แนวคิดทางการศึกษาของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระภิกษุสงฆ์นักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก  ท่านได้แสดงแนวความคิดปรัชญาการศึกษาไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่เล่มที่สำคัญคือ ทางสายกลางของการศึกษาไทย  ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๓  ตอน ๆ ที่ ๑ ว่าด้วยการศึกษา เครื่องมือพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา ตอนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องความคิด แหล่งสำคัญของการศึกษาและตอนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องปัญหาที่ต้องแก้ไขยิ่งกว่าขยายโอกาสทางการศึกษา  และยังได้แบ่งเนื้อหาย่อยออกเป็น  ๔  บท ๆ ที่ถือว่าสำคัญคือบทที่  ๓  ซึ่งว่าด้วยสารัตถะของการศึกษา  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทั้งระบบออกเป็น ๓  องค์ประกอบ กล่าวคือ

องค์ประกอบที่ ๑ ภารกิจของการศึกษา  โดยแบ่งหน้าที่ของนักการศึกษาทั้งระดับผู้บริหารและผู้สอนออกเป็น ๒  ประการคือ หน้าที่ประการแรกคือเรียกว่า สิปปทายก คือผู้ให้วิชาการความรู้  ด้วยการทำ หน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาให้อย่างสิ้นเชิง  หน้าที่ประการที่สองเรียกว่ากัลยาณมิตร คือทำหน้าที่ชี้แนะให้ดำเนินชีวิตถูกต้องดีงาม เพื่อเป็นปูชนียบุคคลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่มารับจ้างสอนเท่านั้น

องค์ประกอบที่ ๒ คือกระบวนการศึกษา  ท่านได้กล่าวเปรียบเทียบการศึกษาทางโลกกับการศึกษาทางธรรมไว้อย่างน่าฟังว่า  การศึกษาในระดับอุดมศึกษาทางโลกแบ่งออกเป็น  ๓ ขั้นคือ ๑) ปริญญาตรี ในระดับนี้ศึกษาอย่างกว้างๆ ไม่เจาะจงอะไร และเป็นการศึกษาพื้นฐานของทุกวิชา ๒) ปริญญาโท เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของวิชา และไม่ได้ศึกษาหลายวิชาเหมือนระดับปริญญาตรี และ ๓) ปริญญาเอก เป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปเฉพาะเรื่อง เป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่องในสาขาวิชานั้นๆ

ในทำนองเดียวกันพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แบ่งการศึกษาทางธรรมหรือทางพระพุทธศาสนาออกเป็น ๓ คือ ๑) ขั้นญาตปริญญา คือขั้นรู้จักวิชานั้นๆ  ๒) ขั้น ตีรณปริญญา คือ รู้ตรองเห็นหรือรู้จำได้ และขั้นที่ ๓ คือขั้นปหานปริญญา คือรู้แจ้งหรือรู้ขั้นปฏิบัติการแก้ปัญหาได้สำเร็จ ท่านได้ทำการประสานแนวการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมเข้าด้วยกันอย่างประสานสอดคล้อง โดยจัดปริญญา ๓  ขั้นของทางโลกวิสัยเป็นกลุ่มวิชาการหรือวิทยาการ และจัดปริญญาทางธรรมหรือพระพุทธศาสนาเป็นกลุ่มแห่งความประพฤติหรือจริยธรรม ท่านได้อธิบายสรุปว่า ระบบปริญญาการศึกษาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมนั้นต่างอาศัยซึ่งกันและกัน  ผู้วิจัยเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เพราะว่า วิชาการทางโลกล้วนๆ นั้นเปรียบเสมือนอาวุธที่คมกริบ ถ้าไม่มีฝักคือวิชาทางธรรมมาเป็นเครื่องป้องกันไว้ มีดที่ไร้ฝักก็รังแต่จะบาดหรือทิ่มแทงเจ้าของที่พกพาศาสตรานั้นไป  คนที่มีความรู้แต่อย่างเดียวแต่ไร้คุณธรรมก็รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับสังคม  เป็นการทำร้ายตนเองและทำร้ายผู้อื่นด้วย

องค์ประกอบที่ ๓  คือวัตถุประสงค์ของการศึกษา  ดังที่กล่าวแล้วว่าความรู้ในทางพระพุทธศาสนานั้นต้องคู่คุณธรรม  ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิชชาจรณสัมปันโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ คือ เป็นผู้มีความรู้ดีและมีความประพฤติดี  ท่านได้อธิบายว่า คนที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วจะต้องประกอบพร้อมไปด้วยกายที่พัฒนาแล้ว  ศีลที่พัฒนาหรืออบรมดีแล้ว จิตที่อบรบดีแล้ว และปัญญาที่อบรมดีแล้ว[2]  

