นวัตกรรมทางหลักสูตรและการสอน กับเทคโนโลยีไอซีทีร่วมสมัย

 

กลุ่ม 3 ได้ศึกษาเวบไซต์เกี่ยวกับนวัตกรรมทางหลักสูตรและการสอน กับเทคโนโลยีไอซีทีร่วมสมัย สรุปสาระสำคัญ ได้  3 ประเด็น ดังนี้

  1. นวัตกรรมทางหลักสูตรกับไอซีที
  2. นวัตกรรมด้านการเรียนการสอนกับไอซีที
  3. นวัตกรรมการวัดและประเมินผลกับไอซีที  

มีรายละเอียดดังนี้

 

นวัตกรรมทางหลักสูตรกับไอซีที

 

จาก http://www.tda.gov.uk/Recruit.aspx?WT.mc_id=teach มีประเด็นที่น่าสนใจจากการอ่าน web ของ  TDA  เกี่ยวหลักสูตรและระบบการสอนสำหรับสร้างครู   โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่า

                         -    หลักสูตรเปิดกว้างมากให้คนที่มีความรู้ต่างระดับ ทุกสาขาอาชีพที่สนใจจะเป็นครูได้มีโอกาสเปลี่ยนเส้นทางการทำงานของตนเอง และช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองเพื่อเป็นครูที่มีคุณภาพได้  เห็นได้จาก ลักษณะของ course ที่จัดไว้ให้นั้นหลากหลาย  “There are more ways  become a teacher.”

“There are courses to suit your need.”

                         -   หลักสูตรนี้มุ่งตอบสนองที่ความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ   เปิดโอกาสให้ผู้เรียนในเลือกเรียนหรือทำกิจกรรมในสิ่งที่ตนถนัด  เหมาะสม  ให้ข้อมูลต่าง ๆที่ครบถ้วนเพื่อให้ผู้เรียนในตระหนักถึงความสามารถ ความเหมาะสมและความต้องการของผู้เรียน    จากประโยคที่ว่า “What would you like to teach?”

                         -   เมื่อผู้เรียนเข้าใจความต้องการของตนเองว่าต้องการเรียนอะไร  เรียนเพื่ออะไร  หากจบแล้วจะไปสอนที่ไหน   หลักสูตรก็วางแนวทาง ทางการเรียนที่หลากหลายให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนอย่างมีเป้าหมายของตน

จากประโยคคำถามที่ว่า Where do I go from here?

http://www.tda.gov.uk/Recruit/becomingateacher.aspx

 

            ในการที่จะประกอบวิชาชีพครูนั้นในประเทศอังกฤษและเวลส์นั้นโดยทั่วไป เปิดโอกาสให้บุคคลที่มาจากหลากหลายอาชีพ ทุกระดับการศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษา เทียบเท่า หรือมหาวิทยาลัยที่มีความต้องการประกอบวิชาชีพครูสามารถเข้ามาสู่อาชีพนี้ได้โดยจะต้องมีคุณสมบัติคือ มีใบประกอบวิชาชีพครู(QTS) จึงสามารถเข้ามาสู่อาชีพนี้ได้ซึ่งTDAได้ให้ข้อมูลคอร์ส อบรมกับผู้เรียน หลักสูตร ขั้นตอนในการเรียน คุณสมบัติต่อผู้เข้าศึกษาไว้เป็นภาพรวมอย่างละเอียด ทำให้ผู้เรียนได้เกิดการสำรวจตนเองว่าต้องการสอนในระดับใดและด้านใด ซึ่งหากต้องการที่จะสอนในระดับประถมศึกษาในประเทศอังกฤษและเวลส์ได้แบ่งstage เป็น 4 key stages TDA ก็จะมีโปรแกรมฝึกอบรมสำหรับผู้เรียนให้เหมาะสมกับ stages ที่ผู้เรียนได้ไปใช้สอนจริงตามเนื้องาน โดยทั่วไปการฝึกอบรมจะต้องฝึกอย่างน้อย2 stages โดยครูประถมจะต้องฝึกหลักสูตรทุกรายวิชา ถ้าเป็นครูมัธยมเลือกสอนวิชาใดก็ได้
         โปรแกรมฝึกอบรมของ TDA มีหลายประเภทตามความต้องการ จึงใครจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
TDA จะมีโปรแกรมฝึกอบรมให้กับครูเรียกว่า ITT จะใช้เวลาเรียนภาคทฤษฎี 18 สัปดาห์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ฝึกสอนในโรงเรียน ซึ่งโปรแกรมนี้ช่วยพัฒนาทักษะการที่จะมาเป็นครูที่มีประสิทธิภาพ จนกระทั่งพัฒนาจนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ใบประกอบวิชาชีพครู(QTS) ITT สามารถจะจัดสำหรับผู้เรียนได้ในทุกจำนวนมากน้อยให้เหมาะสมกับความต้องการ ส่วนคุณสมบัติไม่จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์ ซึ่งสามารถเลือกได้ตามระดับของสถานศึกษาที่ผู้เรียนจะต้องไปสอน เช่นหากเรียนจบปริญญาตรีมาแล้วต้องการจะเป็นครู ก็จะมีโปรแกรมฝึกอบรมSCITT เพื่อที่จะมาประกอบอาชีพครูใช้เวลาเรียน1 ปี หรือเรียนเพื่อปริญญาก็จะมี
B.Ed courses with QTS courses ไว้บริการซึ่งคอร์สนี้เป็น honor degree เรียนแล้วได้วุฒิป.ตรีทางการศึกษา ขณะเดียวกันก็ได้ใบประกอบวิชาชีพครูด้วย ยังมีอีกหลายคอร์สที่น่าสนใจสำหรับผู้สนใจอยากจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นครู จริงๆ
http://www.tda.gov.uk/Recruit/becomingateacher/waysintoteaching.aspx<BR< a> />
http://www.tda.gov.uk/Recruit/becomingateacher/basicrequirements.aspx<BR< a> />
http://www.tda.gov.uk/Recruit/becomingateacher/whatwouldyouliketoteach.aspx<BR< a> />

