญา ผลอนันต์, ศรีดาวเรือง, วัฒน์ วรรลยางกูร, ศิลา โคมฉาย, วินทร์ เลียววาริณ, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์, ประชาคม ลุนาชัย, วัน ณ จันทร์ธาร, พิสิฐ ภูศรี และอีกหลากนามบรรณาธิการ สนพ.วันอังคาร มองปรากฏการณ์เรื่องสั้นในบ้านเรา เมืองเรายามนี้ว่า "โดยตัวของเรื่องสั้นมีพัฒนาการ แต่พัฒนาการของเรื่องสั้น ผมว่ามันไม่ไปถึงจุดที่น่าพอใจ ซึ่งผิดกับนวนิยาย ผมเชื่อว่าซึ่งผมเชื่อว่าเราไม่เอาบรรทัดฐานที่เป็นสากลมาจับ หรือบรรทัดฐานที่เราหวังผลไว้สูงมาจับ ผมก็เชื่อว่านวนิยายนี่มีพัฒนาการที่ดีมาก ซึ่งต่างจากบทกวี ผมว่าบทกวีนี่ไม่มีพัฒนาการที่ดีเลย ทั้งกระแสของคนเขียน และการอ่าน แต่เรื่องสั้นอยู่ระหว่างกลาง จะว่าอยู่ในพัฒนาการที่ดีก็ไม่ได้ จะว่าอยู่ในพัฒนาการที่ไม่ดีก็ไม่ได้อีก คนอ่านเรื่องสั้นผมมองไม่ชัดเจนว่าเขาอ่านอะไร ส่วนคนเขียนเรื่องสั้นยุคใหม่ ผมว่าเขาพยายามที่จะแสวงหาวิธีการนำเสนอด้านรูปแบบ มากกว่าวิธีการนำเสนอของเนื้อหาสาระ ที่เขาต้องการสื่อสารกับผู้อ่าน"

   คุณภาพเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ความสมบูรณ์พร้อม สมพงษ์ ว่าอยู่ที่ "การแสดงออก วิธีการนำเสนอ สาระที่ต้องการจะพูด หรือสารที่ต้องการจะบอก ผมเชื่อว่าจะต้องไปด้วยกัน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งล้ำหน้าอย่างใดอย่างหนึ่ง งานชิ้นนั้นก็อาจจะไม่คมคาย หรือไม่เกิดความสำเร็จเท่าที่ควร ผมว่าลักษณะเรื่องสั้นในปัจจุบัน การแสดงออกมีสูงกว่าเนื้อหา อาจจะเพราะว่าประสบการณ์ของชีวิตมีน้อย หรืออาจจะเป็นศิลปะแบบใหม่ก็ได้ ผมรู้สึกว่าความเข้มข้นของเนื้อหาของสารที่แสดงออกมามันน้อยกว่าเรื่องสั้นบางเรื่องที่เคยอ่านมาในยุคเก่าๆ ที่เราเคยอ่าน แม้ว่าเราจะกลับไปอ่านเรื่องสั้นเก่าๆ บางเรื่องจะพบว่ามีจุดมุ่งหมายที่ดี เนื้อหาที่ดี แต่อาจจะมีวิธีการนำเสนอที่ค่อนข้างล้าสมัย แต่ถ้านักเขียนรุ่นใหม่มองสังคมและพยายามเอาเนื้อหาทางสังคมบางอย่างที่ค่อนข้างลึกซึ้ง มานำเสนอโดยวิธีการเขียนรูปแบบใหม่ๆ งานเขียนจะมีคุณภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่"

