บทพูดและร้องเริ่มต้นในพิธีทำขวัญนาค

          ผมขอแยกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 คำพูดที่หมอขวัญจะต้องอารัมภบทก่อนที่เข้าสู่พิธีการทำขวัญนาค และส่วนที่ 2 เป็นบทร้องทำนองเสนาะ (ธรรมวัตร) ซึ่งถือว่าเป็นบทครู ต้นฉบับเดิมของการร้องทำขวัญนาค หมอทำขวัญจะต้องฝึกพูดและร้องในบทเริ่มต้นนี้ให้ได้อย่างครบถ้วนแม่ยำเสียก่อน ในพิธีการจริง ๆ บางครั้งเวลาเป็นตัวกำหนดคามยาวของเนื้อหา หากมีเวลาน้อยบทร้องและพูดอาจจะถูกตัดออกไปบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่

          ส่วนที่ 1 บทพูดเข้าสู่พิธีการทำขวัญนาค เมื่อพ่อนาคมาพร้อมยังบริเวณพิธี บิดา มารดาและญาติพี่น้องของนาคมาพร้อมหน้ากัน หมอทำขวัญจะกล่าวถึงความสำคัญในพิธีทำขวัญนาคเพื่อให้พ่อนาคได้รับรู้และเป็นการทำความเข้าใจในเบื้องต้นดังต่อไปนี้

          “การทำขวัญนาคนั้น หลักใหญ่เพื่อที่จะเตือนใจพ่อนาคให้ระลึกถึงบุญคุณของบิดา มารดาที่ได้อุ้มชูมา นับจากเริ่มตั้งครรภ์ มารดาต้องประคับประคองทนทุกข์ยากกระวนกระวายมาตลอดทศมาศ ครั้นเมื่อบุตรคลอดออกมาแล้ว บิดา มารดาก็ดีใจปลื้มใจด้วยจิตเมตตารักสงสาร สู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงบำรุงมา เลือดในกายของแม่แปรเปลี่ยนมาเป็นน้ำนมให้ลูกดื่ม ยามใดที่ลูกร่ำร้อง แม่ก็ขับกล่อมปลอบโยนไม่ให้ลูกต้องวิปโยค ยามใดที่บุตรกระวนกระวาย พ่อแม่ก็กายามาบำบัดนับเป็นเวลาช้านาน กว่าลูกชายของแม่จะเจริญวัยแก่กล้า  พ่อแม่พร่ำสอนให้ลูกรู้จักพูดจา รู้จักเดิน รู้จักกิน รู้จักนอน จนถึงลูกรู้จักทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีวิตของตนได้  อีกอย่างในการทำขวัญนาคนั้น เมื่อจะมาเป็นนาค นุ่งขาวห่มขาวจะต้องปลงผมโกนคิ้ว ขวัญของพ่อนาคที่อยู่ปลายผม เมื่อโกนผมออกไปขวัญก็หายไปด้วย จึงต้องทำการเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเดิม  ครั้นจะกล่าวอะไรกันไปมากกว่านี้ก็จะเปลืองเวลากันมากไปอีก จะขอเริ่มพิธีทำขวัญนาคกันเลย ขอให้พ่อนาคทำใจให้แน่วแน่และตั้งใจฟังเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ได้ ณ บัดนี้”  

         

         ทำขวัญนาค ตอนที่ 1 บทร้องเคารพคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

         นะโมตัสสะ  ภะคะวะโต อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ       

         นะโมตัสสะ  ภะคะวะโต อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

         นะโมตัสสะ  ภะคะวะโต อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

         (นะโม)  อันว่า นมัสการ  สิบนิ้วข้าพเจ้าจะขอยอกรชุลีไหว้  พระศรีรัตนะไตรโมลีโลก  อุบัติอยู่ในโอฆะทั้งสามภพ  ไม่เทียมเทียบเปรียบปรารภครบถึงสอง (ตัสสะ ภะคะวะโต) แห่งพระองค์ทรงเครื่องสิกขาเพศ  ข้าพเจ้าจะขอยอกรขึ้นเหนือเกศ  ต่างประทุมเมศ  ประทุม..ทอง  ดวงเนตรของข้าพเจ้าทั้งสอง  มอบถวายต่างประทีปแก้ว (อะระหะโต) แห่งพระพุทธองค์ทรงหักเสียแล้ว..ซึ่งกิเลส (สัมมาสัมพุทธัสสะ) ท่านตรัสรู้เนยธรรมด้วยพระองค์เอง... ทรงพระปัญญาเล็งสัญญู เป็นพระบรมครูผู้หลักโลก  หวังจะพาสัตว์ให้ข้ามจตุโอฆสงสาร... มาประหารหัก  ซึ่งสารประจักษ์อันประกอบไปด้วยกรรมและกง  มิให้สัตว์นั้นเวียนวงอยู่ในภพทั้งสาม.. จึงได้ทรงพระนามชื่อว่า (อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ) ดับซึ่งโทโสโมโหหาย  โลภะละลายในทางบาป ทรงอิสรภาพเรืองเดช ทรงสิกขาเพศเป็นชิโนรส  ย่อมจะเปลื้องปลดตัดกิเลศ   เล็งเห็นเหตุแล้วหลีกหนี สำรวมอินทรีย์มัธยัสถ์  (อะมะระ) นิกรทรงศีลสังวอน  อันงามดี  ทรงพระบารมีปัญญามั่น   ดั่งพระขรรธ์เพชรเด็ดบ่วงมาร  มาแผ้วพาลตัดด้วยจอบแก้ว  ช้อนขึ้นแล้วด้วยพระปัญญา  เห็นอาการ 32 ส่วน เป็นเหล่าล้วนเครื่อง (อสุระสาธารณ์)  อันที่ว่าจะเป็นแก่นสารนั้นหาบ่มิได้  ย่อมจะเป็นเวรภัยมาบีทา  มีแต่ความชรามรณาไม่ประจักษ์แจ้ง  หน่ายแหนงไปในทางฆารวาสขาดเด็ด 