โดยสรุป พระพรหมคุณาภรณ์เน้นการบูรณาการจริยธรรมเข้ากับวิชาการ  ซึ่งถือเป็นแนวปรัชญาการศึกษาที่ว่าด้วยการพัฒนา และการพัฒนาในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์จะต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษาตามทัศนะของท่านหมายถึง       

          “การพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปตลอด จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายคือ  อิสรภาพและสันติสุข  การศึกษาจึงมีเป้าหมายคือการพัฒนาชีวิตให้จุดหมายอันสูงสุดในส่วนที่จะพึงได้  เมื่อการศึกษาคือการพัฒนาชีวิตเช่นนี้ การศึกษาจึงต้องมีบทบาทและหน้าที่อันสำคัญหน้าที่ของการศึกษานี้เองที่เป็นตัวหล่อหลอมชีวิตของมนุษย์ให้ประสบอิสรภาพและสันติสุขได้”[3]

มนุษย์ที่สมบูรณ์คืออะไร  พระพรหมคุณาภรณ์กล่าวว่า  “มนุษย์หรือชีวิตที่สมบูรณ์นั้น  คือการมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา  อยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  อยู่อย่างประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ”[4]  

ความมุ่งหมายของการศึกษา ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์อีกแง่หนึ่งคือ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวตั้ง และจุดหมายของการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตตามแนวตั้งนี้จัดเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองโดยตรง ได้แก่ ประโยชน์หรือจุดหมายของชีวิต ๓ อย่างตามแนวราบ[5] และท่านยังได้อธิบายถึงแนวคิดทางการศึกษาในประเด็นอื่นๆ อีกดังต่อไปนี้ คือ ด้านกระบวนการศึกษานั้น การศึกษาส่วนแรกคือการถ่ายทอดความรู้จากผู้อื่นที่เรียกว่าปรโตโฆสะ  ในที่นี้ก็คือครูเป็นผู้ให้ความรู้โดยตรงและดำรงฐานะเป็นกัลยาณมิตร ผู้คอยแนะนำให้ผู้ได้รับการศึกษารู้จักวิถีทางแห่งการดำเนินที่ถูกต้องดีงาม กัลยาณมิตรหรือสิปปทายกนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นครูเท่านั้น แต่หากเป็นการศึกษาที่ได้รับจากสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย  เช่น  บิดามารดา หนังสือ  ตลอดถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ การถ่ายทอดโดยวิธีนี้แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อผู้ได้รับการศึกษาก็ตาม  แต่ก็ยังไม่สามารถให้ผู้ได้รับการศึกษาบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตได้  ก็เนื่องมาจากว่าการศึกษาที่แท้จริงคือการศึกษาชีวิตของตนเอง เพื่อให้รู้จักตนเองและสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ด้วยตนเองได้ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการพัฒนาภายในหรือการศึกษาที่ก่อให้เกิดความรู้ภายในเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ คือ  การศึกษาชีวิตและสรรพสิ่งโดยพิจารณาด้วยใจอันแยบคาย  มีการคิดถูกวิธี  ความรู้จักคิดหรือคิดเป็น”[6] การคิดแบบนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลซึ่งทำให้จุดหมายของการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ได้  ซึ่งมีอยู่ ๑๐ วิธีด้วยกันคือมีวิธีคิดแบบสืบสาวหาเหตุปัจจัยเป็นต้น[7] การคิดแบบโยนิโสมนสิการจึงสรุปลงได้เป็น  ๒ คือ

๑. โยนิโสมนสิการประเภทพัฒนาปัญญาโดยตรง    มุ่งให้เกิดความเข้าใจตามเป็นจริงตรงกับสภาวะแท้ ๆ เป็นโยนิโสมนสิการ ระดับสังคม

๒. โยนิโสมนสิการประเภทสร้างเสริมคุณภาพจิต   มุ่งปลุกเร้าให้เกิดคุณธรรมหรือกุศลธรรมต่างๆ  เน้นการสกัดหรือข่มตัณหา เป็นเครื่องนำไปสู่โลกิยสัมมาทิฎฐิโยนิโสมนสิการระดับจริยธรรม พระพุทธศาสนาถือว่าการศึกษานั้นคือชีวิตและต้องเป็นชีวิตที่ดำเนินอย่างถูกต้องมีการเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาจึงจะเป็นการศึกษา[8]