 

 

 

 

นวัตกรรมการเรียนการสอนกับไอซีที

 

เมื่อนำ  ICT เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา

 ( Transform Education) การจัดการเรียนในรูปแบบของ E-Learning  หมายถึง การเพิ่มพูนการเรียนรู้โดยผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย  ความสำคัญจึงอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่กว้างใหญ่   มีความยืดหยุ่นในกระบวนการหาข้อมูล ทำให้เกิดการพัฒนาทักษะความคิดได้มากกว่า  และวิธีการออกแบบหรือสร้างสื่อจากข้อมูลได้มากกว่า  จากความหมาย ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้สอน  ผู้เรียน และโรงเรียนที่ใช้ระบบ E-Learning 

 

 ครู  การสอนของครู จะเปลี่ยนเป็น E-Teaching  หมายถึงการสอนที่ส่งเสริมให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ

  1. ครูผู้สอนสามารถใช้ ICT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิด E-confidence ก่อนที่จะถ่ายทอด

ความรู้สู่ผู้เรียน 

-ครูต้องมีความรู้พื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และโปรแกรมพื้นฐานง่าย ๆ เช่น

Microsoft Word , Excel, Power Point และ  FrontPage 2000  เพื่อสร้างสื่อประกอบการเรียนการสอนแบบ Electronic Text/Media  หรือสามารถรู้วิธีการสร้าง จุดมุ่งหมายของการใช้สื่อ  ลักษณะของสื่อกับ designer ได้    http://www.new-media-learning.com/nml page2.html

-          ครูต้องสามารถวางแผนที่จะนำ ICT ต่าง ๆมาประยุกต์ใช้การเรียนการสอนของตนได้

-          ครูต้องมีทักษะที่จะสอนนักเรียนให้ใช้ ICT ในทางที่เหมาะสมเพื่อสื่อสารระหว่างเรียน

  1. บทบาทของครูผู้สอน ทำหน้าที่ เป็นผู้ให้คำแนะนำผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ( guide by

side ) ผ่านช่องทางการเรียนรู้  การสื่อสาร และการจัดกิจกรรมด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มากกว่าเป็นผู้หยิบยื่นความรู้ให้           ( sage on the stage)เพียงอย่างเดียว

ผู้เรียน   จะมีลักษณะเป็น

1.   E-confidence  Learner  ตามทฤษฏีของ  Bloom’s Taxonomy กล่าวคือ มีความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เหมาะสมเป็นลำดับขั้นตามช่วงวัย

 1.1 มีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ ICT เช่น รู้จัก Hardware และ Software

 1.2  สามารถเลือกใช้ ICT เป็นเครื่องมือในการสืบค้นแหล่งข้อมูลเพื่อประกอบการทำงาน

ในรายวิชาที่

เรียนได้

1.3     สามารถวิเคราะห์ ความน่าเชื่อถือและคุณภาพของข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นด้วย ICT และรู้จัก