          (โยพุทโธ)  อันว่าพระสรรเพชรพุทธองค์ ผู้ทรงพระนาม 4 ประการ นามคุณเบื้องต้น เป็นประธาน คือ (อะระหังสัมมา สัมพุทโธ) พระองค์ทรงสถิตยังรัตนบัลลังก์อันวิจิตร ก็บังเกิดด้วยบุญฤทธิ์บารมี (วาระโพธิมูเล) ใต้ดวงไม้พระศรีมหาโพธิ์พฤกษมงคล (มาสังสะเสนัง) ยังพยามารกับพวกพลให้วินาศหลีกหนี... ท่านสำรวมอินทรีย์ของพระองค์ (ตังปะนะมามิพุทธัง) ข้าพเจ้าขอน้อมเศียร     ศิโรโรจน์  ไหว้บูชาพร้อมไปด้วยกายและวาจา (มะโนสุจริต)

          (โยธรรมโม)  อันว่าพระนวโลกุตะระเจ้า  9 ประการ  10 พระปริยัติ ปริโยสารเป็นอย่างยิ่ง (นิยานิกะสะธรรม) นี่แหละจะนำชายหญิง  ให้เป็นสุข  ดับสังขารทุกข์ให้สิ้นโศก  เข้าสู่พระศิวโมกข์นิพพาน..เมือง...

          (โย สัง โฆ)  ข้าพเจ้าจะขอน้อมดายถวายบูชา  พร้อมไปด้วยความสัจจาอันถือมั่น                    ให้พระสงฆ์  ผู้ทรงพรหมจรรย์จารีตธรรม  จงมาช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูกิจ  ซึ่งพ่อนาคจะได้สละสิทธิ์       ฆารวาส จะบรรพชาเพศเสมออาสน์.. สังฆกรรม ด้วยเล็งเห็นสว่างทางธรรมธีรทุน  ยังยึดหน่วงเอาพระพุทธคุณมาเป็นบันไดเดิน  จึงตั้งใจมิได้เหิรห่างหายด้วยน้ำใจผ่องใสและศรัทธากล้า หวังจะใคร่บรรพชาในครั้งนี้....

           พ่อนาคเอ๊ย.. บารมีของพ่อ  ได้สร้างสมไว้มากแล้ว.. น้ำจิตของพ่อก็ผ่องแผ้วยินดีนัก  ปัญญาดั่งไตรลักษณ์ประกอบเกิด เมื่อพ่อยังเป็นฆารวาส ไม่ประเสริฐแล้วหนอเทเวศร์  บรรพชิตนี่แหละวิเศษสง่างาม พ่อจงพากเพียรพยายามอย่าได้หย่อนหยุด  จะใคร่ได้เป็นพระหน่อเนื้อชินบุตร ในพระพุทธศาสนา..ด้วยกุศลและศรัทธาไม่หวาดหวั่น 

          พ่อนาคเอ๊ย... อานิสงส์พรหมจรรย์นั่นแหละเป็นจอมบุญ   จงยึดเหนี่ยวเอาพระพุทธคุณเป็นบันได  อย่าเอื้อเฟื้อเยื่อไย ปาลีโภช บรรพชานี่แหละจะเป็นมหาประโยชน์อันวิเศษ  อาจจะทับเขื่อนข้ามเขตให้พ้นภัย  กาสาวพัสตร์ คือธงชัยเฉลิมโลก อาจจะดับทุกข์สิ้นโศกแสนเทวษ เข้าสู่นครประเทศ  มหานิพพาน  ยากที่บุคคลจะมีอภินิหาร เทียมตัวพ่อนาค  ชายหนุ่มอื่นเขามัวเมาไปด้วยภาค  ราคะและกามฉันท์ อันวิมังสาธิ สติปัญญานั้นไม่บังเกิด จึงเห็นว่าพ่อนาคนี้แหละเลิศกว่าบุคคลอื่นทั้งหมดอำนวยพรให้พ่อได้ออกอุปสมบทในครั้งนี้

          ขอเชิญเทพยาดาราศี  จงมาช่วยป้องกันซึ่งอุปัทวันจะเกิดมี  ให้สำเร็จเสร็จพิธีหนอบรรพชากิจ  เหมือนหนึ่งโอษฐ์อมรินทรฤทธิ์ที่เรืองเดชขอเดชะโลกุเทศโลกุดร..จงมาประสิทธิ์ประสาทพรให้ในวันนี้

(ให้ลั่นฆ้องขึ้น  3  ที  แล้วโห่ร้องเอาชัย..)