ในด้านองค์ประกอบของการจัดการศึกษา พระพรหมคุณาภรณ์เสนอว่า  โรงเรียนและสังคมชุมชนนั้น  ไม่ควรแยกออกไปจากกัน  ซึ่งตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างโรงเรียนกับสังคมชุมชนตลอดถึงครอบครัวนั้นคือ  จริยศึกษา ท่านกล่าวว่าการบูรณาการ (intregation) สถาบันการศึกษาเข้าในระบบจริยศึกษาของชุมชนหรือบูรณาการจริยศึกษาของโรงเรียนให้เข้ากับระบบจริยศึกษาของชุมชน โดยที่โรงเรียน วัด และบ้านมีส่วนร่วมอยู่ในระบบจริยศึกษา อย่างกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน[9] ดังจะเห็นได้จากท้องถิ่นในชนบทจะมีหมู่บ้าน “บวร”  มากมาย (บวร ย่อมาจาก บ. คือบ้าน, ว. คือวัด, และ ร. คือโรงเรียน) สิ่งนี้ย่อมเป็นหลักประกันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับ สังคมชุมชนนั้นๆ ในโรงเรียนบุคคลที่มีความสำคัญก็คือครูและนักเรียน ในโรงเรียน  ครูนับว่าเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด  ครูในทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์  ก็คือ  บุคคลที่สามารถถ่ายทอดความรู้และช่วยชี้แนะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของนักเรียน “ครูมีหน้าที่ ๒  ประการคือ สิปปทายก  คือผู้ให้หรือถ่ายทอดศิลปวิทยาและกัยาณมิตรคือ  ผู้ทำหน้าที่เป็นเพื่อนที่ดีหรือเพื่อนแท้   ช่วยชี้นำศิษย์มีปัญญาและคุณธรรม”[10] หน้าที่ครูในการถ่ายทอดคุณธรรมนี้จัดเป็นปัจจัยภายนอกของครูในแง่ของกัลยาณมิตรคือผู้แนะนำอบรมให้นักเรียนดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง คุณธรรม หรือ  คุณสมบัติเบื้องต้นของครูที่ก่อให้เกิดศรัทธาแก่นักเรียนมีอยู่  ๗  ประการที่เรียกว่าคุรุธรรม 

ส่วนที่เกี่ยวกับหลักสูตร พระพรหมคุณาภรณ์ยอมรับความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนซึ่งเน้นพุทธิศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพอันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้โดยเฉพาะหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้เป็นที่ทราบกันดีว่า การศึกษาคือการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญงอกงามทั้งในด้านพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา การศึกษาจึงไม่ได้แยกออกไปจากวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลย การจัดหลักสูตรก็ควรที่จะเน้นให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งการดำเนินชีวิต ไม่ใช่จะมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง  การจัดหลักสูตรควรที่จะให้เป็นไปในลักษณะบูรณาการกับสาขาวิชาการอื่น ๆ  ให้เป็นไปในลักษณะจริยศึกษาที่สากลกับทุกสาขาวิชาที่ถ่ายทอด  พระพรหมคุณาภรณ์จึงเสนอให้มีการผสมผสานความรู้ต่าง ๆ  ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดทั้งภายนอกและภายใน และได้เสนอให้นำพุทธธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาการนำพุทธธรรมที่เป็นแกนกลางของพระพุทธศาสนา มาบรรจุลงในหลักสูตรนั้นท่านกล่าวว่ามีมากมายเริ่มตั้งแต่  “หลักขันธ์  ๕  หลักปฏิจจสมุปบาท  หลักไตรลักษณ์  มรรคมีองค์  ๘  และอริยสัจ  ๔ หลักธรรมที่ท่านเสนอนั้นล้วนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อจะย่อลงก็สามารถจัดลงในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมที่ครอบคลุมกว่าข้ออื่น ๆ “อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมสำคัญที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา”[11]

 ในส่วนของการเรียนการสอนนั้นเป็นหน้าที่ของบุคคล  ๒  กลุ่มคือ  กลุ่มผู้ให้การศึกษาได้แก่ครู  และกลุ่มผู้รับการศึกษา  ได้แก่นักเรียน  การเรียนการสอนก็แบ่งออกเป็น  ๒  เช่นเดียวกันประการแรกคือ  การสอนแบบสะสมข้อมูลโดยครูถ่ายทอดให้แก่นักเรียนทางด้านวิชาการและทักษะต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดความชำนาญการสอนแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้นักเรียนได้คิด แต่หากช่วยให้เกิดสัญญาคือความจำมากกว่าและ  ประการที่สองการสอนโดยไม่มีการสะสมข้อมูลโดยศึกษาจากภายในของผู้เรียนเอง  ผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำ  ชี้แนะแนวทางเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติจริงโดยการนำไปคิดพิจารณาด้วยตนเองเป็นหน้าที่โดยตรงของนักเรียน[12]