เลือกใช้ ICT ได้ด้วยตัวเองอย่างเหมาะสม

1.4     สามารถเลือกและใช้ ICT เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางและเกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงที่เหมาะสม  นอกจากนั้นยังสามารถบูรณาการใช้ ICT ให้เหมาะกับตนเอง งานและผุ้ที่เกี่ยวข้องได้

http://www.nu.uk.net/webdav/harmonise?Page/@id=6001&Session/@id=D_2

 

2.  เกิด Independent Learning  หมายถึง  ผู้เรียนสามารถค้นคว้าความรู้ต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองทุกที่

ทุกเวลา ในเรื่องที่สนใจ ตระหนักและเห็นคุณค่าว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของตน มากกว่าเรียนแบบเดิมที่ เรียนตามเนื้อหาที่หลักสูตรกำหนดให้ 

  1. มีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ ICT ในโรงเรียน  ดังนี้

3.1      learning to learn   เกิดการเรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อสนองความอยากรู้ของตน รู้วิธีที่จะเรียนให้ประสบความสำเร็จ

3.2      Collaboration  มีเครือข่าย สังคมแห่งการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน สามารถเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง และลงลึกในรายละเอียดได้

3.3      Team work  ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

3.4       Communication   มีการสื่อสาร ปรึกษาหารือระหว่างเพื่อนและครู ได้

3.5       Problem Solving  รู้และใช้กลวิธีต่าง ๆในการแก้ไขปัญหาได้

3.6       Information Handling   สามารถรู้จักแหล่งสืบค้นข้อมูลและเลือกใช้ข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

โรงเรียน   จะเกิดการเปลี่ยนแปลง 2 ด้านใหญ่  ๆ  คือ

  1. การบริหารจัดการระบบ Infrastructure ที่ทำให้เกิดระบบ MIS ในโรงเรียน
  2. การบริหารจัดการ หลักสูตรแนวใหม่ ที่นำ ICT มาประยุกต์ใช้ ที่ทำให้เกิด E-Learning

 

 

 

1.   การบริหารจัดการระบบ Infrastructure ที่ทำให้เกิดระบบ MIS ในโรงเรียน  มีรายละเอียดดังนี้

                1.1    ผู้บริหารต้องกำหนดนโยบายใช้ทุกหน่วยงานในโรงเรียนใช้ ICT เป็นเรื่องปกติ

                1.2    ต้องมีโครงการจัดการ ICT ให้สามารถใช้ได้ในทุกพื้นที่ด้วยการเชื่อมต่อระบบทั้ง Wireless และ Wire เข้าด้วยกัน

                1.3    ต้องมีการพัฒนาระบบ ICT เพื่อการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ( CPD = Continuing Professional Development)  เพื่อให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง (Hub)  สร้างเครือข่ายความรู้ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน  และระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียนในชุมชนใกล้เคียง ของชุมชน และเป็น  E-Confident Community  สร้าง Learning Platform เพื่อช่วยให้ครูและผู้เรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วและมีประสิทธิภาพทุกที่ที่ต้องการ  อย่างน้อยทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน  

                1.4   ต้องจัดหา ICT ต่าง ๆ เช่น  Laptop , Whiteboard  เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการเรียนให้กับครู และ Staff ในโรงเรียน และที่สำคัญควรจัด Laptop ผู้เรียน สำหรับผู้เรียนทุกคน (ถ้าเป็นไปได้) ทำให้ผู้เรียนได้รู้สึกว่า ICT เป็นเสมือนของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่ง

                1.5   ต้องมีระบบserver ควบคุมทั้งโรงเรียน เพื่อใช้ในการจัดทำหลักสูตรและด้านงานธุรการต่างๆ

 

2.  การบริหารจัดการ หลักสูตรแนวใหม่ ที่นำ ICT มาประยุกต์ใช้ ที่ทำให้เกิด E-Learning

                2.1  โรงเรียนต้องเปิดโอกาสให้ปรับปรุงหลักสูตรอย่างอิสระ ยืดหยุ่น และสามารถเชื่อมโยงหลักสูตรระหว่างโรงเรียนอื่น ๆได้  ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสะดวกทั้งในห้องเรียน  นอกเรียน   มีหลากหลายกิจกรรม ได้เรียนในสิ่งที่สนใจและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