          ทำขวัญนาค ตอนที่ 2 บทร้องตอนปฏิสนธิ กำเนิดของคนตั้งแต่จุติในครรภ์จนโต

         ศรี ๆ บวรวิเศษ ข้าพเจ้าจะขออันเชิญเทพยดาเจ้าทุกพิมานเมศ  เมืองสวรรค์  เทพเจ้าผู้ทรง มหันต์อันเรืองฤทธิ์ ที่อาศัยสิงสถิตในจักรวาล  จงมาช่วยอวยพรเพิ่มโพธิสมภารแห่งพ่อนาค  ให้พ่อภิญโญโสภาค  เจริญผล   อีกทั้งวงศ์ประชาชนทั้งซ้ายและขวา   อันมีบิดรและมารดาเป็นประธาน ล้วนแต่มีน้ำจิตเบิกบานด้วยยินดีจึงได้ให้พ่อนาคบวชเป็นศรีเชื้อชินวงศ์    
         พ่อนาคเอ๋ย..วันพรุ่งนี้แล้วหนอพ่อจะได้สอดทรงซึ่งกาสาว์ ข้าพเจ้าจะขอกำจัดขันธมาร 5 อย่าเบียดเบียน  ขันธมารอย่าได้มาย่ำเยียนและราวี  ขันธมารอย่าได้มาย่ำยีให้ถึงชีวิต  อีกกิเลศมารในดวงจิตให้จืดจาง ประหารขันธมารให้เหินห่าง อย่ายินยล ให้พ่อนาคบวชสำเร็จผลสถาวร น้ำจิตของพ่ออย่า ย่อหย่อนให้ผ่องแผ้ว  ประดุจดั่งน้ำในคนโทแก้ว ที่ใสบริสุทธิ์     
        พ่อนาคเอ๋ย.. วันที่พ่อจะถือกำเนิด  เกิดมาเป็นมนุษย์ มันมิใช่ง่าย  โดยอาจารย์ท่านบรรยายไว้ในบาลี  พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ก็แสดงไว้ 
        กล่าวถึงในปฏิสนธิ  ในครรภ์ปริมณฑลของพระชนนี  ว่าประดุจขุมทรายจามจุรี เช็ดชุบน้ำมันสลัดเสร็จถึง  7 หน  น้ำมันที่เหลือติดหล่นอยู่ที่ปลายขนแห่งฝูงสัตว์  พระบาลีท่านกล่าวชัดว่าอีก 7 ทิวา.. เป็นเค้ามูลโลหิตานั้นขึ้นก่อน อีก 7 วันจึงผันผ่อนเป็นเปลือกสาย  แม้นจะเกิดเป็นผู้ชายอยู่ทางขวา เป็นผู้หญิงจะเวียนมา อยู่ทางซ้าย  ต่อจากนั้นอันตรายของแม่ก็ย่อหย่อน อีก 7 วัน จึงผันผ่อนพัฒนาก่อเป็นก้อนมังสา.. ตั้งหน้าผากก่อน พอเห็นเหตุ ดวงเนตรทั้ง 2 โตเท่าฟองไข่  ได้ 3 เดือน ก็ย้ายแยกแตกออกไป เป็นปัญจสาขา.. ได้ 4 เดือนมีหู ตา มีเล็บ มีผม ได้ 5 เดือนมีมือถือสายรกอม  ต่างคำข้าว พ่อนั่งทับอาหารเก่ากองอา..กุล  ศีรษะของพ่อก็พอกพูนไปด้วยอาหารใหม่  ขดคู้เข้าเข้าหนุนคางไว้ทั้งสอง..  หินหลังเข้าอิงพิงหนังท้องของมารดา...  ประดุจว่า  วานรหนาวที่หนีฝน  เข้าซ่อนตนอยู่ในโพรงพฤกษา   ได้ 7-8 เดือน มารดาเจ้าเสพของต้องเผ็ดร้อน  เลยไปถูกผิวหนังลูกอ่อน ๆ  ดังผิวของลูกจะพองพังหมดทั้งกาย  ลูกก็ดิ้น แม่ก็กระวนกระวายไม่สมประดี  ดังเปลวอัคคีที่รุ่งโรจน์มาเผาผลาญ   แสนเวทนานานในอุทร  มารดาขยับตัวจะนอน ลูกก็ลุกขึ้นนั่ง  กระทบกระทั่งกันเพียงว่าแม่ จะขาดใจ  ดังบุคคลเขาเอาท่อนไม้มารุมรัน   
         ถึงยามปลอด  แม่จะคลอกเจ้าออกจากครรภ์ของมารดา   ก็บังเกิดลมกัมมัชวาตวาสมาผาดผัน  ให้ศีรษะนั้นหันลงเบื้องต่ำ  ดังว่าตกเหวล้ำ  อันลึกสุด  กำหนดได้ 100 ชั่วบุรุษ ความกลัวของพ่อและแม่ นะลูกเอ๋ย.. ไม่มีขวัญ  พ่อหวาดหวั่นกลัวชีวิตลูกเมีย จะวอดวาย  ยิ่งยามเมื่อคลาย  ใกล้ตอนที่ลูกจะคลอด ลูกออกมาขัดขวาง ช่องครรภา  ดั่งใครเขาฉุดกุญชรป่าออกจากถ้ำ  ว่ามารดานั้นเคยเจ็บ  มารดานั้นเคยช้ำ พ่อก็คอยลูบคลำมิได้ห่างไปไกลเนตร ถึงแม้นว่าพ่อแม่จะระเห ระหนทนเทวษ แทบมรณาพ่อแม่ไม่เคยคิด  ขอเพียงให้ลูกน้อย ๆ มีชีวิต  กำเนิดมาแล้วอยู่รอด.... 