องค์ประกอบของการศึกษานั้นแบ่งออกเป็น ๔ อย่าง โรงเรียนเป็นองค์ประกอบอันดับแรกเพื่อเป้าหมายคือให้การศึกษาแก่นักเรียน  ซึ่งการเรียนการสอนนั้นมิได้แยกออกไปจากวิถีชีวิต  โรงเรียนจึงมีหน้าที่ ๒ ประการคือ  การถ่ายทอดความรู้และสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการเกิดการพัฒนาภายในแก่นักเรียน          โรงเรียนจึงเป็นสถาบันที่ต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ  เช่น  บ้าน  วัดเพื่อจัดการศึกษาให้เกิดสารัตถะมากขึ้น  ครูและนักเรียนต่างก็มีบทบาทด้วยกันทั้ง  ๒ ฝ่าย  คือครูมีหน้าที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาและทำตนให้เป็นกัลยาณมิตรที่ดี  คอยแนะนำชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่นักเรียน  ในขณะที่นักเรียนก็มีหน้าที่รับเอาความรู้และสร้างคุณธรรมปัญญาให้เกิดแก่ตนเอง  ครูและนักเรียนจึงสัมพันธ์กันอยู่เสมอ

ส่วนด้านหลักสูตรนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ได้เสนอให้ใช้พระพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาของชีวิตภายใน แต่ประสานสอดคล้องกับวิชาการทางโลกที่ทันสมัยในยุคเทคโนโลยีอันเป็นวิชาการที่ส่งเสริมให้ความสะดวกสบายภายนอกต่อบุคคล ในด้านการเรียนการสอนนั้นทั้งครูและนักเรียนต่างก็ทำหน้าที่ของตนโดยความระมัดระวัง ครูก็ไม่ควรสอนแบบยัดเยียดถือตัวเองเป็นใหญ่ แต่หากคอยดูแลแนะนำนักเรียนในทางที่ถูกที่ควร  ในขณะที่นักเรียนก็ตั้งใจฝึกฝนอบรมคุณธรรมปัญญาด้วยตนเอง  นอกจากนั้น  การเรียนการสอนตามหลักอริยสัจ ๔ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ดีในสังคมปัจจุบันทำให้เกิดความชัดเจนว่าองค์ประกอบของการศึกษานั้น ได้ถูกจัดขึ้นมาดูจะสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดหมายของการศึกษาตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์

ด้านสัมฤทธิ์ผลในการพัฒนาการศึกษา  การศึกษาเป็นการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  การพัฒนาดังกล่าวจึงแบ่งออกเป็น ๔ ด้านที่เรียกว่าภาวิตัตตะ คือมีตนที่ได้รับการศึกษาอบรมแล้ว พระธรรมปิฏกให้ทัศนะว่า ในวงการศึกษาและจิตวิทยาตะวันตกนิยมแบ่งพัฒนาการทางการศึกษาของบุคคลไว้  ๔  ด้าน คือ

๑) พัฒนาการด้านร่างกาย 

๒) พัฒนาการด้านสังคม

๓) พัฒนาการด้านอารมณ์   และ 

๔) พัฒนาการด้านปัญญา

หรือแบ่งออกเป็น ๓  แดน  คือ

๑) พุทธิพิสัย คือ  แดนความรู้และความคิด (cognitive domain),

๒) เจตพิสัย หรือแดนความรู้สึก  อารมณ์ และทัศนคติ (affective domain), และ

๓) ทักษพิสัย  หรือ แดนประสานงานจิตขับเคลื่อนกาย (psychomotor domain)