   เมื่อมองไปในอนาคต "ผมเชื่อว่า ยังคงไม่มีอะไรชัดเจนมากนัก ผมได้พูดมาเสมอในสมัยที่เขียนวิจารณ์เป็นจำนวนมากว่า นวนิยายจะมีพัฒนาการที่ดี เรื่องสั้นจะเป็นตัวที่มีพัฒนาการตามมา กวีจะเฉย จะนิ่ง แล้วก็ตายแห้งไป ผมพูดไว้อย่างนั้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มาตอนนี้นวนิยายก็มีพัฒนาการที่ดี เรื่องสั้นไม่มีอะไรมากนัก ถ้านักเขียนรุ่นใหม่ๆ ยังตกหลุมพรางของวิธีการของการนำเสนอ และเชื่อว่าหลุมพรางการนำเสนอเป็นวิธีที่ดึงดูดใจมากที่สุดของการเขียนวรรณกรรมแล้วละก็ มันก็จะมีแต่พัฒนาการในเรื่องของรูปแบบ พัฒนาการในเรื่องของเนื้อหาก็จะไม่มี อาจเพราะนักเขียนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตน้อยลง ทุกคนเขียนเรื่องสั้น เขียนหนังสือเพราะสาเหตุ ปมเหตุต่างๆ มากกว่าที่จะเขียนเพราะว่าในฐานะนักเขียนเป็นผู้เขียนชีวิต เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องสั้นก็จะมีแนวโน้มที่ดียากภายในปีสองปีข้างหน้า"

   ทรรศนะของบรรณาธิการ สนพ.วันอังคาร พอจะมีแสงสว่างให้เราพอมองเห็นสถานะของเรื่องสั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย ความจริงแล้วคำว่า "เรื่องสั้น" ขึ้นอยู่กับการให้นิยามของแต่ละคนเหมือนกัน ถ้าหมายถึงเรื่องเขียนสั้นๆ แต่ให้อารมณ์ ความรู้สึก สะเทือนใจ แท้จริงเรื่องสั้นอาจไม่ได้ซบเซาอย่างที่เราๆ ท่านๆ คิดก็ได้หันไปฟังทรรศนะ มุมมองของนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยกันบ้าง ประภัสสร เสวิกุล นอกจากตำแหน่งนายกสมาคมนักเขียนแล้ว ยังเป็นนักเขียนนวนิยายที่มีผู้อ่านกันมาก ชนิดมีแฟนพันธุ์แท้ติดตามและยังเขียนเรื่องสั้นได้เยี่ยมยอดอีกด้วย

บรรยากาศการเขียน การอ่านเรื่องสั้น นายกสมาคมนักเขียน ชี้ว่า "มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของสังคม สิ่งแวดล้อม ถ้ามองย้อนไปสมัยผมเข้าสู่วงการ นักเขียนยุคนั้นมีอยู่หลายๆ คน มนัส จรรยงค์ อุษณา เพลิงธรรม อาจินต์ ปัญจพรรค์ พวกนี้สร้างบรรยากาศ ให้รู้สึกเร้าใจ ให้เราอยากจะเขียนสภาพบ้านเมืองตอนนั้น อเมริกันเข้ามาในประเทศไทย เรามีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม กระแสตะวันตกเข้ามา เราเห็นภาพของเมียเช่า เห็นภาพของนักดนตรีที่อยู่ในบาร์แถวๆ อู่ตะเภา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ยังเป็นแรงกระตุ้นให้เรานักเขียนรุ่นใหม่อยากจะเขียน อยากให้ผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่พบเห็นมา แต่เดี๋ยวนี้สถานการณ์นักเขียนรุ่นพี่มันค่อนข้างจะนิ่ง บวกกับกระแสของวรรณกรรมต่างประเทศขึ้นมา สถานการณ์บ้านเมืองก็ค่อนข้างสงบ ไม่มีปัญหาการเมืองบีบคั้น ไม่มีแรงกระแทก วรรณกรรมมันก็ไม่กระเพื่อม อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง

   เรามองกันว่าวรรณกรรมซบเซา แต่ถ้าไปมองวรรณกรรมแปลเขาก็ขายได้ดี อันนี้เราต้องช่วยกัน กรณี สนพ.วันอังคารทำนี้ก็ถูกแล้ว เพราะช่วยปลุกกระแสขึ้นมา สมาคมก็จะปลุกกระแสด้วยการประกวด กระตุ้น อัดฉีดเข้าไป ให้เกิดคนรุ่นใหม่ ให้คนรุ่นใหม่อยากจะเขียน ให้คนรุ่นใหม่มีช่องทางที่จะเขียน มีทางให้เขามากขึ้น"