(ให้ลั่นฆ้องขึ้น 3 ที แล้วโห่ร้องเอาชัย) 

         ทำขวัญนาค ตอนที่ 3 นามนาค กล่าวถึงที่มาของคำว่า “นาค” หรือนาคา

          ศรี ศรี สิทธิวิเศษ ท่านทิศาปาโมกข์สังเกตประกอบฤกษ์ เอกเกริกทำการกุศลพิธี เทพเจ้าทุกทิศรีพร้อมสะพรั่ง ทั้งหมู่ญาติของพ่อนาคก็มานั่งอเนกใน  ล้วนแต่มีน้ำจิตเลื่อมใสศรัทธาด้วย  ชวนกันมาช่วยอนุโมทนา  ท่านทั้งหลายที่มานั่งกันพร้อมหน้า ข้าพเจ้าขออภัยด้วย  คำโบราณท่านกล่าวไว้นั้นมีมากว่า พยานาคนั้นฝากชื่อ เป็นแต่คำเล่าลือ  บางท่านก็ยังสงสัยว่าเหตุไฉนจึงได้ชื่อว่านาค ดูนี่ก็หลากหนักหนาหนอ หรือใครตั้งต่อแต่เดิมมา ข้าพเจ้าจะขอวิสัชนาให้แจ้งประจักษ์  มีอยู่ในคัมภีร์มหาวรรค  แต่เดิม..มา แต่ครั้งเจ้าจอมนาคาภุชงคราช เมืองบาดาล  อเนกนับทรัพย์สฤงคารเอกอุดม  พร้อมด้วยเหล่าสาวสนมทุกถ้วนหน้า ทั้งอำหมาด ณาตยา ก็เนืองนอง  ทั้งแก้วแหวนเงินทองก็มากมีแต่น้ำจิตคิดหนทางที่ตัดกิเลส  อยากจะใคร่บรรพชาเพศตัดราคี  หมดอาลัยใยดีในพื้นภพ  อยากบวชตนไปจนครบ  7 ทิวา ดำริแล้ว เจ้าจอมนาคาภุชงคราช  จึงเอื้อนอัฐตรัสประภาษณ์แก่นักสนม  ว่า เราจะลาจากนิคมนคเรศ ขึ้นไปบรรพชาเพศจะเรียนธรรม  พอครบถ้วน 7 ทิวาจะกลับมา  ฝ่ายเจ้าจอมนาคาภุชงคราชเสด็จจากปรางค์ปราสาทอันรุจี พอถึงปากฝั่งพระธรณีก็แปลง..กาย (แยกไปร้องส่ง เพลงนาคแปลงกาย โดยนำเอาเนื้อและทำนองที่เหมาะสม) 
           อันเพศนาคร้ายก็สิ้นสุด กลับกลายเป็นบุรุษสุดโสภา จึงเดินตัดมรคา ละแวกบ้านมาครู่หนึ่ง ถึงสถานพระเชตุพล อันมีปริมณฑลงามโอฬาร  ฝ่ายเจ้าจอมนาคาก็ลินลาศ  เข้านอบนบอบภิวาทพระเถรทิศ  พระเถรเจ้าก็ตั้งจิตแสดงธรรม จึงถามด้วยพระคาถาว่า (โพ มา นะ วะ) ดูก่อนมานพอันน้อยนารถ (กิง อะหิอา วาโส) เข้ามาในอาวาสด้วยเหตุใด มานพนาคจึงทูลไขสนองอรรถ มากราบเท่าโดยสัจสุจริต ตั้งใจหมายจิตโดยจำนง มาขอรับเพศทรงบรรพชา พระเถระก็ทรงพระเมตตา อนุญาตให้ เหตุบัญญัติไว้ในสิกขาบท พระเถระจึงปรากฏเป็นพระอุปัชฌาย์ ยังกุมารนาคาให้ถือศีล เอาธุระของสงฆ์พระองค์สิ้นสำเร็จ  ศีล 227 เข้าสู่ทรง นาคเลยกลายเป็นสงฆ์สำเร็จกิจ  ยามเมื่ออาบัติถกรรมมาตามติด วาสุกรี 
          (บรรยาย) วันหนึ่งพยานาคเกิดประมาทรูปที่ตนนิมิตขึ้นมา ก็กลับกลายจากพระสงฆ์ เป็นพยานาคตัวใหญ่ยาว นอนหลับอยู่ในกฏิ พระสงฆ์ทั้งหลายมาเห็นเข้าก็ตกใจว่าทำไม พยานาคซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานจึงมาบวชได้ ความทราบถึงหูของพระพุทธเจ้า จึงประชุมกันสร้างสนทนา ด้วยญาณวิเศษ ทำให้รับรู้รับทราบวิวากกรรมของพยานาคตั้งแต่ชาติก่อน เคยได้ทำบาปเอาไว้ เมื่อตายไปจึงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือ พยานาค แต่อนิจจังนั้นไม่เที่ยง อย่าประมาทถึงความตาย จึงทรงดำรัส เป็นคำสิกขา ว่าผิดมนุษย์จะอุปสมบทมิได้  จึงจำต้องเนรเทศ พยานาคออกจากวัดไป (แยกไปร้องส่ง เพลงนาคลา โดยนำเอาเนื้อและทำนองโศกมาใช้)     
          พยานาคจึงกราบบาทแล้วทูลว่า  พระพุทธเจ้าข้า บุญของข้าน้อยเสียหนักหนา นับว่าจะห่างจากฝ่าธุลี ข้าพเจ้าขอฝากนามของข้านี้  เอาไว้ในศาสนา  ข้าพเจ้าชื่อนาคา ใครจะบวช ขอให้สวดไปตารมเกณฑ์  องค์พระดิษเถระเป็นพระอุปัชฌาย์  เกศของข้าพเจ้านาคาขออุทิศไว้เป็นถุงตะเคียว หงอนของข้าพเจ้าหงอนเดียวขออุทิศไว้เป็นกรวยทองของบูชา  หนังของข้าพเจ้านั้นหนาของอุทิศเป็นอาสนะ  เกล็ดของข้าพเจ้านั้นนะขออุทิศไว้เป็นตลกบาตร เขี้ยวแก้วของข้าพเจ้าข้างซัายและข้างขวาหนักข้องละบาท  ขออุทิศเป็นเทียนธรรมชาติไว้บูชา  หางของข้าพเจ้านั้นหนาฝากไว้เป็นตาลปัตร  พระพุทธองค์ทรงพระกรุณาจึงได้รับฝาก  จึงได้เรียกกันว่าเจ้านาคตามประเพณี
          ท่านทั้งหลายที่มานั่งอยู่ตรงนี้  อย่าวิมุต และสงสัย  หนึ่งกระเทย สองบ้า สามใบ้ ท่านห้ามมิให้บวช  ศาสนาอันยิ่งยวดของพระตถาคต  นามเจ้านาคก็หมดลงเพียงนี้ 