                2.2   หลักสูตรต้องมุ่งสร้างคุณภาพทางความรู้ เสริมอาชีพ และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพและทักษะชีวิตโดยให้ ICT ฝังตัวอยู่ในทุกกระบวนการของหลักสูตร ทุกกิจกรรม ทุกรายวิชา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนได้ใช้ประโยชน์จาก ICT ให้มากที่สุด 

                2.3   หลักสูตรเป็นแบบ Project Based Learning  เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นในบริบทของการเรียน  ได้แก่  learning to learn,  Collaboration, Team work,  Communication Problem Solving , Information Handling    

                2.4  หลักสูตรต้องจัดเพื่อความสำเร็จของผู้เรียนทุกคนทุกระดับชั้น โดยจัดโรงเรียนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  Whole School Community

                2.5   หลักสูตรต้องเปิดโอกาสให้ครูได้สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ด้วย ICT  และสร้างแหล่งความรู้ด้วยตัวเอง  ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่เสมอ (  Dynamic Resources)

                2.6  ต้องมีการประเมินผลการใช้หลักสูตรว่าเป็นไปตามมาตรฐานของการออกแบบหลักสูตร ที่มุ่งพัฒนาความสำเร็จของผู้เรียน  ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความเป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ

http://www.new-media-learning.com/exaple_review_form.html

http://www.new-media-learning.com/E-learning-QCA_Naace3.pdf

http://www.naace.org/implicit/effectiveness 

 

การวิเคราะห์ผลการเรียนในแต่ละเทอมของผู้เรียนด้วยระบบที่ทันสมัยและฉลาด จะทำให้ข้อมูลที่ได้เป็นข้อเท็จจริงจะนำไปสู่การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาได้ตรงจุดส่งผลดีต่อการพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาโรงเรียน   เพราะฉะนั้นโรงเรียนต้องกล้าที่จะเลือกใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีมาก ๆ  ครูทุกคนควรมีส่วนร่วมในการวิเคราะผู้เรียน   และกล้าจะนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งในส่วนดีและส่วนเสียของโรงเรียน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียนทุกคน  เพราะเป้าหมายหลักของโรงเรียนคือ มุ่งแก้ไขและพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนทุกคนมากกว่ามุ่งพัฒนาโรงเรียนเพียงเพื่อให้ผ่าน

4Matrix 

 คือ   Software  online ที่ใช้เป็นเครื่องมือทำวิจัยที่ทันสมัยสำหรับโรงเรียนผ่านระบบ MIS ของโรงเรียน

โดยมีข้อมูลดิบที่ใช้ในการวิเคราะห์คือคะแนนสอบปลายภาคของนักเรียนทั้งโรงเรียน ( Data&Analysis)

โปรแกรมพื้นฐานที่ในการใส่ข้อมูลคือ Microsoft Excel     

4Matrix  สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจริงจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาสั้นๆ ประมาณ   30 นาทีหลังจากที่ได้ใส่ผลการสอบประจำภาคเรียนของนักเรียนทุกคน ในโรงเรียนสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ได้คุณภาพ น่าเชื่อถือ จาก electronic data

การวิเคราะห์ผลจะแสดงออกมาในรูปของกราฟ ที่มีสีสันสวยงาม ง่ายต่อการอ่านและการตีความ สามารถบอกได้ถึง

  1. ความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน ว่าเก่งหรืออ่อนวิชาใด มีผลการเรียนอยู่ในระดับใด
  2. สามารถแยกให้เห็นว่าในภาพรวมของแต่ละรายวิชามีนักศึกษาสอบผ่าน หรือสอบตกมากน้อย

เพียงใดโดยแสดงผลเป็นร้อยละของเด็กที่ได้เกรด Aหรือ B หรือเกรดอื่น ๆในแต่ละรายวิชา  ( เด็กส่วนใหญ่ เก่งหรืออ่อนวิชาอะไร )โดยแสดงผลที่วิเคราะห์รูปของกราฟที่ละเอียดชัดเจน

ประโยชน์คือ

                1.     สามารถพัฒนาความสามารถของเด็กแต่ละรายได้ ตามความถนัดของเด็ก

2.     เกิดการพัฒนารายวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะในรายวิชาที่เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนอ่อน