  น่าสังเกตว่า นักเขียนเรื่องสั้นที่ "ค้างฟ้า" นั้นหายากเหลือเกิน เมื่อเทียบกับนักเขียนยุคเก่าก่อน ปรากฏการณ์นี้ นายกสมาคมนักเขียน แสดงทรรศนะว่า "สมัยก่อนมีนักเขียนเรื่องสั้นครู เยี่ยมมาก เราได้ศึกษามาก พวกนั้นเขาแน่น หันมามองนักเขียนรุ่นใหม่บางคนมีช่องทางเกิด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมา สมัยนั้นจะมีกระแสออกมา เช่น งานของปกรณ์ออกมาดีนะ จะมีการคุยกัน มีกระแสในวงการ เราค่อยๆ ฝังรากมาทีละน้อย ผ่านบรรณาธิการ กลั่นกรอง บางคนเขียนตั้งนานไม่ได้ลงก็มี มันก็มีความแน่น เดี๋ยวนี้เกิดง่ายตายง่าย เมื่อก่อนเกิดยากตายยาก งานเขียนมันต้องสั่งสมตัวเอง อินทรีต้องแก่กล้า แล้วก็ต้องประคับประคอง ต้องเรียนรู้ให้จริง"

   อาชีพใดก็ตาม ถ้าไม่สั่งสมประสบการณ์ ไม่ผ่านการเรียนรู้ แม้จะโอกาสเปิดให้เข้ามาเดินกรีดกราย แต่โอกาสก็ยังไม่เปิดประตูให้เดินอยู่ได้อย่างสง่างามนานนัก แม้จะมีญาติชื่อกับโอกาสก็ตาม

ฟังนักเขียนเรื่องสั้นกันบ้าง เริ่มกันที่นักเขียนไฟแรง พิสิฐ ภูศรี มองปรากฏการณ์เรื่องสั้นของไทยอย่างไร

  "ผมว่าเรื่องสั้นนี่มีคนเขียนอยู่แล้ว แต่ว่าจะมีคนอ่านหรือเปล่านี่เป็นปัญหา ในฐานะคนเขียน ผมว่าคนอ่านมันน้อยจนคนเขียนไม่อยากเขียน สาเหตุที่คนอ่านน้อยก็มาจากนักเขียนนั่นละ อย่างหนังสือของผมก็เดินไม่ดี ขายไม่ได้ สาเหตุผมว่า งานลักษณะอื่นเริ่มเข้ามากินวรรณกรรมเข้าไปทุกที อย่างสารคดี ผลงานที่คนมีชื่อเสียงเขียนอย่างเรื่องสั้น งานเขียนเฉพาะกิจ และปัจจุบันคนที่อยู่ในกองบรรณาธิการ คนทำหนังสือ ก็หันมาเขียนหนังสือ เขียนเรื่องสั้นกัน นักเขียนเรื่องสั้นปัจจุบันเวทีมีน้อยลง ใจก็เริ่มฝ่อลง