พระพรหมคุณาภรณ์ยืนยันว่า การแบ่งแดนอย่างนี้มีความใกล้เคียงกับการจำแนกที่มีอยู่ก่อนแล้วในพระพุทธศาสนา  ถ้าดูเพียงแต่ตัวอักษรก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยกับการที่พระพุทธศาสนาจำแนกภาวนาคือการพัฒนาเป็น ๔ ด้าน คือ กายภาวนา ได้แก่การพัฒนาทางกาย  ศีลภาวนา ได้แก่การพัฒนาพฤติกรรมที่แสดงออกต่อสภาพแวดล้อม  จิตตภาวนา คือการพัฒนาจิตใจ  และปัญญาภาวนาคือการพัฒนาปัญญา  และจำแนกการศึกษาออกเป็น  ๓  คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา  และอธิปัญญาสิกขา  หรือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ในส่วนที่ต่างกันก็มี  พระพรหมคุณาภรณ์ให้ทัศนะว่าจะว่าไม่ต่างกันเลยนั้นคงไม่ใช่  ความจริงแล้วต่างกันในแง่ของขอบเขตและจุดเน้น[13]

โดยสรุปกล่าวได้ว่าพระพรหมคุณาภรณ์มองว่า การศึกษาที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ประสบความล้มเหลวมากกว่า  ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ  เป็นต้นว่า  การศึกษาเน้นการเรียนรู้ทางด้านทฤษฎีหรือวิชาการและพัฒนาความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านเท่านั้น (Specialization) การศึกษาในยุคแห่งการแข่งขันจึงเป็นเพียงการสะสมข้อมูลและทักษะความชำนาญอันจะสามารถไปประกอบอาชีพ ทั้งนี้ได้ทิ้งการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในด้านอื่น ๆ ของผู้ที่รับการศึกษาไป  การศึกษาในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมบางอย่างลงไปในสมองของผู้ศึกษาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย  เช่น  ให้การยกย่องผู้ที่เรียนเก่ง  เน้นการศึกษาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตลอดถึงการประสบความสมหวังในอาชีพการงาน  เพื่อความร่ำรวย  มีชื่อเสียงตลอดถึงการมีบารมีอำนาจเหนือคนอื่น  เป็นการสร้างความอยากเพื่อสนองตอบความโลภและความโกรธ  ชอบชิงดีชิงเด่น  เบียดเบียน  ขัดแย้งซึ่งกันและกัน

นอกจากนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ยังได้วิจารณ์ต่อไปอีกว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ทัศนคติเช่นนี้คือการศึกษาที่มีตัวอวิชชาครอบงำอยู่  คือไม่เข้าใจการศึกษาที่แท้จริง  ขาดเป้าหมาย  เป็นการศึกษาเพียงฉาบฉวยอันเกิดมาจากมิจฉาทิฎฐิเป็นจุดเริ่มต้น  เป็นการศึกษาที่ไม่ได้มองภายในแต่หากเป็นการมองภายนอกเป็นหลัก  เมื่อมีปัญหาเกิดแก่ชีวิต การศึกษาเพื่อสนองความโลภและความโกรธนั้นไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาของตนเองตลอดถึงสังคมไทยได้เลย  ดังที่ปรากฏอยู่เสมอในสังคม เช่น  มีการแบ่งแยก  การขัดแย้งเกิดขึ้นในระหว่างกลุ่มชน  เชื้อชาติและการขัดแย้งทางเศรษฐกิจการค้าต่างๆ จะเห็นว่าปัญหาอันเกิดมานี้ล้วนมีพื้นฐานมาจากระดับบุคคลแทบทั้งสิ้น และการนำมาตรการต่างๆ มาแก้ปัญหานั้นๆ อาจจะแก้ได้ชั่วครั้งชั่วคราวแต่การเปลี่ยนแปลงที่ถาวรนั้นจะเกิดขึ้นก็โดยการพัฒนาที่ตัวบุคคลของแต่ละบุคคลก่อน สิ่งที่จะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงได้นั้น  ท่านได้เสนอให้มองที่จุดเริ่มต้นคือ  การศึกษาเป็นหลัก  อันจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตนเองและสังคม

ท่านเห็นว่าความรู้สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ซึ่งเน้นพุทธิศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเลิศทางวิชาการและวิชาชีพ อันจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ตามแนวการศึกษาแบบตะวันตก  ซึ่งกล่าวกันว่าเน้นความมีเหตุมีผลคือวิทยาศาสตร์ที่มีความเจริญก้าวหน้า แต่ปัจจุบันนี้การศึกษาแบบตะวันตกกำลังประสบปัญหาอย่างมากก็เนื่องมาจากว่าหลักสูตรนั้นไม่ได้จัดไว้เพื่อพัฒนาชีวิตทุกด้าน เน้นไปในทางวัตถุนิยมมากเกินไป  ความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ที่เน้นพวกวัตถุมากเกินนี้นับวันจะประสบความล้มเหลว  ก็เพราะว่าไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตภายในของมนุษย์ได้    