                2.    โรงเรียนสามารถวางแผนและพัฒนาหลักสูตรรายวิชา และหลักสูตรสถานศึกษาต่อไปได้

                3.     โรงเรียนได้ข้อมูลที่สด ใหม่เป็น จริงเพราะใช้เวลาในการวิเคราะห์สั้นมาก   สามารถนำไปพัฒนางานได้ตรงจุด

4.    ลดความขัดแย้งระหว่างครูและผู้บริหารในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพรายวิชา  เพราะครูจะได้เห็นผลการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ ในลักษณะที่เป็นรูปธรรม    ( Profile)  ครูจึงรู้ได้ด้วยตนเองว่าควรจะปรับปรุงอะไร  อย่างไร

                5.     ประหยัดค่าใช้จ่าย

                6.     จุดประกายให้ผู้บริหารเห็นแนวทางในการพัฒนานักเรียนนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานสถานศึกษา เป็นโรงเรียนชั้นนำได้อย่างรวดเร็วและมีเป้าหมายเพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

ลักษณะพิเศษของ4Matrix ซึ่งมีการยืนยันว่าเป็นวิธีการที่ยอดนิยม

- โรงเรียนสามารถทำงานได้เลยเนื่องจากมีระบบออนไลน์

- แปลข้อมูลจุดเล็กๆและทิศทางเข้าสู่หัวข้อความเป็นมาตรฐานได้

- จัดเตรียมการประเมินเฉพาะที่หลากหลายภายในโรงเรียน

-  สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพความสามารถระหว่างโรงเรียนว่าแต่ละโรงเรียนมีความเหมือน   

   หรือความเทียบเคียงกันอย่างไร

-  ใช้ง่ายมีเพียง7 ปุ่มให้กด

-  ประสบผลสำเร็จในเรื่องของการแปลข้อมูลมากที่สุด

-  กราฟฟิคที่นำเสนอเข้าใจง่าย

ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์นั้น ก็มีผู้แสดงความคิดเห็นจากโรงเรียนในประเทศอังกฤษ

Research TV reports that 'Within School Variation' (WSV) is "Education's biggest challenge"ความผันผวนภายในโรงเรียน เป็นความท้าทายทางการศึกษาที่ใหญ่สุด  เพราะว่ามันส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการศึกษาของเด็ก ผลทางวิชาการจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของมาตรฐานการวัดผลประเมินผลของแต่ละโรงเรียน ส่วนในเรื่องperformanceระหว่างห้องหรือภาควิชาจะได้รับการใส่ใจน้อย ระบบการเงินของโรงเรียนก็มีส่วนในการพัฒนาและทำให้performance ของโรงเรียนออกมาดี

        นอกจากนี้มีการให้ข้อคิดเห็นว่ารู้เสมอว่ามีความแตกต่างในเรื่องperformanceในระหว่างโรงเรียน แต่เหนืออื่นใดที่มันควรจะทำให้แตกต่างคือการจัดประสบการณ์ให้กับผู้เรียนในแต่ละโรงเรียนมากที่สุด เด็กคนหนึ่งอาจจะไม่ถนัดวิชาหนึ่งแต่อาจจะถนัดอีกวิชาหนึ่งก็ได้ตรงนี้มันควรจะไปทำให้มีการเปลี่ยนในเรื่องความแตกต่างในตัวเด็กมากกว่าที่จะไปดูความแตกต่างระหว่างโรงเรียนคือควรจะให้ความสำคัญกับเด็กก่อนนั่นเอง Variation at GCSE between and within schools - source: DfES

http://4matrix.org/

http://www.new-media-learning.com/4M_endorsements.htm

http://www.new-media-learning.com/4M_FAQ.htm

http://www.new-media-learning.com/4M_philosophy.htm

http://www.new-media-learning.com/4M_features.htm

http://www.new-media-learning.com/4M_index.htm

http://www.new-media-learning.com/data-confident.htm

http://www.new-media-learning.com/example_review.htm

 

นวัตกรรมการวัดและประเมินผลกับไอซีที  

 

การออกแบบการประเมินผลผู้เรียน

                การประเมินผลการเรียน  การสอนในลักษณะที่ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการประเมินผล

จะเป็นการวัดว่าผู้เรียนได้ความรู้ในเนื้อหามากน้อยเพียงใด  และการที่สนับสนุนให้ครูได้ออกแบบ