  สำหรับแนวโน้ม ผมว่าดีขึ้นยากเหมือนกัน ถ้าไม่มีหัวขบวน อย่างช่อการะเกดขึ้นมา อย่างนิตยสารก็ต้องส่งเสริมเรื่องสั้นเหมือนห้าปีสิบปีก่อน ซึ่งนิตยสารเฟื่องฟูมาก"นักเขียนเรื่องสั้นตัวจริงเสียงจริงอีกคนหนึ่ง ประชาคม ลุนาชัย มองภาพของเรื่องสั้นก่อนว่า "เรื่องสั้นก็เป็นงานศิลปะ เป็นบันเทิงคดี งานศิลปะมันเปิดกว้างโดยตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการนำเสนอ เนื้อหาที่หยิบมาเขียนก็เหมือนหนัง ภาพเขียนก็เหมือนกัน มีงานพีเรียด ไซไฟ งานศิลปะถ้าทำได้ถึง ทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน หรือวิธีการเล่าอย่างไร เนื้อหาอะไร ผมว่าเขียนได้ตลอด มันมีความหลากหลายในตัวของมันเองอยู่แล้ว ถ้ามัวไปติดอยู่ในด้านใดด้านหนึ่ง ทิศทางใดทิศทางหนึ่ง นั่นเราจะทำให้ศิลปะแคบ"นับเป็นทรรศนะที่น่าไตร่ตรองส่วนคนอ่าน ประชาคมมองไปที่วัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนในสังคมไทย "เมืองไทยไม่ใช่เรื่องสั้นอย่างเดียวที่คนไม่สนใจอ่าน โดยทั่วไปเราอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้านไหน อย่างที่นักวิจัยเขาบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละสามบรรทัดต่อคน ส่วนหนึ่งผมว่าคนเราไม่ตระหนักว่า การศึกษาเป็นเรื่องตลอดชีวิต การอ่านเป็นเรื่องจำเป็น"เมื่อให้มองนักเขียนเรื่องสั้น โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการเขียน ประชาคม บอกว่า"เป็นปัญหาแต่ละบุคคล ปัญหาส่วนตัวนักเขียนก็มีเหมือนกัน ถ้าเขียนเรื่องสั้นอย่างเดียวประกอบเป็นอาชีพได้ไหม มันก็ยังไม่ได้ มันก็เหมือนนักกีฬา ถ้าเป็นมืออาชีพเขาก็สู้เพื่อสิ่งเดียวได้ แต่ถ้าทำเป็นอาชีพไม่ได้ ถ้าเราก็มีอารมณ์ ความคิดก็ทำ ถ้าไม่มีอารมณ์ ความคิด ไม่มีแรงกระตุ้น ไม่มีแรงบันดาลใจก็ไปทำอย่างอื่น ไปทำอย่างอื่นบางครั้งเราก็ล้ากับสิ่งอื่น เจอปัญหากับงานด้านอื่น มันก็ไม่ต่อเนื่อง"

  ฟังทรรศนะนักเขียนรุ่นลายครามกันบ้าง ณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนผู้มีชั่วโมงบินสูง เขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม เคยนุ่งกางเกงขาสั้นนำเรื่องสั้นไปสั่งให้กับบรรณาธิการชื่อดังแห่งสยามรัฐยุคเก่าก่อนอย่าง ประมูล อุณหธูป ผลงานของเขาขายดิบขายดีมายาวนานปัจจุบันก็ยังขายได้อยู่เมื่อถามถึงสาเหตุที่คนไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้น ณรงค์ บอกว่า "ผมว่ามีหลายสาเหตุนะ ความนิยมของคนเปลี่ยนไป ไปชอบสารคดี หรือฮาวทูมากกว่า ยอดหนังสือขายดีประจำสัปดาห์จะไม่มีเรื่องสั้นเลย เรื่องยาวก็เกือบไม่มี จะเป็นสารคดีและฮาวทูทั้งนั้นเลย อีกส่วนอาจจะเป็นเพราะว่า สมัยนี้เขียนเรื่องสั้นกันไม่ค่อยดี ไม่ค่อยสนุกถูกใจคนกันหรืออย่างไรก็ไม่รู้ อีกแง่หนึ่งมันก็จะเป็นวงจรของหนังสือ เกิดมาหลายปีแล้วก็จะหมุนเวียนกันไป ช่วงหนึ่งจะชอบเรื่องสั้น เรื่องยาว สารคดี สารคดีนี้แยกกันไป สารคดีสุขภาพ สารคดีท่องเที่ยว จะหมุนเวียนกันอยู่อย่างนี้"