(ให้ลั่นฆ้องขึ้น 3 ที แล้วโห่ร้องเอาชัย) 

         

 

 

 

ทำขวัญนาค ตอนที่ 4 สอนนาค เป็นตอนที่หมอทำขวัญให้คำแนะนำพ่อนาค                          

          ศรี ศรี วิสุทธิโชค  ข้าพเจ้าจะขออุทิศร้องเป่าหมู่ฝูงเทวดา ทั้ง 6 ช่องชั้นฟ้า นางพระคงคา นางพระธรณี  พระภูมิเจ้าที่กรุงพาลี นายนิรัยบาล  ทั้ง 4 ผู้เที่ยวตระเวนคอยจดคนที่ทำการกุศล ฝ่ายเทวดาที่อยู่ในเบื้องบนก็มาร้องสาธุการ ชมโพธิ์สมภารด้วยท่านทั้ง 2 ที่ได้เลี้ยงลูกมาจนบรรลุ ได้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา  อันกุศลที่จะคณานั้นหาบ่มิได้  จึงนัดเอาแผ่นดินและแผ่นฟ้าสุลาลัย มาเป็นพยาน  เอาเขาพระสุเมรุอันตระหง่านเป็นปากกา  เอาน้ำในมหาประเทศมาเป็นหมึกดำ  น้ำนั้นก็แห้งเหือดหายลำจนสิ้นหมด  ยังมาถึงอานิสงส์กำหนด ที่คนได้บวชในพระพุทธศาสนา  พ่อนาคเอ๊ย..เมื่อพ่อจะย่างเท้าเก้าลงจากเคหา บ่ายหน้าไปสู่วัด  พระอานิสงส์ก็จะตามไปปรนนิบัติก้าวละกัณฑ์จนถึงเขตขันธ์อุโบสถ  จงกำหนดยั้งข่มอารมณ์เสียด้วยบาปและกรรม เพื่อที่จะนำตัวท่านออกจากสงสาร (โทสะ โมหะ โลภ) จงประหารเสียให้หายเหตุ เพื่อที่จะนำเข้าสู่พระนิเวศน์เมืองแก้ว  อันกล่าวแล้ว คือ มหานิพพานอันยิ่งใหญ่ 

          พ่อนาคเอ๊ย..อย่าประวิงด้วยโลกีย์ มันจะยึดหน่วงเอาตัวของพ่อนี้  ให้จมลงในสาคร ห้วงหนึ่ง คือลูกอ่อนอันเป็นที่รัก ย่อมประจักษ์จงหักเสีย อีกห้วงหนึ่งคือเมียที่เคยหลง  อย่าพวงด้วยความรักเสน่หา  พ่อจงเอาพระปัญญามาประหารเป็นพระขันธ์แก้ว จะได้แผ้วทางธุเรศที่อาลัย กาสาวพัตร์ คือธงชัยเฉลิมโลก จะได้ป้องกันทุกข์โสกอันตราย ที่จะเกี่ยวกายอันทาน  หน่วงเอาพระนิพพานในภายหน้า ข้อศึกษายังไม่หมด จะขอละลดลงเพียงนี้  

          พ่อนาคเอ๊ย..วันพรุ่งนี้แล้วหนอพ่อจะไก้เข้าไปในพระอุโบสถ  อุปสมบทเป็นสมมุติสงฆ์ นับว่าพ่อจะได้เป็นหน่อเนื้ออริยวงศ์ชิโนรส  พ่อจงรักษาสิกขาบทอย่าประมาท พ่อจงตั้งมั่นอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์ สงสัยในสิกขาจงไต่ถาม สิ่งใดที่ท่านห้ามจงอย่าได้กระทำ พ่อจงได้ปฏิบัติตามเยี่ยงอย่าง อย่าดูเบา จะได้เป็นเสบียงเลี้ยงตัวเจ้าไปในภายหน้า  อนึ่งการปฏิบัติพระอุปัชฌาย์พ่ออย่าได้ละ พ่อจงเอาเป็นธุระทุกเช้าค่ำ  สิ่งใดที่ท่านจะทำพ่อจงทำแทน บุญคุณท่านเหลือแสนที่จะที่จะพรรณนา  บวชแล้วหมั่นรักษากิจ  อย่าให้ผิดวินัย เช้าขึ้นไซ้ หมั่นครองผ้า กวาดวัดวาปลงอาบัติ ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้นเช้าได้เวลาจงห่มผ้าไปโปรดสัตว์  อย่าได้เคลื่อนคลาดเว้น แต่อาพาธไปไม่ได้ บังสุกุลนั้นไซ้ปลงให้เห็นทางพระทุกขัง  จงระวังข้อสิกขา  อย่าเข้าบ้านให้ผิดเวลา พบสีกาอย่าทักถาม  อย่าริเรียนเสน่หาไปเกี้ยวสาว  อย่าเอาลูกศิษย์ขึ้นนอนเตียง เลียบเคียงพูดจาขอพี่สาว ความมันจะอื้อฉาวขึ้นเมื่อปลายมือ  คนเขาจะเอาไปลือกันเพราะลูกศิษย์  ไม่ใช่กิจของพระ อย่าได้กระทำ  อย่าพูดจากันให้มันพร่ำเหมือนคฤหัสถ์ ออกนอกวัดอย่าลืมรัดปะคดคาดพุงเดินหมายมุ่งเที่ยวไปมา  