การวัดและประเมินผลการเรียน  ซึ่งสามารถหาแหล่งข้อมูลได้จากอินเตอร์เน็ท   ซึ่งก็เป็นรูปแบบของการพัฒนาการวัดและประเมินผลฯ ผู้เรียน  ส่งผลให้การจัดการประเมินฯ ในรูปแบบนี้เคยใช้ได้ผลดีมาแล้วในการสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียน Ruamrudee International School (กรุงเทพฯ)

                การประเมินผลการเรียนควรสร้างจากสมมุติฐานดังต่อไปนี้

           1. การสร้างเนื้อความรู้

         มีผลการวิจัยระบุไว้ว่า  บทเรียนที่มีระดับการเรียนรู้ที่มากขึ้น  โดยการวัดจาก

กิจกรรมที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เรียน

  1. การเรียนคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปหรือไม่

        ควรมีการจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์  เพื่อเป็นการสร้างภูมิความรู้ที่เป็นไปอย่าง

หยั่งยืน  และเป็นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

  1. การประเมินผลการการเรียนที่ดี จะต้องนำผลที่ได้มาปรับปรุงการสอนด้วยผู้สอน

ต้อง มีการแจ้งหลักการประเมินผลการการเรียน ให้แก่ผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันทั้งด้านเนื้อหา  และวิธีการประเมินผลการการเรียน

  1. การประเมินผลการการเรียนที่ดี จะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

 

การประเมินผลการปฏิบัติงาน

                  เป้าหมายของการประเมินผลการเรียนในทางปฏิบัตินั้น  ข้อมูลในการประเมินผลฯ  สามารถหาได้จากทางอินเตอร์เน็ตได้  แต่การประเมินผลทางการปฎิบัติงานควรจะต้องสำรวจความก้าวหน้าของผู้เรียน และมีการเสนอว่าการประเมินข้างต้นควรจัดอยู่ในหลักสูตรใด  ในต่อไปนี้

  1. หลักสูตรการศึกษาก่อนวัยเรียน  เพื่อการตรวจสอบความก้าวหน้าในการ

พัฒนาการของผู้เรียน ว่ามีการพัฒนาการอยู่ในขั้นใด

  1. หลักสูตรการศึกษาทางการเรียนวิทยาศาสตร์  เพื่อเน้นวัตถุประสงค์การทดลอง

ต่าง ๆ  และความก้าวหน้าของการเรียน  เพื่อการพัฒนาของผู้เรียน ว่ามีการพัฒนาเพียงใด

  1. หลักสูตรการศึกษาทางการเรียนทางด้านภาษา  เพื่อเน้นวัตถุประสงค์การเขียน

การพูดการฟังต่าง ๆ  และเน้นความก้าวหน้าทางทักษะของผู้เรียน  เพื่อตรวจสอบการพัฒนาของผู้เรียน ว่ามีการพัฒนามากน้อยเพียงใด

  1. หลักสูตรการศึกษาทางการเรียนคณิตศาสตร์  เพื่อเน้นวัตถุประสงค์การ

แก้ปัญหาต่าง ๆ  และความก้าวหน้าของการเรียน  เพื่อตรวจสอบการพัฒนาของผู้เรียน ว่ามีการพัฒนาเพียงใด

การออกแบบข้อกำหนดในการประเมินผล

                  ควรจะมีการยึดหลักต่าง ๆ ที่สำคัญดังนี้

  1. ความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในชีวิตจริง 
  2. ต้องประเมินออกมาเป็นคะแนน
  3. ต้องแสดงบ่งบอกถึงผู้ที่ถูกประเมิน   โดยทั่วไปจะประเมินจากจุดประสงค์การสอน อาทิเช่น  ผลงานจากการปฏิบัติงาน หรือรายงานผลการปฏิบัติงาน

URL – http//www.performanceassessment.org/consortium/cfaq15.html

URL – http//www.geocities.com/Athens/partenon/8658/?200728

URL – http//www.geocities.com/js_source/adframe07.html

URL – http//www.ericfacility.net/ericdigests/ed381985.html

URL-http//www.mywire.com/Search.do?criteria=education&extID=10014&refineSubPubTypeI

หัวข้อ Prince George County: Developing Performance Assessment Task

จากเว็บ http://www.pgcps.org/~elc/developingtasks.html

                การประเมินโดยใช้การปฏิบัติงานเป็นฐาน (Performance-based assessment) เป็นกระบวนการที่ติดตามผลงานของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความก้าวหน้าของการปฏิบัติงาน วิธีการนี้ที่จะสร้างผลงานซึ่งแสดงออกถึงความรู้ความชำนาญของผู้เรียน สิ่งที่แตกต่างจากวิธีการทดสอบแบบดั้งเดิมคือต้องการให้นักเรียนเป็นผู้กำหนดลักษณะของการประเมินและงานที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติ

สำนักงานการประเมินทางเทคโนโลยีทางการศึกษาของสหรัฐอมริกาได้ให้คำจำกัดความว่าการประเมินโดยใช้การปฏิบัติงานเป็นคือรูปแบบการทดสอบที่หลากหลายที่ต้องการให้นักเรียนสร้างคำตอบและผลงานของตนเอง ซึ่งตรงกับความคิดของ Stephen  K. Hess กล่าวว่า งานที่ให้ผู้เรียนกระทำเป็นการเพิ่มความชำนาญและความรู้ก่อนการประเมินผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า

การประเมินงานจากการปฏิบัติงานควรมีความสามารถที่จะออกแบบการประเมินดังต่อไปนี้

-          นักเรียนควรร่วมคิด ไม่ใช่อยู่เฉยๆผลงานควรมาจากการออกแบบที่วางไว้

-          นักเรียนควรคาดหวังผลงานเมื่อตั้งใจและทุ่มเทให้กับผลงาน

-          นักเรียนต้องใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดบนพื้นฐานของความจริงต่อการปฏิบัติงานตามสิ่งที่คาดหวังไว้อย่างชัดเจนและควรจะมีการปรับปรุงผลงานเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญของนักเรียน

สาเหตุที่ทำให้มีการวิจัยทางการศึกษาและทางจิตวิทยาเกี่ยวกับคุณค่าของการประเมิน

การปฏิบัติงานเป็นแนวเดียวกันต้องคำนึงถึง การประเมินที่หลากหลาย (Alternative Assessment (ASCD)) และการสอนที่อาศัยสิ่งที่เกี่ยวข้องจำเพาะเจาะจงจากทฤษฎีทางการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Learning Theory (CLT)) ได้แก่

-           ความรู้ที่ถูกสร้างขึ้น ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล คือเรียนรู้จากข้อมูล

ข่าวสารที่ได้รับใหม่และความรู้เดิมที่ได้รับการแนะนำและกระตุ้น การอภิปราย โดยให้คิดว่ามีการคิดได้หลายช่องทาง ไม่ใช่ทางเดียวหรือคำตอบเดียวอาจมาจากตัวอย่าง บทบาทสมมุติ สถานการณ์จำลอง  การถกเถียง และการอภิปราย

-          เน้นการคิดอย่างมีวิจารญาณ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ ลงความเห็น ทำนายเหตุการณ์

และสร้างสมมุติฐานผ่านข้อมูลข่าวสารที่ได้รับใหม่และความรู้เดิม

-          เห็นคุณค่าของการทำงานเป็นกลุ่ม กระบวนการกลุ่มและบทบาทหน้าที่ของผู้เรียน

ที่หลากหลาย ผลงานของกลุ่ม

-          ผู้เรียนจะปฏิบัติงานได้ดีกว่าเมื่อรู้เป้าหมายโดยดูแบบหรือตัวอย่าง และรู้วิธีการ

ปฏิบัติงานโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐาน

-          สามารถช่วยเหลือนักเรียนได้เป็นรายบุคคลและทั้งชั้นเรียน

-          ให้โอกาสที่จะปรับปรุงงาน และคิดทบทวน

-          ให้นักเรียนประเมินตนเอง และหาวีการเรียนรู้ที่ดีและผลงานที่ชื่นชอบ

-          กระตุ้นนักเรียนให้มีชีวิตชีวาในการเรียนและมีการประสานร่วมงานกับบุคคลอื่น

กระบานการออกแบบการประเมินการปฏิบัติงาน

-          ลำดับแรก การระบุผลงานและตัวชี้วัด ตัวชี้วัดและสิ่งที่วัดได้ในแต่ละครั้งคืออะไร

เลือกผลการเรียนรู้ ของผู้เรียนและขอบข่ายของการจัดลำดับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของกลุ่มวิชาที่จะประเมินการปฏิบัติงาน

-          ลำดับสอง การสร้างเนื้องานที่มีความหมาย เป็นที่ดึงดูดในงานและเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ตามขอบข่ายของการจัดลำดับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของกลุ่มวิชาที่จะประเมินการปฏิบัติงาน