   เมื่อมองไปถึงแนวโน้มที่เรื่องสั้นจะกลับมาเฟื่องฟู ณรงค์ บอกว่า "อนาคตพอมีโอกาส ขึ้นอยู่กับนักเขียนจะเขียนออกมาดีกว่าเดิมหรือไม่ มีคุณภาพมากขึ้นหรือไม่ หรือถ้าจะพูดให้ตรงเป้าก็คือ เขียนแล้วถูกใจคนอ่านไหม คนอ่านอยากอ่านหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับตัวนักเขียนด้วย บางคนเขียนตามใจตนเอง บางคนเขียนตามใจตลาด ซึ่งไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด บางคนเขียนตามใจตนเองขายดิบขายดี เขียนตามใจตลาด ตลาดไม่รับเลยก็ได้ มันไม่มีอะไรแน่นอน"ในสายตาของนักเขียน ศิลปินเพลงมองปรากฏการณ์เรื่องสั้นอย่างไร ชูเกียรติ ฉาไธสง นิ่งตรองอยู่นาน ก่อนที่จะบอกว่า "เรื่องสั้นระยะหลังๆ ระยะสองทศวรรษมานี่ขายได้น้อยลง ความนิยมจะน้อยลงมากเลย เมื่อเทียบกับสมัยรุ่นพี่ๆ รุ่นอา รุ่นน้าของเรา เพราะการบริโภคของคนปัจจุบันมันเร็ว สื่อต่างๆ ที่ปรากฏอย่างทีวี วิทยุ คนรับรู้ได้เร็วกว่าวรรณกรรม เรื่องสั้น นิยาย ต้องใช้เวลา ใช้การใคร่ครวญ ใช้การหมกมุ่น ใช้ความลึกซึ้งถึงจะเสพได้ ถึงจะเข้าถึงอรรถรสได้ ก็เลยทำให้เรื่องสั้นดูหงอยเหงาไปหน่อย การที่ สนพ.วันอังคารมาทำเป็นเรื่องดีมากเลย อย่างน้อยในแง่มุมการมาสังสรรค์ในหมู่พี่น้องนักเขียนของเรา มาร่วมรถไฟขบวนเดียวกัน สักหนึ่งโปรเจคก่อนที่จะล้มหายตายจากกันไป คนตั้งร้อยคนมารวมกันยากมาก บางคนก็แก่ บางคนก็เด็กมาก มารวมสายธารเดียวกันเป็นเรื่องที่งดงาม เรื่องสั้นนี่ปกติก็ขายไม่ค่อยได้ ยกเว้นเทศกาลซีไรต์" ในสายตาของกวีซีไรต์ ไพวรินทร์ ขาวงาม ซึ่งปัจจุบันหันมาเขียนเรื่องสั้น บทความ ขณะที่บทกวีก็ยังเขียนได้อย่างเข้มข้น งดงาม และมีเอกลักษณ์เฉพาะตน อยากอ่านเรื่องสั้นแบบไหน และมองเรื่องสั้นอย่างไร

  "เรื่องสั้นมันเป็นวิธีการเล่าเรื่องของแต่ละคน เพราะฉะนั้นเราคงบอกไม่ได้ว่าเราอยากอ่านแบบไหน แต่มันอยู่ที่ว่าเมื่อเราได้อ่านแล้วเราเจออะไร ในวิธีที่แตกต่างของนักเขียนแต่ละคน เพราะผมเชื่อว่านักเขียนแต่ละคน ไม่ว่าจะเล่าเรื่องรูปธรรม นามธรรมย่อมแตกต่างกันที่อยากได้คือ มันมีรสชาติทางเนื้อหา และให้เรารู้สึกอะไรก็ตาม"ปรากฏการณ์ของเรื่องสั้นที่ซบเซา ไพวรินทร์ มองอย่างแยกแยะว่า "คนคงอ่านหนังสือมากขึ้น เรื่องสั้น หรือว่ากลอน เป็นรูปแบบหนึ่ง หรือทางเลือกหนึ่งที่บางคนอยากอ่าน บางคนเฉยๆ โดยการอ่านแล้วผมเชื่อว่า บางทีเรื่องเล่าธรรมดา เขาไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องสั้น แต่เขาเล่าเรื่องอะไรที่เขาประสบมา อาจจะเป็นความเรียงสั้นๆ ก็ได้ ผมเข้าใจว่าระยะหลังเรื่องเล่าเชิงความเรียง เชิงบันทึกจะมาสูง โดยนักเขียนไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่จะมานั่งโชว์ชั้นเชิงการประพันธ์มาก แต่เล่าเรื่องประสบการณ์ สะเทือนใจ มนุษยธรรม สัจธรรม อะไรก็ตาม"

   หลากหลายมุมมองต่อเรื่องสั้นไทย อาจจะพอเห็นว่าสาเหตุที่เรื่องสั้นไทยซบเซาเพราะอะไรแต่ถ้าต้องการหาคำตอบด้วยตนเอง รวมเรื่องสั้นหลากหลายในร้านหนังสือ ก็รอคอยให้หยิบขึ้นมาพิสูจน์อยู่แล้ว อย่างสงบงาม.

                       http://yalor.yru.ac.th/~chujitt/info.htm