          จึงจะพ้นหนี้ค่าน้ำนมของมารดาบวชอยู่ในพระพุทธศาสนา แสนจะยาก  ในสิกขาบทนั้นมีมาก  227  ต้องทำน้ำใจให้ขาดเด็ดหมั้นปฏิบัติตามพระพุทธฎีกา  จึงจะได้ชื่อว่า เป็นรากแก้ว  ในพระพุทธศาสนาอันล้ำเลิศ บุคคลใดเล่าจะประเสริฐ เหมือนตัวพ่อนาคในวันนี้ 

          (บรรยาย) เมื่อเวลาจะนั่งขบนั่งฉัน ก็ต้องให้เป็นอิริยาบถ  อย่าพูดจาโป้ปดสารพรรณ อย่าด่าพ่อล่อแม่กันเหมือนคฤหัสถ์  ออกนอกวัดอย่าร้องเพลงสักวา พบสีกาอย่าพูดเกี้ยวเลี้ยวลดทำเหลาะแหละ  ฝ่ายสีกาก็อย่ามาเกาะแกะต้องกลัวกรรม อย่าพูดย้ำ ๆ แล้วก็อย่าทำชม้อยหน้า  โทษถึงสังฆาธิเสทเหตุนั้นยังเปล่า  ทำลูบคลำชำเราแรงอลัชชีองค์ปราชิก 4 ชั่วชาติอุบาทว์นัก ท่านจึงตรัสว่ามรรคผล คนอันธพาล เปรียบเหมือนตาลที่ยอดด้วน ข้าพเจ้าสั่งสอนก็ควรจำใส่ใจ  อีกอย่างเล่าไซร้อย่าได้โลภลาภ ลักทรัพย์กันให้ถึงบาท ในสิกขาท่านว่าศีลจะขาดเป็นข้อ ๆ อีกอย่างอย่าลวงล่อโลภหลงจนเหลือล้นอย่าอวดตนว่าได้มักผลเพียงอรหัตถ์  เขาบัญญัติว่า สิ่งที่มีชีวิต  พระอย่าได้ไปคิดทำลาย  ให้ล้มตายวายชีวาหรือว่าอาสัญ ทั้งมนุษย์ในครรภ์และนอกครรภ์ก็มีว่า ถ้าพระรูปใดขืนไปเข่นฆ่าต้องขาดเด็ดศีลทั้ง 227 ก็จะถูกทำลายลง
          จึงเอาไว้เป็นข้อ ๆ นี่แหละพ่อนาคเอ๋ย.. พ่อฟังฝังไว้หนอ  อย่าฟั่นเฟือน หากรักตนอุตส่าห์เตือนใจตนเอง ขอให้เกรงอุปัชฌาย์นั้นเป็นใหญ่ มิใช่ว่าข้าพเจ้าจะมาสอนใส่รำพรรณว่า พระพุทธฎีกาท่านโปรดไว้ฉะนี้  อันบาปอื่นหมื่นนับไม่เป็นไร ไม้เท่ากรรมที่ทำไว้ในศาสนาอันลามก  จะตายไปตกมหาโลกัณฑ์ ตกนรกอันเร่าร้อนจะนับได้พุทธันดรโดยประมาณ จะขอตั้งสมมุติฐานเอาไว้ให้เข้าใจ ว่ายังมีภูเขาอันยาวใหญ่ สูงได้เหลี่ยมละหนึ่งโยชน์ เทพยดาเจ้าองค์หนึ่งโสดทรงศักดา  เอาผ้าขาวเนื้อดีอ่อนสะอาด  ถึงร้อยปีเอามากวาดลงที่นั่น  จนศิลาล้นพ้นดินเสมอพระธรณี  เรียบดั่งหน้ากลองชัยเภรีแล้วเมื่อใด  จึงจะนับว่าได้พุทธันดร  
          พ่อนาคกลัวแล้ว  พ่อจงผันผ่อนให้พ้นภัย  หญิงชายทั้งหลาย อย่าได้เข้ามากล้ำกลาย ทำให้สงฆ์กระสับกระส่ายให้ศีลเสื่อม อย่าองอาจแอบเอื้อมมาอวดอ้าง  ผู้ที่จะทรงสืบสร้างศีลให้บริสุทธิ์จะหมองมนมืดมุดเป็นมณฑิร อานิสงส์ของพ่อนาคที่แสนประเสริฐก็สุดสิ้นลงเพียงนี้   

(ให้ลั่นฆ้องขึ้น 3 ที แล้วโห่ร้องเอาชัย) 

                           

         

 

ทำขวัญนาค ตอนที่ 5 เชิญขวัญ เป็นการเรียกมิ่งขวัญของนาคให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว

          ศรี ศรี วันนี้วันดี เป็นศรีพญาวัน จะขอเรียกมิ่ง เชิญขวัญพ่อ เป็นหน่อเนื้อมณีนารถ  ขวัญเจ้าเอ๊ย  จงมาอยู่สุขไสยาสน์ให้ยาวยื่น  ขวัญของพ่อนาคอย่าพะวง  อย่าหลงใครไปเป็นอื่น หรือซอกซอนในไพรสี  พุ่มพงพีพิภพและภัยพาล แดนดงกันดานดาษดา

          ขวัญเจ้าเอ๊ย  มาเถิดหนา  อย่ามัวหมองเชิญขวัญเจ้ามาชมบายศรีทองกรองด้วยแก้ว  งามประเสริฐเลิศแล้วล้วนสลักเสลา  ด้วยแก้วเก้าตระกาล  สร้อยสนสังวาลแหวนนพรัตน์  ผ้าโขมพัตร์ที่เลิศแล้ว ด้วยลายทอง 