-          ลำดับสาม  การระบุผลงานและการปฏิบัติงาน นักเรียนมีตัวเลือกในการปฏิบัติงาน

-          ลำดับสี่ ทางเลือกเมื่อพิจารณาในการออกแบบงาน

-          ลำดับห้า การวางแผนกิจกรรมในงาน

-          ลำดับหก  กฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นสำหรับงาน

-          ลำดับเจ็ด  การสร้างการตอบสนองอย่างน่ายกย่อง คือการให้ผู้เรียนเรียนรู้มากกว่าทางที่ตอบสนอง

-          ลำดับแปด การตัดสินใจเกี่ยวกับคะแนน นักเรียนทราบถึงจุดประสงค์ของ

การประเมินการปฏิบัติงาน จุดประสงค์เหมาะสมกับการประเมินการปฏิบัติงาน

แนวทางการให้คะแนนการประเมินการปฏิบัติงาน

  • Rubrics เป็นการให้คะแนนที่อธิบายมิติของการประเมินกับระดับคุณภาพสำหรับคะแนนแต่ละตัว
  • Rule เป็นการให้คะแนนที่มีคำอธิบายย่อๆสำหรับคะแนนแต่ละตัว สเกลคะแนนจะแคบกว่า
  • Scoring Key เป็นการให้คะแนนจากการทำกิจกรรมที่จำเพาะเจาะจง คำอธิบายเป็นการอธิบายจำนวนการทำกิจกรรมของคะแนนแต่ละตัว

 

Research: http://electronicportfolios.org/portfolios/wcce2001.pdf

เป็น website ของ dr. Barrett ในส่วนของงานวิจัย โดยกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาช่วยในการประเมินแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และการประเมินทางเลือกกล่าวคือ

                การวิจัยนี้คลอบคลุมเกณฑ์ที่จะใช้ประเมิน 3 อย่างได้แก่

  1. การสังเกตการณ์เรียนรู้ของนักเรียน ( Observations of student Learning )
  2. การประเมินการปฏิบัติงาน  (Performance assessment)
  3. แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Portfolio)

โดยจะพิจารณาความแตกต่างระหว่างการประเมินการปฏิบัติงานและ แฟ้มสะสมงาน

อิเล็กทรอนิกส์ การนิยามแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่จะสร้างแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์

การเป็นเจ้าของและการพัฒนา sofeware โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาชาติโดยเผยแพร่ทาง Website ต่างๆ

                ในอับดับแรกจะกล่าวถึงนิยามของ (Alternative assessment)ว่า Alternative assessment ต้องการให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้มากกว่าเป็นผู้ตอบและประกอบด้วย 3 ส่วนคือ

  1. การประเมินแบบเดิม คือนักเรียนในแต่ละระดับหรือแต่ละชั้นมีความรู้ในหลักสูตรนั้น

อย่างไรโดยการประเมินในชั้นเรียนจาก การทดสอบ การบ้าน และการทดสอบจากแบบทดสอบมาตรฐาน (standardized tests)

  1. การประเมินการปฏิบัติงาน  (Performance assessment)  งานที่ผู้เรียนกระทำมา

จากมาตรฐานและประเมินเป็น rubrics score

  1. แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Portfolio) เป็นงานแสดงถึงการเติบโตและ

การพัฒนาของนักเรียนโดยเกิดจากกาพัฒนางานในชั้นเรียนตามที่ได้กำหนดและการประเมอนของแต่ละบุคคล

                ความแตกต่างระหว่างการประเมินการปฏิบัติงาน  (Performance assessment) และ

แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ได้แก่ แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เป็นสิ่งที่รวบรวมงานของนักเรียนหรืองานของครูที่เห็นได้ชัดเจนไว้ด้วยกันส่วนการประเมินการปฏิบัติงาน  (Performance assessment) เป็นตัวช่วยในการประเมินงานของผู้เรียนว่าผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะ มีความสามารถตามมาตรฐานช่วงชั้นนั้น จากงานนั้นหรือไม่

                ชนิดของ(Portfolio)

  1. artifacts เป็นงานที่ทำขึ้นระหว่างการเรียนปกติ
  2. reproduction  เป็นงานที่ทำขึ้นนอกห้องเรียน
  3. attestation เป็นงานที่ทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ของนักเรียน
  4. production เป็นงานที่ทำขึ้นหลังจากเรียนหรือมีความรู้มากพอ

กระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Portfolio)  ซึ่งมี 5  ขั้นตอนดั