พระพรหมคุณาภรณ์ต้องการเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เป็นตัวบูรณาการกับศาสตร์สาขาอื่นๆ ไม่ต้องการที่จะใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาตอบปัญหาทางสังคมทุกอย่างอย่าง  แต่ท่านเสนอหลักวิชาการในมุมมองของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นทางเลือกอันหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาที่ศาสตร์นั้นๆ ถึงทางตันและยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีทั้งผลดีและเสีย ผลดีท่านพระพรหมคุณาภรณ์ไม่ได้ปฏิเสธแต่ท่านมองเห็นผลเสียในขณะที่คนอื่นมองไม่เห็น ยกตัวอย่างเรื่องผลิตภัณฑ์ M.G.O. คือการดัดแปลงพันธุ์พืชทางวิทยาศาสตร์เพราะความเชี่ยวชาญมากในสายนี้ ทำให้เกิดผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดห้ามรับประทานอาหารที่ผลิตด้วยวิธีการนี้ คำว่าบูรณาการคือนำเอาหลักจริยธรรมเข้าไปกำกับ ให้คำนึงถึงผลที่จะตามมารอบด้านก่อนทำอะไรลงไป และการจะทำอย่างนี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ต้องเปิดใจรับรู้ศาสตร์แขนงอื่นๆ ด้วย คล้ายๆ กับปัญหาการขุดเจาะท่อประปาต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ และพยายามร่วมมือกับสำนักงานไฟฟ้าด้วยและต้องประสานงานกับผู้รับผิดชอบเรื่องการทาง การทำงานต้องประสานกันต้องคำนึงถึงความเสียหายอันจะเกิดมีแก่สังคมส่วนอื่นด้วย ขณะนี้ทั่วโลกหันมาหาศาสนาเพื่อต้องการนำเอามุมมองทางศาสนาไปแก้ปัญหาวิกฤตทางวิชาการต่างๆ ซึ่งแน่นอนศาสนาเป็นมุมมองทางด้านจิตวิญญาณก็เพื่อต้องการให้เกิดดุลยภาพ ยุคปัจจุบันเป็นยุคการเสนอแนวความคิดแบบองค์รวมทางความรู้หรือยุคพหุนิยมทางความคิด ความร่วมมือกันเท่านั้นจะทำให้เกิดสันติภาพ การเสนอแนวความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ยอมรับกันในวงวิชาการสมัยใหม่ ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งพระพรหมคุณาภรณ์เสนอหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเน้นการพัฒนาคน  ที่ผ่านมาเราเน้นการพัฒนาวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ผิดๆ กล่าวคือเน้นการพิชิตธรรมชาติ[14]  จะเห็นว่าสอดคล้องกับอารยะประเทศอื่นๆ เช่นประเทศมาเลเซีย ตามแผนพัฒนาประเทศระยะ ๑๐  ปี [15]

 


[1]สมณศักดิ์ปัจจุบัน ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญยบัฏที่ “พระพรหมคุณาภรณ์”

[2]พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต), ทางสายกลางของการศึกษาไทย, (กรุงเทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๐), หน้า ๑๑๕-๑๑๖.

[3]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมะกับการศึกษาของไทย, (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, ๒๕๓๘), หน้า ๔๕.

[4]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙), หน้า ๙๓.

[5]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), การศึกษา : เครื่องพัฒนาที่ยังต้องพัฒนา, (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง, ๒๕๓๐), หน้า ๑๐๙-๑๑๒.

[6]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ทางสายกลางของการศึกษาไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๑๔๓.

[7]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า  ๖๗๖.

[8]พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมกับการศึกษาไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๔๕.

[9]พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต), ทำไมคนไทยจึงเรียนพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๓), หน้า ๓๗-๓๘.

[10]พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต), ปรัชญาการศึกษาไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๒๕), หน้า ๕๓.

[11]ม.มู. ๑๒/๓๐๐/๒๖๒.

[12]พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต), ทำไมคนไทยจึงเรียนพระพุทธศาสนา,อ้างแล้ว, หน้า ๔๘.

[13]พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต), ทางสายกลางของการศึกษาไทย, อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๕-๑๑๖.

 

[14]พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต), จะพัฒนาคนกันอย่างไร, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๖), หน้า ๓๔.

[15]สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, แนวคิดและทิศทางการปฏิรูปการศึกษาหลังมัธยมศึกษาไทย, (กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๔๐), หน้า ๓๕-๓๖.