          ขวัญเจ้าเอ๊ย  มาเถิดหนาอย่าเที่ยวท่องในท้องทุ่งหิมพาน  อย่าไปชมห้วยละหารและหุบเหว  เห็นปล่องเปลวอย่าปลื้มใจ  เห็นมาลัยอย่าเลิงหลง  อย่าไปชมมนุษย์บุษบง  อย่าไปหลงระห้อย  เมื่อตอนที่เจ้ายังเล็ก ๆ น้อย ๆ เคยนอนหวาด  แม่ซื้อผี  ปีศาจท้วงทักทาย  มิ่งขวัญหาย ร้องไห้อ้อน เพื่อนเล่นซ่อนเคยหลอกให้ 

          ขวัญเจ้าเอ๊ย... อย่าไป  จงกลับมา  มาอยู่ยืนชื่นเชยอย่าเฉยชา  มานะมิ่งขวัญมา  อย่าถือดี  รุ่งพรุ่งนี้ขวัญพ่อจะบริสุทธิ์  เป็นบุตรพระพุทธเบื้องบาทบงสุ์  ศีลพระอริยสงฆ์ทรงสิกขา พ่อจะได้โปรดพระบิดรและมารดาพรุ่งนี้แน่.....  

(ให้ลั่นฆ้องขึ้น 3 ที แล้วโห่ร้องเอาชัย) 

     

         

 

 

 

 

 

 

        ในตอนเชิญขวัญ เป็นขั้นตอนที่สำคัญของพิธีทำขวัญนาค  ผมจะให้นาคนั่งพนมมือ และที่มือมอกล้วยหวีงาม เป็นสิ่งแทนขวัญเอาไว้ และต่อจากนั้นก็เรียกให้บิดา มารดา และญาติผู้ใหญ่ของพ่อนาคที่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ เข้ามานั่งในพิธี เพราะตอนนี้จะต้องมีญาติผู้ใหญ่ มีพ่อ แม่คอยลูบหลังให้นาค  ส่วนผมจะร้องส่งด้วยทำนองเสนาะไปก่อน ดังนี้   

        

 บทร้อง “เรียกขวัญนาค”   

        ศรี ศรี วันนี้วันดี เป็นศรีพญาวัน จะขอเรียกมิ่ง เชิญขวัญพ่อ เป็นหน่อเนื้อมณีนารถ  ขวัญเจ้าเอ๊ย  จงมาอยู่สุขไสยาสน์ให้ยาวยื่น  ขวัญของพ่อนาคอย่าพะวง  อย่าหลงใครไปเป็นอื่น หรือซอกซอนในไพรสี  พุ่มพงพีพิภพและภัยพาล แดนดงกันดานดาษดา ขวัญเจ้าเอ๊ย  มาเถิดหนา  อย่ามัวหมองเชิญขวัญเจ้ามาชมบายศรีทองกรองด้วยแก้ว  งามประเสริฐเลิศแล้วล้วนสลักเสลา  ด้วยแก้วเก้าตระกาล  สร้อยสนสังวาลแหวนนพรัตน์  ผ้าโขมพัตร์ที่เลิศแล้ว ด้วยลายทอง  ขวัญเจ้าเอ๊ย  มาเถิดหนาอย่าเที่ยวท่องในท้องทุ่งหิมพาน  อย่าไปชมห้วยละหารและหุบเหว  เห็นปล่องเปลวอย่าปลื้มใจ  เห็นมาลัยอย่าเลิงหลง  อย่าไปชมมนุษย์บุษบง  อย่าไปหลงระห้อย  เมื่อตอนที่เจ้ายังเล็ก ๆ น้อย ๆ เคยนอนหวาด  แม่ซื้อผี  ปีศาจท้วงทักทาย  มิ่งขวัญหาย ร้องไห้อ้อน เพื่อนเล่นซ่อนเคยหลอกให้  ขวัญเจ้าเอ๊ย... อย่าไป  จงกลับมา  มาอยู่ยืนชื่นเชยอย่าเฉยชา  มานะมิ่งขวัญมา  อย่าถือดี  รุ่งพรุ่งนี้ขวัยพ่อจะบริสุทธิ์  เป็นบุตรพระพุทธเบื้องบาทบงสุ์  ศีลพระอริยสงฆ์ทรงสิกขา พ่อจะได้โปรดพระบิดรและมารดาพรุ่งนี้แน่.....   

                     

แยกไปร้อง เชิญขวัญทำนอง  (เลือกทำนองเพลงที่ฟังแล้วเกิดศรัทธา)

 

              ขวัญเจ้าเอยจงมาสู่     จงมาอยู่กับเนื้อกับตัว 

         ขวัญเจ้าอย่าหวั่นกลัว      ว่าเพศภัยใดจะพาล 

         ให้ขวัญเจ้ามีมนต์มิ่ง        อายุยิ่งอยู่นาน ๆ 

         ได้ฟังพ่อหมอเรียกขวัญ    ให้พ่อนาคเบิกบาน อย่าได้หวั่นได้กลัว   

             ขวัญเจ้าเอย อย่าหลง   อยู่ในดงในพงไพร

         ขวัญพ่ออย่าอาศัย           ในที่อื่นนอกตัว

         หรือขวัญนาคมัวหลงทาง   ตามหาขวัญจนทั่ว   

         ได้ยินหมอเรียกแล้วทูนหัว  กลับมาหาตัว เจ้าเถิดหนา  

             ขวัญพ่อนาคหลบซ่อน   อยู่ดงดอนอยู่แห่งใด

         หรือขวัญพ่ออยู่ในไร่        ขวัญใจอยู่ในนา

         พ่อขวัญอ่อนซ่อนตัว        พ่ออย่ามัวลืมถิ่น

         หรือขวัญพ่อกลัวอดกิน     อาหารเย็นรสโอชา

         ได้ยินพ่อหมอตามหา       ขวัญมะขวัญมาสู่กายเอย...

             ขอให้พ่อนาคตั้งจิต     จะนึกจะคิดในสิ่งใด ๆ

         สติปัญญาของพ่อจงได้    ว่องไวกว่าที่เคย

         อีกทั้งตำราตำรับ             จงหยิบจับอย่านิ่งเฉย

         พ่อนาคจ๋าพ่อนาคเอ๋ย       บวชเรียนชดเชยคุณบิดามารดา...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

           

กระบวนการในการทำขวัญนาค

          เมื่อตอนที่จะเริ่มลงมือประกอบพิธีทำขวัญนาค หมอทำขวัญหรือโหราจะต้องทำจิตให้สงบ ทำใจให้แน่วแน่ แล้วเริ่มทำน้ำมนต์

          1. จุดเทียนแล้วว่าคาถา บทเชิญเทวา สัคเค กาเมจะรูเป..... ตามด้วยบท อิติปิโสภะคะวา......ต่อไปบทสวาขาโต...... พอถึงบท สุปฏิปันโน ภะคะวะโต ให้หยิบเทียนมาหยดลงในน้ำ จนจบคาถา ปุญญะเคตัง โลกัสสาติ  ต่อจากนั้นนำใบพลู จำนวน 7 ใบมาลงคาถาว่า “พุทธสังมิ” แล้วลอยไว้ในขันน้ำมนต์

          2. จัดเตรียมขนมต้มแดง ต้มขาว ข้าวปากหม้อ ไข่ต้มมาวางพร้อมเหล้าขาว พานไหว้ครู จุดธูป เทียนบอกเส้นสังเวยไหว้บูชาครู ด้วยบท “นะโมนมัสการการ วันทิตตะวา สมาธิยามิ ครูอุปัชฌาย์ อาจาริยานัง สัมโพธานัง สะระนังคัจฉามิ” สมควรแก่เวลา ให้ลาครู แล้วหยิบขนม ข้าว ไข่ใส่ในชั้นบายศรี (ในกรณีที่เป็นบายศรีแห้ง) ใส่ทุกชั้นหรือจะใส่เพียง 3 ชั้นได้ หรือจะไม่ใส่ (กรณีที่เป็นบายศรีสด) สำหรับบายศรีปากชาม ข้าว ไข่จะนำไปวางไว้บนยอดบายศรี ในขั้นตอนนี้ให้ปรับตามความเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน

          3. เอาไม้ที่ผ่าเป็น 3 ซีก มาขนาบบายศรีแล้วมัดด้วยสายศีลให้แน่น

          4. เอาผ้าแพร ผ้าสี หรือผ้าม่านขนาดเล็กมาหุ้มบายศรีส่งอ้อมบายศรีด้วยมือซ้ายรับด้วยมือขวา (ทักษิณาวัตร) แล้วเอาพวงเงินพวงทองมาคล้องที่บายศรี (สมัยก่อนจำเป็นมากใช้สายสร้อยทองเส้นใหญ่ ๆ)

          5. เอาเทียนมาติดที่แว่นเวียนเทียน หรือติดกับวัสดุแทน ทั้ง 3 แว่น ปักไว้ที่ขันข้าวสาร

          6. นำเอาแป้งหอม น้ำมันหอมมาเสกว่า” นะเมตตา โมกรุณา พุทธาปราณี ทายินดี ยะเอ็นดู”

             

 

 

 

บายศรีสู่ขวัญ

 “เครื่องสังเวย”      

         เครื่องสังเวยมีความเกี่ยวข้องกับบายศรีสู่ขวัญ  เครื่องสังเวยจะเป็นองค์ประกอบที่จัดเตรียมเอาไว้สำหรับผู้ที่ถูกให้พรได้นำเอาไปเซ่นสังเวยหรือนำเอาไปมอบให้คนที่เคารพนับถือ แต่ในการกระทำพิธีจริง ๆ อาจเป็นผู้ประกอบพิธีคือ พราหมณ์ หรือโหรา เป็นผู้นำเอาเครื่องสังเวยไปถวาย (มอบให้) ให้กับครู อาจารย์ บิดา มาดา ปู่ย่าตายาย แทนผู้ถูกอวยพร

         เครื่องบายศรี จะประกอบด้วย วัสดุและอุปกรณ์  5 อย่าง ได้แก่ ข้าว ไข่ ขนมต้ม บายศรี และสิ่งของรองรับ

         1 ข้าว ข้าวที่จะนำไปเข้าร่วมในพิธีบายศรีสู่ขวัญ จะต้องเป็นข้าวที่หุงสุกใหม่ ๆ และปาดเอามาเฉพาะที่อยู่ตอนบนสุดเท่านั้น (ยังไม่มีการคดเอาออกไปรับประทาน) เรียกว่า “ข้าวปากหม้อ” และข้าวปากหม้อที่นำไปใส่ลงในภาชนะใส่เครื่องสังเวยบายศรี เรียกว่า “ข้าวขวัญ” 

         2. ไข่ เป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ดต้มให้สุก ไม่ต้องปอกเปลือก นำเอามาวางไว้ที่บนข้าว เรียกว่า ไข่ขวัญ หรือบางตำราเรียกว่า ไข่ข้าว

         3. ขนมต้ม คือ อาหารหวาน  ได้แก่ นมต้มแดง ขนมต้มข